- หน้าแรก
- ข้าสร้างตระกูลเซียนขึ้นจากศูนย์
- ตอนที่ 74 ผ่านครึ่งชีวิตก้าวสู่วิถีแห่งเซียน(ฟรี)
ตอนที่ 74 ผ่านครึ่งชีวิตก้าวสู่วิถีแห่งเซียน(ฟรี)
ตอนที่ 74 ผ่านครึ่งชีวิตก้าวสู่วิถีแห่งเซียน(ฟรี)
ตอนที่ 74 ผ่านครึ่งชีวิตก้าวสู่วิถีแห่งเซียน
ชายแดนราชวงศ์ต้าเว่ย
ค่ายติง
"หัวหน้าสวี่ มีจดหมายจากทางบ้านกับของฝากมาส่งถึงท่านขอรับ"
"ขอบใจมากนะ"
พอกลับมาถึงกระโจม สวี่หมิงเสวียนก็รีบเปิดจดหมายจากทางบ้านอ่านดู รอยยิ้มบางๆ ผุดขึ้นที่มุมปาก
"ไม่น่าเชื่อเลยว่าเสวี่ยจี้กับอวิ๋นหนูจะทำสำเร็จแล้ว น่าเสียดายจริงๆ ที่ข้ายังกลับไปไม่ได้"
จากนั้น เขาก็ล้วงหยิบเอาขวดกระเบื้องสีดำสี่ขวดที่ถูกซ่อนไว้อย่างมิดชิดในห่อผ้าออกมา เปิดจุกขวดใดขวดหนึ่ง แล้วเทยาเม็ดหนึ่งลงบนฝ่ามือ
"แค่ดมกลิ่นดูก็รู้แล้วว่านี่คือโอสถชักนำปราณ แถมคุณภาพก็น่าจะดีเยี่ยมซะด้วย"
สวี่หมิงเสวียนเคยได้รับรางวัลเป็นโอสถชักนำปราณจากนายกองเก่อเสวียนหงมาแล้วหนึ่งเม็ด เขาก็เลยจำมันได้แม่นยำไม่มีทางพลาดแน่
"ขวดหนึ่งมีสิบเม็ด สี่ขวดก็สี่สิบเม็ด... นี่ทางบ้านเรารวยเละเทะไปแล้วหรือไงเนี่ย"
"ช่วงเวลาหลายปีที่ข้าไม่อยู่ เกิดอะไรขึ้นบ้างนะ"
"ช่างเถอะ จะคิดมากไปทำไม ก็คงจะเป็นพี่รองนั่นแหละที่ไปหาช่องทางทำธุรกิจใหม่ๆ จนทำให้ความมั่งคั่งของตระกูลพุ่งพรวด แล้วก็บังเอิญไปจับพลัดจับผลูเจอช่องทางซื้อโอสถชักนำปราณมาได้ล่ะมั้ง"
"ข้าต้องรีบทะลวงขึ้นสู่ระดับเบิกนภาให้ได้ก่อน ส่วนยาที่เหลือค่อยเอาไปให้พวกหลี่จื้อทีหลัง"
สวี่หมิงเสวียนไม่ได้รู้สึกลำบากใจอะไรเลย
ของที่คนในครอบครัวหามาได้ด้วยความยากลำบาก ก็ย่อมต้องให้คนในครอบครัวใช้ก่อนเป็นธรรมดา ถ้ามีเหลือถึงค่อยเอาไปช่วยเหลือคนอื่น
ถ้าขืนเขายอมทิ้งโอกาสทะลวงขึ้นระดับเบิกนภาของตัวเอง เพื่อเอาไปช่วยคนอื่น นั่นสิถึงจะเรียกว่าโง่เง่าเต่าตุ่นของแท้
"แต่ก็นั่นแหละ ในบรรดาพวกเขามีแค่หลี่จื้อคนเดียวที่บรรลุระดับก่อฟ้าขั้นสูงสุดแล้ว ส่วนพี่ต้าหนิวกับพี่ไป๋ฮุยเพิ่งจะอยู่แค่ระดับจอมยุทธ์ขั้นสองกันเอง หวังว่าพอกลับไปถึงบ้าน พวกเขาจะได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่ เผื่อว่าจะมีโอกาสก้าวขึ้นไปถึงระดับก่อฟ้าขั้นสูงสุดได้บ้าง"
หลังจากเก็บของเสร็จ สวี่หมิงเสวียนก็ออกไปเดินตรวจตราเหมืองแร่
ตั้งแต่ได้เลื่อนขั้นมาเป็นองครักษ์ส่วนตัวของนายกองเก่อเสวียนหง ชีวิตของเขาก็สบายขึ้นเยอะ ไม่ต้องตื่นเช้ามืดกลับมืดค่ำไปขุดแร่เหมือนทหารคนอื่นๆ อีกต่อไป
แค่คอยเดินตรวจตราตามกำหนดเวลาก็พอแล้ว
ทำให้เขามีเวลาเหลือเฟือในการฝึกวิทยายุทธ์มากขึ้น
ในช่วงครึ่งปีกว่าที่ผ่านมานี้ ก็มีคนขุดพบแก่นเหล็กทมิฬในเหมืองโซนอื่นๆ อีกหลายก้อน
สวี่หมิงเสวียนแอบสังหรณ์ใจว่า วันที่เขาจะได้กลับบ้านคงใกล้เข้ามาทุกทีแล้ว
