- หน้าแรก
- เกมจำลองในโลกผี
- บทที่ 11 - ผีหกตา กับชะตากรรมของวังหยาง
บทที่ 11 - ผีหกตา กับชะตากรรมของวังหยาง
บทที่ 11 - ผีหกตา กับชะตากรรมของวังหยาง
"อ้อ ร่างมันน่าจะโดนเผาจนเป็นเถ้าถ่านไปแล้วล่ะ" ผีกำแพงพูดเสริม
ฉินนั่วลอบตกใจอยู่ในใจ
ใช้เวลาไม่ถึงนาที ผีกำแพงก็จัดการกับผีผูกคอได้ราบคาบเลยงั้นเหรอ?
ถ้าไอ้หมอนี่มันจะเก่งกาจขนาดนั้น แล้วทำไมถึงได้มากลัวตะปูแค่ไม่กี่ตัวของเขาล่ะ?
ผีกำแพงไม่ได้พูดอะไรต่อ มันเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำว่า "ธุระเสร็จแล้ว ทีนี้แกจะช่วยดึงตะปูสองตัวนั่นออกให้ข้าได้รึยัง?"
ฉินนั่วไม่คิดจะผิดคำพูด เขาจัดการถอน 《ตะปูกระดูกมนุษย์》 ทั้งสองตัวออกจากกำแพงอย่างรวดเร็ว
จนถึงตอนนี้ ถังหมิงถึงเพิ่งจะเข้าใจเรื่องราวทั้งหมด เขายืนอึ้งแดกไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
เพื่อนรักของเขา... ดันไปแท็กทีมกับผี เพื่อมาปราบผีอีกตัวเนี่ยนะ?
นี่มันใช้วิธีไหนกันวะเนี่ย?!
"น้องชาย เพื่อนของฉันคนนี้หัวไม่ค่อยจะไบรท์เท่าไหร่ ถ้าช่วงสองสามวันนี้เขาไปเจอเรื่องอะไรเข้า แกพอจะช่วยดูแลเขาหน่อยได้ไหม?" ฉินนั่วเอ่ยปากถาม
ผีกำแพงสวนกลับทันควัน "แกเองก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันเท่าไหร่หรอก"
"อย่าทำเป็นใจแคบไปหน่อยเลยน่า ฉันอุตส่าห์เห็นแกเป็นเพื่อนนะเนี่ย"
"ไสหัวไปซะ!"
"เออ ถอนตะปูเสร็จก็ถีบหัวส่งกันเลยนะ ลาก่อน"
ฉินนั่วเดินจากมาพร้อมกับถังหมิง
"นายไปทำอีท่าไหนถึงไปแหย่ให้ผีผูกคอนั่นโกรธเข้าล่ะ?"
ระหว่างเดินลงบันได ฉินนั่วก็ถามถึงต้นสายปลายเหตุ ตามหลักแล้ว ถ้าตั้งใจทำงานงกๆ ไป พวกผีก็ไม่น่าจะมาทำร้ายพนักงานนะ
"อย่าให้พูดเลย ไอ้ผีผูกคอนั่นมันโครตจะอาฆาตมาดร้าย ฉันเพิ่งมาทำงานวันแรก ยังทำอะไรไม่ค่อยเป็น มันก็คอยหาเรื่องกลั่นแกล้งฉันสารพัด"
"จนสุดท้าย ฉันดันทำพลาดไปนิดเดียว มันก็เลยจิกหัวฉันลากไปขังไว้ในห้องน้ำ แถมในห้องน้ำห้องนึง ฉันยังเห็นเศษหนังกับเส้นผมของคนตกอยู่ด้วย สงสัยจะเป็นของพนักงานคนก่อนๆ แน่เลย"
"ไอ้ผีผูกคอนั่น ไม่รู้ว่ามันฆ่าพนักงานใหม่แบบฉันไปกี่คนแล้ว!" ถังหมิงเล่าด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ยังคงหวาดผวาไม่หาย
ผีผูกคอคือฆาตกรต่อเนื่องที่พรากชีวิตผู้คนไปนับสิบศพตอนยังมีชีวิตอยู่ พอตายไปก็ยิ่งทวีความอาฆาตแค้น วันๆ เอาแต่คิดหาวิธีทำร้ายผู้คน
ด้วยเหตุนี้ มันจึงมักจะคอยจับผิดและกลั่นแกล้งพนักงานใหม่ให้ทำพลาด เพื่อที่มันจะได้ทรมานพวกเขาเล่นอย่างช้าๆ
วิธีนี้ทำให้มันยังคงอยู่ในกฎเกณฑ์ ในขณะเดียวกันก็สามารถสนองตัณหาความกระหายเลือดของตัวเองได้ด้วย!
