เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 93 ความปรารถนาส่วนตัวของไป๋จิ้ง(ฟรี)

ตอนที่ 93 ความปรารถนาส่วนตัวของไป๋จิ้ง(ฟรี)

ตอนที่ 93 ความปรารถนาส่วนตัวของไป๋จิ้ง(ฟรี)


ตอนที่ 93 ความปรารถนาส่วนตัวของไป๋จิ้ง

อำเภอชิงเจียง หมู่บ้านต้งซี

คฤหาสน์ตระกูลสวี่

รุ่งอรุณสาง ท้องฟ้าเริ่มทอแสงสีทองเรืองรอง

หมอกจางๆ ลอยปกคลุมยอดอ่อนของต้นกล้าข้าวในนา ดูราวกับผ้าไหมบางเบาที่ถูกคลี่คลุมไว้ พระจันทร์เสี้ยวที่ยังคงค้างอยู่บนท้องฟ้า ก็ดูคล้ายกับเคียวที่ถูกแขวนเกี่ยวไว้บนปลายยอดต้นหลิวแก่

ควันไฟจากการหุงหาอาหารลอยกรุ่นขึ้นมาจากปล่องไฟของกระท่อมชาวบ้าน ผสมผสานกลมกลืนไปกับสายหมอกยามเช้า กลายเป็นเกลียวเมฆลอยล่องหายไปในอากาศ

ไป๋จิ้งในชุดผ้าไหมสีเรียบๆ นั่งหลังตรงอยู่หน้ากระจกทองเหลือง โดยมีหญิงวัยกลางคนอายุราวๆ สามสิบกว่าปี นั่งคุกเข่าอยู่ด้านหลัง ใช้หวีไม้ท้อเก่าๆ ค่อยๆ สางผมสีดอกเลาของนางอย่างเบามือ

หลังจากเกล้าผมเสร็จ ไป๋จิ้งก็หันซ้ายหันขวา สำรวจดูความเรียบร้อยของตัวเองในกระจกอีกครั้ง

"อาหลี ฝีมือการเกล้าผมของเจ้าก็ยังดีไม่มีตกเหมือนเดิมเลยนะ ข้าได้ยินมาว่าลูกสาวของเจ้ากำลังจะแต่งงานแล้วเหรอ" ไป๋จิ้งเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ จู่ๆ นางก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ "เผลอแป๊บเดียว เจ้าก็เข้ามาอยู่ในตระกูลสวี่ คอยรับใช้ข้ามาตั้ง..."

"ยี่สิบเอ็ดปีแล้วเจ้าค่ะ"

หญิงวัยกลางคนตอบรับด้วยความรำลึกความหลัง "ฮูหยินผู้เฒ่า ตอนที่อาหลีเข้ามาทำงานในคฤหาสน์นี้ ก็อายุเพิ่งจะสิบเอ็ดสิบสองปีเองนะเจ้าคะ โชคดีที่ท่านเมตตาสงสาร ก็เลยเลือกให้ข้ามาเป็นสาวใช้คนสนิทคอยรับใช้ท่าน"

"แล้วลูกสาวเจ้าอายุเท่าไหร่แล้วล่ะ"

"สิบห้าเจ้าค่ะ"

"สิบห้าก็แต่งงานแล้วเหรอเนี่ย ยัยเสวี่ยจี้ของข้า ป่านนี้อายุยี่สิบสามเข้าไปแล้ว ยังหาคู่ครองดีๆ ไม่ได้สักคน ข้าล่ะกลุ้มใจจริงๆ"

"คุณหนูสี่ฉลาดหลักแหลม งดงามโดดเด่นขนาดนั้น พวกคุณชายลูกผู้ดีธรรมดาๆ จะไปคู่ควรกับนางได้ยังไงกันล่ะเจ้าคะ" หญิงวัยกลางคนพูดยกยอ

"ก็รู้จักแต่พูดจาเอาใจข้านั่นแหละ แต่ถึงยังไงนางก็เป็นผู้หญิง สักวันก็ต้องแต่งงานมีครอบครัว ไม่เหมือนอวิ๋นหนูที่เป็นผู้ชาย แถมตอนนี้ท่านพี่ก็ไม่อยู่บ้านด้วย..."

