- หน้าแรก
- เกิดใหม่ทั้งที ขอเป็นหนอนหนังสือผู้ร่ำรวย
- บทที่ 2740 - โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ต้องลงมือทำ
บทที่ 2740 - โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ต้องลงมือทำ
บทที่ 2740 - โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ต้องลงมือทำ
บทที่ 2740 - โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ต้องลงมือทำ
หยางเสี่ยวเทาปลีกตัวออกจากห้องประชุมมุ่งตรงไปยังห้องน้ำ เพื่อหลีกหนีจากคำเยินยอของเหล่าผู้อาวุโส เมื่อกลับมาเขาก็ตรงเข้าไปหาท่านผู้เฒ่าเฉียนจากกระทรวงที่สองทันที
"ธุระเสร็จเรียบร้อยแล้วเหรอ?"
ท่านผู้เฒ่าเฉียนกำลังนั่งคุยอยู่กับอาจารย์ของหยางเสี่ยวเทา ทั้งสองคนต่างก็นามสกุลเฉียนเหมือนกัน แถมยังเป็นยอดฝีมือในสาขาอาชีพของตนเอง บรรยากาศรอบตัวจึงอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของนักปราชญ์ จนไม่มีใครกล้าเข้าไปรบกวน
"ท่านผู้เฒ่าเฉียน อาจารย์ครับ"
หยางเสี่ยวเทากล่าวทักทายก่อนจะนั่งลง แล้วหยิบตะเกียบขึ้นมาทานกับข้าวไปสองสามคำ
ทั้งสองคนเห็นท่าทางของหยางเสี่ยวเทาก็อดจะขำไม่ได้
"ท่านผู้เฒ่าเฉียนครับ ผมมีเรื่องอยากจะขอความช่วยเหลือจากท่านสักหน่อยครับ"
หยางเสี่ยวเทาเช็ดปากก่อนจะเริ่มเปิดประเด็น
ท่านผู้เฒ่าเฉียนพยักหน้า "ว่ามาสิ อะไรที่พอจะช่วยได้เราช่วยเต็มที่อยู่แล้ว"
"ท่านผู้เฒ่าเฉียน ท่านก็น่าจะทราบดีว่าการพัฒนาของกระทรวงที่เก้าของเรามักจะถูกจำกัดด้วยปัญหาเรื่องไฟฟ้ามาโดยตลอด ถึงขั้นที่บางช่วงเราต้องสั่งหยุดงานตอนกลางคืน เพื่อรักษาความเสถียรของระบบไฟฟ้าครับ"
"และในครั้งนี้ พวกเราเสนอโครงการพัฒนาขึ้นมาอีกมากมาย ซึ่งแน่นอนว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าจะยิ่งพุ่งสูงขึ้นกว่าเดิมมากครับ"
หยางเสี่ยวเทาเล่าถึงสถานการณ์จริงที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นปัญหาเร่งด่วนที่กระทรวงที่เก้าต้องรีบแก้ไข
ท่านผู้เฒ่าเฉียนฟังแล้วก็เข้าใจเจตนาของอีกฝ่ายทันที
"นายกำลังคิดจะสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์งั้นเหรอ?"
หยางเสี่ยวเทาพยักหน้าอย่างแรง "ใช่ครับ ในตอนนี้ความต้องการใช้ไฟฟ้าของพวกเรามีแต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แทนที่จะมานั่งสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนซ้อนกันหลายๆ แห่ง ผมว่าเราหันมาทำโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เลยจะดีกว่าครับ"
"ดังนั้นผมจึงอยากจะเชิญสหายจากกระทรวงที่สองมาช่วยพวกเราสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์สักแห่งครับ"
"ไม่ทราบว่าท่านพอจะช่วยเป็นธุระให้ได้ไหมครับ"
ท่านผู้เฒ่าเฉียนเคาะนิ้วลงบนโต๊ะเบาๆ แววตาเต็มไปด้วยการไตร่ตรอง
นับตั้งแต่เหตุการณ์ครั้งก่อนที่เกิดจากการประเมินค่าใช้จ่ายของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ผิดพลาด จนทำให้เงินลงทุนของกระทรวงที่สองต้องสูญเปล่าไปมหาศาล
นอกจากเงินจะหายไปแล้ว ยังถูกเบื้องบนตำหนิอย่างรุนแรงว่าทำงานไม่รอบคอบ และปล่อยปละละเลยต่อหน้าที่การปฏิวัติ
เหตุการณ์นั้นทำให้ทุกคนในกระทรวงที่สองเสียหน้ากันไปตามๆ กัน จนถึงตอนนี้ยังไม่มีใครกล้าเอ่ยถึงเรื่องนี้ขึ้นมาอีกเลย
แน่นอนว่าในเรื่องนี้ยังมีปัจจัยอื่นๆ แอบแฝงอยู่บ้าง
แต่พอนึกย้อนไป ตอนนั้นกระทรวงที่เก้าเองก็ควักเงินลงทุนไปถึงห้าล้านหยวน แถมยังช่วยออกแรงไปไม่น้อยเลยทีเดียว
หากจะพูดกันตรงๆ กระทรวงที่สองของพวกเขายังติดค้างบุญคุณกระทรวงที่เก้าอยู่ไม่น้อยเลยล่ะ
แต่การจะสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มันไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เลยนะ
หากเกิดข้อผิดพลาดขึ้นมา...
