- หน้าแรก
- ระบบพลิกชะตาชีวิตหนุ่มตกอับสู่เทพบุตรสุดเท่
- บทที่ 280 - แรงสั่นสะเทือน
บทที่ 280 - แรงสั่นสะเทือน
บทที่ 280 - แรงสั่นสะเทือน
บทที่ 280 - แรงสั่นสะเทือน
จางหยางชำเลืองมองเวลา
นับตั้งแต่เริ่มใช้บัตรพูดความจริงจนถึงตอนนี้ก็เกือบครึ่งชั่วโมงแล้ว ตามกำหนดเวลาของบัตรมันใกล้จะหมดฤทธิ์เต็มที
เมื่อมองดูสยงไฉที่ยังคงพล่ามไม่หยุดในห้องไลฟ์สด จางหยางก็ไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาพูดดี
ภายในห้องไลฟ์สดกำลังโกลาหลวุ่นวาย จำนวนผู้เข้าชมพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ จนทะลุหลักแสนไปแล้ว
"จะว่าไปตอนนี้มีดาราชายคิวทองอยู่คนหนึ่ง คนนั้นนั่นแหละ ... ภาพลักษณ์ภายนอกดูเป็นน้องชายที่แสนบริสุทธิ์ แต่ความจริงแล้วเล่นพิเรนทร์สุดๆ กินเรียบทั้งชายทั้งหญิง พวกคุณเชื่อไหมล่ะ?"
สยงไฉพูดจาออกรสออกชาติ ส่วนคนในห้องไลฟ์สดก็ฟังเรื่องฉาวอย่างเพลิดเพลินใจ
ทันใดนั้นทุกคนในห้องไลฟ์ก็เห็นว่าสยงไฉดูเหมือนจะชะงักไปครู่หนึ่ง สีหน้าของเขาดูงุนงงสับสนเหมือนเพิ่งตื่นจากฝัน จากนั้นใบหน้าก็เริ่มถอดสีจนขาวซีด
เขาใช้มือตะปบปากตัวเองทันควัน ดวงตาสั่นระริกด้วยความหวาดกลัว
"พี่ไฉ พี่ไฉ ทำไมไม่พูดต่อล่ะ?" ผู้คนในห้องไลฟ์ที่กำลังรอฟังเรื่องเด็ดต่างพากันเซ้าซี้ถาม
สยงไฉอึกอักพูดไม่ออก ก่อนจะปิดห้องไลฟ์สดไปโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย
จางหยางหัวเราะพลางวางโทรศัพท์ลง
ละครฉากใหญ่เรื่องนี้ แม้แต่เขาก็ยังรู้สึกว่ามันช่างน่าดูชมยิ่งนัก
ผลของบัตรพูดความจริงไม่ได้ทำให้คนคนหนึ่งสูญเสียตัวตน แต่ในแง่หนึ่งมันทำให้ตกอยู่ในสภาวะที่ขาดการควบคุมตัวเอง ทว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาคนคนนั้นยังคงมีสติรับรู้อยู่เสมอ
ดังนั้นเมื่อฤทธิ์ของบัตรจางหายไป สยงไฉจึงรู้สึกเหมือนคนเมาที่เพิ่งสร่างสติสัมปชัญญะกลับคืนมา
เมื่อหวนนึกถึงสิ่งที่ตัวเองเพิ่งทำลงไป มีหรือจะไม่หวาดกลัว?
