- หน้าแรก
- ฝึกกระบี่สามพันปี ออกจากเขาคราวนี้ข้าคือเทพไร้เทียมทาน
- บทที่ 100 - ม่านฟ้า
บทที่ 100 - ม่านฟ้า
บทที่ 100 - ม่านฟ้า
บทที่ 100 - ม่านฟ้า
เสาน้ำแข็งที่แฝงไอเย็นสุดขั้วร่วงหล่นลงมาจากท้องฟ้า ฟาดเข้าใส่พวกเขาทั้งสองคน
เยี่ยหลิวอวิ๋นกัดฟันกรอด พลังเซียนในร่างปะทุขึ้นมา เตรียมจะซัดฝ่ามือเข้าปะทะกับเสาน้ำแข็ง
แต่เขากลับพบว่าเสาน้ำแข็งนั่นแตกสลายไปจนหมดสิ้น กลายเป็นเกล็ดหิมะปลิวว่อนเต็มฟ้าไปแล้ว
เสี่ยวเสวี่ยเอ่ยขึ้น "พี่ไม่ต้องห่วงหรอก เงากระบี่ของท่านเจ้าสำนักปกป้องพวกเราได้สบายมาก!"
เยี่ยหลิวอวิ๋นยังไม่ทันจะได้พยักหน้ารับ ก็เห็นว่าร้านรวงสองฝั่งถนนจู่ๆ ก็ระเบิดออก ร่างเงาหลายสายพุ่งพรวดออกมาจากข้างใน
ร่างเงาเหล่านี้ล้วนมีลักษณะเด่นเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่ง
ใบหน้าไร้อารมณ์ รูม่านตาเป็นสีขาวโพลน
ราวกับหุ่นเชิดที่ไร้สติสัมปชัญญะ
ทว่าบนร่างของทุกคน กลับมีพลังเซียนอันแข็งแกร่งแผ่ซ่านออกมา!
"หนึ่ง สอง สาม... เจ็ดร้อยแปดสิบสามคน!"
สายตาของเยี่ยหลิวอวิ๋นกวาดมองร่างที่พุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว
ในบรรดาคนพวกนี้ คนที่อ่อนแอที่สุดยังอยู่ถึงขั้นนักบุญศักดิ์สิทธิ์ระดับแปด ส่วนคนที่แข็งแกร่งที่สุด ปาเข้าไปถึงขั้นราชันเซียนระดับหนึ่งแล้ว
เยี่ยหลิวอวิ๋นมองเงากระบี่ที่ครอบคลุมร่างของตัวเอง แววตาเต็มไปด้วยความตึงเครียด
เงากระบี่มีเพียงสายเดียว หากแตกสลายไปก็จบเห่
เขาเชื่อมั่นในความแข็งแกร่งของหลินหมิง แต่ในความเป็นความตายเช่นนี้ แค่เงากระบี่สายเดียว มันไม่พอที่จะทำให้เขารู้สึกอุ่นใจได้เลย
ทว่าวินาทีต่อมา เขาก็พบว่าความกังวลของตัวเองนั้นไร้สาระสิ้นดี
เขาเห็นชายวัยกลางคนที่มีใบหน้าเหี้ยมเกรียม พุ่งเข้ามาทางด้านข้างของเขา ในมือถือดาบยาวเล่มหนึ่ง ฟันฉับลงมาจากเบื้องบน
ในจังหวะที่ดาบห่างจากเงากระบี่เพียงแค่คืบเดียว มันก็พังทลายลงในพริบตา ดาบยาวพร้อมกับคนถือ กลายเป็นเศษผงไปพร้อมกัน
อีกด้านหนึ่ง เยี่ยหลิวอวิ๋นเพิ่งจะเห็นร่างหนึ่งพุ่งเข้ามาใกล้ ยังไม่ทันจะได้มองให้ชัด ก็พบว่าร่างของอีกฝ่ายแตกสลายไปแล้ว
ร่างเงานับร้อยพุ่งเข้ามาอย่างไม่คิดชีวิต ราวกับไม่รู้จักความหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย
แต่ผลลัพธ์ก็ยังคงเหมือนเดิม
ไม่ว่าการโจมตีจะรุนแรงแค่ไหน ไม่ว่าคนที่โจมตีจะแข็งแกร่งหรืออ่อนแอเพียงใด
ยังไม่ทันได้สัมผัสโดนเงากระบี่ พวกมันก็กลายเป็นฝุ่นผงปลิวว่อนไปหมด
ถนนในเมืองชุนเฟิงถูกย้อมไปด้วยเลือดสดๆ
กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้ง ลอยมากับสายลมหนาวเหน็บ พัดพาดินแดนแห่งนี้ และลอยล่องออกไปไกลแสนไกล
...