ท่านผู้เฒ่าเฉียนเคาะโต๊ะอีกครั้งก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึกๆ "เสี่ยวหยาง นายก็น่าจะรู้นี่นาว่าเหตุการณ์ครั้งก่อนมันส่งผลกระทบที่รุนแรงขนาดไหน"
"ในสถานการณ์แบบนี้ นายนยังจะดื้อรั้นสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อีกเหรอ ไม่กลัวคนเขาจะนินทาเอาหรือไง?"
หยางเสี่ยวเทาได้ฟังก็หัวเราะออกมาอย่างไม่ยี่หระ "ท่านผู้เฒ่าเฉียนครับ พวกเราคงไม่ยอมตัดหัวทิ้งเพียงเพราะถูกยุงกัดเข้าที่หัวหรอกนะครับ"
"อีกอย่าง ผมเชื่อมั่นว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์คือแหล่งพลังงานที่สำคัญอย่างยิ่งในอนาคตครับ"
"ผมได้ยินมาว่า ทางฝั่งญี่ปุ่นเพื่อนบ้านทางตะวันออกของเรา เขาเริ่มใช้พลังงานปรมาณูกันไปตั้งนานแล้ว ขนาดพื้นที่เล็กๆ เท่าฝ่ามือเขายังกล้าใช้ แล้วทำไมพวกเราจะใช้บ้างไม่ได้ล่ะครับ?"
"คนเราต้องมีศักดิ์ศรีนะครับ จะยอมให้พวกเราแพ้ญี่ปุ่นงั้นเหรอ?"
ความมุ่งมั่นในคำพูดของหยางเสี่ยวเทาทำให้ท่านผู้เฒ่าเฉียนรู้สึกฮึกเหิมขึ้นมา ความจริงเขาก็เป็นหนึ่งในคนที่สนับสนุนการพัฒนาพลังงานปรมาณูภายในกระทรวงที่สองอยู่แล้ว เพียงแต่ติดปัญหาเรื่องเทคโนโลยีและงบประมาณ ประกอบกับเหตุการณ์ครั้งก่อนทำให้เขาไม่กล้าจะเสนอเรื่องนี้ขึ้นมาอีก
แต่ในเมื่อวันนี้หยางเสี่ยวเทาเป็นฝ่ายเปิดประเด็นเอง แถมยังให้ความสำคัญขนาดนี้ และยังยกเรื่องญี่ปุ่นมาท้าทายอีก มีหรือที่เขาจะนิ่งเฉยได้
"ท่านผู้เฒ่าเฉียน ท่านวางใจได้เลยครับ เรื่องเทคโนโลยีให้เป็นหน้าที่ของพวกท่าน ส่วนเรื่องงบประมาณ กระทรวงที่เก้าของพวกเราจะจัดการให้เองครับ"
"นอกจากนี้ นี่ยังนับเป็นโอกาสอันดีในการฝึกฝนบุคลากรด้วยนะครับ ท่านคงไม่อยากให้ข้อมูลเทคโนโลยีที่พวกเราอุตส่าห์ได้มาจากสหภาพต้องถูกล็อคเก็บไว้ในตู้เฉยๆ หรอกใช่ไหมครับ"
หยางเสี่ยวเทาเสนอเงื่อนไขและข้อเรียกร้องของเขาออกมาได้ตรงจุดที่สุด
เมื่อได้ยินหยางเสี่ยวเทาพูดเช่นนั้น ท่านผู้เฒ่าเฉียนก็เริ่มมีใจโอนอ่อนตาม
ข้อมูลเทคโนโลยีทั้งหมดอยู่ที่กระทรวงที่สอง และในช่วงเวลาที่ผ่านมาพวกเขาก็ได้รวมทีมกันหารือและวิเคราะห์กันมาหลายรอบ จนเกิดแนวคิดและแผนงานขึ้นมากมาย
แต่ทว่าแผนงานเหล่านั้นก็เป็นเพียงแค่ตัวหนังสือบนกระดาษ หากต้องการจะพิสูจน์ว่ามันใช้งานได้จริงหรือไม่ ก็ต้องลงมือปฏิบัติ
