- หน้าแรก
- เกมสยองขวัญอะไรกัน นี่มันบุฟเฟ่ต์วิญญาณของข้าชัดๆ
- บทที่ 131 - เบื้องหน้าความเป็นความตาย ทุกคนล้วนเท่าเทียม
บทที่ 131 - เบื้องหน้าความเป็นความตาย ทุกคนล้วนเท่าเทียม
บทที่ 131 - เบื้องหน้าความเป็นความตาย ทุกคนล้วนเท่าเทียม
บทที่ 131 - เบื้องหน้าความเป็นความตาย ทุกคนล้วนเท่าเทียม
ดันเจี้ยน... สำหรับถานซูฉางแล้ว แน่นอนว่ามันคือเรื่องที่สามารถเคลียร์ด่านได้ในเสี้ยววินาที ทว่าคนที่เชิญเขาไปนั้น กลับไม่ได้ต้องการให้เขาช่วยเคลียร์ด่านหรอก
ถานซูฉางคาดเดาเรื่องนี้เอาไว้แล้วตั้งแต่ตอนที่ได้เห็นการแต่งตัวของผู้มาเยือน
และเขาก็เข้าใจแล้วว่า ใครกันแน่ที่สามารถรวบรวมคะแนนมาเชิญเขาเข้าดันเจี้ยนได้ตั้งแต่ตอนที่เขาเพิ่งจะสร้างระบบคะแนนงูปรารถนาขึ้นมาหมาดๆ แบบนี้
"สวัสดีครับ ผมเป็นหัวหน้าทีมงานควบคุมเกมพิศวง แซ่เฉิน ไม่ทราบว่าน้องชายมีชื่อเสียงเรียงนามว่าอะไรครับ" ผู้มาเยือนสวมชุดสูทดูเป็นทางการ อายุอานามก็มากแล้ว สีหน้าดูใจดีมีเมตตา น้ำเสียงก็เป็นกันเองสุดๆ
เพียงแต่ว่า ทันทีที่เขาอ้าปากพูด เขาก็พยายามจะสร้างลำดับความสำคัญของทั้งสองฝ่ายให้ชัดเจนทันที
นี่คงเป็นเพราะใบหน้าของถานซูฉางในตอนนี้ มันดูหลอกตาคนเกินไปกระมัง
"หัวหน้าเฉินเกรงใจไปแล้วครับ ส่วนเรื่องชื่อของผม... ไม่ทราบว่าหัวหน้าเฉินคิดว่าผมควรจะชื่ออะไรดีล่ะครับ" ถานซูฉางยิ้มอย่างอ่อนโยนและตอบกลับอย่างมีมารยาท
"เรื่องนั้นผมจะไปรู้ได้อย่างไรล่ะครับ ผมไม่ได้เก่งกาจเหมือนพวกคุณที่เป็นผู้เล่นมืออาชีพนี่นา แต่ผมคิดว่านะ เมื่อคนเรามีความสามารถแล้ว ก็ควรจะทำประโยชน์ให้กับสังคมให้มากเข้าไว้ คนหนุ่มสาวต้องรู้จักเสียสละตัวเองเพื่อส่องสว่างให้ผู้อื่น ต้องรู้จักเรียนรู้จากคนรุ่นก่อนให้มากๆ..." หัวหน้าเฉินรีบโบกมือปฏิเสธ พร้อมกับพูดพล่ามออกมาโดยสัญชาตญาณ
"หัวหน้าเฉินพูดมีเหตุผลครับ" ถานซูฉางพยักหน้า ทำท่าทางเห็นด้วยสุดๆ แต่เขากลับพูดแค่นั้น แล้วก็ไม่มีทีท่าว่าจะพูดอะไรต่ออีกเลย
เรื่องนี้ทำให้หัวหน้าเฉินถึงกับไปไม่เป็น ไม่รู้จะพูดอะไรต่อดี ถ้าเป็นเวลาอื่นหรือคนอื่น เขาคงหันหลังเดินหนีไปแล้ว แต่สถานการณ์ตอนนี้มันทำแบบนั้นไม่ได้
ดังนั้น แม้ในใจหัวหน้าเฉินจะแอบหงุดหงิด แต่เขาก็ต้องฝืนยิ้มแล้วพูดต่อไปว่า "น้องชาย ผมก็จะไม่ปิดบังคุณหรอกนะ เกมพิศวงนี้ส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อคนทั้งโลก และมันก็ช่างบังเอิญจริงๆ ที่น้องชายได้ก้าวขึ้นไปยืนอยู่บนจุดสูงสุดของเกมพิศวงนี้..."