คืนนี้วงการบันเทิงต้องสั่นสะเทือนแน่ เรื่องฉาวระดับบิ๊กเก้าเรื่องถูกจุดชนวนขึ้นสู่โลกออนไลน์ในทันที ผลกระทบที่แท้จริงเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น
ทั่วทั้งวงการต่างรู้กันในคืนนี้ว่าสยงไฉฆ่าไม่เลือก คืนนี้เขาแปลงร่างเป็นหมาบ้าที่ไล่กัดไปทั่ว ใช้กำลังเพียงคนเดียวปั่นป่วนคนทั้งวงการจนเละเทะ
แต่เรื่องพวกนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับจางหยางแล้ว
เขาวางโทรศัพท์ลงแล้วหยิบยาลูกกลอนคืนพลังออกมาจากระบบ หรือจะพูดให้ถูกก็คือยาลูกกลอนคืนพลังรุ่นเทียม
เขาหยิบยาเม็ดเล็กขนาดเท่าเมล็ดถั่วลิสงออกมาถือไว้ในมือพลางพิจารณา
"ลองดูประสิทธิภาพหน่อยดีไหม?" จางหยางพึมพำกับตัวเอง สายตามองไปที่ตัวยาพลางใช้ความคิด
หลังจากไตร่ตรองเพื่อความปลอดภัย เขาจึงไม่กล้ากินเข้าไปทั้งเม็ด แต่เลือกที่จะขูดผงยาออกมาเพียงเล็กน้อย หรือประมาณหนึ่งในร้อยส่วนของยาหนึ่งเม็ด แล้วผสมลงในแก้วน้ำ
"ปริมาณน้อยขนาดนี้ คงไม่มีผลข้างเคียงอะไรหรอกมั้ง"
จางหยางดื่มน้ำในแก้วจนหมดแล้วรออยู่นิ่งๆ สองสามวินาที
อืม ... ก็นะ ไม่เห็นรู้สึกอะไรเลยจริงๆ
เขาไม่ได้คิดมากจึงลุกขึ้นเดินเข้าห้องน้ำชั้นบน เตรียมตัวจะแช่น้ำให้สบายใจ
ครู่ต่อมาภายในห้องน้ำมีไอน้ำพุ่งกระจาย
จางหยางนอนแช่ในอ่างอาบน้ำ หลับตาพักผ่อน ปล่อยให้ความอบอุ่นโอบล้อมร่างกาย
"อา ... ซี้ด!"
ทันใดนั้นจางหยางก็ลืมตาโพลง ก้มลงมองตัวเองอย่างไม่อยากเชื่อ
วินาทีต่อมา ใบหน้าของเขาก็เริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ ภายในท้องมีความรู้สึกร้อนรุ่มแผ่ซ่านออกมาจนเขาไม่สามารถแช่น้ำต่อไปได้อีก
ซ่า!
จางหยางรีบลุกขึ้นพรวดพราดแล้วพุ่งเข้าโซนฝักบัว เปิดน้ำเย็นจัดรดตัวทันที
น้ำเย็นฉ่ำที่ราดลงบนผิวหนังที่ร้อนระอุไม่ได้ทำให้จางหยางรู้สึกหนาวเลยแม้แต่น้อย ในทางกลับกันเขากลับมีความรู้สึกบางอย่างที่อธิบายไม่ถูก
พละกำลัง ... พละกำลังที่เอ่อล้นจนแทบจะระเบิดออก
รวมถึงเลือดในร่างกายที่ดูเหมือนจะเดือดพล่านไปหมด
ในสภาวะแบบนี้ จางหยางสงสัยว่าต่อให้เขาไม่นอนสามวันสามคืนก็คงไม่รู้สึกง่วงแม้แต่นิดเดียว
การคืนพลังคือการเสริมสร้างพื้นฐานและขจัดโรคภัย
จางหยางคาดเดาว่าสรรพคุณของยานี้ ในแง่หนึ่งมันคือการขยายขีดจำกัดของพลังชีวิตให้แข็งแกร่งขึ้น
"ลำบากแล้วสิ"
เขาฝืนยิ้มออกมาพลางก้มมองส่วนล่างของตัวเอง
จะขยายพลังชีวิตหรือไม่นั่นเป็นเพียงการคาดเดา แต่สิ่งที่อยู่ตรงหน้านี่ ... เกรงว่าการวิดพื้นมือเดียวสักร้อยสองร้อยครั้งคงแก้ปัญหาไม่ได้แน่
ของจากระบบนี่มันยอดเยี่ยมจริงๆ ...
ดึกดื่นป่านนี้ จะไปหาใครได้ล่ะเนี่ย?
...
