เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 430 - ข่าวคราวของฮันเว่ยกั๋ว

บทที่ 430 - ข่าวคราวของฮันเว่ยกั๋ว

บทที่ 430 - ข่าวคราวของฮันเว่ยกั๋ว


บทที่ 430 - ข่าวคราวของฮันเว่ยกั๋ว

รัฐมนตรีเสิ่นจ้องมองเขาครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้น "ความจริงเรื่องนี้ไม่ควรจะมาปรึกษาเธอหรอกนะ"

เขาเว้นจังหวะเล็กน้อย "มันเป็นเรื่องที่เธอเดินทางไปฮ่องกงครั้งก่อนน่ะ"

คำพูดนี้ทำเอาหัวใจของหวังชิงซงกระตุกวูบ เขานึกในใจว่าเรื่องนี้มันจะจบไม่สิ้นเสียทีหรืออย่างไร

หรือว่าการเชิญเขามาทานข้าวในวันนี้จะมีจุดประสงค์แอบแฝง?

แต่พอคิดดูอีกที เสิ่นเชี่ยนชวนเขามาทานข้าวนานหลายวันแล้ว ไม่น่าจะเป็นเรื่องที่เตรียมการไว้เพื่อการนี้โดยเฉพาะ

เขาจึงแสร้งทำสีหน้ามึนงง "เรื่องที่ผมไปฮ่องกงเหรอครับ? มีปัญหาอะไรหรือเปล่า"

"ความจริงก็ไม่มีอะไรมากหรอก เธอคงจะรู้จักตู้หว่านถิงกับหลี่ซือเฉินจากบริษัทในฮ่องกงอยู่บ้างใช่ไหม"

"รู้จักครับ ถ้าไม่มีพวกเขา ของในโรงงานเราคงไม่มีใครรับซื้อไปหรอกครับ"

หวังชิงซงตอบออกไปอย่างซื่อๆ

รัฐมนตรีเสิ่นพยักหน้าเบาๆ

"อืม... บางเรื่องฉันก็พูดมากไม่ได้หรอกนะ แต่ฉันอยากจะเตือนเธอไว้สักหน่อย บริษัทนั้นไม่ธรรมดาเลย ด้วยเหตุผลพิเศษบางอย่าง ทำให้ทางเราไม่สามารถเข้าไปตรวจสอบพวกเขาได้อย่างเต็มที่"

เขาพูดต่อด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม "เบาะแสเกี่ยวกับบริษัทนั้นขาดช่วงไปหมด และคนที่บริษัทนั้นเคยติดต่อด้วยในฝั่งเราก็มีอยู่เพียงไม่กี่คน ซึ่งพวกเธอก็เป็นหนึ่งในนั้น"

"อ้าว? หรือว่าบริษัทนั้นจะไม่ใช่บริษัทที่ดีครับ? ถ้ารู้แบบนี้ผมคงไม่ขายของให้พวกเขาหรอก"

หวังชิงซงแสร้งทำเป็นโกรธเคืองและตกใจ

"ฮะๆ ไม่ใช่อย่างนั้นหรอก อย่าตื่นเต้นไปเลย"

รัฐมนตรีเสิ่นโบกมือห้าม "ฉันไม่ได้หมายความว่าพวกเขาเป็นศัตรู"

"อ้าว แล้วมันเรื่องอะไรกันล่ะครับ"

หวังชิงซงยังคงทำหน้ามึนงงต่อไป

รัฐมนตรีเสิ่นนิ่งคิดอยู่พักใหญ่ "มันเป็นความลับของทางราชการ ฉันคงบอกรายละเอียดไม่ได้มากนัก เอาเป็นว่าบริษัทนี้มีความพิเศษมาก และเราจำเป็นต้องรักษาความสัมพันธ์อันดีไว้"

"ในเมื่อพวกเธอเคยติดต่อและสร้างสายสัมพันธ์ไว้แล้ว ในอนาคตหากมีความจำเป็น เราอาจจะต้องรบกวนให้พวกเธอช่วยเป็นสื่อกลางในการรักษาความสัมพันธ์นี้ไว้"

เขาย้ำทิ้งท้าย "แน่นอนว่ามันเป็นเพียงการคาดการณ์ในอนาคตเท่านั้น"