ภายในโรงเตี๊ยม
ท่ามกลางความมืดมิดอันถึงขีดสุด จู่ๆ ก็มีประกายแสงกระบี่จางๆ สว่างวาบขึ้น
แสงกระบี่นั้นเบาบางมาก แทบจะเหมือนกับแสงหิ่งห้อย ไม่อาจส่องสว่างท่ามกลางความมืดมิดเบื้องหน้าได้
"ภายใต้ม่านฟ้าของข้า คือกฎเกณฑ์แห่งความมืดมิดอันถึงที่สุด โลกนี้จะไม่มีแสงสว่างใดๆ หลงเหลืออยู่ ต่อให้กระบี่ของเจ้าจะพิเศษแค่ไหน มันก็เปล่าประโยชน์"
ท่ามกลางความมืด เสียงของเถ้าแก่โรงเตี๊ยมก็ดังขึ้นอีกครั้ง น้ำเสียงรวดเร็ว คล้ายกับดังก้องมาจากทุกทิศทุกทาง จนไม่อาจแยกแยะตำแหน่งที่แน่ชัดได้
แต่จู่ๆ น้ำเสียงเย้ยหยันของเขาก็มีอันต้องสั่นสะท้าน
เห็นเพียงแสงกระบี่บางเบารอบตัวหลินหมิง พุ่งทะลวงออกไปในชั่วพริบตา
เพียงเสี้ยววินาที มันก็เจาะทะลุความมืดมิดอันไร้ที่สิ้นสุด
ท่ามกลางความมืดมิดนี้ แสงกระบี่ได้ทิ้งรอยทางแสงจางๆ เอาไว้ ผ่าความมืดมิดที่ปกคลุมท้องฟ้าออกเป็นสองส่วนบนล่าง
ไม่ว่าความมืดจะพยายามทะลักเข้ามากลืนกินแค่ไหน ก็ไม่อาจกลบกลืนรอยแสงบางเบานี้ได้
"ม่านฟ้า ก็งั้นๆ แหละ"
เสียงของหลินหมิงดังก้องขึ้นท่ามกลางความมืด
จากนั้น โดยมีเขาเป็นศูนย์กลาง แสงกระบี่ก็หมุนวนกลายเป็นพายุ กวาดล้างไปทั่วทั้งโรงเตี๊ยมในพริบตา
ความมืดมิดถอยร่นไปราวกับน้ำลด
หลินหมิงยืนอยู่ภายในโรงเตี๊ยม ทางด้านซ้ายเฉียงไปข้างหน้าของเขา เถ้าแก่โรงเตี๊ยมพุงพลุ้ยกำลังมีเหงื่อผุดซึมเต็มหน้าผาก
หยาดเหงื่อไหลหยดลงมาตามพวงแก้มอันบวมอืดอย่างช้าๆ
ในมือของเขายังคงกำผ้าสีดำผืนหนึ่งเอาไว้ บนนั้นไม่มีพลังเซียนหลงเหลืออยู่อีกต่อไป ราวกับเป็นแค่ผ้าขี้ริ้วธรรมดาๆ ผืนหนึ่งในโรงเตี๊ยม
หลินหมิงปรายตามองเถ้าแก่โรงเตี๊ยม โดยไม่พูดพร่ำทำเพลง เขาตวัดกระบี่ฟันออกไปหนึ่งฉับ
แสงกระบี่ตัดผ่านร่างของอีกฝ่าย
เลือดสดๆ สาดกระเซ็น
เขาเก็บกระบี่แล้วหันหลังกลับ โรงเตี๊ยมทั้งหลังก็พังทลายลงมาตามหลังเขา
สายลมพัดฝุ่นทรายปลิวว่อน
หลินหมิงเดินกลับมาหาเยี่ยหลิวอวิ๋นและเสี่ยวเสวี่ย ก่อนจะมองไปที่แม่หนูน้อย "ก่อนหน้านี้เจ้าบอกว่า เมืองนี้น่าจะมีอยู่สองคน"