และในขณะเดียวกัน ใครบางคนกำลังตกอยู่ในช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดของชีวิต
ภายในอพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่งในปักกิ่ง
สยงไฉนั่งเหม่อลอยหลังจากปิดไลฟ์สด ปล่อยให้โทรศัพท์หลายเครื่องตรงหน้าดังสั่นอย่างบ้าคลั่งโดยไม่กล้ากดรับ
"จบกัน จบสิ้นหมดแล้ว คืนนี้ฉันโดนผีเข้าหรือไง? หรือว่าดีใจจนเนื้อเต้นเกินไป? ฉันกล้าได้ยังไง? กล้าพูดเรื่องพวกนั้นออกมาได้ยังไง?"
เขาค่อยๆ ทบทวนคำพูดที่พ่นออกไปในคืนนี้
ตอนนี้เขาอยากจะตบหน้าตัวเองแรงๆ ให้ฟันร่วงหมดปากจริงๆ
ชื่อที่เขาเอ่ยถึงในคืนนี้ ทั้งดาราคิวทอง ผู้มีอิทธิพลในวงการ รวมถึงกลุ่มทุนต่างๆ แต่ละรายล้วนเป็นตัวตนที่เขาไม่กล้าล่วงเกินทั้งสิ้น
เมื่อก่อนเขายังพอวางท่ากร่างได้ เพราะรู้ว่าตัวเองกุมความลับเอาไว้ คนอื่นจึงต้องระวังไม่กล้าลงมือเพราะกลัวความลับรั่วไหล และไม่อยากแลกกับเขาจึงยอมเสียเงินจบเรื่อง แต่ตอนนี้ความลับเหล่านั้นถูกป่าวประกาศออกไปหมดแล้ว คนที่มีอิทธิพลเหล่านั้นก็ไม่มีอะไรต้องกังวลอีกต่อไป
สิ่งที่รอเขาอยู่ย่อมเป็นการล้างแค้นและการย้อนศรที่โหดเหี้ยมที่สุด
จะอพยพไปต่างประเทศงั้นเหรอ? ในสถานการณ์แบบนี้เขายังจะออกไปได้อีกเหรอ? ต่อให้ถอยหลังไปหมื่นก้าวแล้วหนีออกไปได้จริง เขายังจะกลับประเทศได้อีกไหม? นี่มันคือการตัดทางถอยของตัวเองชัดๆ!
"ไม่ได้การ ฉันต้องไปกบดานสักพัก"
เมื่อคิดได้ดังนั้นสยงไฉก็ไม่อาจนั่งนิ่งได้อีกต่อไป เขาเหมือนเพิ่งตื่นจากฝันร้ายแล้วรีบลุกพรวดขึ้นมา
จากนั้นเขาก็รื้อค้นข้าวของ เริ่มเก็บสัมภาระส่วนตัว เตรียมจะหนีกลับไปกบดานที่บ้านเกิดก่อน
ปี๊ด! ปี๊ด!
นอกหน้าต่างที่ชั้นล่าง มีเสียงบีบแตรดังแว่วมา
สยงไฉสะดุ้งสุดตัวเหมือนนกที่ตกใจเสียงเกาทัณฑ์ เขารีบชะโงกหน้าลงไปมองข้างล่างทันที
เห็นเพียงรถตู้คันหนึ่งจอดอยู่ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ พร้อมกับชายหนุ่มในชุดหนังสีดำเจ็ดแปดคนยืนสูบบุหรี่และเงยหน้าขึ้นมามองทางนี้
"ตามมาถึงนี่เร็วขนาดนี้เลยเหรอ?"
สยงไฉคว้ากระเป๋าเป้และกุญแจรถด้วยความลนลานแล้วพุ่งออกนอกประตูไปทันที
ครู่ต่อมารถคันหนึ่งก็แล่นออกจากที่นั่นอย่างรีบร้อนในความมืด มุ่งหน้าไปยังทางออกอีกทางของอพาร์ตเมนต์
"ดึกขนาดนี้ยังต้องย้ายบ้านอีก เหนื่อยจริงๆ เลย"
"ไม่เป็นไรน่า ย้ายเสร็จแล้วพวกเราค่อยไปหาอะไรกินกันให้สำราญใจเถอะ"
ข้างรถตู้ชั้นล่าง ชายหนุ่มสองสามคนยืนสูบบุหรี่พลางคุยกันสัพเพเหระ พร้อมกับมองรถที่ขับเป๋ไปเป๋มาไม่ไกลด้วยความแปลกใจ
ฝีมือการขับรถของไอ้หมอนี่มันห่วยแตกชะมัด
...
