- หน้าแรก
- เกิดใหม่ทั้งที ขอเป็นหนอนหนังสือผู้ร่ำรวย
- บทที่ 2780 - พี่เขยกับน้องเมีย
บทที่ 2780 - พี่เขยกับน้องเมีย
บทที่ 2780 - พี่เขยกับน้องเมีย
บทที่ 2780 - พี่เขยกับน้องเมีย
เมืองหลวง
"ผมว่านะ ดวงอาทิตย์ใกล้จะตกดินแล้ว คุณยังไม่กลับอีกเหรอ?"
เฉินกงมองดูหยางเสี่ยวเทาที่นั่งเล่นเครื่องเล่นเกมอยู่ที่โต๊ะข้าง ๆ แล้วพูดขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์นัก
เมื่อก่อนตอนเลิกงาน หมอนี่จะเป็นคนที่กระตือรือร้นในการกลับบ้านมากที่สุด
ก็นั่นแหละ ที่บ้านมีภรรยาสวยรออยู่ ย่อมต้องอยากกลับบ้านให้เร็วที่สุดเป็นธรรมดา
แต่ตอนนี้นี่มันสถานการณ์อะไรกัน เล่นเกมจนไม่ยอมกลับบ้านเลยงั้นเหรอ?
"พูดจาเหลวไหล ดวงอาทิตย์ยังไม่ตกดินสักหน่อย!"
หยางเสี่ยวเทาเงยหน้าขึ้นมองดวงอาทิตย์ที่ขอบฟ้า มันยังแดงแจ๋อยู่อย่างนั้น ดวงโตขนาดนี้จะตกลงไปได้ยังไง
"คุณไม่ต้องพูดแล้ว รีบหน่อยสิ มีรถถังจิ๋วตัวหนึ่งกำลังมาแล้ว"
หยางโย่วหนิงพูดขึ้นอย่างร้อนรน ตอนนี้เขากำลังควบคุมรถถังหลักออกไปอาละวาดอยู่บนหน้าจอ อาศัยไอเทมเครื่องรางคุ้มกัน วิ่งตะลุยไปทั่วอย่างย่ามใจโดยไม่เห็นใครอยู่ในสายตาเลยสักคน
หยางเสี่ยวเทาได้ยินก็รีบควมคุมรถถังรุ่น 59 ของตัวเองเพื่อป้องกันฐานทัพไว้ ในขณะเดียวกันเขาก็พูดอย่างดูแคลนว่า "เจ้ารถถังจิ๋วพวกนี้กล้าดีมาลองดีเหรอ!"
"กินกระสุนปู่ไปซะ!"
ภายใต้การควบคุมจอยเกม เสียง "ตู้ม" ดังออกมาจากโทรทัศน์ จากนั้นรถถังจิ๋วที่กำลังทำลายกำแพงอยู่ก็ถูกกระสุนปืนใหญ่ยิงจนแตกละเอียด โทรทัศน์ส่งเสียง "เปรี้ยง" ออกมา
สวีหยวนซานและเหลียงจั้วซินที่ยืนดูอยู่ต่างก็ลูบมือด้วยความอยากเล่น
"เจ้ารถถังจิ๋วของพวกญี่ปุ่นนี่มันไม่ได้เรื่องเลยจริง ๆ โดนนัดเดียวก็พังซะแล้ว!"
เหลียงจั้วซินพูดอย่างอารมณ์ดี สวีหยวนซานก็พยักหน้าเห็นด้วย "ก็นั่นสิ ของเราเป็นปืนใหญ่แบบลำกล้องเรียบขนาด 120 มิลลิเมตรเลยนะ กับไอ้รถถังเกราะบางนั่น..."
"มันก็เหมือนเอาตะเกียบทิ่มเต้าหู้นั่นแหละ แทงทีเดียวก็เป็นรูแล้ว"
ทั้งสองคนกำลังพูดคุยกันอยู่ จากนั้นก็เห็นรถถังของหยางโย่วหนิงที่ไม่มีเครื่องรางคุ้มกันแล้วกำลังจะถูกฝูงรถถังจิ๋วรุมล้อม จึงรีบส่งเสียงเตือน: 'เหล่าหยาง เครื่องรางของคุณหมดฤทธิ์แล้ว มัวทำอะไรอยู่ล่ะ รีบหนีเร็ว!"
หยางโย่วหนิงได้ยินก็เริ่มกดจอยเกมอย่างลนลาน หยางเสี่ยวเทาเห็นแล้วถึงกับพูดไม่ออก "เหล่าหยาง นั่นมันน้ำ มันข้ามมาไม่ได้ รีบอ้อมไปเร็วเข้า!"