——————————
ดวงดาราเคลื่อนคล้อย ฤดูกาลผันผ่าน
หมู่บ้านต้งซี สระเหมันต์มรกต
ในขณะที่สวี่ชวนกำลังดำดิ่งอยู่ในสมาธิ จู่ๆ เขาก็สัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงอันน่าประหลาดใจที่เกิดขึ้นภายในร่างกาย ราวกับจิตวิญญาณได้รับการชี้นำให้ล่องลอยขึ้นไป คล้ายกับดวงตาเห็นธรรมและเข้าถึงสัจธรรมบางอย่าง
วันนั้นเอง
สวี่ชวนนั่งอยู่เพียงลำพังในเรือนไผ่ ทันใดนั้น เขาก็รู้สึกได้ว่าพลังเบญจธาตุภายในร่างกายกำลังพลุ่งพล่าน กระแสความอบอุ่นสายหนึ่งพุ่งย้อนจากปลายกระดูกสันหลังขึ้นไปจนถึงจุดไป่ฮุ่ยกลางกระหม่อม
ในชั่วพริบตา
จิตใจของเขาก็สว่างไสว จิตวิญญาณราวกับถูกแรงดึงดูดจากสรวงสวรรค์ให้ล่องลอยขึ้นไปสู่ความว่างเปล่าอันไร้ขอบเขต เป็นความรู้สึกที่ลึกล้ำและเกินบรรยาย
"รากปราณถูกยกระดับความบริสุทธิ์แล้ว!"
สวี่ชวนลืมตาขึ้น ภายในดวงตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความปีติยินดีอย่างสุดซึ้ง
และอาศัยจังหวะที่สภาวะจิตใจยังคงดำดิ่งอยู่ในความลึกล้ำนี้ สวี่ชวนก็รีบสั่งให้สวี่หมิงเซียนคอยเฝ้าหน้าประตูไว้ ห้ามใครเข้ามารบกวนเด็ดขาด เพราะเขากำลังจะปิดด่านเก็บตัว
"ท่านพ่อ ท่านกำลังจะเปลี่ยนไปบ่มเพาะเซียนแล้วหรือขอรับ"
สวี่ชวนพยักหน้ารับ พร้อมกับย้ำอีกครั้ง "จำไว้นะ ห้ามใครเข้ามารบกวนเด็ดขาด"
"อวิ๋นหนูเข้าใจแล้วขอรับ"
สวี่ชวนเริ่มโคจรพลังตามเคล็ดลับใน 《วิชาเบญจธาตุสร้างฟ้าแต่กำเนิด》 ทันที เพื่อแปรเปลี่ยนพลังปราณเบิกนภาทั้งหมดให้กลายเป็นพลังเวท
พอสวี่หมิงซู สวี่หมิงเวย และสวี่หมิงหยวนรู้เรื่องนี้ พวกเขาก็ให้ความสำคัญมาก และอยากจะมาช่วยคุ้มกันให้สวี่ชวนด้วย
แต่สวี่หมิงเซียนก็ปฏิเสธไป
"พี่ใหญ่ พี่รอง พวกพี่มีภาระหน้าที่ดูแลตระกูลต้องรับผิดชอบ ปล่อยให้ข้าเฝ้าอยู่ที่นี่ก็พอแล้วขอรับ ส่วนพี่สี่ ช่วงนี้รบกวนช่วยดูแลและสอนเจาเอ๋อร์ให้ทีนะ"
"ก็ดีเหมือนกัน ตอนนี้อวิ๋นหนูก็เก่งกาจขึ้นมาก บรรลุระดับเบิกนภาขั้นกลางแล้ว แถมที่นี่ก็ยังเป็นอาณาเขตของตระกูลสวี่เราอีก คงไม่ต้องกังวลอะไรหรอก"
สวี่หมิงเวยพูดจบ ก็พาสวี่หมิงหยวนลงเขาไป
ห้าวันต่อมา
สวี่ชวนก็สามารถแปรเปลี่ยนพลังปราณเบิกนภาทั้งหมดให้กลายเป็นพลังเวทได้สำเร็จ และก้าวขึ้นเป็นผู้บ่มเพาะเซียนระดับรวบรวมลมปราณขั้นห้าจุดสูงสุด
กระบวนการนี้ไม่สามารถหวนกลับได้
ต่อจากนี้ไป สวี่ชวนก็จะต้องเดินบนเส้นทางแห่งวิถีเซียนเพียงอย่างเดียว
อย่างไรก็ตาม ในวิถีแห่งเซียนก็ยังมีการแบ่งสายออกเป็นสายฝึกปราณและสายหลอมกายา ถ้าวันหน้าเขามีโอกาสได้คัมภีร์วิชาสายหลอมกายามาครอบครอง เขาก็อาจจะสามารถเดินบนเส้นทางคู่ขนานทั้งสองสายได้
"ผ่านพ้นครึ่งชีวิตมา ในที่สุดข้าก็ได้ก้าวเข้าสู่วิถีแห่งเซียนอย่างเต็มตัวเสียที!"