และการปฏิบัติงานย่อมต้องการงบประมาณมหาศาล
งบประมาณวิจัยของกระทรวงของเขานั้น ถูกเบื้องบนคำนวณมาอย่างละเอียดยิบก่อนจะจัดสรรมาให้ และเงินที่ได้รับมาก็มักจะไม่เต็มจำนวน ส่วนใหญ่จะให้มาเพียงเจ็ดส่วน อีกสามส่วนต้องหาทางแก้ไขและจัดการกันเองภายใน
ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ หากต้องการจะทำงานวิจัยภายในหน่วยงาน ก็จำเป็นต้องกัดฟันฟันฝ่าอุปสรรคกันเอง
และผลสุดท้าย งานวิจัยส่วนใหญ่ก็ต้องพังครืนลง ไม่ใช่เพราะคนทำงานถอดใจ แต่เป็นเพราะขาดงบประมาณสนับสนุน
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เพราะปัญหาเรื่องเงินนี่แหละ ทำให้โครงการมากมายของกระทรวงที่สองต้องล้มพับไปกลางคัน
ซึ่งในนั้นแฝงไปด้วยหยาดเหงื่อและแรงกายแรงใจของใครหลายคน
และในตอนนี้ อุปสรรคชิ้นใหญ่ที่ขวางหน้าพวกเขามีอยู่สองอย่าง คือเทคโนโลยีและเงินทอง
หากกระทรวงที่เก้าช่วยแก้ปัญหาเรื่องเงินได้ เรื่องเทคโนโลยีนั้นกระทรวงที่สองของเขาไม่มีคำว่าหวั่นเกรงแน่นอน
ถึงเวลาที่ทั้งสองหน่วยงานร่วมมือกัน คาดว่าเบื้องบนก็น่าจะยอมเห็นแก่หน้าและให้ความช่วยเหลือบ้าง
เรื่องนี้ มีลุ้นจริงๆ
"พวกคุณพร้อมจะทุ่มงบประมาณให้เท่าไหร่?"
วินาทีที่ท่านผู้เฒ่าเฉียนถามคำถามนี้ หยางเสี่ยวเทาก็รู้ทันทีว่าเรื่องนี้สำเร็จไปกว่าครึ่งแล้ว
เขาไม่รอช้า ชูนิ้วขึ้นมาสามนิ้วทันที
ท่านผู้เฒ่าเฉียนสูดลมหายใจลึก "สามล้านหยวนเหรอ ผมพอจะกลับไปคุยให้ได้นะ"
ยังไงเสียครั้งก่อนกระทรวงที่เก้าก็เคยควักมาให้แล้วห้าล้าน ครั้งนี้สามล้านก็นับว่าแสดงความจริงใจได้มากพอสมควรแล้ว
แต่หยางเสี่ยวเทากลับส่ายหน้า "ไม่ใช่ครับ คือสามสิบล้านหยวนครับ"
ท่านผู้เฒ่าเฉียนถึงกับแขนสั่น "อะไรนะ? สามสิบล้านหยวน?"
หยางเสี่ยวเทาพยักหน้ายืนยันอย่างหนักแน่น เงินจำนวนนี้กระทรวงที่เก้ายังพอจะหามาได้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเครื่องถ่ายเอกสารล็อตใหญ่กำลังจะส่งมอบ การจะไม่ใช้เงินก้อนนี้แล้วปล่อยให้มันนอนเน่าอยู่ในคลังสินค้าเฉยๆ ก็คงจะน่าเสียดาย
อีกอย่าง หยางเสี่ยวเทารู้สึกว่าหากไม่รีบใช้เงินก้อนนี้ สุดท้ายมันก็คงถูกริบคืนไปอยู่ดี
"สามสิบล้านครับ หากไม่พอเราพร้อมจะทุ่มทุนเพิ่มให้อีก สรุปสั้นๆ คือต้องสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์นี้ให้สำเร็จให้ได้ครับ"
"พอแล้ว พอแล้ว!"