หยางโย่วหนิงได้ยินก็ยิ่งบังคับรถถังวิ่งมั่วไปหมด!
การเล่นเกมนี่ตัวหลักต้องเป็นพวกคนหนุ่มสาวจริง ๆ พออายุมากขึ้นปฏิกิริยาตอบสนองก็เริ่มตามไม่ทัน และจะลนลานได้ง่ายมาก
สุดท้ายรถถังหลักของหยางโย่วหนิงก็ถูกกระสุนปืนใหญ่ของรถถังจิ๋วยิงเข้าสามนัด ก่อนจะโดนนัดสุดท้ายทำลายจนพังพินาศ
และนี่ก็คือชีวิตสุดท้ายของหยางโย่วหนิงแล้ว
หยางเสี่ยวเทาพูดอย่างเพลียใจ "เหล่าหยาง คุณช่วยอย่าบ้าพลังนักได้ไหม สุดท้ายก็เหลือผมคนเดียวที่ต้องรับมืออยู่ตลอด ความดันพุ่งนะรู้ไหม"
สวีหยวนซานดึงหยางโย่วหนิงให้ลุกขึ้นแล้วตัวเองก็นั่งลงที่หน้าโทรทัศน์แทน เขาหยิบจอยเกมขึ้นมาพลางบ่นพึมพำว่า "คุณรีบไปตายซะ!"
หยางเสี่ยวเทารู้สึกพูดไม่ออกอีกครั้ง
หยางโย่วหนิงถูกดึงให้ลุกขึ้นมาแล้วแต่ยังไม่ยอมแพ้ "เกมนี้มันไม่ถูก ต้องไม่ถูกแน่ ๆ"
"รถถังหลักของพวกเราเกราะหนาขนาดไหน แถมยังมีเกราะปฏิกิริยาอีก กับไอ้ปืนใหญ่ขนาด 37 มิลลิเมตรของรถถังจิ๋วนั่นน่ะ ต่อให้ยิงทั้งวันก็เจาะเกราะไม่เข้าหรอก!"
"คุณเลิกพูดเถอะ นี่มันคือเกม รีบไปต่อแถวรอโน่นเลย!"
เฉินกงพูดอย่างไม่ไว้หน้า เขาเองก็รอให้หยางเสี่ยวเทาเล่นแพ้เร็ว ๆ เหมือนกัน
ที่ข้างหน้าต่าง หลี่หงเฟิงและจ้าวกังกำลังยืนสูบบุหรี่พลางมองดูพวกผู้ชายตัวโต ๆ มาล้อมวงทะเลาะกันเรื่องเครื่องเล่นเกมด้วยความรู้สึกที่พูดไม่ออก
ส่วนหลิวลิ่วเสวี่ยและโหลวเสี่ยวเอ๋อนั้นถูกกันออกไปตั้งนานแล้ว
ไม่อย่างนั้นหากภาพนี้หลุดออกไป ว่าเหล่าผู้นำของกระทรวงที่เก้าไม่ยอมทำงานแต่กลับมาแย่งกันเล่นเกม วันต่อมาท่านผู้เฒ่าเฉินคงได้บุกมาที่นี่แน่นอน
"แต่ว่า ออกแบบรถถังแบบนี้มันจะดีเหรอ?"
"จะทำให้เกิดข้อพิพาทหรือเปล่า?"
จ้าวกังมองดูหน้าจอที่รถถังรุ่น 59 กำลังวิ่งซิกแซกไปมา พอยิงออกไปหนึ่งนัด รถถัง T62 ของกลุ่มพันธมิตรก็ยังไม่เป็นอะไรเลย
หยางเสี่ยวเทาพูดอย่างไม่ใส่ใจว่า "กลัวอะไรกัน รถถังที่เราทำออกมาก็ไม่ได้ระบุชื่อไว้สักหน่อย แค่รูปร่างมันคล้ายกันเท่านั้นเอง"
"อีกอย่าง นี่เรียกว่าการเคารพความจริง ผู้เล่นจะได้รู้สึกมีส่วนร่วมกับเกมมากขึ้น"
หลี่หงเฟิงพยักหน้าเห็นด้วย จากนั้นเขาก็เลิกคิ้วขึ้น "เคารพความจริงเหรอ? แล้วทำไมรถถังรุ่น 59 ของคุณถึงทนกระสุนปืนของ M60 ได้หนึ่งนัดล่ะ?"
