- หน้าแรก
- ระบบให้เป็นเทพทอฝัน ไม่ได้ให้เป็นจอมสลัดรัก
- ตอนที่ 1778 ใครบอกว่าไม่เต็มใจล่ะคะ?
ตอนที่ 1778 ใครบอกว่าไม่เต็มใจล่ะคะ?
ตอนที่ 1778 ใครบอกว่าไม่เต็มใจล่ะคะ?
ตอนที่ 1778 ใครบอกว่าไม่เต็มใจล่ะคะ?
ด้วยความอยากรู้อยากเห็น หวัง อวี่เยียน จึงเดินอ้อมไปชะโงกหน้าดูที่หน้ารถ
และสิ่งแรกที่พุ่งเข้าปะทะสายตาคือโลโก้ ‘ธงแดง’ (Hongqi) แบบตั้งนูนโดดเด่นสะท้อนประกายแสงอันสง่างามและน่าเกรงขามออกมาอย่างชัดเจน
จากนั้น... สายตาของเธอก็เลื่อนต่ำลงมา ก่อนจะหยุดชะงักอยู่ที่แผ่นป้ายทะเบียน “京A·000...”
แววตาของหญิงสาวหดเกร็งและเบิกกว้างขึ้นในพริบตา
ในฐานะที่เคยทำงานเป็นบัตเลอร์ส่วนตัวคอยดูแลแขกวีไอพีในคอร์ตยาร์ดวิลล่าของโรงแรมอมันหยางหยุน (Amanyangyun) มานานหลายปี เธอจึงไม่ใช่เด็กสาวไร้เดียงสาที่ไม่เคยเห็นโลกกว้าง
ประกอบกับช่วงที่ไปอยู่สวิตเซอร์แลนด์ เธอก็ได้เปิดหูเปิดตาเห็นรถหรูและป้ายทะเบียนพิเศษมาแล้วนับไม่ถ้วน
ทว่า... ความหมายที่แท้จริงของป้ายทะเบียนตรงหน้านี้กลับแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
มันไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขที่หายากหรือเลขมงคล แต่มันคือสัญลักษณ์ที่เป็นตัวแทนของ ‘อำนาจ’ ที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น มันคือสิ่งที่เหนือล้ำและก้าวข้ามขอบเขตของการประมูลซื้อขายด้วยเงินทองไปไกลลิบลิ่ว
ป้ายทะเบียนเลขตองอย่าง ‘8888’ หรือ ‘9999’ มหาเศรษฐียังพอจะใช้เงินกว้านซื้อมาครอบครองได้
แต่สำหรับป้ายทะเบียนที่ขึ้นต้นด้วยเลข ‘0000’ เช่นนี้... ในวงสังคมของกลุ่มคนระดับสูงต่างรู้กันดีว่า นี่คือตัวแทนของลำดับขั้นและสถานะพิเศษเฉพาะตัวภายในระบบอภิสิทธิ์ชน ซึ่งเป็นทรัพยากรที่ไม่วันเปิดโอกาสให้คนนอกได้ครอบครองโดยเด็ดขาด!