"หัวหน้าเฉินพูดผิดแล้วล่ะครับ ผมยังไม่ได้ไปถึงจุดสูงสุดเลย ถ้าจะพูดให้ถูกก็คือ ผมยังไม่ถึงระดับเทพแห่งความตายเลยด้วยซ้ำ และเหนือกว่าเทพแห่งความตายขึ้นไป ก็ยังมีเซียนผีปฐพีและวิถีสวรรค์แห่งมวลหมู่ผีอยู่อีก..." ถานซูฉางพูดจาฉะฉาน และลากหัวข้อสนทนาให้ออกทะเลไปไกลเลย
"อ้อ หมดเวลาแล้วล่ะ หัวหน้าเฉิน แล้วก็ทุกๆ ท่าน ไว้คราวหน้าค่อยคุยกันใหม่นะครับ!"
และเมื่อเห็นว่าตัวเองพูดมาได้สองนาทีแล้ว ถานซูฉางก็พูดทิ้งท้ายไว้แค่นี้ จากนั้นก็ก้าวเท้าออกจากดันเจี้ยนแห่งนี้ไปในทันที
และสิ่งแรกที่ถานซูฉางทำเมื่อกลับมาถึงเมืองหลางโส่วก็คือ การเรียกบัณฑิตเทพแห่งความตายมาพบ เพื่อให้หาวิธีปิดกั้นการซื้อขายหรือโอนคะแนนงูปรารถนากันนอกเกม
ที่เขาสร้างคะแนนงูปรารถนาขึ้นมา เพิ่มสวัสดิการให้กับผู้เล่นอย่างมหาศาล พร้อมกับช่วยพัฒนาความแข็งแกร่งให้กับผู้เล่น ก็เพื่ออยากให้ผู้เล่นไปช่วยเขาจับผีมาให้ก็เท่านั้นเอง
ส่วนเรื่องอื่นๆ น่ะ... มันไปเกี่ยวอะไรกับคนจากต่างโลกอย่างเขาด้วยล่ะ
เรื่องราวในอดีตชาติ ก็ปล่อยให้มันจบลงในอดีตชาติไปเถอะ
ชาตินี้เขาคือถานซูฉาง ไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับอดีตชาติอีกต่อไปแล้ว
การเอาเรื่องในอดีตชาติมาเป็นภาระในชาตินี้ นี่มันต้องเป็นคนที่คิดสั้นขนาดไหนกันนะ
ยิ่งไปกว่านั้น การเข้าดันเจี้ยนในครั้งนี้ของถานซูฉาง ก็ทำให้เขาแน่ใจเรื่องหนึ่งว่า โลกที่เกมพิศวงยึดครองอยู่ในตอนนี้น่าจะไม่ได้เป็นโลกเดียวกับที่เขาจากมา
มิน่าล่ะ ก่อนหน้านี้ตอนที่ "ลูกศิษย์เจ้าเมือง" ทั้งเจ็ดคนนั้นบอกข้อมูลส่วนตัวของพวกเขา เขาถึงไม่รู้สึกคุ้นหูเลยสักนิด
"ท่านอ๋อง จะให้มีการลงโทษผู้เล่นที่ทำการซื้อขายคะแนนงูปรารถนาด้วยหรือไม่ขอรับ" บัณฑิตเทพแห่งความตายถามต่อ
"เรื่องนั้นไม่ต้องหรอก" ถานซูฉางตอบ
บัณฑิตเทพแห่งความตายจึงรับคำและออกไปจัดการทันที
ส่วนถานซูฉางก็ขยับริมฝีปากเล็กน้อย เพื่อส่งข้อความถึงพวกผู้เล่นผ่านทางเว็บไซต์ทางการเพียงแห่งเดียวของเกมพิศวง
ยมทูตผู้เล่นไม่ได้ประจำการอยู่ในเมืองผีหลางโส่วตลอดเวลาหรอกนะ
ไม่นานนัก เงาร่างหลายร่างก็ถูกส่งตัวมายังเมืองผีหลางโส่วในเวลาไล่เลี่ยกัน จากนั้นพวกเขาก็มุ่งตรงไปยังจวนเจ้าเมืองทันที