หวังชิงซงกะพริบตาปริบๆ "เอ่อ... ก่อนหน้านี้ที่มีคนมาตรวจสอบเรื่องที่พวกเราไปฮ่องกงที่โรงงาน มันเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วยหรือเปล่าครับ"

"ฉันก็ไม่แน่ใจนัก"

รัฐมนตรีเสิ่นไม่ได้ให้คำตอบที่ชัดเจน

หวังชิงซงครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วถามต่อ "แล้วผมต้องทำยังไงบ้างครับ"

"ไม่มีอะไรมากหรอก พอดีเมื่อวานฉันเห็นรายงานบางฉบับผ่านตา เลยอยากจะเปรยเรื่องนี้ให้เธอฟังไว้ก่อนเท่านั้นเอง"

หวังชิงซงพยักหน้าเข้าใจ

"เอาละ เรื่องนี้จบแค่นี้ จำไว้นะว่าห้ามเอาเรื่องที่เราคุยกันไปบอกคนอื่นเด็ดขาด เข้าใจไหม?"

"ครับ ผมเข้าใจแล้วครับ"

หวังชิงซงรับคำอย่างหนักแน่น

รัฐมนตรีเสิ่นพยักหน้าพอใจแล้วลุกขึ้นเดินนำเขากลับลงไปที่ชั้นล่าง

เมื่อถึงโต๊ะอาหาร รัฐมนตรีเสิ่นก็นึกอะไรบางอย่างได้จึงถามด้วยความสงสัย "นี่ เธอรู้จักกับรองรัฐมนตรีฮันแห่งกระทรวง... ด้วยเหรอ"

คำถามนี้ทำให้หวังชิงซงรู้สึกขัดเขินเล็กน้อย

เขาอึกอักครู่หนึ่งก่อนจะตอบ "ครับ รู้จักครับ"

เขาไม่ได้อธิบายรายละเอียดความสัมพันธ์ รัฐมนตรีเสิ่นเห็นเช่นนั้นก็ไม่ได้ซักไซ้ต่อและชวนทุกคนทานข้าว "เอาละ มาทานข้าวกันเถอะ"

เสิ่นเชี่ยนยิ้มแย้มรินเหล้าให้ทั้งคู่

เธอหันมากำชับพ่อ "คุณพ่อดื่มได้แค่แก้วเดียวนะคะ ห้ามเกินเด็ดขาด!"

ก่อนจะหันมาบอกหวังชิงซงพร้อมรอยยิ้ม "ชิงซง คุณดื่มได้ตามสบายเลยนะ"

คำพูดนั้นทำให้รัฐมนตรีเสิ่นทำหน้าดุใส่ลูกสาว "เหลวไหลจริง! แขกมาบ้านนะเนี่ย ทำตัวไม่มีกาลเทศะเลย จะให้แขกดื่มฝ่ายเดียวหรือไง"

"ต่อให้พูดจนฟ้าถล่ม พ่อก็ดื่มได้แค่นี้ค่ะ!"

เสิ่นเชี่ยนคว้าขวดเหล้าไปวางไว้ฝั่งตัวเองอย่างไม่ยี่หระ

เสิ่นเสี่ยวหงหัวเราะเบาๆ แล้วคีบกับข้าวให้หวังชิงซง "ลองชิมดูนะคะ ป้าหลิวเป็นคนเสฉวน รสชาติหมูน้ำแดงจะออกเผ็ดหน่อย ลองดูว่าถูกปากไหม"

"ขอบคุณครับ"

หวังชิงซงกล่าวขอบคุณแล้วชิมเข้าไปคำหนึ่ง

รสชาติของหมูน้ำแดงนั้นส่วนใหญ่จะคล้ายกัน แต่จานนี้มีความเผ็ดร้อนแฝงอยู่ซึ่งช่วยตัดเลี่ยนได้เป็นอย่างดี

"อืม อร่อยมากครับ!"