หยางเสี่ยวเทายักไหล่ "เหล่าหลี่ คุณไม่รู้เหรอว่าการเอาถุงทรายไปผูกไว้บนรถถังมันช่วยเพิ่มพลังป้องกันได้?"
หลี่หงเฟิงหันหน้าหนีทันที เขาขี้เกียจจะเสวนากับหมอนี่แล้ว
"แต่ว่า แผนการที่เราวางไว้นี่ ถือว่าเป็นการหลอกลวงที่แนบเนียนมากเลยนะ!"
จ้าวกังจู่ ๆ ก็หัวเราะออกมา หลี่หงเฟิงก็พยักหน้าเห็นด้วยอย่างร่าเริง
"ก็นั่นสิ เพื่อที่จะร่วมแสดงละครเรื่องนี้ให้สมบทบาท ท่านผู้เฒ่าเฉินถึงกับยอมลงสนามด้วยตัวเองเลยนะ"
"คุณไม่รู้หรอกว่า ในที่ประชุมน่ะ ท่านตำหนิพวกเราอย่างรุนแรงขนาดไหน"
"ถ้าไม่ได้รู้ผลลัพธ์มาก่อนนะ ผมคงนึกว่าสิ่งที่ท่านผู้เฒ่าเฉินพูดออกมานั้นเป็นเรื่องจริงทั้งหมดเลยล่ะ ไม่มีร่องรอยของการแสดงเลยสักนิด!"
เมื่อพูดถึงตรงนี้ หลี่หงเฟิงยังคงรู้สึกหวาดหวั่นอยู่ในใจ
ในการประชุมครั้งนั้น คนแรกที่ถูกเรียกชื่อขึ้นมาตำหนิก็คือหยางเสี่ยวเทา
และคนต่อมาก็คือเขา
มีทั้งเรื่องความหยิ่งผยอง ความอวดดีที่มองข้ามทุกสิ่งทุกอย่าง และเรื่องที่ไม่รู้ซึ้งถึงความยากลำบากของการปฏิวัติ...
การประชุมยาวนานถึงสองชั่วโมง ครึ่งหนึ่งของเวลานั้นท่านใช้ไปกับการตำหนิพวกเขา ทั้งสองคนถูกท่านผู้เฒ่าเฉินตำหนิจนต้องก้มหน้าตลอดเวลา ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมาเลย
ในตอนนั้นหยางเสี่ยวเทาก็พูดขึ้นมาทันที "แสดงอะไรกันล่ะ นั่นน่ะคือสิ่งที่อยู่ในใจของท่านผู้เฒ่าเฉินจริง ๆ ต่างหาก!"
หลี่หงเฟิงเตะเข้าที่ขาเก้าอี้ของหยางเสี่ยวเทาทันทีหนึ่งที "คุณยังจะมีหน้ามาพูดอีกนะ ถ้าไม่ใช่เพราะแผนการของคุณ พวกเราจะต้องถูกด่าขนาดนั้นไหม?"
"ตอนนี้แม่เจ้าโว้ย ยังมีคนโทรศัพท์มาปลอบใจผมอยู่เลยนะ!"
หยางเสี่ยวเทาหันหน้ามาถามด้วยความประหลาดใจ "อ้าว ทำไมไม่มีใครโทรมาหาผมบ้างล่ะ?"
หลี่หงเฟิงไม่อยากจะพูดด้วย
ก็ท่าทางของคุณที่ดูเหมือนไม่ยี่หระกับอะไรเลยแบบนั้น ใครจะกล้าโทรไปปลอบใจคุณกันล่ะ
"ตายแล้ว!"
สวีหยวนซานที่อยู่ด้านข้างหัวเราะออกมาทันที หยางเสี่ยวเทาหันกลับไปก็เห็นว่ามีรถถังจิ๋วคันหนึ่งวิ่งเข้ามาแอบซุ่มยิงในระยะประชิด
"ไอ้พวกญี่ปุ่นเอ๊ย!"
หยางเสี่ยวเทาสบถออกมาหนึ่งคำ ก่อนจะถูกเฉินกงดึงให้ออกมา แล้วเขาก็หยิบจอยเกมขึ้นมาควบคุมอย่างคล่องแคล่ว
บนหน้าจอโทรทัศน์ ภาพในเกมเริ่มใหม่อีกครั้ง
"ก็แค่ถูกตำหนิไม่กี่คำเอง ครั้งนี้พวกเราก็ไม่ได้ขาดทุนนี่นา โรงงานสาขาที่เหยียนโจวก็ตกเป็นของพวกเราแล้วไม่ใช่เหรอ!"