น้ำเสียงของท่านผู้เฒ่าเฉียนเต็มไปด้วยความตื่นเต้น
เงินสามสิบล้านหยวน เขาสามารถนำไปโน้มน้าวใจคนส่วนใหญ่ในกระทรวงที่สองได้แน่นอน
หรือแม้แต่เหล่าผู้นำเบื้องบน เมื่อเห็นเงินสามสิบล้านหยวนตั้งอยู่ตรงหน้า สิ่งที่พวกเขาจะพิจารณาคงไม่ใช่เรื่องที่ว่าจะทำหรือไม่ทำ แต่จะพิจารณาว่าจะสร้างให้ใหญ่ขนาดไหนต่างหาก
ในขณะที่ประเทศกำลังอยู่ในช่วงเวลาสำคัญของการปฏิวัติและการสร้างชาติ ทุกคนต่างก็อยากจะให้เงินเพียงบาทเดียวสามารถทำงานได้คุ้มค่าเท่ากับสิบบาท
และเมื่อกี้หยางเสี่ยวเทาก็บอกเองว่า หากสามสิบล้านไม่พอ เขายังพร้อมจะทุ่มเพิ่มให้อีก
ความมุ่งมั่นตั้งใจนี้ช่างยิ่งใหญ่เหลือเกิน
"สามสิบล้านหยวนเหรอ?"
(ซี๊ด~~~)
วินาทีนั้น เสียงของหวังจวินหงก็ดังแทรกขึ้นมา ทำให้บรรยากาศที่กำลังครึกครื้นในห้องโถงเงียบกริบลงทันที ทุกสายตาต่างพากันหันมามองเป็นจุดเดียว
หลี่หงเฟิงและหลิวไหวหมินที่กำลังคุยอยู่กับพวกท่านผู้เฒ่าจ้าวและท่านผู้เฒ่าสวี เมื่อได้ยินหวังจวินหงตะโกนว่า "สามสิบล้าน" ก็ถึงกับอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันมามองหยางเสี่ยวเทาด้วยสายตาเขม็ง พร้อมลางสังหรณ์ไม่ดีที่เริ่มก่อตัวขึ้นในใจ
ก็นึกย้อนไปได้ว่า ในอดีตหยางเสี่ยวเทาก็เคยมีวีรกรรมทำนองนี้มาแล้ว
"เสี่ยวหยาง เสี่ยวหยางจะให้เงินท่านผู้เฒ่าเฉียนถึงสามสิบล้านหยวนเลยเหรอครับ"
หวังจวินหงพูดเสริมขึ้นมาอีกประโยค ท่านผู้เฒ่าหวังรีบปรี่เข้าไปหาทันที เขามองหยางเสี่ยวเทาสลับกับท่านผู้เฒ่าเฉียนด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มตื่นเต้น ก่อนจะถามท่านผู้เฒ่าเฉียนด้วยน้ำเสียงที่ไม่ยากจะเชื่อ "เหล่าเฉียน เขาจะให้พวกเราสามสิบล้านจริงๆ เหรอ?"
"เขาจะให้พวกเราสามสิบล้านจริงๆ ใช่ไหม?"
"หรือว่าจะเป็นงบประมาณเพิ่มเติมสำหรับสร้างฐานส่งดาวเทียมกันนะ?"
"ฮ่าๆ ผมว่าแล้วเชียวว่าเจ้าเด็กนี่ต้องมีเรื่องให้พวกเราช่วยแน่ๆ วางใจได้เลย พวกเราน่ะคนกันเองทั้งนั้น..."
ท่านผู้เฒ่าหวังร้องออกมาอย่างดีใจสุดขีด ก่อนจะจินตนาการไปเองเสร็จสรรพพร้อมรอยยิ้มที่ภาคภูมิใจ
แต่ในวินาทีต่อมา ท่านผู้เฒ่าเฉียนกลับชี้ไปทางฝั่งตรงข้ามแล้วเบรกความดีใจของเพื่อนรักว่า "เหล่าหวัง คุณหยุดเดี๋ยวก่อน"
"เงินนั่นไม่ใช่ให้พวกเรา แต่เขาให้ท่านผู้เฒ่าเฉียนจากกระทรวงที่สองต่างหาก"
เสียงหัวเราะของท่านผู้เฒ่าหวังหยุดกึกลงทันที เขามองจ้องหน้าหยางเสี่ยวเทาอย่างเอาเรื่อง
"สามสิบล้าน?"
หยางเสี่ยวเทาพยักหน้า
"ให้กระทรวงที่สองเหรอ?"