ท่ามกลางราตรีที่มืดมิด สยงไฉขับรถเหยียบคันเร่งสุดกำลัง พยายามหนีอย่างไม่คิดชีวิต
บ้านเกิดของเขาอยู่ที่เยี่ยนเจียว ตอนนี้เขาแค่ต้องการหนีกลับไปหลบภัยก่อน ส่วนการล้างแค้นที่จะตามมาในภายหลังไม่ว่าจะเป็นการฟ้องร้องข้อหาหมิ่นประมาท กรรโชกทรัพย์ หรือแม้แต่การใช้มาตรการนอกกฎหมายจัดการเขา เขาก็คิดอะไรไม่ออกแล้ว
ตลอดทางเขายิ่งคิดสมองก็ยิ่งรวน การขับรถยิ่งไร้ทิศทางเข้าไปใหญ่
"ซี้ด รถข้างหลังนั่นตั้งใจขับตามฉันหรือเปล่านะ?" สยงไฉชำเลืองมองรถคันหลังแล้วเริ่มเสียสติ
ตัวเขาเองเป็นปาปารัสซี่ จึงเชี่ยวชาญเรื่องการสะกดรอยตามเป็นพิเศษ และไวต่อเรื่องพวกนี้มาก
เขารู้สึกได้ชัดเจนว่ารถคันหลังดูเหมือนจะไม่ได้เพิ่งเห็นเป็นครั้งแรก ในบางจังหวะเขายังแอบมองเห็นดวงตาที่เย็นชาและเคร่งขรึมของคนขับผ่านกระจกมองหลังได้ลางๆ
"ไม่ได้การ ต้องสลัดให้หลุด!"
สยงไฉกัดฟันเหยียบคันเร่งจนจมมิด ทันใดนั้นรถก็พุ่งทะยานด้วยความเร็วสูงเพื่อสลัดหนีคนข้างหลัง
ภายในรถมีโทรศัพท์ที่แผดเสียงดังระงม ข้างหลังมีรถไล่จี้ไม่ปล่อย บวกกับเสียงหัวใจที่เต้นรัวเร็วขึ้นเรื่อยๆ
สมองของสยงไฉอื้ออึงไปหมด ทันใดนั้นมันก็ขาวโพลนไปชั่วขณะ
วินาทีต่อมา รถก็เสียหลัก
โครม!
ท่ามกลางเสียงกระแทกดังสนั่น รถพุ่งชนแผงกั้นจนทะลุแล้วพลิกคว่ำลงไปในความมืดที่มองไม่เห็นก้นบึ้ง
"รถคันนี้ ... ทำไมถึงพุ่งออกไปแบบนั้น?"
นั่นคือความคิดสุดท้ายที่หลงเหลืออยู่ในสมองของเขา
วินาทีต่อมา ท่ามกลางการปะทะที่รุนแรง เขาก็หมดสติไป
"ชิบหายแล้ว" รถคันหลังรีบเบรกกะทันหันก่อนที่ชายคนหนึ่งจะก้าวลงมา
เขายืนอึ้งมองรถข้างหน้าที่จู่ๆ ก็เสียการควบคุมหักเลี้ยวแล้วพลิกคว่ำลงไปในร่องน้ำข้างทาง เขาถึงกับไปไม่เป็นเลยทีเดียว
ตอนแรกที่ขับรถกลับบ้านดึกๆ เขายังรู้สึกง่วงงันอยู่บ้าง แต่พอได้เห็นอุบัติเหตุต่อหน้าต่อตาแบบนี้ สมองก็ตื่นตัวทันที ความง่วงหายเป็นปลิดทิ้ง
เมื่อเห็นสภาพความพินาศตรงหน้า เขาก็รีบโทรศัพท์แจ้งความแล้ววิ่งลงไปเพื่อพยายามช่วยคน
...