"เอาล่ะ ยังเหลือเวลาอีกตั้งห้าวัน นายเองก็ระวังตัวให้ดีๆ ล่ะ"
"ฉันช่วยนายไม่ได้ทุกครั้งหรอกนะ" ฉินนั่วตบไหล่ถังหมิงเบาๆ
ถังหมิงพยักหน้ารับ จู่ๆ เขาก็โพล่งขึ้นมาว่า "จะว่าไป ลูกไม้ที่นายใช้เมื่อกี้มันเจ๋งโครตๆ เลยนะเว้ย! นายหลอกใช้ผีสองตัวนั่นจนหัวปั่น ยอมทำตามคำสั่งนายซะสนิทเลย!"
ฉินนั่วหัวเราะหึๆ ในลำคอ ไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ หลังจากบอกลาถังหมิง เขาก็เดินลงไปชั้นล่าง
ที่ล็อบบี้ ยายแก่กับเด็กน้อยไม่อยู่แล้ว แต่เสียงของเด็กน้อยดังแว่วมาจากห้องใกล้ๆ "คุณยายฮะ อันนี้อร่อยจังเลย ผมขออีกได้ไหมฮะ"
"กินให้อิ่มเลยนะหลานรัก ยายยังมีอีกเยอะเลย" เสียงแหบพร่าแตะแฝงไปด้วยความเอ็นดูของยายแก่ตอบกลับมา
ฉินนั่วไม่ได้เก็บเอามาคิดให้รกสมองว่ายายหลานคู่นี้กำลังกินอะไรกันอยู่ แต่ที่แน่ๆ มันไม่ใช่ของกินสำหรับมนุษย์แน่นอน
หลังจากเอากุญแจไปแขวนคืนไว้ที่ผนังตรงเคาน์เตอร์ต้อนรับ ฉินนั่วก็รีบจ้ำอ้าวกลับไปที่โซนร้านอาหารได้ทันเวลาพอดี
เหลือเวลาอีกแค่ห้านาทีก่อนร้านจะปิด
ฉินนั่วกำลังคิดอยู่ว่าหลิวเจียฉีกับวังหยางทำภารกิจเสร็จกันหรือยัง จังหวะนั้นเอง เขาก็บังเอิญเจอวังหยางที่กำลังหน้าตาตื่นวิ่งกระหืดกระหอบมาตามโถงทางเดินพอดี
วังหยางประคองจานอาหารไว้ด้วยมือที่สั่นเทา สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก พอเห็นฉินนั่ว เขาก็ทำหน้าราวกับเห็นพระมาโปรด
"ฉินนั่ว! ตอนนี้มีแค่นายคนเดียวที่ช่วยฉันได้ ได้โปรดช่วยฉันทีเถอะ!"
"อาหารมีปัญหาเหรอ?" ฉินนั่วถามเรียบๆ
"ฉันเสิร์ฟไปแล้วห้าโต๊ะ แต่โดนลูกค้าประเมินว่า 'ไม่พอใจ' ไปซะสี่ ถ้าออเดอร์สุดท้ายนี่ไม่ได้ประเมินระดับ 'พึงพอใจ' ขึ้นไป ฉันต้องจบเห่แน่ๆ!"