เสี่ยวเสวี่ยพยักหน้าอย่างหนักแน่น "ใช่จ้ะ อีกคนหนึ่งมันแปลกประหลาดมาก ต้นตอความวุ่นวายของเมืองนี้น่าจะมาจากมันนี่แหละ"
"มันมีความสามารถที่ทำให้คนสูญเสียสติสัมปชัญญะไปในพริบตา กลายเป็นไอ้บ้าที่รู้จักแต่การเข่นฆ่าโดยไม่กลัวตาย"
เสี่ยวเสวี่ยเพิ่งพูดจบ หลินหมิงก็เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า
"ตรงนั้น มีกลิ่นหอม"
เยี่ยหลิวอวิ๋นขมวดคิ้ว "ข้าไม่ได้กลิ่นอะไรเลยนะ"
หลินหมิงปรายตามองเงากระบี่บนร่างของเยี่ยหลิวอวิ๋นแวบหนึ่ง "ถ้าขืนปล่อยให้เจ้าได้กลิ่น ป่านนี้เจ้าคงกลายเป็นบ้าไปแล้วล่ะ"
เยี่ยหลิวอวิ๋น "..."
บนท้องฟ้า ร่างในชุดคลุมสีม่วงซ่อนตัวอยู่ในช่องว่างมิติ กำลังรีดเร้นพลังทั้งหมดกระตุ้นโอสถเม็ดหนึ่งในมือ
กลิ่นหอมบางเบาจากโอสถ ลอยตามลมลงมาสู่เมืองชุนเฟิงเบื้องล่าง
แววตาของเขาเต็มไปด้วยความร้อนรน "ไม่ได้ผล ไม่ได้ผลเลยสักนิด! ไอ้ตัวประหลาดนี่มันเป็นตัวอะไรกันแน่วะ!?!"
"ไม่เอาแล้ว เต็มที่แค่สามลมหายใจ ถ้ายังไม่ได้ผลอีก ก็เผ่นดีกว่า!"
เขาตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว
แม้ว่าการฆ่ากายาแห่งโชคชะตาจะคุ้มค่าต่อให้ต้องจ่ายด้วยราคาแพงลิบลิ่วแค่ไหนก็ตาม
แต่อย่างน้อยๆ มันก็ต้องมองเห็นโอกาสสำเร็จอยู่บ้างสิ
ทว่าตอนนี้ เขามองไม่เห็นหนทางนั้นเลย
เขาพยายามกระตุ้นโอสถในมือไปพลาง ก็นับเวลาถอยหลังในใจไปพลาง
"หนึ่ง"
"สอง"
"สามลมหายใจ หมดเวลา!"
เวลาหมดลง แต่ก็ยังมองไม่เห็นความหวังที่จะสำเร็จ เขาเก็บโอสถกลับไป รวบรวมพลังเซียนทั้งหมด ซ่อนตัวอยู่ในช่องว่างมิติแล้วเตรียมจะบินหนีไปให้ไกล
ทว่าเขายังไม่ทันจะได้บินพ้นอาณาเขตเมืองชุนเฟิง เขาก็เห็นแสงกระบี่สายหนึ่งขยายใหญ่ขึ้นในม่านตาอย่างกะทันหัน
"อะไรนะ?"
แววตาตื่นตะลึงฉายแวบขึ้นมาเพียงเสี้ยววินาที จากนั้น พลังชีวิตทั้งหมดก็มลายหายไปจนสิ้น
"ไปกันเถอะ"
เบื้องล่าง บนถนนที่เจิดนองไปด้วยเลือดของเมืองชุนเฟิง หลินหมิงเอ่ยปากขึ้น
[จบแล้ว]