หยางเสี่ยวเทาพยักหน้ายืนยันอีกครั้ง เพียงแต่คราวนี้เขาไม่ได้ตอบรับรวดเร็วเหมือนเมื่อก่อน
"นาย... นายนี่มัน"
ท่านผู้เฒ่าหวังรู้สึกเจ็บจี๊ดที่หัวใจ ทั้งสองคนก็นามสกุลเฉียนเหมือนกัน ทำไมถึงทำแบบลำเอียงขนาดนี้ได้นะ
ทว่ายังไม่ทันที่ท่านผู้เฒ่าหวังจะได้บ่นอะไรต่อ ท่านผู้เฒ่าจางก็เอื้อมมือมาลากเขาออกไปด้านข้าง เพื่อไม่ให้มาเกะกะการสนทนา
"เสี่ยวหยาง พวกคุณ... พวกคุณเอาจริงเหรอ?"
ท่านผู้เฒ่าหวงเดินมานั่งลงข้างๆ ส่วนท่านผู้เฒ่าฉินก็นั่งลงอีกด้าน สายตาของทั้งคู่คอยลอบสังเกตคนทั้งสองไปมา
ไม่ใช่ว่าพวกเขามีอคติอะไรกับกระทรวงที่สองหรอกนะ แต่เงินสามสิบล้านหยวนนี่มันไม่ใช่จำนวนน้อยๆ เลยนะ
มันไม่ใช่สามสิบ หรือสามแสนหยวนนะเนี่ย
แต่ก็นะ เจ้าเด็กหยางเสี่ยวเทานี่ก็เคยมีประวัติมาก่อน ครั้งก่อนที่ควักให้กระทรวงที่สองไปห้าล้าน ก็โดนท่านผู้เฒ่าเฉินชี้หน้าด่าไปยกใหญ่ จนหลายคนแอบนินทาว่าเป็นพ่อพระผู้ใจบุญที่ชอบโปรยเงินเล่น
แต่ครั้งนี้มันไม่ใช่ห้าล้าน แต่มันคือสามสิบล้านเชียวนะ
ถ้าเรื่องนี้รู้ไปถึงหูท่านผู้เฒ่าเฉิน มีหวังท่านได้ตามมาเอาเรื่องถึงที่แน่ๆ
เจ้าเด็กนี่มันไม่เสียดายเงินเลยจริงๆ สินะ
แถมยังหาเงินเก่งเสียจนน่ากลัวจริงๆ
"ใช่ครับ เมื่อกี้ผมเพิ่งคุยกับท่านผู้เฒ่าเฉียนว่าตอนนี้กระทรวงที่เก้าของเราขาดแคลนไฟฟ้าอย่างหนักครับ"
"ผมเลยหวังว่ากระทรวงที่สองจะช่วยสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ให้พวกเราสักแห่งครับ"
"แน่นอนว่าเรื่องเทคโนโลยีพวกเรากระทรวงที่เก้าทำไม่เป็น แต่เรื่องงบประมาณพวกเราพร้อมจะสนับสนุนอย่างเต็มที่แน่นอนครับ"
เมื่อพูดถึงตรงนี้ หยางเสี่ยวเทาก็หันไปมองท่านผู้เฒ่าเฉียนอีกครั้ง "ท่านผู้เฒ่าเฉียนครับ พวกเรามีความจริงใจอย่างมากจริงๆ ครับ"
"หากท่านสามารถเป็นตัวแทนกระทรวงที่สองตอบตกลงได้ ผมก็พร้อมจะนำเรื่องนี้ไปรายงานต่อท่านผู้เฒ่าเฉิน เพื่อบรรจุโครงการนี้ให้เป็นรูปธรรมครับ"
พวกท่านผู้เฒ่าหวงได้ฟังดังนั้นก็สีหน้าเปลี่ยนไปทันที
โรงไฟฟ้านิวเคลียร์งั้นเหรอ?
ลืมเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นไปเมื่อไม่นานนี้แล้วหรือไงกัน?