ความรู้สึกสั่นสะเทือนที่ยากจะอธิบายพาดผ่านลึกถึงก้นบึ้งหัวใจ
เธอเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง กวาดสายตามองเส้นสายอันทรงพลังของตัวรถ ก่อนจะหันไปมอง เจียงเฉิง ที่กำลังยืนส่งสายตาเชิญให้เธอขึ้นรถด้วยสีหน้าเรียบเฉย
เมื่อมีรถยนต์ประจำตำแหน่งสุดพิเศษคันนี้เป็นฉากหลัง กลิ่นอายความเกียจคร้านที่เขามักแสดงออกในยามปกติ กลับถูกยกระดับให้กลายเป็นความลุ่มลึกและน่าเกรงขามที่ยากจะหยั่งถึงไปในทันที
ยิ่งได้ใกล้ชิดกับ เจียงเฉิง หวัง อวี่เยียน ก็ยิ่งค้นพบว่าเขาเป็นคนที่ ‘ลึกล้ำและยากจะหยั่งถึง’ กว่าที่เธอเคยจินตนาการไว้มากนัก
แต่ทว่า… การตระหนักถึงความจริงข้อนี้กลับไม่ได้ทำให้เธอหวาดกลัวหรือถอยห่าง ในทางตรงกันข้าม หลังจากความตกตะลึงจางหายไป มันกลับกลายเป็นความอยากรู้อยากเห็นที่ดึงดูดใจเธออย่างรุนแรง
ทุกครั้งที่ได้สัมผัสถึงความ ‘ลึกล้ำและทรงอำนาจ’ ของเขา เธอมักจะหวนนึกถึงความกล้าบ้าบิ่นของตัวเองในอดีตที่ริเริ่มเป็นฝ่าย ‘เสนอตัว’ ให้เขาก่อน ซึ่งนับเป็นการตัดสินใจที่เฉลียวฉลาดและยอดเยี่ยมที่สุดในชีวิตของเธอแล้ว
ทันทีที่ก้าวขึ้นรถ เธอพบว่าแผ่นกั้นเสียงด้านหลังเบาะคนขับถูกเลื่อนปิดไว้เรียบร้อย เดิมทีเธอก็ตั้งใจจะรักษาท่าทีให้ดูเป็นกุลสตรี แต่พอได้เห็นป้ายทะเบียนรถเมื่อครู่ กำแพงความสงวนท่าทีก็พังทลายลงในพริบตา
เธอทิ้งตัวลงนั่งเบียดชิดกับเรือนร่างของ เจียงเฉิง จนสัมผัสได้ถึงอุณหภูมิความร้อนที่แผ่ออกมาจากร่างกายของเขา
ไม่รอให้ เจียงเฉิง เป็นฝ่ายเริ่ม หวัง อวี่เยียน ก็เป็นฝ่ายหันตะแคงตัวเข้าหา แขนข้างหนึ่งพาดบนพนักพิงหลังของเขาอย่างเป็นธรรมชาติ ส่วนนิ้วมืออีกข้างเริ่มปฏิบัติการ ‘ซุกซน’ แตะสัมผัสตัวตนของเขาผ่านเนื้อผ้า ก่อนจะรูดซิปปลดเปลื้องปราการอย่างเชี่ยวชาญ
“คนหล่อคะ~” เธอเอ่ยเสียงต่ำจงใจม้วนลิ้นให้ดูเย้ายวนแบบฉบับสาวที่ใช้ชีวิตในต่างแดน
ทว่าแววตากลับเปล่งประกายสว่างไสว: “ประโยคที่ว่า ‘คืนนี้กลับไปนอนบ้านผมนะ’ เมื่อกี้นี้เนี่ย... พูดคล่องปากเหลือเกินนะคะ นี่ใช้ประโยคนี้เต๊าะสาวทุกคนที่มารับที่สนามบินเลยหรือเปล่าคะ... หืม?”
เธอโน้มตัวเข้าไปใกล้จนริมฝีปากแทบแนบชิดกับใบหู ลมหายใจอุ่นๆ ปัดผ่านผิวแก้มเขาเบาหวิวราวกับขนนก: “หรือว่า... คุณตั้งใจรอให้ฉันกลับมา เพื่อจะใช้ประโยคนี้แกล้งฉันโดยเฉพาะกันคะ?”
