เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 240 - ข้าคุนเผิงไม่ได้โง่นะ

บทที่ 240 - ข้าคุนเผิงไม่ได้โง่นะ

บทที่ 240 - ข้าคุนเผิงไม่ได้โง่นะ


บทที่ 240 - ข้าคุนเผิงไม่ได้โง่นะ

✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿

ณ เมืองหนานตู เมืองหลวงของเอ้อซุ่น เจ้าแคว้นทิศทักษิณ!

ภายในคฤหาสน์อันหรูหราแห่งหนึ่ง เซียนเศียรมังกร เซียนเขี้ยววิญญาณ และเซียนแสงสุวรรณกำลังนั่งอยู่กลางห้องโถง บนโต๊ะหินตรงกลางเต็มไปด้วยอาหารและสุราเลิศรส

ทั้งสามคนกำลังกินเนื้อและดื่มสุรากันอย่างเอร็ดอร่อย ทว่าสีหน้าของพวกเขากลับดูเคร่งเครียด

ในขณะนั้นเอง ร่างร่างหนึ่งก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาแต่ไกล

เซียนเศียรมังกรปรายตามองผู้มาเยือน ก่อนจะเอ่ยถามเสียงเรียบ "เจ้าสิงโตน้อย มีเรื่องอันใดจึงได้ลุกลี้ลุกลนปานนี้"

ผู้ที่เข้ามาก็คือปีศาจราชสีห์ ลูกหลานที่เขาให้ความสำคัญมากที่สุดนั่นเอง

หลังจากตัดสินใจได้แล้ว เซียนเศียรมังกรก็เรียกตัวลูกหลานที่มีพรสวรรค์โดดเด่นบนเกาะเต่ามังกรทองมารวมตัวกันทั้งหมด และตอนนี้บรรดาปีศาจสิงโตเหล่านั้นก็พักอาศัยอยู่ในเมืองหนานตูแห่งนี้นี่เอง

ปีศาจราชสีห์รีบเดินเข้ามาประสานมือคารวะเซียนแสงสุวรรณและเซียนเขี้ยววิญญาณที่อยู่ด้านข้าง จากนั้นก็เอ่ยด้วยความหงุดหงิด "ท่านบรรพบุรุษ เอ้อซุ่นผู้นั้นมาอีกแล้วขอรับ"

พวกเขามาอยู่ที่เมืองหนานตูได้เกือบครึ่งปีแล้ว เอ้อซุ่นแวะเวียนมาหาแทบจะทุกๆ สิบวัน จนปีศาจราชสีห์เริ่มรำคาญแล้ว

"ก็ไล่มันกลับไปสิ"

เซียนแสงสุวรรณวางจอกสุราลงพลางโบกมือปัดอย่างไม่แยแส

ที่พวกเขามาอยู่ที่เมืองหนานตูเพื่อช่วยเหลือเอ้อซุ่น ไม่ใช่เพราะต้องการช่วยอีกฝ่ายก่อกบฏหรือยกทัพไปตีเมืองเฉาเกอจริงๆ หรอก พวกเขาแค่ต้องการตรึงกำลังทหารของซีฉีเอาไว้ และสร้างภาพลวงตาว่าราชวงศ์ซางกำลังระส่ำระสายก็เท่านั้น

แค่ต้านทานกองทัพของจางกุ้ยฟางเอาไว้ที่นอกเมืองหนานตูก็เพียงพอแล้ว

เมื่อได้รับคำตอบเช่นเดิม ปีศาจราชสีห์ก็ขยับเข้าไปใกล้พลางกระซิบถาม "ท่านบรรพบุรุษ จางกุ้ยฟางผู้นั้นก็แค่มีวิชาอาคมต๊อกต๋อย หลานสามารถจัดการมันได้อย่างง่ายดาย เหตุใดพวกท่านจึงต้องปล่อยให้ยืดเยื้อด้วยเล่าขอรับ"

ปีศาจราชสีห์รู้สึกสงสัยเป็นอย่างมาก

แม้จางกุ้ยฟางจะอ้างตัวว่าเป็นศิษย์ลัทธิท้าลิขิต แต่ก็ไม่ได้มีวิชาอาคมอะไรเก่งกาจเลย เผลอๆ อาจจะไม่เคยเหยียบย่างขึ้นไปบนเกาะเต่ามังกรทองด้วยซ้ำ น่าจะเป็นแค่ลูกศิษย์ที่ผู้ฝึกตนไร้ชื่อเสียงในลัทธิท้าลิขิตรับเอาไว้แบบส่งๆ เสียมากกว่า

ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้เขาก็รู้แผนการของบรรพบุรุษแล้วว่า หลังจากจบมหาหายนะแต่งตั้งเทพพยากรณ์ พวกเขาก็อาจจะไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับลัทธิท้าลิขิตอีกต่อไป แล้วการส่งจางกุ้ยฟางขึ้นบัญชีไปมันจะเป็นอะไรไปเล่า

ด้วยระดับพลังของจางกุ้ยฟาง อย่าว่าแต่เขาเลย แค่ส่งปีศาจสิงโตธรรมดาๆ ออกไปสักตัวก็จัดการได้แล้ว

แต่บรรพบุรุษทั้งสามกลับปล่อยทิ้งไว้ไม่ยอมโจมตี ปล่อยให้อีกฝ่ายมาร้องท้าทายอยู่หน้าเมืองทุกวี่ทุกวัน มิน่าเล่าเอ้อซุ่นถึงได้วิ่งโร่มาที่นี่บ่อยๆ

"หลานสิงโต! มหาหายนะเริ่มต้นขึ้นแล้ว หากเข้าไปพัวพันกับหนี้กรรมโดยพลการ เคราะห์กรรมแห่งการเข่นฆ่าย่อมมาเยือน พวกเราแค่กบดานอยู่ที่นี่เงียบๆ รอจนกว่ามหาหายนะจะสิ้นสุดลงก็พอแล้ว" เซียนเขี้ยววิญญาณเงยหน้าขึ้นและกล่าวสั่งสอนด้วยน้ำเสียงจริงจัง

เซียนเศียรมังกรและเซียนแสงสุวรรณที่นั่งอยู่ด้านบนก็พยักหน้าเห็นด้วย

ก่อนหน้านี้พวกเขาไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้มากนัก แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ผ่านมานี้ ทำเอาพวกเขาหวาดผวาไปตามๆ กัน

การตายของนักพรตไท่อี้และคนอื่นๆ ที่นอกเมืองซีฉีก่อนหน้านี้ก็เรื่องหนึ่ง แต่ล่าสุดแม้แต่ฮ่าวเทียนก็ยังสิ้นชีพไปแล้ว

ทั้งสามคนล้วนมีภูมิหลังที่ไม่ธรรมดา จึงพอจะรู้ตื้นลึกหนาบางของมหาหายนะแต่งตั้งเทพพยากรณ์อยู่บ้าง

ระดับท่านจักรพรรดิสวรรค์ ผู้จุดชนวนมหาหายนะยังต้องขึ้นบัญชีแต่งตั้งเทพพยากรณ์ไปเสียเอง แล้วนับประสาอะไรกับพวกเขาที่เป็นแค่ศิษย์ธรรมดา ไม่ใช่ศิษย์เอกสืบทอดด้วยซ้ำ

เผลอๆ หากพลาดพลั้งแค่นิดเดียว พวกเขาก็อาจจะถูกจับไปเป็นเทพบนศาลสวรรค์เพื่อเติมเต็มจำนวนก็เป็นได้

จางกุ้ยฟางเป็นแค่ตัวละครเล็กๆ แต่ถึงอย่างไรก็ยังมีป้ายชื่อศิษย์ลัทธิท้าลิขิตแขวนคออยู่ อย่าว่าแต่ฆ่าเขาเลย ต่อให้เอาชนะเขาได้ ก็ไม่แน่ว่าหมอนั่นอาจจะไปตามยอดฝีมือจากลัทธิท้าลิขิตมาแก้แค้นก็ได้

การถูกจางกุ้ยฟางขวางทางอยู่ในเมืองเช่นนี้ กลับเป็นวิธีที่เหมาะสมที่สุดแล้ว

ให้อีกฝ่ายชนะรวดแต่ก็บุกเข้ามาไม่ได้ คนที่หงุดหงิดก็มีแค่เอ้อซุ่นคนเดียว ส่วนพวกเขานั้นไม่เดือดร้อนอะไรเลย

"ท่านบรรพบุรุษสั่งสอนได้ถูกต้องแล้วขอรับ" ปีศาจราชสีห์พยักหน้ารับ เขาไม่ได้โต้แย้งอะไรและกลับไปยืนสำรวมอยู่ด้านข้าง

หลังจากผ่านเหตุการณ์บนเกาะเต่ามังกรทองมา นิสัยที่เคยเย่อหยิ่งจองหองของเขาก็ลดลงไปมาก แม้จะยังสงสัย แต่ในเมื่อบรรพบุรุษสั่งมา ย่อมต้องมีเหตุผลของพวกเขาเป็นแน่