ท่านผู้เฒ่าหวงแทบอยากจะยื่นมือไปเช็กดูว่าหยางเสี่ยวเทาดื่มจนเมาแล้วพูดจาเพ้อเจ้อหรือเปล่า
แต่พอเห็นสีหน้าที่จริงจังและแน่วแน่ของหยางเสี่ยวเทา เขาก็เริ่มจะลังเลใจขึ้นมาบ้าง
ท่านผู้เฒ่าเฉียนเองก็ไม่นึกว่าหยางเสี่ยวเทาจะพูดออกมาด้วยความจริงใจขนาดนี้ แถมยังไม่สนใจท่าทีของคนรอบข้างเลยแม้แต่น้อย ในใจเขาจึงรู้สึกซาบซึ้งใจยิ่งนัก
โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ก็คือความเจ็บปวดในใจของพวกเขาเช่นกัน
และในตอนนี้ พวกเขามีโอกาสที่จะได้ลุกขึ้นยืนใหม่อีกครั้งในจุดที่เคยล้มลง
ท่านผู้เฒ่าเฉียนสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะมองหยางเสี่ยวเทาด้วยสายตาที่จริงจังไม่แพ้กัน "เรื่องนี้ ผมจะให้คำตอบคุณในพรุ่งนี้ครับ"
พูดจบเขาก็เตรียมตัวลุกขึ้นเดินจากไปทันที
เงินสามสิบล้านหยวนตั้งอยู่ตรงหน้าขนาดนี้ เขาอยู่นิ่งเฉยไม่ได้แล้ว
หยางเสี่ยวเทาลุกขึ้นไปส่งท่านผู้เฒ่าเฉียน เมื่อเขากลับเข้ามาในห้อง สายตาทุกคู่ก็จับจ้องมาที่เขาเป็นจุดเดียวอีกครั้ง
หยางเสี่ยวเทาไม่ได้ใส่ใจ เขาเดินไปที่ที่นั่งแล้วรินน้ำมาดื่มแก้วหนึ่ง
เขากวาดสายตามองไปรอบโต๊ะ เห็นทุกคนยังคงจ้องมองมาที่เขาโดยไม่มีใครเอ่ยอะไรออกมา เขาจึงเริ่มชี้แจงเหตุผล
"ผมก็บอกไปแล้วไงครับ ว่ามันขาดแคลนไฟฟ้าจริงๆ"
"ถ้าไม่ใช่เพราะกระทรวงที่เก้าของเราไม่มีบุคลากรทางด้านนี้ ผมก็อยากจะบรรจุเรื่องนี้ไว้ในสมุดปกขาวอยู่หรอกครับ"
"การที่ให้กระทรวงที่สองมาช่วยสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์สักแห่ง มันก็คงไม่มีปัญหาอะไรใช่ไหมครับ"
เมื่อหยางเสี่ยวเทาพูดจบ ท่านผู้เฒ่าหวงก็นิ่งเงียบไป แต่ท่านผู้เฒ่าจางกลับถอนหายใจออกมา "นายจะสร้างโรงไฟฟ้าอะไรพวกเราก็ไม่ว่าหรอก"
"แต่เงินสามสิบล้านน่ะ นายกล้าทุ่มออกไปโดยไม่กะพริบตาเลยนะเนี่ย"
ท่านผู้เฒ่าหวังรีบเสริมต่อท้ายคำพูดของท่านผู้เฒ่าจางถึงสาเหตุหลักที่ทุกคนอึ้งกันไป ซึ่งทุกคนในโต๊ะต่างก็พากันพยักหน้าเห็นด้วยอย่างพร้อมเพรียง
หยางเสี่ยวเทาได้ฟังก็หัวเราะออกมา "ผมก็นึกว่าเรื่องอะไร ที่แท้ก็เรื่องนี้เองเหรอครับ"
จากนั้นเขาก็อธิบายรายละเอียดของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ต่อ "เงินสามสิบล้านที่ว่านี้ ไม่ได้มีเพียงแค่ค่าก่อสร้างโรงไฟฟ้าเท่านั้นนะครับ แต่มันยังรวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกโดยรอบ และระบบโครงข่ายสายส่งไฟฟ้าด้วยครับ"
"หากคำนวณดูดีๆ แล้ว เงินสามสิบล้านอาจจะไม่พอด้วยซ้ำไปครับ"
หลี่หงเฟิงและหลิวไหวหมินสบตากัน ก่อนจะพากันยิ้มขื่นๆ ออกมาพร้อมกัน
"นายนี่มันสุดยอดจริงๆ"
ท่านผู้เฒ่าหวังเลิกพูดจาประชดประชัน
สำหรับท่านผู้เฒ่าโจวและท่านผู้เฒ่าสวีนั้น ความสัมพันธ์กับหยางเสี่ยวเทายังไม่สนิทสนมกันถึงขั้นนั้น จึงทำได้เพียงรับฟังเงียบๆ โดยไม่มีโอกาสได้แทรกบทสนทนา