"ขอเข้าเฝ้าท่านอ๋อง!" ผู้เล่นทั้งเจ็ดคนเมื่อเห็นถานซูฉางก็รีบทำความเคารพทันที
ผู้เล่นทั้งเจ็ดคนนี้ก็คือกลุ่ม "ลูกศิษย์เจ้าเมือง" นั่นเอง
ถานซูฉางกวาดสายตามองไปรอบๆ และพบว่าในเจ็ดคนนี้ มีสามคนที่ฝึก "วิชาเจ้าเมืองผีหลางโส่ว" ไปถึงขั้นที่สี่แล้ว ส่วนอีกสี่คนที่เหลือก็ฝึกไปถึงขั้นที่สาม เขาจึงพยักหน้าด้วยความพอใจ
วิชาที่ดัดแปลงมาจาก "คัมภีร์กายามารเจ็ดระดับ" นี้ สามขั้นแรกถือว่ายังพอฝึกได้ง่ายอยู่ แต่ตั้งแต่ขั้นที่สี่เป็นต้นไป ความยากจะเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล
แม้ว่าเขาจะมอบสิทธิพิเศษให้บ้าง แต่การจะทะลวงไปถึงขั้นที่สี่ได้ ทั้งสามคนนี้ก็ต้องมีความเพียรพยายามในการฝึกฝนและมีพรสวรรค์ที่ดีมากด้วย
ส่วนอีกสี่คนที่เหลือ แม้จะตามหลังอยู่บ้าง แต่โดยรวมก็ถือว่าทำได้ดีทีเดียว
ดังนั้น ถานซูฉางจึงยกมือขึ้นและดึงเอา "เทพโลหิต" ออกมาจากร่างของทั้งเจ็ดคน
"มันแทบจะไม่มีประโยชน์กับพวกเจ้าแล้วล่ะ" เทพโลหิตเหล่านี้เมื่อผ่านการยกระดับมาแล้วครั้งหนึ่ง ก็สามารถนำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้มากมาย
จากนั้น ถานซูฉางก็สะบัดแขนเสื้อเบาๆ ทันใดนั้นปราณกระบี่สีเลือดเจ็ดสายก็แหวกว่ายออกมา ราวกับฝูงปลาตัวน้อยที่แหวกว่ายเข้ามาใกล้พวกเขาทั้งเจ็ดคน
"นี่คือปราณกระบี่พบเคราะห์ที่ข้าฝึกฝนมา"
"ขอบพระคุณท่านอ๋องที่ประทานวิชาให้!" ทั้งเจ็ดคนรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันที ก็แหม ภาพที่ท่านอ๋องหลางโส่วสังหารเทพแห่งความตายผู้มีชีวิตในเมืองผีหลางโส่วในวันนั้น พวกเขายังจำได้ติดตาเลยทีเดียว
ปราณกระบี่สีเลือดหลายสิบสายนี่แหละ ที่พุ่งทะลุร่างเทพแห่งความตายตนนั้นจนตรึงติดอยู่กับพื้น
"ก่อนหน้านี้ข้าได้ไปตรวจสอบตามดันเจี้ยนต่างๆ แล้วก็พบช่องโหว่บางอย่าง ทำไมถึงมีผู้เล่นที่ไม่เคยเข้าร่วมเกมพิศวงเลยแม้แต่ครั้งเดียวได้ล่ะ" ถานซูฉางพูดถึงจุดประสงค์หลักที่เรียกพวกเขาทั้งเจ็ดคนมา
เพราะหัวหน้าเฉินคนนั้น ไม่เคยเข้าร่วมเกมพิศวงเลยแม้แต่ครั้งเดียว
คนที่เคยผ่านเกมเสี่ยงตายกับผีร้ายมาแล้ว ไม่มีทางที่จะมีกลิ่นอายของข้าราชการที่เข้มข้นขนาดนั้นหลงเหลืออยู่หรอก เว้นเสียแต่ว่าหมอนั่นจะเป็นผีร้ายเสียเอง ก็เหมือนกับกุนซือหัวสุนัขของเขาก่อนหน้านี้ไงล่ะ