หยางเสี่ยวเทาเดินมาหาทั้งสองคนแล้วหยิบบุหรี่ขึ้นมาจุดสูบ "ต่อไปหลังจากสร้างโรงงานสาขาที่เหยียนโจวเสร็จ ข้อจำกัดเรื่องปริมาณการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ก็จะผ่อนคลายลง พวกเราก็ไม่ต้องทำงานแบบกระเบียดกระเสียรกันอีกแล้ว"
จ้าวกังพยักหน้า "นึกไม่ถึงจริง ๆ ว่าเบื้องบนจะยอมตกลงตามข้อเสนออย่างง่ายดายขนาดนี้"
หลี่หงเฟิงกลับหัวเราะออกมา "ถ้าเป็นที่อื่นก็อาจจะไม่ราบรื่นขนาดนี้ แต่ถ้าเป็นที่เหยียนโจวล่ะก็ ใครจะกล้าคัดค้านล่ะ?"
หยางเสี่ยวเทาพยักหน้า "เหล่าหยาง ฝากบอกจ้านเหลยด้วยนะว่านี่คือโครงการสำคัญ ให้เขาช่วยดูแลเป็นพิเศษหน่อย"
หยางโย่วหนิงพยักหน้า "คุณวางใจได้เลย เหล่าจ้านเขารู้ว่าอะไรสำคัญ"
ทั้งสามคนคุยกันต่ออีกพักใหญ่ หยางเสี่ยวเทาก็เตรียมจะกลับบ้าน
ส่วนเครื่องเล่นเกมเครื่องนี้ก็วางทิ้งไว้ในห้องทำงานนั่นแหละ
ตอนนี้ ในคลังสินค้าของกระทรวงที่เก้ามีเครื่องเล่นเกมเก็บไว้มากกว่าหนึ่งหมื่นเครื่องแล้ว เพียงแต่ถ้าไม่มีลายเซ็นของหยางเสี่ยวเทาและหลี่หงเฟิงทั้งสองคน ใครก็ห้ามเข้าใกล้คลังสินค้าเด็ดขาด
แม้แต่ในสถาบันวิจัยเอง ก็มีเพียงสถาบันวิจัยเครื่องเล่นเกมเท่านั้นที่มีอยู่หนึ่งเครื่อง
และนั่นก็มีไว้เพื่อใช้สำหรับทดสอบเกมโดยเฉพาะเท่านั้น
คนส่วนใหญ่จึงยังไม่รู้เลยว่าเครื่องเล่นเกมรุ่นใหม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเสร็จเรียบร้อยแล้ว
กลับกัน มีหลายคนได้ยินข่าวว่าโรงงานที่สำนักงานใหญ่มีปัญหาเกิดขึ้น และยังมีบางคนที่ถูกส่งตัวให้ไป "ประจำการ" ที่เหยียนโจวโดยตรง
เขาขับรถออกจากประตูกระทรวงที่เก้า แต่หยางเสี่ยวเทาไม่ได้มุ่งหน้ากลับบ้านทันที แต่กลับตรงไปยังลานบ้านที่แสนวุ่นวาย
เมื่อก้าวเท้าเข้าไปในห้อง ก็เห็นร่านหงปิงกำลังให้ตูตูขี่คออยู่ โดยมีเด็กกลุ่มใหญ่คอยวิ่งไล่จับกันอย่างสนุกสนานอยู่ด้านหลัง
เด็กวัยสามสี่ขวบนี่ โดยเฉพาะเด็กผู้ชาย เป็นวัยที่ซนจนเหนื่อยใจจริง ๆ
ทั้งวันไม่มีความเกรงกลัวอะไรเลย ทั้งที่ถูกขี่คอวิ่งไปมาก็ยังหัวเราะชอบใจได้
ถ้าเกิดล้มลงไปล่ะก็...
เป็นอย่างที่คิด ยังไม่ทันที่หยางเสี่ยวเทาจะอ้าปากพูด ในห้องที่อยู่ข้าง ๆ ก็มีเสียงตะโกนด่าทอของร่านซินรุ่ยดังออกมา
"ร่านหงปิง นายจะช่วยใช้สมองหน่อยได้ไหม!"