"พี่ใหญ่! ก่วงเฉิงจื่อและพรรคพวกเดินทางไปที่เมืองซีฉีอีกแล้ว ไม่รู้ว่าคราวนี้จะมีคนถูกส่งขึ้นบัญชีอีกสักกี่คนกันนะ" เซียนแสงสุวรรณทอดสายตามองไปยังทิศทางของเมืองซีฉี แววตาเต็มไปด้วยความคาดหวัง

แม้ตั้งแต่เดินทางมาถึงดินแดนตะวันออก พวกเขาจะเอาแต่ป้วนเปี้ยนอยู่ทางเหนือและใต้ของราชวงศ์ซาง แต่พวกเขาก็ไม่เคยละสายตาจากเมืองซีฉีเลย

โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่นักพรตไท่อี้สิ้นชีพ พวกเขาก็ยิ่งจับตาดูความเคลื่อนไหวของเมืองซีฉีอย่างใกล้ชิด

หลังจากเงียบหายไปครึ่งปี ในที่สุดก่วงเฉิงจื่อและพรรคพวกก็ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง เกรงว่าคงหนีไม่พ้นการต่อสู้ครั้งใหญ่อย่างแน่นอน

"พวกเราแค่นั่งดูอยู่บนภูเขา รอเสือสู้กันก็พอแล้ว!" เซียนเขี้ยววิญญาณส่ายหัวไปมา ใบหน้าเปื้อนยิ้ม

ท่านเจ้าลัทธิของพวกเขานี่เก่งกาจจริงๆ ทำแค่นั่งดูศิษย์จากลัทธิลิขิตสวรรค์และลัทธิท้าลิขิตสู้กันเอง

ทว่าเซียนเศียรมังกรที่อยู่ข้างๆ กลับส่ายหน้า เขาไม่ได้คิดเหมือนทั้งสองคน "ข้าว่าเรื่องนี้คงจบไม่ง่ายหรอก!"

เซียนแสงสุวรรณและเซียนเขี้ยววิญญาณไม่เข้าใจความหมาย จึงเงยหน้าขึ้นมองพร้อมกัน

"ข้าเคยอาศัยอยู่บนเขาคุนหลุน จึงพอจะรู้นิสัยของก่วงเฉิงจื่ออยู่บ้าง ในตอนนี้สิบสองเซียนทองคำคงขี้ขลาดตาขาวจนไม่กล้าก้าวเท้าออกจากเมืองเป็นแน่" เซียนเศียรมังกรสบตากับทั้งสองคน แววตาแฝงไปด้วยความดูแคลน

แม้จะตัดสินใจแปรพักตร์ไปอยู่ลัทธิประจิมแล้ว แต่เซียนเศียรมังกรก็ไม่ได้มีความรู้สึกดีๆ ต่อคนของลัทธิลิขิตสวรรค์เลยสักนิด

สมัยที่ยังอยู่บนเขาคุนหลุน พวกเขาก็มักจะขัดแย้งกันอยู่บ่อยครั้ง ย่อมรู้ซันดานของพวกนั้นเป็นอย่างดี

คราวที่แล้วที่นักพรตไท่อี้และพวกต้องตาย ป่านนี้พวกนั้นคงกลัวจนหัวหดไปแล้ว

ลัทธิท้าลิขิตมีหมื่นเซียนมาเยือน มีเพียงลัทธิท้าลิขิตเท่านั้นที่จะสามารถเติมเต็มจำนวนเทพเจ้าบนศาลสวรรค์ได้

หากต้องการให้ได้เทพเจ้าครบทั้งสามร้อยหกสิบห้าองค์ เกรงว่าคงต้องให้ท่านยอดคนผู้บรรลุมรรคลงมือเองเสียแล้ว

บางทีในอนาคตอันใกล้นี้ อาจจะเกิดสงครามระหว่างยอดคนผู้บรรลุมรรคขึ้นจริงๆ ก็เป็นได้

เมื่อได้ฟังคำวิเคราะห์ของเซียนเศียรมังกร เซียนแสงสุวรรณก็มีสีหน้าประหลาดใจ

ลัทธิลิขิตสวรรค์เป็นผู้ถือครองบัญชีแต่งตั้งเทพพยากรณ์และมีหน้าที่แต่งตั้งเทพเจ้า แต่ศิษย์ของสำนักตัวเองกลับไม่กล้าออกมารับเคราะห์กรรมเสียนี่

หากเป็นเช่นนี้ แล้วจะทำการแต่งตั้งเทพพยากรณ์ต่อไปได้อย่างไรกัน

หรือว่าเทพปฐมกาลจะต้องลงมาจัดการด้วยตัวเอง

ฉับพลันนั้น ความคิดเดียวกันนี้ก็แล่นวาบเข้ามาในหัวของทั้งสองคน แววตาของพวกเขาก็เบิกกว้างขึ้นด้วยความตกตะลึง