แต่ทว่า เมื่อได้ยินตัวเลขสามสิบล้านหยวน หัวใจของพวกเขาก็ยังคงสั่นสะท้านอยู่ดี
"เอาล่ะ ผมว่าวันนี้พอแค่นี้ก่อนเถอะ"
ท่านผู้เฒ่าฉินเห็นบรรยากาศในห้องเงียบลง จึงอาสาลุกขึ้นเป็นคนปิดงานเลี้ยงในครั้งนี้
พวกท่านผู้เฒ่าหวงต่างก็พากันลุกขึ้นกล่าวคำอำลาให้แก่กัน
ไม่ว่าผลสรุปจะเป็นอย่างไร งานเลี้ยงในวันนี้ก็นับว่าไม่เสียเปล่า เพราะทุกคนต่างก็ได้ในสิ่งที่ตนเองต้องการ
และในใจของทุกคน ต่างก็รู้สึกว่าคนที่ได้รับผลประโยชน์มากที่สุดในวันนี้ น่าจะเป็นกระทรวงที่สอง
แต่ทว่า ในใจของหยางเสี่ยวเทานั้น เขากลับรู้สึกว่าคนที่ได้รับผลประโยชน์สูงสุด ก็คือกระทรวงที่เก้าของเขานั่นเอง
เมื่อได้ขึ้นมานั่งบนรถยนต์อีกครั้ง หลิวไหวหมินก็รีบเอ่ยถามขึ้นทันทีด้วยความร้อนใจ
"เสี่ยวหยาง พวกเราทำแบบนี้มันจะใจร้อนเกินไปหรือเปล่า?"
หลี่หงเฟิงเองก็มีสีหน้าที่กังวลไม่ต่างกัน
หยางเสี่ยวเทาไม่ได้ตอบคำถามในทันที เขาเอื้อมมือไปลดกระจกรถลง ลมหนาวที่พัดเข้ามาทำให้เขารู้สึกสดชื่นและสมองปลอดโปร่งขึ้น
เขาทอดสายตามองดูดวงอาทิตย์ที่ค่อยๆ ลับขอบฟ้าไปอย่างช้าๆ
จากนั้นเขาก็มองดูบ้านเรือนและต้นไม้ที่เคลื่อนที่ผ่านหน้าต่างไป ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัยว่า "เหล่าหลิว เหล่าหลี่ พวกคุณบอกผมหน่อยสิว่า ทำไมบ้านพวกนั้นถึงได้เคลื่อนที่ถอยหลังไปแบบนั้นล่ะครับ"
หลี่หงเฟิงมองออกไปนอกหน้าต่างรถด้วยความงุนงง ไม่เข้าใจความหมายของหยางเสี่ยวเทา เขาจึงตอบไปตามความจริงว่า "ก็นั่นเป็นเพราะพวกเรากำลังเคลื่อนที่ไปข้างหน้าไงล่ะ"
หยางเสี่ยวเทาพยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม
ก่อนจะเอนหลังพิงเบาะรถแล้วหลับตาลงอย่างสงบ "นั่นสินะครับ ในเมื่อพวกเรากำลังพุ่งไปข้างหน้า สิ่งรอบข้างย่อมต้องถอยหลังไปเป็นธรรมดาครับ"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่หงเฟิงและหลิวไหวหมินต่างก็หันมาสบตากันเงียบๆ โดยไม่มีใครเอ่ยอะไรออกมาอีกเลย
รถยนต์มาจอดนิ่งสนิทที่หน้าบ้านสี่ประสาน ไม่ใช่ว่าหยางเสี่ยวเทาต้องการจะเข้าบ้านตอนนี้ แต่เป็นเพราะเขาหลับไปตั้งแต่อยู่บนรถแล้ว
หลิวไหวหมินจึงสั่งให้คนขับรถจอดรอที่หน้าตรอก ก่อนที่เขาทั้งสองคนจะช่วยกันประคองหยางเสี่ยวเทากลับเข้าไปในบ้าน
หยางเสี่ยวเทากลับถึงบ้านในสภาพที่สติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เขาหลับยาวไปจนถึงเช้าวันรุ่งขึ้น
ในระหว่างมื้อเช้า นักพรตเฒ่าก็อดไม่ได้ที่จะซักถามถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวาน
หยางเสี่ยวเทาจึงมีโอกาสได้รับรู้เรื่องราวความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในสำนักงานใหญ่หลังจากที่พวกเขาเดินทางออกมา