เมื่อเงยหน้ามองไป ก็เห็นร่านซินรุ่ยยืนเท้าสะเอวอยู่ที่หน้าประตู ใบหน้าเล็ก ๆ ของเธอเต็มไปด้วยความโกรธ
ร่านหงปิงถูกพี่สาวคนรองตะโกนใส่จนสะดุ้งโหยง เขาเบรกกะทันหันจนตูตูที่อยู่บนหัวเกือบจะลื่นตกลงมา
โชคดีที่ร่านหงปิงใช้มือทั้งสองข้างจับที่ขาน้อย ๆ ของตูตูไว้แน่น ประกอบกับปฏิกิริยาที่รวดเร็ว เขาจึงคว้าตัวเด็กน้อยไว้ได้ทัน ไม่อย่างนั้นเจ้าตัวเล็กได้ตกลงพื้นแน่นอน
ถึงกระนั้น มันก็ทำให้หยางเสี่ยวเทาแอบเหงื่อซึมออกมาด้วยความตกใจ
ร่านซินรุ่ยหันกลับไปคว้าฟืนในครัวแล้ววิ่งตรงเข้าไปหาร่านหงปิงทันที
"ร่านหงปิง นายอย่าหนีนะ!"
"ร่านซินรุ่ย คุณ อย่าเข้ามานะ..."
"หยุดเดี๋ยวนี้!"
"พี่รอง พี่รีบหาใครสักคนแต่งงานออกเรือนไปซะทีเถอะ..."
"ไปตายซะ..."
สองพี่น้องวิ่งไล่จับกันอยู่ในลานบ้าน เพื่อนบ้านรอบข้างเห็นภาพนี้ต่างก็พากันหัวเราะออกมาอย่างไม่เกรงใจ หยางเสี่ยวเทาอุ้มตูตูไว้แล้วยืนดูเหตุการณ์อยู่ข้าง ๆ
น้องเมียคนนี้ ถึงเวลาที่ต้องถูกสั่งสอนบ้างแล้วล่ะ
และที่สำคัญ การตีน้องชายต้องรีบทำตั้งแต่ตอนที่ยังเด็ก
ภายในห้อง ร่านชิวเย่ได้ยินเสียงเอะอะจึงชะโงกหน้าออกมาดู เมื่อเห็นว่าเป็นน้องสาวและน้องชายเธอก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ และกลับเข้าไปห่อเกี๊ยวในห้องตามเดิม
หยางเสี่ยวเทาส่งตูตูให้เยว่เยว่ช่วยดูแล แล้วตัวเองก็เดินเข้าไปในห้อง
ที่โต๊ะอาหาร พ่อตาร่านนั่งอยู่บนเก้าอี้พลางถือถ้วยเคลือบไว้ในมือ แม่ยายร่านกำลังช่วยจัดเตรียมเสื้อผ้าอยู่ข้าง ๆ
หยางเสี่ยวเทาเดินเข้าไปหาที่นั่งลง "พ่อครับ นี่เตรียมของเสร็จเรียบร้อยหมดแล้วเหรอครับ?"
พ่อตาร่านเหลือบมองแม่ยายร่านที่ยังคงจัดของใส่กระเป๋าไม่หยุด ท่าทางดูเหมือนยังอยากจะขนของไปมากกว่านี้อีกกองใหญ่
"ก็น่าจะพอแล้วล่ะ!"
พ่อตาร่านวางถ้วยน้ำลง หยางเสี่ยวเทาหยิบกาต้มน้ำมารินน้ำให้ตัวเองหนึ่งแก้ว "อากาศที่ซีชางคงจะค่อนข้างอบอุ่นนะครับ"
"ก็น่าจะประมาณนั้นล่ะ เห็นว่าช่วงหน้าหนาวอุณหภูมิจะอยู่ที่ประมาณสิบกว่าองศา คงจะไม่หนาวเท่าไหร่หรอก"
พ่อตาร่านพูดพลางมองไปทางแม่ยายร่านที่กำลังจัดของ พอได้ยินแบบนั้นเธอก็หยิบเอาเสื้อนวมที่จัดใส่ไว้แล้วออกมา พ่อตาร่านเห็นแล้วก็ได้แต่ส่ายหน้าโดยไม่พูดอะไรต่อ
"ครั้งนี้ต้องไปนานแค่ไหนครับ?"
หยางเสี่ยวเทาถามถึงสถานการณ์ พ่อตาร่านส่ายหน้า "การก่อสร้างระยะแรกเสร็จสมบูรณ์แล้ว ตอนนี้ก็ต้องรอดูระยะที่สองต่อไป"
"พ่อคาดว่า ก่อนปีใหม่ก็น่าจะกลับมาได้"
พ่อตาร่านพูดพลางปรายสายตามองแม่ยายร่าน จากนั้นก็หันกลับมามองหยางเสี่ยวเทา "ทางบ้านฝากคุณช่วยดูแลด้วยนะ!"