สวี่ชวนผลักประตูเรือนไผ่ออกมา พอสวี่หมิงเซียนได้ยินเสียงก็หันขวับมามองด้วยความตื่นเต้นดีใจ
"ท่านพ่อ ท่านออกจากด่านแล้ว"
"ลำบากเจ้าแล้วนะ อวิ๋นหนู ที่ต้องมาคอยเฝ้าคุ้มกันให้พ่อตั้งหลายวัน"
"นี่คือสิ่งที่อวิ๋นหนูสมควรทำอยู่แล้วขอรับ"
"ท่านพ่อ!"
สวี่หมิงซูกระโดดเข้ามาหาสวี่ชวน พร้อมกับหิ้วคอเสื้อของสวี่เต๋อเจาที่กำลังทำหน้าจ๋อยมาด้วย
"ท่านปู่" สวี่เต๋อเจาประสานมือคารวะอย่างมีมารยาท
สวี่ชวนอุ้มหลานชายขึ้นมา ยิ้มแล้วบอกว่า "ไปกันเถอะ ลงเขาไปกันได้แล้ว จะได้ไม่ให้คนอื่นๆ ต้องเป็นห่วง"
หลังจากก้าวเข้าสู่วิถีแห่งเซียนแล้ว สวี่ชวนก็สามารถฝึกฝนคาถาอาคมตามที่บันทึกไว้ใน 《คัมภีร์วสันต์อมตะ》 ได้เสียที
ด้วยความช่วยเหลือจากพรสวรรค์ชะตาชีวิต 【ฟ้าประทานพรแด่ผู้พากเพียร】 และ 【เสินหนงร้อยโอสถ】 สวี่ชวนคาดการณ์ว่า ความเร็วในการฝึกฝน 《คัมภีร์วสันต์อมตะ》 ของเขาน่าจะใกล้เคียงกับความเร็วของผู้บ่มเพาะเซียนที่มีคุณสมบัติระดับรากปราณปฐพีเลยทีเดียว
นอกจากนี้ เขาก็ยังแอบคิดอยู่เหมือนกันว่าจะมอบพรสวรรค์ 【เก้าจตุรัสวิถีหลอมรวม】 ให้คนในตระกูลด้วยดีไหม
แต่พอคิดไปคิดมา ตอนนี้เขากำลังมุ่งมั่นอยู่กับการปรุงยา ก็เลยกลัวว่าจะแบ่งสมาธิไปทำอย่างอื่นไม่ไหว
"สือโถว อาหยวน ถ่านโถว เสวี่ยจี้ อวิ๋นหนู... ดูเหมือนว่าในบรรดาพี่น้อง จะมีแค่อวิ๋นหนูคนเดียวที่เหมาะจะเดินสายค่ายกล"
ยังไงซะ กว่าเด็กรุ่นต่อไปจะเติบโตขึ้นมา ก็คงต้องใช้เวลาอีกตั้งยี่สิบกว่าปี
เวลาของตระกูลสวี่มีค่าดั่งทองคำ จะปล่อยให้สูญเปล่าไปเฉยๆ ไม่ได้หรอก
ตกกลางคืน
สายลมอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของฤดูใบไม้ร่วง แสงจันทร์สาดส่องลงมานวลตา
งานเลี้ยงภายในครอบครัวตระกูลสวี่
สามรุ่นตระกูลสวี่มานั่งล้อมวงกินข้าวด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตา
ปกติแล้ว สวี่หมิงเวยและสวี่หมิงหยวนที่ต่างก็มีครอบครัวแล้ว ถึงจะยังอาศัยอยู่ในคฤหาสน์เดียวกัน แต่ก็มักจะกินข้าวกันอยู่ที่เรือนของตัวเอง
ส่วนพวกสวี่หมิงซูก็มักจะกินข้าวกันอยู่ที่สระเหมันต์มรกต
นานๆ ทีครอบครัวจะได้มารวมตัวกินข้าวด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตาแบบนี้