เจียงเฉิง นั่งนิ่งไม่ไหวติง ปล่อยให้ปลายนิ้วซุกซนและลมหายใจของเธอรุกล้ำตามใจชอบ มีเพียงลูกกระเดือกที่ขยับขึ้นลงเบาๆ ในจังหวะที่ปลายนิ้วเรียวสวยของเธอเริ่มหยอกล้อกับ ‘แท่งร้อน’ ของเขา
เจียงเฉิง จำได้ดีว่าความประทับใจแรกที่เขามีต่อ หวัง อวี่เยียน นั้นไม่ได้มีแค่ความสวยงามเย้ายวนเท่านั้น แต่ฝีมือและเทคนิคการปรนนิบัติของเธอนั้นเรียกได้ว่า ‘ระดับปรมาจารย์’ เลยทีเดียว
โดยเฉพาะในช่วงสองวันที่ผ่านมาที่เขาขลุกอยู่กับ เจียง ชูหราน แม้เขาจะประสบความสำเร็จในการใช้ ‘การ์ดกลืนกินลูกหลาน’ แต่ต้องยอมรับว่าทักษะความชำนาญของฝ่ายนั้นยังถือว่ามือใหม่และขาดความพลิ้วไหวอย่างสิ้นเชิง
ดังนั้นทันทีที่ หวัง อวี่เยียน เริ่มใช้ปลายนิ้วเรียวสวยปรนนิบัติความต้องการของเขาจนสัมผัสได้ถึงความฉ่ำชื้น เจียงเฉิง ก็ถึงกับหลุดเสียงคราง ‘ซี้ด’ ออกมาด้วยความวาบหวาม
เมื่อเห็นว่าคิ้วของเขาขมวดเข้าหากันก่อนจะคลายออกด้วยความผ่อนคลาย มุมปากของ หวัง อวี่เยียน ก็ยกยิ้มอย่างพึงพอใจ
เธอเองก็เป็นผู้หญิงคนหนึ่ง…
หลังจากได้ลิ้มรสความเร่าร้อนและ ‘เกลียวคลื่นอันดุเดือด’ ที่เขาเคยมอบให้มาโดยตลอด การต้องห่างหายไปใช้ชีวิตเรียนต่อต่างแดนหลายเดือนที่ผ่านมานั้น เปรียบเสมือนการตกนรกทั้งเป็นสำหรับเธอเลยล่ะ
ในยามค่ำคืนที่โหยหา เธอได้แต่เก็บงำความทรงจำอันแนบชิดเหล่านั้นไว้ลำพัง และฝึกฝน ‘ทักษะลับ’ ของตัวเองอยู่ใต้ผ้าห่มอย่างบ้าคลั่ง
แน่นอนว่านอกจากจะใช้กับตัวเองแล้ว ทักษะเหล่านั้นยังถูกออกแบบมาเพื่อ ‘พิชิต’ หัวใจของ เจียงเฉิง โดยเฉพาะ
เมื่อเห็นผลลัพธ์จากการซุ่มฝึกซ้อมอย่างหนักนั้นสัมผัสได้ถึงปฏิกิริยาของเขาอย่างชัดเจน หัวใจของเธอก็พองโตด้วยความภาคภูมิใจ หญิงสาวจึงยิ่งเร่งจังหวะที่รวดเร็วและหนักหน่วงขึ้นไปอีก
ในจังหวะที่ หวัง อวี่เยียน กำลังคิดว่าเขาจะปล่อยให้เธอ ‘รังแก’ ต่อไป จู่ๆ เจียงเฉิง ก็เอื้อมมือไปคว้าหมับที่ปลายคางของเธอ บีบเบาๆ บังคับให้เงยหน้าสบตากับเขาตรงๆ
ภายในเบาะหลังที่มืดสลัว แววตาของเขาดำมืดและลึกล้ำ เต็มไปด้วยคลื่นใต้น้ำที่กำลังเดือดพล่าน... มันไม่ใช่ร่องรอยของความเกียจคร้านเหมือนตอนอยู่ที่สนามบิน แต่มันคือความกระหายที่ต้องการจะครอบครองและกลืนกินเธอเข้าไปทั้งตัว
“ก็ถ้าไม่แกล้งคุณ... แล้วจะให้ผมไปแกล้งใครล่ะครับ? แล้วสรุปว่า... ทำไมถึงไม่อยากจะกลับไปกับผมล่ะ หืม?”