หยางเสี่ยวเทายิ้ม "วางใจเถอะครับ ไม่มีปัญหาอะไรหรอก"
ในตอนนั้นร่านซินรุ่ยก็เดินเข้ามาในห้อง เธอตบมือเพื่อปัดฝุ่นที่ไม่มีอยู่จริงออก แล้วมานั่งลงข้าง ๆ พ่อตาร่าน
"พี่เขย ครั้งนี้หนูก็ต้องไปซีชางด้วยนะ"
หยางเสี่ยวเทาหันไปมองพ่อตาร่าน ซึ่งฝ่ายหลังขยับแข้งขยับขาเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้ายืนยัน "ครั้งนี้จะให้ซินรุ่ยตามไปเรียนรู้งานด้วยน่ะ"
ร่านซินรุ่ยยิ้มแป้นพลางมองดูหยางเสี่ยวเทา "พี่เขย หนูเก่งไหมล่ะ"
หยางเสี่ยวเทาชูนิ้วหัวแม่มือให้ "เก่งมาก นี่คุณกำลังจะเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งของพ่อนะเนี่ย"
"เก่งจริง ๆ ยอดหญิงเหล็กตัวจริง!"
ร่านซินรุ่ยได้ยินก็ยิ้มจนตาหยีเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว เธอถึงขั้นชูกำปั้นให้หยางเสี่ยวเทาดู "พี่เขย ไว้พอหนูเรียนรู้จนเก่งแล้ว ต่อไปพวกคุณอยากจะส่งดาวเทียมขึ้นไปกี่ดวงก็ไม่มีปัญหาเลย"
"รับรองว่าหนูจะส่งขึ้นไปให้หมดเลย"
พ่อตาร่านนั่งอยู่ข้าง ๆ ถึงกับหนังตากระตุก นี่เขาอุตส่าห์ลำบากลำบนปั้นผู้สืบทอดตำแหน่งขึ้นมา ก็เพื่อที่จะให้มาทำงานเป็นลูกจ้างของลูกเขยงั้นเหรอ?
ในใจมันช่างรู้สึกเจ็บจี๊ดขึ้นมาบอกไม่ถูกเลย!
ทว่าหยางเสี่ยวเทากลับตาเป็นประกายขึ้นมาทันที และรีบพยักหน้าเห็นด้วย "ได้เลย งั้นตกลงตามนี้นะ!"
"ไม่มีปัญหาค่ะ!"
ร่านซินรุ่ยยิ้มร่าพลางวิ่งไปหาแม่ยายร่าน แล้วพูดถึงความตื่นเต้นที่จะได้ออกจากบ้านไปทำงาน
หยางเสี่ยวเทาคุยกับพ่อตาร่านอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเข้าไปในครัวเพื่อช่วยเตรียมทำอาหาร
แล้วเขาก็เห็นร่านหงปิงกำลังเอามือปิดหูทั้งสองข้างแอบซ่อนตัวอยู่ตรงที่ก่อไฟ
หยางเสี่ยวเทาเดินเข้าไปหาอย่างอารมณ์ดี "โอ้โฮ ดูสิ หูแดงแจ๋จนเหมือนหูหมูแล้วเนี่ย ตัดออกมาแกล้มเหล้าท่าจะดีไม่น้อยเลยนะ"
ร่านหงปิงรีบเบะปากทันที "พี่เขย พี่ช่วยดุพี่รองหน่อยสิ อายุตั้งเท่าไหร่แล้วยังจะมาดึงหูอีก ไม่มีความเป็นกุลสตรีเอาซะเลย"
หยางเสี่ยวเทาได้ยินก็เอียงตัวไปข้างหลังทันที "ซินรุ่ย หงปิงบอกว่า..."
"พี่เขย พี่เขย พี่เขย!"