คืนที่กระสับกระส่ายผ่านพ้นไป
จางหยางไม่ได้นอนเลยแม้แต่วินาทีเดียวตลอดทั้งคืน จะวิดพื้นก็ไม่ได้ผล จะอาบน้ำเย็นก็ไม่ช่วยอะไร
ที่สำคัญที่สุดคือต่อให้นอนไม่หลับมาทั้งคืน เขากลับไม่รู้สึกง่วงเลยแม้แต่นิดเดียว
เขาเดินไปที่หน้ากระจก มองดูดวงตาของตัวเอง
ไม่มีเส้นเลือดฝอยสีแดง ดวงตายังคงใสแจ๋วและมีประกายแวววาว
"แค่ยาลูกกลอนคืนพลังรุ่นเทียมยังขนาดนี้ ถ้ารุ่นของจริงจะขนาดไหนเนี่ย" จางหยางอุทานออกมาด้วยความตกใจ
ยิ่งไปกว่านั้นครั้งนี้เขาแค่ขูดผงยาออกมาใช้ยังไม่ถึงหนึ่งในร้อยส่วนเสียด้วยซ้ำ หากวันข้างหน้าไปเจอคนป่วยที่ใกล้ตายจริงๆ แล้วลองใช้ยานี้ดู มันจะไม่ทำให้หายขาดจากทุกโรคเลยเหรอ?
"ชุบชีวิตคนตาย สร้างเนื้อคืนกระดูก? เป็นไปไม่ได้หรอกมั้ง" จางหยางส่ายหน้ารัวๆ
ถ้าให้คนเจ็บหนักหรือป่วยหนักกลับมามีพลังจนหายดีน่ะเขาเชื่อ แต่ถ้าบอกว่าเหลือลมหายใจเฮือกสุดท้ายแล้วจะฟื้นคืนชีพได้ด้วยยานี้น่ะเขาไม่เชื่อหรอก อย่างมากคงแค่ยื้อลมหายใจให้มีชีวิตต่อได้อีกสักพัก
แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น มูลค่าของยาลูกกลอนคืนพลังรุ่นเทียมนี้ก็สูงเกินจะจินตนาการได้ หากจะตั้งราคาก็คงเป็นราคาที่สูงเสียดฟ้าแน่นอน
ตอนเช้าตรู่ จางหยางเดินเข้าห้องน้ำ ลูบไล้ร่างกายที่ยังคงร้อนผ่าว เขาไม่ต้องคิดมากจึงเปิดน้ำเย็นราดตัวเพื่อปลุกสติให้สดชื่นแต่เช้า
พอเขาอาบน้ำเสร็จกลับออกมา ก็เห็นโทรศัพท์มือถือแผดเสียงเรียกเข้าอย่างไม่ย่อท้อ
"ใครกัน? หลี่ซิงอวี่เหรอ?" จางหยางมองชื่อคนโทรเข้าแล้วกดรับสาย
ทันทีที่รับสาย หลี่ซิงอวี่ก็โพล่งขึ้นมาประโยคแรกว่า
"นายจาง นายได้ยินข่าวหรือยัง?"
"พูดไม่มีหัวไม่มีหางเลย ได้ยินเรื่องอะไรล่ะ?" จางหยางถามกลับอย่างขำๆ
"เมื่อคืนนี้ไง ไอ้ปาปารัสซี่ที่พยายามกรรโชกเงินนายน่ะ ไอ้สยงไฉนั่นน่ะ มันฆ่าไม่เลือกเลยว่ะ ฮ่าๆๆ" หลี่ซิงอวี่ดูจะชอบใจมาก
ในใจของจางหยางย่อมรู้ดียิ่งกว่าใคร เขาจึงแกล้งถามต่ออีกสองสามประโยค
"หมอนั่นไม่รู้ว่าเสียสติหรือเปล่า เมื่อคืนมันแฉแหลกเละเทะไปหมด เรื่องเน่าเฟะในวงการถูกขุดออกมาจนเกลี้ยง มีคนโดนลากลงน้ำไปตั้งเท่าไหร่ สงสัยบ้านจะพังกันเป็นแถบ" หลี่ซิงอวี่หัวเราะร่า
"แล้วนายรู้ไหม? ไอ้หมอนั่นดึกๆ สงสัยจะรู้ตัวว่าล่วงเกินคนมากเกินไป เลยกะจะหนีกลางดึก ผลปรากฏว่าขับรถลงข้างทางเองซะงั้น"
"คนล่ะ?" จางหยางถาม "ตายหรือเปล่า?"