"ไอ้หุ่นไม้พิน็อกคิโอนั่นไม่ปล่อยให้ฉันรอดไปเห็นเดือนเห็นตะวันของวันพรุ่งนี้ชัวร์ ในฐานะเพื่อนร่วมชั้น นายต้องช่วยฉันนะ!"
"แล้วอาหารจานนี้ นายคิดว่าจะทำยังไงลูกค้าถึงจะพอใจล่ะ?"
สิ่งที่วังหยางถือมาคือหม้อซุปดินเผาใบหนึ่ง ไม่รู้ว่าเป็นซุปอะไร แต่เนื้อที่อยู่ในหม้อนั้นเปื่อยยุ่ยจนเละเทะ แถมยังส่งกลิ่นเหม็นตุๆ โชยออกมาอีกต่างหาก
ฉินนั่วมองอีกฝ่าย นิ่งคิดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะใช้ 《เนตรวิเคราะห์》 ตรวจสอบหาจุดบกพร่องของอาหารจานนั้น
"กลับเข้าครัวไปหาไวน์สำหรับทำอาหารมาขวดนึง เทใส่ลงไปครึ่งช้อน จำไว้นะ ต้องเป็นไวน์ขาวสำหรับทำอาหารเท่านั้น" ฉินนั่วแนะนำ
"ฉันต้องเดินกลับไปอีกเหรอ? ทำไมนายไม่ช่วยฉันให้สุดทางแล้วเติมให้ฉันซะเลยล่ะ!" วังหยางยังคงเซ้าซี้ไม่เลิก
"วังหยาง ฉันช่วยนายมาถึงขนาดนี้ก็ถือว่าเมตตาเกินพอแล้ว ฉันช่วยนายมากไปกว่านี้ไม่ได้แล้วล่ะ ชีวิตของนาย นายก็ต้องดูแลเอาเอง"
ฉินนั่วส่ายหน้าพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา
เขาไม่ได้โง่นะ
ในโลกที่เห็นชีวิตคนเป็นผักปลาแบบนี้ สิ่งที่ถูกทดสอบมากที่สุดก็คือธาตุแท้ในใจคนนี่แหละ ขืนเขารับช่วงดูแลหม้อซุปนี่ต่อ มีหวังความซวยได้ตกมาอยู่ที่เขาแทนแน่ๆ
การทำตัวเป็นพ่อพระมากเกินไป สุดท้ายก็มีแต่จะนำภัยมาสู่ตัว!
เมื่อเห็นว่าฉินนั่วปฏิเสธเสียงแข็ง แววตาของวังหยางก็วูบไหวไปด้วยความเคียดแค้น แต่เขาก็รีบซ่อนมันเอาไว้อย่างรวดเร็ว แล้วลุกลี้ลุกลนตอบว่า "โอเคๆ เดี๋ยวฉันจะรีบกลับไปเติมเดี๋ยวนี้แหละ!"
พูดจบ เขาก็รีบวิ่งหน้าตั้งกลับไปที่ครัว
เมื่อกลับมาถึงร้านอาหาร หลิวเจียฉีก็เพิ่งเดินออกมาจากครัวพอดี สีหน้าของเธอดูผ่อนคลายราวกับยกภูเขาออกจากอก
"เสร็จแล้วเหรอ?" ฉินนั่วทักทาย
หลิวเจียฉีพยักหน้า "แล้วนายล่ะ?"
"ฉันเสร็จไปตั้งแต่สองชั่วโมงที่แล้ว แถมยังแวะไปเยี่ยมถังหมิงมาด้วย"
หลิวเจียฉีถึงกับอ้าปากค้าง
นี่เพิ่งจะวันที่สองเองนะ หมอนี่เดินเล่นไปทั่วราวกับเดินอยู่ในสวนหลังบ้านตัวเองไปแล้วเรอะ!