"อร่อยก็ทานเยอะๆ นะ" รัฐมนตรีเสิ่นเอ่ยขึ้น ก่อนจะวกเข้าเรื่องงาน "จริงด้วย ฉันได้ยินมาว่าเธอปฏิเสธที่จะเป็นนักเรียนโควตาของโรงงานเหรอ"

คำถามนี้ทำเอาหวังชิงซงชะงักไปครู่หนึ่ง

เขาสบตากับรัฐมนตรีเสิ่นแล้วพยักหน้า "ครับ ผมตั้งใจว่าจะใช้วิธีเรียนด้วยตัวเองน่ะครับ"

"ฉันล่ะไม่รู้จะพูดยังไงกับเธอดี อุตส่าห์มีโอกาสดีๆ เข้ามาแท้ๆ เธอกลับไม่เอา ฉันต้องอ้อนวอนขอให้พ่อช่วยคุยให้ตั้งหลายรอบกว่าพ่อจะยอมตกลงไปฝากฝังกับทางโรงงานให้นะเนี่ย"

เสิ่นเชี่ยนบ่นอุบอิบอยู่ข้างๆ

หวังชิงซงถึงกับงงเป็นไก่ตาแตก "ฮะ? คุณ... เป็นคนไปขอร้องเหรอครับ"

"ก็ใช่น่ะสิ! ไม่อย่างนั้นเธอคิดว่าจู่ๆ ทางโรงงานจะเดินมาเสนอโอกาสแบบนี้ให้เธอเองเหรอ" เสิ่นเชี่ยนตอบอย่างเป็นธรรมชาติ

หวังชิงซงครุ่นคิดด้วยความสงสัย

ทำไมเสิ่นเชี่ยนถึงบอกว่าเธอเป็นคนขอให้พ่อช่วย?

ในเมื่อเหลียงชุนเสี่ยวก็บอกว่าเธอเป็นคนขอให้ฮันโหย่วจวินช่วยเช่นกัน ซึ่งเหลียงชุนเสี่ยวไม่มีเหตุผลที่จะหลอกเขา และจากท่าทีของรัฐมนตรีเสิ่นในวันนี้ก็น่าจะเป็นเรื่องจริงเช่นกัน

ดูเหมือนว่าผู้ใหญ่ทั้งสองคนจะมีการประสานงานลับๆ หรือไม่ก็บังเอิญใจตรงกันในการฝากฝังเขา

เขาสลัดความคิดนั้นทิ้งแล้วตอบด้วยรอยยิ้ม "จะว่ายังไงดีล่ะครับ คือผมอยู่ตัวคนเดียวและมีน้องสาวต้องดูแล ถ้าไปเรียนโควตาเงินเดือนจะถูกหักไป 12 หยวน ผมเกรงว่าเงินที่เหลือจะไม่พอกับค่าใช้จ่ายในบ้านน่ะครับ"

เบี้ยเลี้ยงนักเรียนโควตามีเพียง 18 หยวนต่อเดือน

ลำพังแค่ค่าเช่าบ้านก็ปาเข้าไปสองหยวนกว่าแล้ว ถ้าจะให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นมาหน่อย ปริมาณเงินแค่นั้นคงจะไม่พอจริงๆ

และที่สำคัญคือเขาไม่อยากเอาตัวเองไปติดแหง็กอยู่ในโรงเรียนโดยไม่จำเป็น

เมื่อได้ฟังเหตุผล รัฐมนตรีเสิ่นก็พยักหน้าเห็นด้วยเบาๆ "วิชาการของโรงเรียนอาชีวะน่ะมันไม่ง่ายเลยนะ"

"ผมทราบครับ"

หวังชิงซงยิ้มตอบ "เมื่อก่อนผมเป็นคนชนบท กินไม่อิ่มนอนไม่หลับ ตอนนี้มีชีวิตแบบนี้ได้ผมก็พอใจมากแล้วครับ"

รัฐมนตรีเสิ่นพยักหน้าด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความเอ็นดู

แต่ละคนต่างก็มีเส้นทางและทางเลือกเป็นของตัวเอง

"เอาละ ไม่พูดเรื่องนี้แล้ว" เขาชูแก้วขึ้น "ดื่ม!"