แน่นอนว่า ถานซูฉางก็ไม่ได้เดาสุ่มไปเรื่อยหรอก เขาใช้อำนาจของดินแดนงูปรารถนาเข้าไปตรวจสอบมาแล้วด้วย
และความจริงก็เป็นไปตามที่เขาคาดไว้จริงๆ
"ท่านอ๋อง เรื่องนี้น่าจะเป็นฝีมือของผู้เล่นระดับเจี่ยคนแรกของสมาคมอวี้ชิงขอรับ" ผู้เล่นคนหนึ่งรีบตอบกลับมาทันที จากนั้นเขาก็แนะนำตัวเพิ่มเติมว่า "ตอนนี้ข้าก็ได้รับเชิญให้เข้าร่วมสมาคมอวี้ชิงแล้วเหมือนกัน เพราะข้าเองก็เป็นผู้เล่นระดับเจี่ย ข้าก็เลยได้รู้ความลับระดับวงในของสมาคมอวี้ชิงมาบ้างขอรับ"
ถานซูฉางย่อมไม่แปลกใจกับสมาคมอวี้ชิงนี้หรอก เขาได้ยินชื่อนี้มาหลายครั้งแล้ว แถมการกระทบกระทั่งกับผู้เล่นครั้งแรกของเขา ก็เกิดจากสมาชิกอย่างเป็นทางการของสมาคมอวี้ชิงนี่แหละ
เขาจึงพูดขึ้นว่า "เล่ามาให้ละเอียดเลย"
"ขอรับ ท่านอ๋อง" ผู้เล่นคนนั้นรับคำ แล้วก็เริ่มเล่าอย่างละเอียด
ตั้งแต่โครงสร้างของสมาคมอวี้ชิง ไปจนถึงเรื่องที่ผู้มีอิทธิพลสามารถใช้บริการ "รับจ้างเล่นแทนในเกมพิศวง" ได้โดยมีสมาคมอวี้ชิงคอยช่วยเหลือ ทุกเรื่องที่ผู้เล่นคนนี้รู้ เขาเล่าออกมาจนหมดเปลือก
ในตอนท้าย ผู้เล่นคนนี้ก็ไม่ลืมที่จะแสดงความภักดี "ท่านอ๋อง เดี๋ยวข้าจะไปลาออกจากสมาคมอวี้ชิงเดี๋ยวนี้เลยขอรับ"
"ไม่ต้องหรอก องค์กรลับต่างๆ ที่พวกเจ้าตั้งขึ้นมา เกมพิศวงไม่ได้ห้ามหรอกนะ แล้วการที่พวกเจ้าไปใช้ประโยชน์จากองค์กรพวกนั้นเพื่อหาผลประโยชน์ใส่ตัว ในเกมพิศวงก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ยอมรับได้เหมือนกัน เพียงแต่ว่า เรื่องรับจ้างเล่นแทนนี่ เกมพิศวงไม่ยอมรับหรอกนะ..."
ถานซูฉางพูดถึงตรงนี้ ก็สั่งให้พวกผู้เล่นถอยออกไป
และในขณะที่ผู้เล่นเหล่านี้กำลังจะจากไป ผู้เล่นที่เพิ่งจะเล่ารายละเอียดให้ฟังเมื่อครู่นี้ก็เพิ่งสังเกตเห็นว่าบนร่างของตนมีบางสิ่งเพิ่มขึ้นมา ปราณกระบี่พบเคราะห์สายที่สองปรากฏขึ้นบนร่างของเขา
ผู้เล่นคนนี้ดีใจจนเนื้อเต้น แต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา เพราะเขาตั้งใจจะเก็บปราณกระบี่พบเคราะห์สายที่สองนี้ไว้เป็นไพ่ตายช่วยชีวิต
ท้ายที่สุดแล้ว ตอนนี้ก็ไม่มีใครรู้ว่าเขามีปราณกระบี่พบเคราะห์มากกว่าหนึ่งสาย!