จู่ๆ เธอก็รู้สึกเหมือนว่าเธอกับฉินนั่วไม่ได้กำลังเล่นเกมเดียวกันอยู่
ในขณะที่เธอต้องคอยระแวดระวังตัวแจ หวาดกลัวว่าจะไปทำให้ลูกค้าไม่พอใจจนโดนฆ่าทิ้ง
แต่เขากลับทำตัวชิลล์ๆ เหมือนมาตอกบัตรเข้ากะทำงานปกติซะงั้น
"ดูเหมือนวังหยางจะเจอปัญหาหนักอยู่นะ เขาเสียมือไปข้างนึง คงกระทบกับการทำงานน่าดู วันนี้เขาโดนรีวิวแย่ไปตั้งสี่ครั้งแล้ว" หลิวเจียฉีเล่าให้ฟัง
เพราะฉะนั้น การประเมินจากลูกค้าสำหรับออเดอร์ที่หกนี้จึงสำคัญยิ่งกว่าสิ่งใด มันแทบจะชี้เป็นชี้ตายชะตากรรมของเขาเลยทีเดียว!
"ฉันชี้แนะเขาไปบ้างแล้วล่ะ ส่วนเขาจะทำได้หรือเปล่า นั่นก็เรื่องของเขา"
สิ้นคำพูดของฉินนั่ว วังหยางก็เข็นรถเข็นอาหารออกมาพอดี
เขาเหงื่อแตกพลั่กเต็มหน้า ความหวาดกลัวและวิตกกังวลบนใบหน้าไม่ได้ลดน้อยลงเลยแม้แต่น้อย
"คะ... คุณลูกค้า อาหารที่สั่งได้แล้วครับ"
วังหยางประคองจานอาหารด้วยมือข้างเดียวที่เหลืออยู่ แล้ววางมันลงบนโต๊ะด้วยอาการสั่นเทา
ลูกค้าที่นั่งอยู่โต๊ะนั้นคือผีที่มีหกตา บนใบหน้าของมันไม่มีปาก แต่กลับมีรอยแยกขนาดใหญ่เผยให้เห็นเขี้ยวแหลมคมน่าเกลียดน่ากลัวอยู่ที่กลางอก
ผีหกตาจ้องมองซุปในหม้อ นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยกหม้อดินเผาขึ้น แล้วเทน้ำซุปและเนื้อทั้งหมดลงในปากยักษ์กลางอกรวดเดียวหมด
เสียงเคี้ยวกร้วมๆ ดังลั่นชวนสยดสยอง ทำเอาวังหยางขาสั่นพั่บๆ
ไม่นานนัก
หลังจากสวาปามทุกอย่างลงท้องจนหมด ผีหกตาก็เงยหน้าขึ้นมองวังหยาง แล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "แกใส่อะไรลงไปในซุปหม้อนี้?"
เมื่อเห็นว่าผีหกตาไม่ได้แสดงอาการไม่พอใจหรือเกรี้ยวกราดอะไร นัยน์ตาของวังหยางก็เป็นประกายขึ้นมาทันที เขารีบตอบอย่างกระตือรือร้นว่า "คุณลูกค้า มันคือไวน์สำหรับทำอาหารครับ! ผมเป็นคนใส่ลงไปเอง!"
"ไอเดียของพ่อครัว หรือของแกเองล่ะ?"
"ของผมเองครับ! ผมเป็นคนบอกให้พ่อครัวใส่ลงไปเอง!" วังหยางรีบแย่งเอาความดีความชอบมาเป็นของตัวเอง กลัวว่าใครจะมาแย่งซีน
"งั้นรึ"
"เพราะไอ้ไวน์สับปะรังเคของแกนั่นแหละ ซุปหม้อนี้ถึงได้รสชาติหมาไม่แดกแบบนี้ไง!"