ทุกคนร่วมกันทานอาหารอย่างเอร็ดอร่อย แม้สุดท้ายรัฐมนตรีเสิ่นจะไม่ได้ดื่มเพิ่มตามที่ลูกสาวสั่งไว้ก็ตาม

หวังชิงซงนั่งคุยต่ออีกครู่ใหญ่ก่อนจะขอตัวลากลับ เพราะความจริงเขากับครอบครัวเสิ่นก็ไม่ได้มีเรื่องต้องเกี่ยวข้องกันมากนัก

หากไม่ใช่เพราะเสิ่นเสี่ยวหงรบเร้าให้มา เขาก็คงไม่ยอมมาทานข้าวง่ายๆ แบบนี้ เพราะเขารู้สึกว่ามันเหมือนการทวงบุญคุณทางอ้อม

เมื่อออกมาพ้นประตูใหญ่ เขาไม่ได้รีบกลับบ้านทันทีแต่ปั่นจักรยานตรงไปที่บ้านของฮันโหย่วจวิน

และเป็นไปตามคาด

เขาเห็นจักรยานของเหลียงชุนเสี่ยวจอดอยู่ตรงนั้น

เขาจึงเดินไปเคาะประตูเรียก

เหลียงชุนเสี่ยวเป็นคนมาเปิดประตูให้ "มาแล้วเหรอ! ฉันนึกแล้วว่าพี่ต้องแวะมาที่นี่ ว่าแต่... พี่ไปที่บ้านพี่เสี่ยวหงมาแล้วเหรอคะ"

"อืม! ตอนแรกกะว่าจะไปหาพวกเธอที่บ้านแต่เห็นว่าไม่มีใครอยู่"

"พี่ไม่ได้ดื่มมาเยอะใช่ไหมคะ"

เหลียงชุนเสี่ยวถามด้วยความกังวลเมื่อได้กลิ่นเหล้าจางๆ

"วางใจเถอะครับ ดื่มไปแค่สามเหลี่ยงเอง"

รัฐมนตรีเสิ่นดื่มไม่ได้เยอะ เขาเองก็นั่งดื่มคนเดียวก็ไม่ค่อยสนุกนักเลยพอแค่นั้น

"งั้นพี่รอนี่นะ เดี๋ยวฉันไปเรียกเสี่ยวม่ายออกมาก่อน แล้วเราค่อยกลับบ้านกัน"

เหลียงชุนเสี่ยวบอกแล้วเดินกลับเข้าไปข้างใน

หวังชิงซงย่อมต้องเดินตามเข้าไปตามมารยาท และเสี่ยวม่ายก็ยังอยู่ที่นี่ด้วย

ในห้องโถงไม่มีร่องรอยของฮันโหย่วจวิน มีเพียงเฉินซู่ฉินที่นั่งอยู่

เขาไม่ได้คุยอะไรมากนัก เพียงทักทายพอเป็นพิธีแล้วพาเสี่ยวม่ายเดินออกมา

ทันทีที่ออกมาพ้นชายคาบ้าน เสี่ยวม่ายก็ทำปากยื่นใส่เขาทันที "พี่คะ พี่ดื่มเหล้าอีกแล้วนะ! คุณหมอที่บ้านคุณลุงฮันบอกว่าดื่มเหล้าเยอะๆ มันไม่ดีต่อร่างกายนะคะ!"

หวังชิงซงลูบหัวน้องสาวพลางยิ้มขำ "รู้แล้วจ้า พี่มีสติพอ ไปเถอะ กลับบ้านกัน"

ทั้งสามคนปั่นจักรยานมุ่งหน้ากลับไปที่บ้านของเหลียงชุนเสี่ยว

เนื่องจากพรุ่งนี้เขาต้องเดินทางไปทำงานที่เทียนจิน เขาจึงไม่คิดจะพาสเสี่ยวม่ายกลับบ้านในคืนนี้

เมื่อถึงที่บ้าน เหลียงชุนเสี่ยวรีบเตรียมน้ำให้เสี่ยวม่ายอาบ

หลังจากจัดการเด็กน้อยเสร็จสิ้น เธอก็มองมาที่หวังชิงซงที่ยังไม่ยอมกลับบ้านด้วยความเป็นห่วง "ไหวไหมคะเนี่ย ให้ฉันปั่นไปส่งไหม"

"ไม่เป็นไรครับ ดื่มไปนิดเดียวเอง"