ยอดคนผู้บรรลุมรรคแห่งวิถีสวรรค์ ผู้สูงส่งและปกครองทั่วทั้งโลกยุคบรรพกาล บัดนี้กลับต้องลงมาพัวพันกับมหาหายนะด้วยตัวเอง

หากยอดคนผู้บรรลุมรรคแห่งวิถีสวรรค์เปิดศึกกัน ผลกระทบย่อมลุกลามไปทั่วทั้งโลกยุคบรรพกาล

ทั้งสองคนสบตากันด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

หากเป็นการต่อสู้ระหว่างศิษย์ของท่านยอดคนก็แล้วไปเถอะ แต่ถ้ายอดคนผู้บรรลุมรรคลิขิตสวรรค์ลงมือเอง บนแผ่นดินยุคบรรพกาลนี้ก็คงไม่มีที่ไหนให้หลบซ่อนตัวได้อีกแล้ว

ยอดคนผู้บรรลุมรรคแห่งวิถีสวรรค์นั้นแข็งแกร่งเพียงใด พวกเขาเองก็ไม่รู้แน่ชัด แต่เพียงแค่กลิ่นอายความน่าเกรงขามที่แผ่ออกมา ก็มากพอที่จะทำให้พวกเขาใจสั่นระรัวได้แล้ว

เห็นได้ชัดว่า คลื่นพลังจากการต่อสู้ของยอดคนผู้บรรลุมรรคแห่งวิถีสวรรค์ ไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาจะรับมือได้เลย

ถึงตอนนั้น หากต้องการจะรักษาชีวิตให้รอด ก็มีเพียงต้องพึ่งพาสำนักที่มีท่านยอดคนผู้บรรลุมรรคคอยหนุนหลังเท่านั้น

ในขณะที่ทุกคนกำลังจมอยู่ในความคิด จู่ๆ พวกเขาก็เงยหน้าขึ้นมองพร้อมกันด้วยความดีใจ

เซียนเศียรมังกรและพรรคพวกที่นั่งอยู่ในห้องโถงไม่รอช้า พากันกระโดดทะยานขึ้นไปบนฟ้าทันที

ปีศาจราชสีห์ที่ยืนรออยู่ด้านข้างมีสีหน้างุนงง แต่ก็รีบเหาะตามขึ้นไป

เมื่อไปถึงบนฟ้า เขากวาดสายตามองไปไกลๆ ก็ต้องตกใจเล็กน้อย

ที่เบื้องหน้าไกลออกไป มีนักพรตร่างอวบอ้วนผิวขาวผู้หนึ่งกำลังเหาะตรงมา เขาคืออดีตศิษย์พี่ใหญ่แห่งลัทธิท้าลิขิต นักพรตสรรพสมบัตินั่นเอง

"ศิษย์พี่สรรพสมบัติ!"

"สหายนักพรตสรรพสมบัติ!"

กลุ่มของเซียนเศียรมังกรทั้งสามรีบพุ่งเข้าไปทำความเคารพ

ไม่ว่าจะเป็นเซียนเศียรมังกรหรือเซียนแสงสุวรรณ ล้วนให้ความเคารพนักพรตสรรพสมบัติจากใจจริง

ปีศาจราชสีห์ที่ตามมาติดๆ ก็ก้มหัวทำความเคารพพร้อมกับร้องเรียก "คารวะท่านอาจารย์ปู่ขอรับ!"

เรื่องที่ท่านบรรพบุรุษจะย้ายไปเข้าร่วมกับลัทธิประจิมนั้น ในบรรดาลูกหลานทั้งหมดมีเพียงเขาคนเดียวที่รู้ ดังนั้นตอนนี้เขายังคงต้องทำความเคารพตามลำดับอาวุโสเดิมไปก่อน

นักพรตสรรพสมบัติพยักหน้ารับ สายตาหยุดอยู่ที่ปีศาจราชสีห์ครู่หนึ่ง แววตาของเขาดูเหมือนจะตระหนักอะไรบางอย่างได้

เซียนเศียรมังกรซึ่งปัจจุบันมีระดับพลังต้าหลัวเซียนทองคำ ย่อมสังเกตเห็นสายตาของนักพรตสรรพสมบัติได้ เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้แสดงท่าทีแปลกประหลาดอะไร ในใจก็แอบลอบดีใจ