พูดมาถึงตรงนี้ ไป๋จิ้งก็รู้สึกได้เลยว่าผมหงอกของนางดูจะเพิ่มขึ้นมาอีกหลายเส้นเลยทีเดียว

"เจตนารมณ์ของท่านผู้นำตระกูลคนก่อน ก็คือไม่อยากให้คุณหนูสี่แต่งออกไป ถ้างั้นก็ลองมองหาชายหนุ่มหน้าตาดี นิสัยดี จากพวกตระกูลใต้สังกัดของตระกูลสวี่เราดูสิเจ้าคะ"

ไป๋จิ้งหันมามอง "เจ้าพูดถูกใจข้าเลยนะ แต่ลองเลือกดูหลายคนแล้ว ก็ยังไม่เห็นมีใครเข้าตาสักคนเลย"

หญิงวัยกลางคนเอามือป้องปากหัวเราะคิกคัก "ขนาดฮูหยินผู้เฒ่ายังเลือกไม่ถูกเลย ท่านผู้นำตระกูลคนก่อนก็คงจะเลือกไม่ถูกเหมือนกันแหละเจ้าค่ะ"

"ก็จริงนะ ในบรรดาลูกๆ เขารักเสวี่ยจี้มากที่สุดเลยนี่นา"

"เรื่องนี้... เดี๋ยวข้าขอเก็บไปคิดดูก่อนก็แล้วกันนะ"

ไป๋จิ้งลุกขึ้นยืน โดยมีหญิงวัยกลางคนคอยประคอง "พยุงข้าออกไปเดินเล่นข้างนอกหน่อยสิ ข้าไม่ได้ไปดูบรรยากาศในหมู่บ้านมาตั้งนานแล้ว"

สวี่หมิงเวยบังเอิญเดินผ่านมา พอรู้ว่านางจะออกไปข้างนอก ก็เลยอาสาเดินประคองนางไปเป็นเพื่อนด้วย

ตามคันนา มีชาวนาแก่ๆ แบกจอบเดินย่ำไปตามทาง น้ำค้างบนยอดหญ้าแตกกระจาย เกิดเป็นประกายแสงระยิบระยับทุกย่างก้าว

นาข้าวที่กว้างใหญ่ไพศาลทอดยาวสุดลูกหูลูกตา ราวกับเป็นทะเลสีเขียวมรกต

พอมีลมพัดมา ทะเลสีเขียวมรกตนั้นก็พริ้วไหวเป็นระลอกคลื่น ดูสวยงามจับตา

"ข้ายังจำได้ลางๆ เลยนะ ว่าที่นาตรงนั้นน่ะ เคยเป็นของตระกูลสวี่เรามาก่อน ตอนเด็กๆ เจ้ายังเคยเดินตามหลังพ่อของเจ้า หยอดต้นกล้าข้าวอยู่แถวๆ นั้นเลย"

"ท่านแม่นี่ความจำดีจริงๆ เลยนะขอรับ" สวี่หมิงเวยยิ้มบางๆ

"แก่แล้วล่ะ" ไป๋จิ้งพูดเสียงเรียบ "ใครจะไปคาดคิดล่ะ ว่าตอนนั้นตระกูลสวี่จะใช้ชีวิตอยู่ได้ด้วยการทำนาแค่สิบหมู่"

"ท่านพ่อเป็นคนเก่งนี่ขอรับ"

"ใช่แล้วล่ะ เขาเป็นคนเก่งจริงๆ อุตส่าห์มาเริ่มฝึกวิทยายุทธ์เอาตอนอายุเข้าวัยกลางคนแท้ๆ แต่ก็ยังสามารถฝึกจนสำเร็จได้ แถมยังค้นพบวิถีแห่งเซียนอีกต่างหาก ถ้าเอาไปเทียบกับเขาแล้ว ผู้หญิงธรรมดาๆ อย่างข้า ก็คงจะดูต่ำต้อยด้อยค่าไปเลยล่ะ"