ลมหายใจของเขาอบอวลไปด้วยฮอร์โมนเพศชายอันดุดัน พร้อมกับแรงกดดันที่ทำให้อวี่เยียนแทบหยุดหายใจ เธอสั่นสะท้านไปถึงทรวงอก ท่ามกลางความตื่นเต้นที่ไม่อาจปฏิเสธได้
เธอจ้องมองริมฝีปากของ เจียงเฉิง ด้วยแววตาที่ไม่อาจอดกลั้นความปรารถนาได้อีกต่อไป
หญิงสาวเป็นฝ่ายโน้มใบหน้าเข้าหาเขาก่อน ลำคอระหงยืดตึงแหงนหงายในท่วงท่าที่เปิดเผยและโหยหาการครอบครอง
“ใครบอกว่าฉันไม่เต็มใจคะ... คุณไม่ได้ยินหรือไงว่าฉัน ‘หิว’ ขนาดไหน ฉันอยากจะ ‘กิน’ ของอร่อยๆ ใจจะขาดแล้วนะคะ” พูดจบเธอก็แลบลิ้นเลียริมฝีปากตัวเองเบาๆ เป็นเชิงยั่วยวน
แม้ทักษะของเธอจะยังเทียบกับสกิล ‘ปลายลิ้นพลิ้วไหว’ ของเขาไม่ได้ แต่ความพยายามที่แฝงไปด้วยความสดใหม่นั้นก็ทำให้ เจียงเฉิง อดรนทนไม่ไหว เขาพุ่งเข้าประกบจูบและดูดดื่มเรียวปากของเธออย่างหิวกระหายทันที
ผ่านไปหลายนาที เจียงเฉิง จึงยอมผละริมฝีปากออกมาอย่างเสียดาย
ทันทีที่หลุดพ้นจากพันธนาการ หวัง อวี่เยียน ก็ไม่รอช้า สัญชาตญาณสาวใช้ที่โหยหาการปรนนิบัติถูกปลุกขึ้นมาอย่างเต็มที่
เธอสูดลมหายใจลึกก่อนจะมุดตัวลงไปคุกเข่าอยู่ระหว่างหว่างขาของเขา สบตาเขาแวบหนึ่งด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความตั้งใจ ก่อนจะเริ่มต้น ‘ปฏิบัติการ’ อย่างขะมักเขม้น
หนึ่งนาทีผ่านไป เจียงเฉิง ก็เริ่มสังเกตเห็นถึงความผิดปกติ แม้ทักษะการใช้มือของเธอจะรุดหน้าไปมาก แต่ทักษะ ‘การใช้ปาก’ กลับดูจะฝืดเคืองและเงอะงะไปอย่างเห็นได้ชัด
เขาอดขำไม่ได้... เรื่องนี้จะโทษเธอไม่ได้เสียทีเดียว เพราะทักษะพรรค์นี้มันต้องอาศัยการหมุนเวียนใช้งานอย่างสม่ำเสมอถึงจะคงความเชี่ยวชาญไว้ได้
ในยามที่เขาไม่อยู่ แม้เธอจะซุ่มฝึก ‘ทักษะมือ’ กับจินตนาการได้ แต่การจะหา ‘เครื่องมือ’ มาฝึกซ้อมเรื่องการใช้ปากให้เหมือนจริงนั้น... ช่างเป็นเรื่องยาก
เดี๋ยวสิ... ถ้าพูดถึงเรื่องการ ‘อม’ แล้วล่ะก็ ก็ไม่ได้มีกฎข้อห้ามอะไรเอาผลไม้มาซ้อมนี่หว่า เขานึกตลกอยู่ในใจ
ในระหว่างที่สติเริ่มล่องลอย เจียงเฉิง ก้มมองดู หวัง อวี่เยียน ที่ตั้งใจทำจนปากเบี้ยวและมีหยาดน้ำสีใสไหลซึมออกมาที่มุมปากด้วยความทุ่มเท เขาก็ทำได้เพียงยื่นมือไปลูบกลุ่มผมของเธอแผ่วเบา เป็นการให้กำลังใจเด็กดีที่กำลังทำหน้าที่อย่างสุดความสามารถ