เมื่อผู้เล่นทั้งเจ็ดคนจากไปแล้ว ถานซูฉางก็ลุกขึ้นไปหาราชันตี้เมี่ยกับท่านอ๋องเจี้ยนเฮย ทันทีที่เขาเดินเข้าไปใกล้ ทั้งสองก็รู้สึกตัวทันที
"ท่านอ๋องหลางโส่วมาหาพวกเรา มีธุระอะไรหรือ" ทั้งสองถามอย่างตรงไปตรงมา
ถานซูฉางก็ไม่อ้อมค้อม เล่าเรื่องที่มีผู้เล่นสิงร่างผีไปช่วยผู้เล่นคนอื่น "รับจ้างเล่นแทน" ให้ทั้งสองฟังจนจบ
"เรื่องนี้พวกเรารู้มาตั้งนานแล้วล่ะ แต่หลังจากที่ปรึกษากัน พวกเราก็คิดว่ามันน่าจะเป็นเรื่องของความสัมพันธ์และเส้นสายทางสังคมที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในหมู่ผู้เล่น พวกเราก็เลยไม่ได้เข้าไปยุ่งอะไร" ราชันตี้เมี่ยอธิบาย
"แต่ข้าไม่คิดว่ามันจะเป็นเรื่องดีนะ เบื้องหน้าความเป็นความตาย ทุกคนย่อมต้องเท่าเทียมกันสิ" ถานซูฉางกล่าว
"ท่านอ๋องหลางโส่วพูดมีเหตุผล แล้วท่านอ๋องหลางโส่วจะจัดการยังไงล่ะ" ท่านอ๋องเจี้ยนเฮยถาม
"การที่ผู้เล่นที่ถูกผีสิงร่างจะยอมรักษากฎหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับตัวพวกเขาเอง แบบนี้มันใช้ไม่ได้หรอก พวกท่านปล่อยปละละเลยเกินไปแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น ผู้เล่นที่เป็นคนเป็น พอมาถึงจุดนี้แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากผู้เล่นสิงร่างผีอีกต่อไป นอกจากนี้ คนที่เคยจ้างคนมาเล่นแทน จะต้องกลับไปเล่นดันเจี้ยนที่ยังขาดอยู่ให้ครบทั้งหมด! ถ้าพวกท่านสองคนไม่สะดวกที่จะดูแลดันเจี้ยนในส่วนนี้ล่ะก็ ดินแดนงูปรารถนายินดีรับจัดการให้เอง!"
ท้ายที่สุดแล้ว ผีร้ายถ้าอยากจะเลื่อนระดับ ก็ต้องอาศัยเลือดสดๆ นี่นา
"งั้นก็เอาตามที่ท่านอ๋องหลางโส่วว่าก็แล้วกัน" ท่านอ๋องเจี้ยนเฮยเป็นคนแรกที่ตกลง เพราะเขาคิดว่าสิ่งที่ถานซูฉางพูดมามันก็มีเหตุผล แถมก่อนหน้านี้เขาก็เคยคัดค้านวิธีการนี้มาแล้ว เพียงแต่ตอนนั้นราชันตี้เมี่ยกับท่านอ๋องทานจุนเห็นดีเห็นงามกันหมด เขาเลยต้องยอมปล่อยเลยตามเลย
ราชันตี้เมี่ยเมื่อเห็นว่าท่านอ๋องเจี้ยนเฮยแสดงจุดยืนแล้ว แม้จะไม่ค่อยเห็นด้วย แต่ก็จำต้องพยักหน้ารับ
การตัดสินใจของราชาทั้งสาม มักจะยึดหลักเสียงข้างมากเสมอ
สองเสียงถือเป็นเอกฉันท์
และเมื่อถานซูฉางเห็นว่าปัญหาได้รับการแก้ไขแล้ว เขาก็ประสานมือคารวะ แล้วเดินจากไปทันที
ท่านอ๋องเจี้ยนเฮยก็ตอบรับอย่างมีมารยาทเช่นกัน มีเพียงราชันตี้เมี่ยที่ไม่ขยับเขยื้อน และหลังจากที่ถานซูฉางเดินจากไปแล้ว ราชันตี้เมี่ยก็อดไม่ได้ที่จะพูดขึ้นมาว่า "ดูเหมือนว่าท่านอ๋องหลางโส่วผู้นี้ คงจะละทิ้งความเป็นมนุษย์ไปแล้วจริงๆ"
"ขนาดพวกเทพแห่งความตายยังมองออก แล้วท่านจะมาสงสัยอะไรอีกล่ะ การที่เขาสามารถสังหารท่านอ๋องทานจุนได้ คนธรรมดาไม่มีทางทำได้หรอก ที่ตอนนี้เขาดูเหมือนคนธรรมดา ก็คงเป็นเพราะมีวิธีการอะไรบางอย่าง บวกกับความช่วยเหลือจากกฎแห่งความโลภก็เท่านั้น" ท่านอ๋องเจี้ยนเฮยส่ายหน้าเบาๆ แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก
แม้ว่าพวกเขาจะคอยเข้าข้างคนเป็นมาตลอด แต่ราชาแห่งดินแดนงูปรารถนาที่ไม่ใช่มนุษย์ต่างหาก คือสิ่งที่พวกเขาต้องการจริงๆ
"เปล่า ข้าหมายถึง ความเป็นผีของเขา มันมีมากกว่าความเป็นมนุษย์ไปแล้วต่างหาก" ราชันตี้เมี่ยส่ายหน้าปฏิเสธ
...