หวังชิงซงส่ายหน้าก่อนจะรวบตัวเธอเข้ามากอดและก้มลงจูบอย่างดูดดื่ม

เหลียงชุนเสี่ยวพยายามผลักออกอยู่สองสามครั้ง แต่สุดท้ายเธอก็พ่ายแพ้ต่อกลิ่นอายความเป็นชายและรสสัมผัสที่ร้อนแรงของเขา จนเผลอจูบตอบเขากลับไปอย่างลืมตัว

ผ่านไปครู่ใหญ่ หวังชิงซงจึงยอมปล่อยมือ "พี่กลับก่อนนะ"

"ค่ะ... เดินทางระวังตัวด้วยนะคะ"

เหลียงชุนเสี่ยวเม้มปากแน่นด้วยความเขินอาย

หวังชิงซงยิ้มรับแล้วเข็นจักรยานออกจากบ้านไป

เมื่อเขากลับถึงลานบ้านใหญ่เวลาก็ล่วงเลยไปมากแล้ว

เขาปิดประตูห้องลงอย่างมิดชิด โดยไม่คิดจะอาบน้ำใหม่ เขาตัดสินใจสลายตัวหายไปจากที่ตรงนั้นทันที และมาปรากฏตัวที่โรงแรมแห่งหนึ่งใกล้กับสนามบินกรุงเอเธนส์!

นั่นเป็นเพราะตู้หว่านถิงและเชอร์ลีย์เดินทางมาถึงที่นี่เรียบร้อยแล้ว

ตู้หว่านถิงและเชอร์ลีย์ที่เพิ่งจะอาบน้ำเสร็จ สะดุ้งโหยงเมื่อได้ยินเสียงเคาะประตู

เมื่อเปิดประตูออกมาและเห็นว่าเป็นหวังชิงซง ตู้หว่านถิงก็อุทานออกมาด้วยความตกใจ "อาเซวียน! คุณมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง? แล้วหาพวกเราเจอได้ยังไงคะเนี่ย!"

หวังชิงซงชำเลืองมองเข้าไปข้างในห้องเห็นเชอร์ลีย์ที่เพิ่งพันผ้าขนหนูเดินออกมามองเขาด้วยความอยากรู้อยากเห็น

"ก็ถามเอาสิครับ!"

"แต่คุณพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ และก็พูดภาษากรีซไม่ได้ด้วยนี่คะ!"

"หึๆ ก็อาศัยเจ้าสิ่งนี้ไง"

หวังชิงซงชูรูปถ่ายของตู้หว่านถิงขึ้นมาพลางหัวเราะเบาๆ "ผมเดินวนหาแถวนี้แหละ กะว่าจะลองเสี่ยงดู ไม่นึกว่าจะถามจนเจอจริงๆ"

ตู้หว่านถิงเห็นรูปตัวเองก็หลุดขำออกมา

เธอจึงไม่ได้สงสัยอะไรต่อและพากันเข้าห้อง ก่อนจะถามด้วยรอยยิ้ม "แล้วคุณเดินทางมาที่นี่ได้ยังไงคะ"

"ผมเหรอ? ผมก็มีช่องทางพิเศษของผมสิครับพวกลักลอบน่ะ ฮิๆ"

เขาแต่งเรื่องโกหกขึ้นมาส่งเดช

พูดจบเขาก็หันไปทักทายเชอร์ลีย์ "สวัสดีครับคุณเชอร์ลีย์!"

เชอร์ลีย์พยักหน้าเบาๆ "สวัสดีค่ะ ไม่นึกว่าคุณจะมาถึงเร็วขนาดนี้ รู้อย่างนี้ฉันน่าจะเดินทางมาพร้อมคุณเสียเลยจะได้ไม่ต้องวุ่นวาย"

"เส้นทางของผมมันค่อนข้างอันตรายน่ะครับ"

หวังชิงซงตัดบทแล้วถามเข้าเรื่อง "แล้วพวกคุณจะเอายังไงต่อครับ ต้องไปจัดการเรื่องวีซ่าไหม"

"ต้องจัดการค่ะ เดี๋ยวพวกเรากะว่าจะออกไปทำวีซ่าหน้าด่านกัน"

"อ้อ"