"การที่คนในครอบครัวมาอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาแบบนี้ถือเป็นเรื่องที่หาได้ยาก สือโถว ในฐานะผู้นำตระกูล เจ้าลองพูดอะไรสักหน่อยสิ" สวี่ชวนยิ้มบางๆ
สวี่หมิงเวยลุกขึ้นยืน ยกจอกสุราขึ้น "วันนี้ที่พวกเราได้มารวมตัวกัน ก็เพราะท่านพ่อเพิ่งจะบรรลุวิชาไปอีกขั้น ถ้างั้นพวกเราก็มาดื่มอวยพรให้ท่านพ่อด้วยกันเถอะขอรับ"
"แด่ท่านพ่อ!"
นอกจากไป๋จิ้งแล้ว บรรดาลูกหลานทุกคนต่างก็ลุกขึ้นยืนดื่มอวยพร ส่วนสวี่เต๋อเจาและสวี่เต๋อจิ้งก็ดื่มน้ำผลไม้แทน
พอเห็นภาพนี้ ไป๋จิ้งก็ก้มหน้าแอบเช็ดน้ำตาที่รื้นขึ้นมา
"ท่านย่า ทำไมท่านถึงร้องไห้ล่ะขอรับ" สวี่เต๋อเจาที่นั่งอยู่ข้างๆ ถามด้วยความเป็นห่วง "มีใครมารังแกท่านย่าหรือเปล่าขอรับ ตอนนี้เจาเอ๋อร์ก็เป็นจอมยุทธ์แล้วนะ อีกไม่นานก็จะเป็นจอมยุทธ์ขั้นสามแล้วด้วย เดี๋ยวเจาเอ๋อร์จะไปช่วยจัดการสั่งสอนให้เองขอรับ"
ไป๋จิ้งยิ้มทั้งน้ำตา ลูบหัวหลานชายด้วยความเอ็นดู "ย่าร้องไห้เพราะดีใจต่างหากล่ะลูก"
"เจาเอ๋อร์ เคยได้ยินคำว่า 'ร้องไห้ด้วยความปีติยินดี' ไหมล่ะ" สวี่หมิงซูยิ้มถาม
"ย่อมเคยได้ยินสิขอรับ" สวี่เต๋อเจาตอบกลับ
สวี่หมิงซูพูดต่อ "พี่ใหญ่ ท่านแม่ เจาเอ๋อร์นี่ถือว่าเป็นยอดอัจฉริยะจริงๆ นะคะ เก่งกว่าพวกเราทุกคนเลยล่ะ อีกไม่ถึงครึ่งปีก็คงบรรลุเป็นจอมยุทธ์ขั้นสามได้แล้ว"
อูหรูซานมองสวี่เต๋อเจาด้วยความทึ่ง "ด้วยพรสวรรค์ระดับเจาเอ๋อร์ ข้าว่าก่อนอายุสิบหกก็คงบรรลุระดับเบิกนภาได้แน่ ข้าเคยได้ยินมาว่า ต่อให้เป็นในเมืองเอก พรสวรรค์ระดับนี้ก็ถือว่าเป็นยอดฝีมือระดับหัวกะทิเลยนะ"
สวี่หมิงเวยหัวเราะลั่น "พวกเจ้าขืนชมกันขนาดนี้ เดี๋ยวเจ้านี่ก็เหลิงจนหางชี้กันพอดี"
"สมกับที่เป็นหลานชายคนโตของย่าจริงๆ" ไป๋จิ้งเอ่ยชมด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะหันไปทางสวี่หมิงเวย "เป็นไงล่ะ ย่าจะชมหลานสักคำไม่ได้เชียวรึ"
"ท่านแม่พูดล้อเล่นแล้วขอรับ"
"ฮ่าๆๆ~"
ทุกคนหัวเราะครืนกันถ้วนหน้า
สวี่เต๋อจิ้งเห็นสวี่เต๋อเจาโดนชม ก็เริ่มรู้สึกอิจฉาขึ้นมาตงิดๆ เลยโวยวายขึ้นมาบ้าง "ท่านย่า จิ้งเอ๋อร์ก็จะฝึกวิทยายุทธ์เหมือนกัน จิ้งเอ๋อร์ก็อยากปกป้องท่านย่าเหมือนกันนะ"