และในขณะที่ถานซูฉางกำลังวิ่งวุ่นจัดการเรื่องต่างๆ หัวหน้าเฉินที่เพิ่งกลับมาจากดันเจี้ยน ก็เรียกตัวผู้บริหารระดับสูงของสมาคมอวี้ชิงมาพบ แล้วระเบิดอารมณ์ใส่พวกเขาทันที
"พวกคุณทำงานกันยังไงฮะ ถึงสืบประวัติของเขาไม่ได้เลย หน้าตาเขาก็เห็นกันชัดๆ แล้วไม่ใช่หรือไง" หัวหน้าเฉินพูดไปก็ทุบโต๊ะไปด้วย
ส่วนผู้บริหารระดับสูงของสมาคมอวี้ชิงเมื่อได้ยินดังนั้น ต่างก็ก้มหน้างุด ไม่มีใครกล้าปริปากพูดอะไรเลย
พวกเขารู้หน้าตาของท่านอ๋องหลางโส่วก็จริง แต่พวกเขาหาข้อมูลอะไรไม่ได้เลยจริงๆ อีกฝ่ายทำตัวราวกับไม่ได้อยู่บนโลกใบนี้อย่างนั้นแหละ ไม่เหลือข้อมูลอะไรให้ตามรอยได้เลย
แม้ว่าพวกเขาจะเจอคนที่หน้าตาคล้ายๆ กันอยู่บ้าง แต่มันก็เป็นแค่คนหน้าเหมือนเท่านั้น
เหมือนพวกดาราหน้าเหมือนตามงานวัดนั่นแหละ
และหลังจากที่ด่าทอไปชุดใหญ่ หัวหน้าเฉินที่อารมณ์เริ่มเย็นลงก็เพิ่งจะสังเกตเห็นว่า มีผู้บริหารระดับสูงของสมาคมอวี้ชิงหายไปหลายคน "เกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงยังมีคนมาไม่ถึงอีกล่ะ คิดว่าพอได้พลังวิเศษจากเกมพิศวงมานิดหน่อยแล้วจะทำตัวกร่างยังไงก็ได้งั้นเหรอ ถ้างั้นผมที่เป็นหัวหน้าทีมงานควบคุมเกมพิศวงเนี่ย ยังจำเป็นต้องมีอยู่อีกไหม"
สีหน้าของหัวหน้าเฉินเริ่มมืดครึ้ม เขาจำหน้าผู้บริหารระดับสูงของสมาคมอวี้ชิงได้ทุกคน ดังนั้นแค่กวาดตามองแวบเดียว เขาก็รู้แล้วว่าคนที่ขาดไปในตอนนี้ ล้วนเป็นผู้เล่นระดับเจี่ยและระดับอี่ในเกมพิศวงทั้งสิ้น
เดิมทีหัวหน้าเฉินก็กำลังหงุดหงิดที่โดนผู้เล่นท่านอ๋องหลางโส่วคนนั้นตลบหลังมาหมาดๆ พอมาเจอเรื่องแบบนี้เข้าอีก แน่นอนว่าเขาจะไม่มีทางพูดดีๆ ด้วยเด็ดขาด
ประธานสมาคมอวี้ชิงกำลังเตรียมตัวจะออกโรงหาข้ออ้างดีๆ เพื่อให้หัวหน้าเฉินผู้นี้ได้มีทางลง และในขณะเดียวกันก็เป็นการสร้างบุญคุณให้กับผู้เล่นระดับสูงเหล่านั้นด้วย
ท้ายที่สุดแล้ว ถ้าเกิดวันหน้าเขาถูกเกมพิศวงเชิญตัวไปเป็นผู้เล่นล่ะก็ เขาจะได้ใช้บุญคุณนี้ไปขอให้คนพวกนั้นช่วยพาเขาเคลียร์ด่านได้
วิถีแห่งการเป็นข้าราชการของเขาก็คือ การเตรียมทางหนีทีไล่ให้ตัวเองอยู่เสมอ
ทว่า ประธานสมาคมอวี้ชิงยังไม่ทันได้อ้าปากพูด หัวหน้าเฉินผู้นี้ก็หายตัววับไปต่อหน้าต่อตาเสียแล้ว