หวังชิงซงพยักหน้าเข้าใจ

ตู้หว่านถิงเดินเข้ามาใกล้แล้วจมูกฟุดฟิด "ทำไมคุณกลิ่นเหล้าหึ่งแบบนี้ล่ะคะเนี่ย ไปดื่มมาเหรอ"

"ดื่มไปนิดหน่อยเองครับ"

หวังชิงซงบอกปัดอย่างไม่ใส่ใจ "แล้วแผนการขั้นต่อไปคืออะไรครับ ผมค่อนข้างร้อนใจ"

เชอร์ลีย์จึงเอ่ยขึ้น "เมื่อกี้ฉันเพิ่งโทรหาเพื่อนร่วมรุ่นน่ะค่ะ เธอมีคนไข้คนหนึ่งที่เป็นเจ้าของธุรกิจเดินเรือที่มีอิทธิพลมากในแถบนี้ เธอช่วยถามข่าวให้พวกเราแล้วแต่ตอนนี้ยังไม่มีข้อมูลคืบหน้า เธอเลยให้พวกเรารอรับโทรศัพท์"

ตู้หว่านถิงเสริมต่อ "เดี๋ยวพวกเราไปจัดการเรื่องวีซ่ากันก่อน ถ้ายังไม่มีข่าวคืบหน้า พอวีซ่าเรียบร้อยแล้วเราจะลองเข้าไปคุยกับเธอด้วยตัวเองดูอีกครั้งค่ะ!"

หวังชิงซงพยักหน้าเห็นด้วย

นั่นคือสิ่งที่เขาต้องการ การเข้าหาคนท้องถิ่นในวงการเดินเรือจะช่วยให้ทุกอย่างง่ายขึ้นมหาศาล

ขณะที่กำลังปรึกษากันอยู่นั้น เสียงโทรศัพท์ในห้องพักก็ดังขึ้น

เชอร์ลีย์เป็นคนรับสาย

ทั้งคู่สื่อสารกันเป็นภาษาอังกฤษอยู่พักใหญ่

ครู่หนึ่ง เธอก็วางสายด้วยสีหน้าตื่นเต้น

เธอหันมาบอกหวังชิงซงด้วยรอยยิ้ม "คุณหวังคะ คุณโชคดีมากจริงๆ ค่ะ มีข่าวคราวของคนที่คุณตามหาแล้ว"

หวังชิงซงตาเป็นประกายด้วยความยินดี "เป็นยังไงบ้างครับ!"

"แต่อย่าเพิ่งดีใจจนเกินไปนะคะ เฮสเทียบอกว่า เมื่อครึ่งเดือนก่อนมีเรือลำหนึ่งเกิดอุบัติเหตุในน่านน้ำแถวเมืองอีอา ตอนนั้นดูเหมือนพวกเขาทุกคนจะยังปลอดภัยดี แต่สถานการณ์ตอนนี้... ยังบอกไม่ได้ค่ะ"

เมื่อได้ยินเช่นนั้น หวังชิงซงก็เริ่มร้อนรน "ทำไมล่ะครับ เกิดอะไรขึ้นกันแน่"

เชอร์ลีย์ส่ายหน้า "เฮสเทียยังไม่ได้บอกรายละเอียด เธอแค่บอกว่าเรื่องมันค่อนข้างซับซ้อน ให้พวกเราไปเจอเธอก่อนค่อยคุยกัน"

"งั้นเราก็รีบไปกันเถอะครับ!"

หวังชิงซงเร่งเร้า

แม้จะยังไม่รู้ว่าตอนนี้เป็นอย่างไร แต่อย่างน้อยการรู้ว่าพวกเขารอดชีวิตมาได้ในช่วงแรกก็ถือว่าเป็นความหวังที่วิเศษที่สุดแล้ว!

เชอร์ลีย์หันไปมองตู้หว่านถิงแล้วยักไหล่ "งั้นขอเวลาฉันเปลี่ยนเสื้อผ้าแปบหนึ่งนะ แล้วเราจะออกไปกันทันที!"

พูดจบเธอก็เดินกลับเข้าห้องเพื่อจัดการธุระส่วนตัว

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 430 - ข่าวคราวของฮันเว่ยกั๋ว

คัดลอกลิงก์แล้ว