ดวงตาทั้งหกที่ดูคล้ายงูพิษของผีหกตาแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน พลังงานผีอันน่าสะพรึงกลัวทะลักล้นออกมาจากปากยักษ์กลางอกนั้น
โต๊ะอาหารสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง รอยร้าวลุกลามแตกแขนงไปทั่ว เศษไม้ปลิวว่อนกระจายไปทั่วสารทิศ
วังหยางยืนตัวแข็งทื่อราวกับถูกแช่แข็ง
"ไอ้หนูอวดฉลาด แกทำซุปข้าพัง แล้วแกก็ทำให้อารมณ์ข้าเสียด้วย!"
"เพื่อเป็นการชดใช้ แกต้องมาเป็นทาสของข้า!"
มือขนาดยักษ์เอื้อมมาคว้าตัวเขาไว้ วังหยางไม่มีแม้แต่โอกาสจะดิ้นรนขัดขืน เขาถูกกำไว้ในอุ้งมือราวกับมดปลวกตัวจ้อย
เอี๊ยด... เอี๊ยด...
พิน็อกคิโอปรากฏตัวขึ้น จ้องเขม็งไปยังผีหกตา
วังหยางมองเห็นพิน็อกคิโอราวกับเห็นพระมาโปรด เขาแหกปากร้องขอความช่วยเหลืออย่างบ้าคลั่ง "หัวหน้าครับ ช่วยผมด้วย ช่วยผมที!"
"แกคือผู้ดูแลที่นี่รึ?" ดวงตาสีเลือดทั้งหกคู่จ้องมองไปที่พิน็อกคิโอเป็นตาเดียว
"ใช่แล้วขอรับ กระผมต้องกราบขออภัยเป็นอย่างยิ่งที่พนักงานหน้าโง่ของทางเราทำให้คุณลูกค้าผู้ทรงเกียรติเสียอารมณ์ในการรับประทานอาหาร"
"เพื่อเป็นการชดเชย หนูโสโครกตัวนี้ขอยกให้ท่านขอรับ และสำหรับการมาใช้บริการครั้งต่อไป คุณลูกค้าจะได้รับส่วนลดพิเศษในฐานะสมาชิกระดับวีไอพีของทางร้านด้วยขอรับ!"
คำพูดของพิน็อกคิโอทำเอาหัวใจของวังหยางร่วงหล่นลงไปอยู่ที่ตาตุ่มในทันที
เขาจ้องเขม็งไปที่ฉินนั่วซึ่งยืนอยู่ไกลๆ ด้วยดวงตาแดงก่ำ อาฆาตมาดร้าย พร้อมกับกรีดร้องอย่างเสียสติ "ฉินนั่ว! แกจงใจหลอกฉัน ฉันไม่มีวันปล่อยแกไว้แน่! ต่อให้ต้องกลายเป็นผี ฉันก็จะกลับมาลากคอแกไปลงนรกด้วยกัน!!"
"แบบนี้สิถึงจะค่อยน่าฟังหน่อย"
คำพูดของพิน็อกคิโอทำให้ผีหกตาพยักหน้าอย่างพึงพอใจ จากนั้นมันก็เดินก้าวอาดๆ ออกจากร้านอาหารไป โดยหนีบเอาวังหยางที่กำลังแหกปากร้องลั่นติดมือไปด้วย
ลูกค้าคนอื่นๆ ต่างก็เงียบกริบราวกับเป่าสาก พากันแหวกทางให้มันเดินอย่างรวดเร็ว
เห็นได้ชัดเลยว่า ผีหกตาตนนี้ไม่ใช่พวกที่ใครจะมาแหยมด้วยได้ง่ายๆ
หลังจากวังหยางถูกจับตัวไป ร้านอาหารก็กลับคืนสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง
พิน็อกคิโอปรายตามองฉินนั่วกับหลิวเจียฉีแวบหนึ่ง ก่อนจะบ่นพึมพำกับตัวเองขณะเดินจากไป "คนขาดไปอีกหนึ่งแล้ว น่าปวดหัวชะมัด"