"นี่มัน... การเชิญจากเกมพิศวงงั้นหรือ"
แม้ประธานสมาคมอวี้ชิงจะไม่ใช่ผู้เล่น แต่เขาก็คุ้นเคยกับสถานการณ์แบบนี้ดี เพราะเขาเคยเห็นบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้มาเยอะแล้ว
"เป็นการเชิญจริงๆ ด้วย" ผู้เล่นที่อยู่ในเหตุการณ์หลายคนพยักหน้ารับ
"แต่นี่มันเรื่องอะไรกัน หัวหน้าเฉินเป็นผู้เล่นก็จริง แต่บัตรเชิญของเขาถูกโอนสิทธิ์ไปให้คนอื่นตั้งนานแล้วไม่ใช่หรือไง ต่อให้มีบัตรเชิญโผล่มา มันก็ไม่ควรจะเป็นบัตรเชิญของหัวหน้าเฉินสิ..." ผู้เล่นระดับอี่คนหนึ่งอดไม่ได้ที่จะพูดขึ้น
เขาเป็นหนึ่งในสมาชิกยุคบุกเบิกของสมาคมอวี้ชิง แม้ระดับจะยังไม่สูงพอ แต่เขาก็รู้ความลับของสมาคมมากกว่าพวกรุ่นใหม่ที่เพิ่งเข้ามาเป็นผู้เล่นระดับเจี่ยเสียอีก
"รีบไปเชิญท่านซือมาเร็วเข้า!" ประธานสมาคมอวี้ชิงรีบสั่ง เขารู้สึกได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง
ส่วนท่านซือที่เขาพูดถึงนั้น มีชื่อจริงว่าซือกู่ เดิมทีเขาเป็นผู้เล่นในเกมพิศวงคนหนึ่ง แต่ต่อมาก็ถูกผีร้ายสิงร่างและใช้ตัวตนของเขามาอยู่บนโลกใบนี้ (มีการพูดถึงในบทที่ 55)
ผีร้ายที่สิงร่างคนผู้นี้ ไม่ได้ปิดบังตัวตนที่แท้จริงของตัวเองเลยแม้แต่น้อย
แต่สมาคมอวี้ชิงก็ไม่ได้รู้สึกแปลกใจหรือหวาดกลัวอะไร ตรงกันข้าม พวกเขากลับต้อนรับขับสู้และเชิญอีกฝ่ายให้เข้าร่วมสมาคมอวี้ชิงอย่างอบอุ่น แถมยังมอบสิทธิพิเศษให้อย่างงามอีกด้วย
มีคนรีบไปตามซือกู่อย่างรวดเร็ว แต่คนที่ไปตามก็วิ่งหน้าตั้งกลับมา โดยที่ไม่มีซือกู่ตามมาด้วย
"ท่านซือก็หายตัวไปเหมือนกันครับ! พนักงานบอกว่าท่านซือหายตัวไปต่อหน้าต่อตาเธอเลย" คนที่ไปตามรายงาน
"งั้นไปหาคุณหนูซือ! ข้ารู้ว่านางอยู่ที่ไหน!" ประธานสมาคมอวี้ชิงสั่งการต่อ และคุณหนูซือที่เขาหมายถึงนั้น มีชื่อว่า ซือฝั่งฉิน นางก็เป็นผู้เล่นในเกมพิศวงเช่นกัน (บทที่ 55 เหมือนกัน)
และแน่นอน สถานะของนางก็เหมือนกับซือกู่นั่นแหละ
คือถูกผีร้ายสิงร่างเหมือนกัน
แต่ซือฝั่งฉินไม่ได้เลือกที่จะเข้าร่วมสมาคมอวี้ชิง แต่นางไปเข้าร่วมกับกลุ่มอิสระที่มี "ท่านผู้ยิ่งใหญ่" เป็นผู้นำแทน
แต่แล้วในเวลาไม่นาน ประธานสมาคมอวี้ชิงก็ได้รับข่าวว่า คุณหนูซือฝั่งฉินผู้นั้นก็หายตัวไปอย่างกะทันหันเช่นกัน ไม่เพียงแค่นั้น "ท่านผู้ยิ่งใหญ่" ที่เป็นหนามยอกอกของสมาคมอวี้ชิงมาโดยตลอด รวมไปถึงสมาชิกในกลุ่มของเขา ก็พากันหายสาบสูญไปจนหมดสิ้น