"ท่านแม่ทำไมพูดแบบนั้นล่ะขอรับ ไม่ว่าจะเป็นท่านพ่อ หรือพวกเราลูกๆ ทุกคน ก็ไม่มีใครเคยคิดแบบนั้นเลยนะขอรับ"

ไป๋จิ้งหันมายิ้มบางๆ "ข้าโชคดีจริงๆ นะ ที่ได้แต่งงานกับเขา ได้เป็นภรรยาของเขา ถือว่าเป็นบุญวาสนาที่ข้าสะสมมาหลายชาติเลยล่ะ"

"แม่ก็ไม่รู้เหมือนกันนะ ว่าตระกูลสวี่เราจะก้าวไปได้ไกลแค่ไหน แต่พวกท่านตาและญาติผู้ใหญ่ฝั่งแม่ก็จากไปกันหมดแล้ว เหลือก็แค่ครอบครัวของน้าเจ้าครอบครัวเดียวที่เป็นห่วง"

นางจ้องมองเข้าไปในดวงตาของสวี่หมิงเวย "สือโถว รับปากแม่นะลูก ว่าถ้าวันไหนแม่ไม่อยู่แล้ว เจ้าจะไม่ทอดทิ้งตระกูลไป๋ ต่อให้วันข้างหน้าพวกเขาจะทำผิดพลาดอะไรไป ก็ขอให้เห็นแก่หน้าแม่ ไว้ชีวิตพวกเขาสักครั้ง ให้พวกเขาได้สืบสกุลต่อไปเรื่อยๆ เถอะนะ"

ถึงแม้สวี่หมิงเวยจะรู้ตัวว่าไม่ควรจะรับปากเรื่องแบบนี้ แต่พอเห็นสายตาเว้าวอนของไป๋จิ้ง เขาก็ไม่สามารถเอ่ยปากปฏิเสธออกไปได้เลย

"ลูกเข้าใจแล้วขอรับ" สวี่หมิงเวยรับปาก "ตราบใดที่ตระกูลสวี่เรายังอยู่ ตระกูลไป๋ก็จะยังอยู่ขอรับ"

"ข้าจะกำชับให้ผู้นำตระกูลรุ่นต่อๆ ไปรักษาสัญญาข้อนี้ไว้ตลอดไปเลยขอรับ"

"เรื่องนี้คงจะทำให้เจ้าต้องลำบากใจแย่เลยนะ ตระกูลสวี่นับวันก็ยิ่งเติบโตและแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ กฎระเบียบต่างๆ ก็คงจะเข้มงวดขึ้นตามไปด้วย แต่แม่ก็เป็นแค่ผู้หญิงธรรมดาๆ คนนึง ที่มีความเห็นแก่ตัวอยู่บ้างเหมือนกัน"

"ต่อให้ท่านพ่ออยู่ที่นี่ ท่านพ่อก็ต้องตกลงแน่นอนขอรับ" สวี่หมิงเวยพูดปลอบใจ

"พ่อเจ้าน่ะเหรอ" ไป๋จิ้งส่ายหน้ายิ้มๆ หันไปมองทุ่งนาอันกว้างใหญ่ไพศาล แล้วก็พ่นลมหายใจออกมายาวๆ "ใจเขาแข็งเป็นหินกว่าเจ้าเยอะเลยล่ะ"

สวี่หมิงเวยนิ่งเงียบ ไม่ได้เถียงอะไร

"ข้าชักจะเหนื่อยแล้วล่ะ สือโถว พยุงข้ากลับบ้านเถอะ"

พอกลับมาถึงคฤหาสน์ตระกูลสวี่ ก็เห็นสวี่เต๋อเจาเป้นคนชี้แนะวิทยายุทธ์ให้กับสวี่เต๋อเหวินอยู่