แต่หยางเสี่ยวเทาก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก ในเมื่อบรรดาผู้ยิ่งใหญ่จากกระทรวงต่างๆ ต่างพากันลงมือแล้ว การที่คนอื่นจะมีปฏิกิริยาแบบนั้นก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
หยางเสี่ยวเทากัดปาท่องโก๋และไข่ต้มคำโต พลางตอบคำถามของนักพรตเฒ่าที่สงสัยใคร่รู้เรื่องราวในสมุดปกขาว
ท่านผู้เฒ่าเย่ที่นั่งอยู่ข้างๆ เองก็อยากจะรับฟังเรื่องราวนี้ด้วยเช่นกัน หยางเสี่ยวเทาจึงไม่ได้ปิดบังอะไรอีกต่อไป เพราะอย่างไรเสียหากไม่มีอะไรผิดพลาด ผลการพิจารณาก็คงจะออกมาในวันนี้อยู่แล้ว
หยางเสี่ยวเทาเล่าสรุปใจความสำคัญของสิบโครงการให้ฟังอย่างคร่าวๆ โดยไม่ได้ลงรายละเอียดลึกซึ้งเหมือนตอนอยู่ในห้องประชุม
หลังจากหยางเสี่ยวเทาเล่าจบ สีหน้าของนักพรตเฒ่าก็ดูเคร่งเครียดขึ้นมาทันที ไม่ใช่เพราะเรื่องอื่น แต่เป็นเพราะงานวิจัยโลหะผสมแมกนีเซียมนั้นตกเป็นภาระของพวกเขาพอดิบพอดี
"เฮ้อ ผมว่าแล้วเชียวว่ามันต้องมีเรื่องยุ่งๆ มาหาจนได้!"
นักพรตเฒ่าพูดด้วยความจนใจ ส่วนท่านผู้เฒ่าเย่ที่นั่งฟังอยู่กลับมีสีหน้าเคร่งขรึมและมองหยางเสี่ยวเทาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความวิตกกังวล
"ครั้งนี้ นายเล่นใหญ่เกินไปหรือเปล่า!"
หยางเสี่ยวเทายิ้มให้ท่านผู้เฒ่าเย่ก่อนจะพยักหน้ายืนยัน "ก็พอได้ครับ ยังอยู่ในระดับที่ผมพอจะรับมือไหวครับ!"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ท่านผู้เฒ่าเย่จึงไม่เอ่ยอะไรต่อ ทั้งสามคนทานมื้อเช้าจนเสร็จ หยางเสี่ยวเทากล่าวลาพวกร่านชิวเย่ก่อนจะมุ่งหน้าไปยังกระทรวงที่เก้า
เมื่อมาถึงกระทรวงที่เก้า ข่าวคราวเกี่ยวกับโครงการตรวจสอบต่างๆ ก็แพร่สะพัดไปทั่วแล้ว
หยางเสี่ยวเทาไม่ได้สนใจกระแสข่าวนั้น เขาเดินเข้าห้องทำงานแล้วหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านเล่มหนึ่ง นั่งรอเวลาอย่างสบายอารมณ์
ภายในห้องทำงาน หลิวลิ่วเสวี่ยและโหลวเสี่ยวเอ๋อเห็นหยางเสี่ยวเทานิ่งสงบแบบนี้ ก็อยากจะเอ่ยถามความคืบหน้า แต่ก็ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไรดี
ไม่ใช่แค่พวกเธอเท่านั้น ทันทีที่หยางเสี่ยวเทาปรากฏตัวขึ้น ทุกคนในสำนักงานใหญ่ต่างก็พากันจับตามองและเฝ้ารอการเรียกตัวจากเขาอย่างใจจดใจจ่อ
ทว่า ผลที่ออกมาคือหยางเสี่ยวเทากลับนั่งอ่านหนังสืออยู่ในห้องทำงานเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทำเอาทุกคนถึงกับมึนงงไปตามๆ กัน
ยิ่งไปกว่านั้น คนที่ได้รับข่าวคราวมาบ้างเริ่มจะรู้สึกกระวนกระวายใจขึ้นมา เพราะเกรงว่าข่าวที่ได้ยินมาอาจจะเป็นเพียงข่าวโคมลอย และความหวังที่ตั้งไว้จะกลายเป็นเพียงความว่างเปล่า
ทว่า ท่ามกลางบรรยากาศที่ดูแปลกประหลาดนี้เอง จู่ๆ รถจี๊ปคันหนึ่งก็มาจอดสงบนิ่งอยู่ที่หน้าประตูใหญ่
(จบแล้ว)