แม้จะไม่มีใครเห็นเหตุการณ์ แต่ก็น่าจะเป็นการหายตัวไปอย่างกะทันหันเหมือนกันนั่นแหละ
ในวันนั้น โลกที่ถูกเกมพิศวงแทรกซึมแห่งนี้ มีผู้เล่นระดับเจี่ยที่ถูกสิงร่าง และผู้เล่นพิเศษที่ได้รับสิทธิพิเศษ หายตัวไปเป็นจำนวนมาก
ทว่า แม้จะเกิดเรื่องวุ่นวายแบบนี้ขึ้น แต่ความพยายามในการติดต่อกับถานซูฉางก็ยังไม่หยุดชะงัก พวกเขาถึงขั้นไปดักรอพบ "ลูกศิษย์เจ้าเมือง" ทั้งเจ็ดคนเพื่อขอเจรจาด้วยเลยทีเดียว
"พวกเราก็แค่โชคดีที่ท่านอ๋องหลางโส่วเห็นแววเท่านั้น ข้อมูลส่วนตัวของท่านอ๋อง พวกเราจะไปรู้ได้ยังไงกันล่ะ" ทั้งเจ็ดคนพยักหน้ารัวๆ และในขณะเดียวกัน พวกเขาก็ไม่ได้ปิดบังวิธีการเรียกขานถานซูฉางเลยแม้แต่น้อย
"จะว่าไป ท่านอ๋องก็ไม่ได้ทำอะไรที่เป็นภัยต่อโลกเลยนะ ทำไมถึงต้องตามหาท่านอ๋องกันนักหนาล่ะ ท่านประธาน ท่านก็อย่ามาพูดจาอ้อมค้อมอะไรที่ว่าเพื่อป้องกันไว้ก่อนเลย พลังของท่านอ๋องน่ะ ท่านไม่ใช่ผู้เล่น แต่ในฐานะที่ท่านเป็นประธาน ท่านก็คงรู้เรื่องราวมาเยอะ น่าจะพอเดาออกบ้างนะ พลังระดับนั้นมันเป็นสิ่งที่สามารถป้องกันได้ด้วยหรือไง" ทั้งเจ็ดคนผลัดกันตั้งคำถาม
"เฮ้อ จะเป็นอะไรได้อีกล่ะ ก็แค่มีบางคนอยากจะมีชีวิตอมตะก็แค่นั้นแหละ..." ประธานสมาคมอวี้ชิงคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็ยอมบอกความจริงไป เพราะในวิถีแห่งการเป็นข้าราชการของเขานั้น เวลานี้การทำตัวจริงใจต่างหาก ถึงจะได้รับความเห็นใจกลับมา
ในอดีต สำหรับการมีอยู่ของเกมพิศวงนั้น พวกคนระดับบนสุดของพีระมิดต่างก็มีท่าทีหวาดกลัวกันทั้งนั้น ก็แหงล่ะ การเชิญชวนที่ไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมแบบนี้ มันน่ากลัวที่สุดแล้ว ต่อมาเมื่อมีผู้เล่นระดับเจี่ยคนแรกของสมาคมอวี้ชิงถือกำเนิดขึ้น และอีกฝ่ายก็ช่วยจัดการเปลี่ยนสิทธิ์บัตรเชิญเกมพิศวงของพวกคนใหญ่คนโตให้ คนกลุ่มนั้นก็เลยรักษาระยะห่างกับเกมพิศวงมาโดยตลอด
แต่หลังจากที่พบว่าเจ้าเมืองผีหลางโส่วเป็นผู้เล่น และผู้เล่นคนนี้ก็กลายเป็นหนึ่งในสามราชาของเกมพิศวง ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
[จบแล้ว]