สวี่เต๋อเจาปีนี้อายุสิบสามแล้ว ตัวสูงใหญ่กว่าไป๋จิ้งซะอีก ถึงแม้จะยังดูเป็นเด็กวัยรุ่น แต่ใบหน้าของเขาก็เริ่มฉายแววความน่าเกรงขามแบบผู้นำตระกูลออกมาให้เห็นบ้างแล้ว

สวี่เต๋อเหวินตั้งใจฝึกซ้อมอย่างเต็มที่ หมัดที่ปล่อยออกไปมีเสียงลมดังฟาดฟัน แถมยังมีกลิ่นอายความร้อนระอุแผ่ซ่านออกมาด้วย

อานุภาพของหมัดนั้น รุนแรงกว่าหมัดของจอมยุทธ์ขั้นสามทั่วไปหลายเท่าตัวเลยล่ะ

แต่สวี่เต๋อเจากลับใช้แค่มือเดียวในการรับมือ เขาวาดมือเป็นวงกลมล้อมหมัดของสวี่เต๋อเหวินเอาไว้ เพียงพริบตาเดียวก็สามารถสลายพลังหมัดของสวี่เต๋อเหวินไปจนหมดเกลี้ยง จากนั้นก็คว้าข้อมือของสวี่เต๋อเหวินไว้แน่น

ดึงตัวสวี่เต๋อเหวินเข้ามาใกล้ แล้วก็ใช้หน้าอกกระแทกเข้าไปเต็มแรง

ปัง~

สวี่เต๋อเหวินลอยกระเด็นไปไกลถึงเจ็ดแปดเมตร กว่าจะทรงตัวหยุดได้

พอดีกับที่สวี่หมิงเวยประคองไป๋จิ้งเดินเข้ามาทางประตู พอเห็นเข้าก็เลยตวาดดุ "ถ้าจะประลองกันก็ไปประลองที่ลานฝึกยุทธ์สิ ขืนทำท่านย่าตกใจ ข้าจะบิดหูพวกเจ้าให้ขาดเลยคอยดู"

สวี่เต๋อเหวินรีบลุกขึ้นยืน ประสานมือทำความเคารพ "ลูกขอคารวะท่านพ่อ ขอคารวะท่านย่าขอรับ"

สวี่เต๋อเจากลับทำตัวสบายๆ กว่า ถามกลับไปว่า "ท่านพ่อ ท่านย่า ทำไมถึงเพิ่งกลับมาจากข้างนอกล่ะขอรับ"

"เหวินเอ๋อร์ ไม่ต้องมากพิธีหรอกจ้ะ" ไป๋จิ้งยิ้มตอบ "ย่าก็แค่อยากจะออกไปเดินเล่นกินลมชมวิวบ้างก็เท่านั้นเอง"

"แล้วทำไมท่านย่าถึงไม่เรียกข้าไปด้วยล่ะขอรับ ท่านพ่อก็ยุ่งจะตายไป ข้าต่างหากล่ะที่ว่าง"

"พูดจาเหลวไหลอะไรของเจ้าเนี่ย" สวี่หมิงเวยทำหน้าดุ "ไปวิ่งแบกน้ำหนักรอบลานฝึกยุทธ์ร้อยรอบเลยไป"

"เด็กๆ เขาก็พูดจาเล่นหัวกันไปตามประสา จะไปขู่พวกเขาทำไมล่ะ เจ้าไปทำงานของเจ้าเถอะ ปล่อยให้เจาเอ๋อร์กับเหวินเอ๋อร์เดินประคองข้ากลับไปที่ห้องเอง"

สวี่หมิงเวยยิ้มเจื่อน ประสานมือรับคำ "เข้าใจแล้วขอรับ ท่านแม่"

หลังจากส่งไป๋จิ้งกลับห้องเรียบร้อยแล้ว สวี่เต๋อเจาก็ชวนสวี่เต๋อเหวิน "อาเหวิน เราไปที่สระเหมันต์มรกตกันเถอะ"