ร่านหงปิงรีบพุ่งเข้าไปกอดขาหยางเสี่ยวเทาไว้แน่น "พี่เขยขา~~~"
"หงปิงบอกว่าต่อไปเขาจะเชื่อฟังคำสั่งของคุณน่ะ"
เมื่อเห็นร่านซินรุ่ยเดินมาที่หน้าประตูห้องครัว หยางเสี่ยวเทาก็พูดประโยคหลังต่อด้วยรอยยิ้ม
ร่านซินรุ่ยได้ยินก็พยักหน้าอย่างภาคภูมิใจ "มันต้องอย่างนี้สิ เชื่อฟังพี่รอง ตั้งใจเรียนหนังสือ แล้วรอไปทำวิจัยจรวดกับพี่นะ"
ร่านหงปิงรีบพยักหน้าทันที "ผมจะเชื่อฟังพี่รองทุกอย่างแน่นอนครับ"
ทว่าในใจเขากลับตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่าจะไม่ไปอยู่ที่กระทรวงที่เจ็ดเด็ดขาด แค่มีพี่รองคนเดียวเขาก็ลำบากจะแย่อยู่แล้ว นี่นี่ยังมีท่านพ่ออยู่อีกคน ถ้าเกิดทำอะไรผิดขึ้นมาล่ะก็ คงได้โดนรุมยำแน่นอน แค่คิดก็สยองแล้ว
เขาอยากจะไปอยู่ที่กระทรวงที่เก้าของพี่เขยมากกว่า
ตั้งแต่ตอนเด็ก ๆ ที่เริ่มจำความได้ เขาก็รู้สึกว่าคนที่มีความสามารถที่สุดในบ้านก็คือพี่เขยนี่แหละ
ต่อมาเมื่อท่านพ่อกลับมา พี่สาวคนโตและพี่สาวคนรองต่างก็บอกว่าท่านพ่อเก่งมาก แต่เขาก็ยังรู้สึกว่าพี่เขยมีความสามารถมากกว่าอยู่ดี
ประกอบกับตอนเด็ก ๆ พี่เขยมักจะพาเขาไปเล่นด้วยบ่อย ๆ ในใจของเขา พี่เขยจึงดูสนิทสนมยิ่งกว่าพี่สาวคนรองเสียอีก
สนิทพอ ๆ กับพี่สาวคนโตเลยล่ะ
"พี่เขย โรงเรียนเทคนิคของพวกพี่ยังรับคนเพิ่มไหมครับ?"
ในจังหวะที่ร่านชิวเย่เดินออกไปยกกับข้าวข้างนอก ร่านหงปิงก็รีบขยับเข้ามาใกล้หยางเสี่ยวเทาแล้วกระซิบถามอย่างเก้อเขิน
"อ้าว ถามเรื่องนี้ทำไมล่ะ?"
หยางเสี่ยวเทาหยิบตะเกียบขึ้นมาตีไข่ไก่พลางหัวเราะ ในใจเขารู้ดีว่าร่านหงปิงกำลังวางแผนอะไรอยู่
นับไปนับมา น้องเมียคนนี้พอผ่านปีใหม่ไปก็จะอายุสิบหกปีแล้วสินะ เวลาผ่านไปเร็วจริง ๆ
ร่านหงปิงเกาหัวแก้เก้อ "ผมว่าผลการเรียนของผมเนี่ย ดูท่าว่าเรียนต่อไปก็คงจะเป็นแบบนี้แหละครับ สู้หางานทำแล้วไปเรียนรู้ทักษะวิชาชีพจริง ๆ เลยน่าจะดีกว่า"
ในจุดนี้เขาเองก็พอจะรู้ตัวดี เพราะตอนเด็ก ๆ มัวแต่รักสนุก ประกอบกับแม่ยายร่านคอยตามใจ และหลังจากที่ร่านชิวเย่แต่งงานออกเรือนไปก็ลดความเข้มงวดในการอบรมลง ทำให้ผลการเรียนของเขาเริ่มตกต่ำลง
ต่อมาเมื่อพ่อตาร่านกลับมา ก็เคยคอยกวดขันอยู่ช่วงหนึ่งแต่ก็ไม่ค่อยได้ผล ต่อมาอาจจะเป็นเพราะความรู้สึกผิดที่ทิ้งครอบครัวไปนานล่ะมั้ง ท่านจึงไม่ได้เข้มงวดอีก
จะบอกว่าถอดใจไปเลยมันก็ดูจะรุนแรงเกินไป แต่ก็ไม่ได้คาดหวังอะไรอีกแล้ว
บางทีในชีวิตนี้ถ้ามีพี่สาวสองคนคอยดูแลอยู่ ก็คงจะไม่ต้องกังวลเรื่องการทำมาหากิน ท่านจึงปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรม
อย่างไรก็ตาม เด็กคนนี้ก็ใช่ว่าจะไม่มีข้อดีเลย อย่างน้อยในสายตาของหยางเสี่ยวเทา เด็กคนนี้ก็มีความเฉลียวฉลาดมาก
และมีความสามารถในการจินตนาการเชิงมิติที่ไม่เลวเลยทีเดียว อย่างของเล่นไม้ที่เขาเตรียมไว้ให้ตวนอู่ ทั้งลูกบิดและลูกบาศก์รูบิค หมอนี่กลับเล่นได้คล่องแคล่วยิ่งกว่าเจ้าของเสียอีก
ครั้งก่อนเขาเผลอทำเครื่องเล่นเกมตกจนพัง แต่ผลปรากฏว่าเขาใช้เครื่องมือช่างไฟฟ้าที่ไปหามาจากไหนก็ไม่รู้มาต่อสายจนใช้ได้เหมือนเดิม
ในตอนนั้นเองที่หยางเสี่ยวเทาเริ่มมองน้องเมียคนนี้ด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป
"อยากเรียนรู้ทักษะเหรอ? นี่เป็นความคิดของคุณเองหรือเป็นความต้องการของพ่อแม่ล่ะ?"