"ยังไม่ตายหรอก แต่เห็นว่าสมองกระทบกระเทือนหนัก จนถึงตอนนี้ยังไม่ฟื้นเลย อย่างน้อยก็คงเป็นเจ้าชายนิทรานั่นแหละ" หลี่ซิงอวี่พูดคุยเรื่องนี้อย่างออกรสออกชาติ "จริงด้วย แล้วเรื่องของนายน่ะ จบยังไง?"
"คนก็กลายเป็นผักไปแล้ว เรื่องของผมจะจบยังไงมันก็ไม่สำคัญแล้วล่ะ" จางหยางยิ้มตอบ
หลังจากวางสายจากหลี่ซิงอวี่ จางหยางก็รู้สึกสงบใจอย่างบอกไม่ถูก
ไม่ใช่เรื่องของเขาเสียหน่อย
สยงไฉคนนี้ปกติก็หาเงินจากการขุดเรื่องฉาวมากรรโชกทรัพย์อยู่แล้ว นี่ก็แค่ผลกรรมตามสนองเท่านั้นเอง ถ้าเขาเป็นคนซื่อสัตย์สุจริตจริง ก็คงไม่ต้องกลัวเงาตัวเองแบบนี้ ต่อให้ใช้บัตรพูดความจริงเขาก็ไม่มีอะไรต้องกลัว!
ส่วนเรื่องความเน่าเฟะในวงการบันเทิงที่ถูกเปิดโปงออกมา
อืม ... เขาจะไม่ขอออกความคิดเห็นก็แล้วกัน
เพราะถ้าจะพูดกันจริงๆ เรื่องของเขากับเทียนฉู่ซีในคืนนั้น หากถูกแฉออกมาก็คงเป็นเรื่องเด็ดเรื่องหนึ่งเหมือนกัน
ในเมื่อต่างคนต่างรอดมาได้ ก็ขอให้โชคดีในทางของตัวเองแล้วกัน
ตอนเช้าตรู่ที่ได้รับรู้จุดจบของสยงไฉ จางหยางนอกจากจะไม่รู้สึกผิดแม้แต่น้อย ในใจกลับรู้สึกปลอดโปร่งและโล่งสบายอย่างยิ่ง
หลังจากอาบน้ำเสร็จ เขายืนอยู่ที่ระเบียงเพื่อสัมผัสความเย็นฉ่ำของเช้าฤดูใบไม้ร่วง
ฤทธิ์ของยาลูกกลอนคืนพลังค่อยๆ จางหายไปในที่สุด หลงเหลือไว้เพียงร่างกายที่สดชื่นและกระปรี้กระเปร่าอย่างเต็มเปี่ยม
ครู่ต่อมา หลังจากเพิ่งทานมื้อเช้าเสร็จ เขาก็ได้รับโทรศัพท์จากเทียนฉู่ซี
"เมื่อคืนสยงไฉไลฟ์สด มันบ้าไปแล้วจริงๆ" เทียนฉู่ซียังคงรู้สึกหวาดหวั่นไม่หาย "ฉันยังนึกกลัวเลยว่าถ้ามันสมองพังแล้วหลุดปากพูดเรื่องของเราออกมาจะทำยังไง"
"อะไรกัน? ไม่เชื่อมือในวิธีการจัดการของผมเหรอ?" จางหยางแสร้งทำเป็นโกรธ
"เปล่าสักหน่อย ... ฉันย่อมเชื่อใจคุณอยู่แล้ว แต่เมื่อคืนสภาพของสยงไฉมันไม่ปกติเลย เหมือนคนบ้าไม่มีผิด แล้วคนบ้าที่ไหนจะใช้เหตุผลได้ล่ะ?" เทียนฉู่ซีพูดเอาใจด้วยเสียงนุ่มนวล "แต่ตอนนี้ค่อยยังชั่วหน่อย ทุกอย่างจบสิ้นลงแล้ว ถือว่าเป็นเวรกรรมของเขาละกัน ได้ยินว่าตอนนี้เขานอนอยู่ที่โรงพยาบาล"
"ได้ยินมาเหมือนกัน เห็นว่าเขากลัวจนลนลานหนีกลางดึก ผลสุดท้ายก็ทำตัวเองพังซะเอง" จางหยางยิ้ม "จริงด้วย วันนี้จะมาหาไหม?"