"อืม" สวี่เต๋อเหวินพยักหน้ารับคำอย่างอารมณ์ดี

สระเหมันต์มรกต

ที่นี่ถูกล้อมรอบด้วยภูเขา มีสระน้ำใสสะอาดราวกับหยกมรกต ถึงแม้จะอยู่ในช่วงฤดูหนาวที่เหน็บหนาวที่สุด น้ำในสระก็ไม่เคยกลายเป็นน้ำแข็งเลย แถมยังมีไอหมอกสีขาวลอยปกคลุมผิวน้ำอยู่ตลอดทั้งปี

บริเวณรอบๆ สระน้ำ มีแปลงสมุนไพรกว่าร้อยหมู่ ถูกจัดเรียงเป็นรูปยันต์แปดทิศ ปลูกสมุนไพรหายากเอาไว้มากมาย

ห่างออกไปไม่ไกล

มีเรือนไผ่สามสี่หลังปลูกเรียงรายกันอยู่ บนหลังคามีเห็ดหยกเรืองแสงงอกอยู่ตามรอยตะไคร่น้ำ พอตกดึกก็จะเปล่งแสงสว่างไสวราวกับดวงดาว

ใต้ชายคามีกระดิ่งลมทองเหลืองแขวนอยู่ พอมีลมพัดมา ก็จะส่งเสียงดังกังวานใส ชวนให้รู้สึกจิตใจสงบ

ด้านหลังเรือนไผ่ มีกอไผ่ขึ้นเรียงรายกันเป็นป่าทึบ พอมีลมพัดมา ก็จะเห็นใบไผ่พริ้วไหวเป็นระลอกคลื่นสีเขียว เสียงกอไผ่เสียดสีกันดังกังวานราวกับเสียงระฆังหิน

"อู๋เทา ชิงอี๋" สวี่เต๋อเจาร้องเรียก

อู๋เทาและเสิ่นชิงอี๋ได้ยินเสียงเรียก ก็หยุดฝึกสมาธิ แล้วเดินมาหา พร้อมกับโค้งคำนับทำความเคารพ "คุณชายใหญ่ คุณชายรอง"

ตอนนี้ อู๋เทาอยู่ระดับรวบรวมลมปราณขั้น 1 ช่วงสูงสุดแล้ว ส่วนเสิ่นชิงอี๋ก็อยู่ระดับรวบรวมลมปราณขั้น 2

ด้วยพลังเวทที่มีอยู่ ต่อให้สวี่เต๋อเจายังไม่บรรลุระดับเบิกนภา ก็คงสู้พวกเขาไม่ได้หรอก

แต่พวกเขาก็มักจะมาประลองฝีมือกันอยู่บ่อยๆ เพื่อให้คุ้นเคยกับเทคนิคการต่อสู้ของผู้บ่มเพาะเซียน จะได้ไม่ต้องมานั่งอึ้งทำอะไรไม่ถูกเวลาต้องไปเผชิญหน้ากับศัตรูของจริงในอนาคต

"อาเสวี่ยจี้กับคนอื่นๆ ไม่อยู่เหรอ" สวี่เต๋อเจามองไปรอบๆ ด้วยความแปลกใจ

เสิ่นชิงอี๋ยิ้มบางๆ ตอบว่า "อาเสวี่ยจี้กับปู่สาม พากันเข้าไปหาสมุนไพรหายากกับลูกสัตว์อสูรกลายพันธุ์ ในป่าลึกของภูเขาต้วนหยาแล้วล่ะ"

"อ้าว ทำไมไม่ยอมพาข้าไปด้วยเนี่ย"

อู๋เทาและเสิ่นชิงอี๋ต่างก็แอบอมยิ้ม

จากนั้น สวี่เต๋อเจาก็พาสวี่เต๋อเหวินไปหามุมสงบๆ ฝึกวิทยายุทธ์กันสองคน

จบบทที่ ตอนที่ 93 ความปรารถนาส่วนตัวของไป๋จิ้ง(ฟรี)

คัดลอกลิงก์แล้ว