ร่านหงปิงก้มหน้าลง "เป็นความคิดของผมเองครับ ผมยังไม่กล้าบอกพวกเขาเลย พี่เขยพี่ก็รู้นี่นาว่าพี่รองดุขนาดไหน"
"แล้วพี่สาวคนโตก็คงจะไม่สนับสนุนผมแน่ ๆ"
ร่านหงปิงรู้ซึ้งถึงนิสัยของ "เหล่าผู้นำ" ในบ้านเป็นอย่างดี คนเดียวที่จะช่วยเขาได้ก็มีเพียงพี่เขยที่เขาชื่นชมมาตั้งแต่เด็กคนนี้เท่านั้น
เมื่อเห็นท่าทางของร่านหงปิง หยางเสี่ยวเทาก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหยิบกุญแจรถออกมาจากกระเป๋าเสื้อ "คุณไปหยิบกระเป๋าของผมที่อยู่ในรถมาให้หน่อยสิ"
ร่านหงปิงแม้จะไม่เข้าใจว่าทำไม แต่เขาก็ยอมทำตามอย่างว่างง่ายและไปหยิบกระเป๋ามาให้
เมื่อเขากลับมาพร้อมกระเป๋า หยางเสี่ยวเทาก็ยืนรออยู่ที่หน้าประตู เขารับกระเป๋าเป้มาแล้วหยิบสมุดเล่มหนึ่งออกมาจากข้างใน
นี่คือสมุดบันทึกที่หยางเสี่ยวเทาจดไว้หลังจากที่เขาพลิกอ่านหนังสือเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ซึ่งในนั้นมีขั้นตอนการเขียนโปรแกรมของวิทยุติดตามตัวรวมอยู่ด้วย
"นี่คือสมุดบันทึกที่ผมเขียนขึ้นมา"
"ถ้าคุณเรียนรู้จนเข้าใจและมองออกว่ามันคืออะไร ผมจะเป็นคนตัดสินใจย้ายคุณไปอยู่ที่กระทรวงที่เก้าเอง"
ร่านหงปิงรับสมุดบันทึกของหยางเสี่ยวเทามา ในดวงตาเต็มไปด้วยประกายความหวัง "จริงเหรอครับ? พี่เขย พี่ต้องรักษาคำพูดนะ"
"พูดจาเหลวไหล ผมเคยพูดแล้วไม่ทำบ้างไหมล่ะ?"
หยางเสี่ยวเทาลูบหัวร่านหงปิงเบา ๆ "แต่ผมจะให้คุณดูแค่ครึ่งเดือนเท่านั้นนะ ครึ่งเดือนถ้าคุณดูเข้าใจและเรียนรู้มันได้ ผมจะทำตามที่พูด"
"แต่ถ้าเรียนรู้ไม่ได้ล่ะก็..."
ร่านหงปิงรีบซุกสมุดบันทึกไว้ในอกทันที "พี่เขยวางใจได้เลย ถ้าผมเรียนรู้ไม่ได้ ผมจะไม่เอ่ยถึงเรื่องนี้อีกเลยครับ"
หยางเสี่ยวเทาพยักหน้าพลางยิ้มแล้วเดินกลับเข้าไปในห้อง
ต่อให้เรียนรู้ไม่ได้ เขาก็ต้องหาทางช่วยจัดการให้อยู่ดีนั่นแหละ
งานดี ๆ อาจจะไม่มีให้ แต่การจะเป็นคนงานคนหนึ่งย่อมทำได้แน่นอน
ไม่อย่างนั้น ด่านของภรรยาก็คงจะผ่านไปได้ยากน่าดูเลยล่ะ
(จบแล้ว)