"จ้ะๆ จิ้งเอ๋อร์ก็เป็นเด็กดีเหมือนกันนะ"
พอได้รับคำชม สวี่เต๋อจิ้งก็ยิ้มแป้นอย่างพอใจ แล้วก็ก้มหน้าก้มตาแทะตีนไก่ในมือต่อไป
สวี่หมิงหยวนลูบหัวสวี่เต๋อจิ้งด้วยความรักใคร่ "จิ้งเอ๋อร์หน้าตาเหมือนแม่ไม่มีผิดเลย"
ไป๋จิ้งพยักหน้าเห็นด้วย ก่อนจะพูดเสริม "อาหยวน พี่ใหญ่ของเจ้ากำลังจะมีลูกคนที่สามแล้วนะ ส่วนเจ้ากับหรูซานเพิ่งจะมีจิ้งเอ๋อร์แค่คนเดียวเอง ดูบางตาไปหน่อยนะ ต้องขยันทำการบ้านให้มากกว่านี้หน่อยสิ"
"ท่านแม่ คนตั้งเยอะแยะ มาพูดเรื่องแบบนี้ทำไมกันเนี่ย"
สวี่หมิงหยวนหน้าเจื่อนด้วยความเขิน ส่วนอูหรูซานก็หน้าแดงเถือกไปถึงใบหู
เมื่อก่อนตอนยังโสดก็โดนเร่งให้แต่งงาน พอแต่งงานแล้วก็ยังโดนเร่งให้มีลูกอีก ทำไมถึงชอบมากดดันข้าจังเลยเนี่ย?
สวี่หมิงหยวนแอบบ่นในใจ
"ท่านแม่ เสวี่ยจี้ก็โตเป็นสาวแล้วนะ ตอนที่พี่สะใภ้ใหญ่กับหรูซานแต่งงานกัน ก็อายุรุ่นราวคราวเดียวกับนางนี่แหละ ท่านแม่น่าจะรีบหาคู่ครองดีๆ ให้นางได้แล้วนะ"
"นี่พี่รอง! พี่เล่นไม่ซื่อเลยนะ จะมาโยนขี้ให้ข้าได้ยังไงเนี่ย!"
"ฮ่าๆๆ~"
ทุกคนฮากระจายกับท่าทางของสองพี่น้อง
"ยิ่งข้าทั้งสวยทั้งเก่งขนาดนี้ ในอำเภอชิงเจียงก็คงไม่มีใครคู่ควรกับข้าหรอก เพราะงั้น ข้าก็จะขออยู่เป็นโสดคอยดูแลท่านพ่อท่านแม่ไปจนแก่เฒ่าเลยก็แล้วกัน"
"พูดจาเหลวไหล ผู้หญิงที่ไหนเขาจะอยู่เป็นโสดไปตลอดชีวิตกันเล่า แม่ก็หวังจะได้อุ้มหลานยายเหมือนกันนะ"
"เรื่องแต่งงานของเสวี่ยจี้ ให้เป็นเรื่องที่นางจะตัดสินใจเองก็แล้วกัน รอให้นางเจอคนที่ถูกใจก่อนค่อยว่ากัน แต่มีข้อแม้ข้อเดียวคือ ฝ่ายชายต้องยอมแต่งเข้าบ้านเราเท่านั้นนะ" จู่ๆ สวี่ชวนก็โพล่งขึ้นมา
"ท่านพี่ นี่มันออกจะโหดไปหน่อยไหม พวกลูกชายตระกูลผู้ดี มีใครเขาจะยอมลดตัวมาแต่งเข้าบ้านฝ่ายหญิงกันล่ะ"
"ข้าตัดสินใจแล้ว เอาตามนี้แหละ"
"พี่รอง เห็นไหมล่ะ ข้าหมดสิทธิ์แต่งงานแล้วล่ะ เพราะงั้น พี่กับพี่สะใภ้รองก็ต้องขยันทำการบ้านกันหน่อยนะ"
สวี่หมิงซูยิ้มเยาะเย้ยอย่างอารมณ์ดี
"ยัยเด็กตัวแสบ! โดนท่านพ่อของเจ้าตามใจจนเสียนิสัยหมดแล้ว!"
"ฮ่าๆๆ~"