แม้ฤทธิ์ยาจะหมดไปแล้ว แต่ความแรงยังหลงเหลืออยู่
เขาก็แอบกังวลว่าถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ อืม ... มันอาจจะพังเอาได้นะ ...
"คิดถึงฉันขนาดนั้นเลยเหรอ?" เสียงของเทียนฉู่ซีฟังดูอ่อนโยน "งั้นฉันจะแอบไปหานะ"
"อืม ผมจะรอนะ" จางหยางยิ้มจบการสนทนากับเทียนฉู่ซี แล้วส่งพิกัดบ้านของตัวเองไปให้เธอ
เมื่อดึงสติกลับมา เขาก็ลองเปิดดูข่าวสารของวันนี้คร่าวๆ
เต็มไปด้วยข่าวการแฉของสยงไฉเมื่อคืนนี้จริงๆ
เรียกว่า ... ฆ่าไม่เลือกหน้า
วันนี้แผ่นดินไหวในวงการบันเทิงยังคงสั่นสะเทือนอย่างต่อเนื่อง เหล่าคนดังที่ถูกพาดพิงต่างพากันปฏิเสธพัลวัน แต่กระแสการถล่มของชื่อเสียงกลับหยุดไม่อยู่
เพราะเมื่อคืนนี้สยงไฉปล่อยหลักฐานเด็ดออกมาด้วยนี่นา
ดาราหลายคนเห็นได้ชัดว่ายอดผู้ติดตามลดลงฮวบฮาบ แฟนคลับตัวยงต่างพากันประกาศเลิกติดตาม กลุ่มแฟนคลับหลายกลุ่มถึงขั้นยุบตัวไปเลย
คนดังที่รู้สึกว่าสถานการณ์ไม่ดีแต่ยังพอมีทางกู้คืนได้ ต่างก็รีบจ้างทีมประชาสัมพันธ์และออกมาขอโทษ เพื่อพยายามรักษาภาพลักษณ์ที่เหลือเพียงน้อยนิดเอาไว้
อันดับยอดนิยมสิบอันดับแรกล้วนเป็นเรื่องของเมื่อคืนทั้งสิ้น
"มองดูแบบนี้ สงสัยคงมีคนไม่น้อยที่รู้สึกยินดีที่สยงไฉประสบอุบัติเหตุนะเนี่ย" จางหยางพึมพำกับตัวเอง
อานุภาพของระบบช่างล้ำลึกเกินจะหยั่งถึงจริงๆ
แค่บัตรพูดความจริงเพียงใบเดียว ก็สามารถขับเคลื่อนเรื่องใหญ่ขนาดนี้ได้ โดยที่ตัวเขาเองยังลอยตัวอยู่เหนือปัญหา แถมยังได้รับประโยชน์มากที่สุดอีกด้วย
ครู่ต่อมา ในที่สุดจางหยางก็ได้พบกับเทียนฉู่ซี
เธอเดินทางมาแบบเรียบง่ายที่สุด ทั้งหมวกปีกกว้าง แว่นกันแดด และหน้ากากอนามัยมาครบ ป้องกันตัวเองมิดชิดที่สุดเท่าที่จะทำได้
[จบแล้ว]