ตั้งแต่ได้พบกับเซียนแสงสุวรรณและเซียนเขี้ยววิญญาณ เขาก็ได้รับรู้จากปากของทั้งสองคนว่า แม้ชีวิตความเป็นอยู่ในลัทธิประจิมจะค่อนข้างดี แต่ก็ยังเทียบไม่ได้กับสถานะของศิษย์เอกสืบทอดอยู่ดี

ด้วยระดับพลังต้าหลัวเซียนทองคำของเขา ต่อให้ไปเข้าร่วมกับลัทธิประจิม ก็คงมีสถานะไม่ต่างจากสองคนนี้มากนัก

แต่นักพรตสรรพสมบัติที่อยู่ตรงหน้านี้แตกต่างออกไป เขามีทั้งตบะที่แก่กล้าและชื่อเสียงที่โด่งดัง หากสามารถชักชวนให้เขาไปเข้าร่วมลัทธิประจิมพร้อมกันได้ พวกเขาก็จะได้รับการปฏิบัติที่ดีกว่านี้อย่างแน่นอน

"ในเมื่อศิษย์พี่เดินทางมาถึงที่นี่แล้ว ก็รีบลงมาข้างล่างเถิด พวกเราจะจัดงานเลี้ยงต้อนรับท่านเอง" เมื่อคิดได้ดังนั้น เซียนเศียรมังกรก็รีบเอ่ยชวนอย่างกระตือรือร้น

เซียนแสงสุวรรณและเซียนเขี้ยววิญญาณก็รีบพูดสนับสนุน

หากนักพรตสรรพสมบัติเข้าร่วมลัทธิประจิม วันข้างหน้าก็จะได้มีเขาคอยคุ้มครอง ชีวิตในลัทธิประจิมของพวกเขาก็จะสุขสบายขึ้นกว่าตอนนี้เป็นไหนๆ

เมื่อเผชิญกับการต้อนรับอย่างอบอุ่นของทั้งสามคน นักพรตสรรพสมบัติเพียงแค่พยักหน้าตอบรับอย่างเรียบเฉย

เขาเป็นศิษย์คนแรกที่กราบท่านทะลวงฟ้าเป็นอาจารย์ บัดนี้ลัทธิท้าลิขิตมีหมื่นเซียนมาเยือน ทว่าคนที่เขาสามารถพูดคุยด้วยได้อย่างสนิทใจ กลับเหลือเพียงเซียนเศียรมังกรที่ยืนอยู่ตรงหน้านี้เท่านั้น

ไม่รู้ว่าทำไม ในใจของนักพรตสรรพสมบัติกลับรู้สึกอ้างว้างขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

"เจ้าสิงโตน้อย! รีบไปเตรียมผลไม้วิเศษและสุราชั้นยอดมาเร็วเข้า" เมื่อเห็นดังนั้น เซียนเศียรมังกรก็รีบหันไปสั่งปีศาจราชสีห์

"ขอรับ ท่านบรรพบุรุษ!"

ปีศาจราชสีห์พยักหน้ารัวๆ แล้วเป็นฝ่ายบินลงไปก่อน

ณ ริมฝั่งทะเลโลหิตปรโลก

ท่ามกลางเกลียวคลื่นสีเลือดที่กำลังม้วนตัว ชาวอสุราตนหนึ่งก็โผล่พ้นผิวน้ำขึ้นมา

"ท่านกลับไปเถิด ท่านบรรพบุรุษของข้าไม่ยอมให้ท่านเข้าพบหรอก" อสุราสาวรูปงามตะโกนบอกปรมาจารย์ปีศาจคุนเผิงที่ยืนอยู่ไกลๆ

พูดจบ นางอสุราก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง ดำดิ่งหายกลับลงไปในทะเลโลหิตทันที

ปรมาจารย์ปีศาจคุนเผิงที่ยืนอยู่ริมฝั่งตะโกนเรียกด้วยความร้อนรน "สหายนักพรต! สหายนักพรต!"

อนิจจา เพียงพริบตาเดียว ร่างของอสุราตนนั้นก็หายวับไปอย่างไร้ร่องรอย

เมื่อมองดูทะเลโลหิตที่กลับมาสงบนิ่งอีกครั้ง ปรมาจารย์ปีศาจคุนเผิงก็มีสีหน้าหงุดหงิดใจ

ก่อนหน้านี้ตอนที่หมิงเหอบรรลุเป็นยอดคน เขาเป็นคนแรกที่รีบเดินทางมายมโลก แต่ไม่ว่าจะขอร้องอ้อนวอนสักกี่ครั้ง เขาก็ไม่มีโอกาสได้เข้าพบหมิงเหอเลยแม้แต่เงา

หลังจากทนรอมาพักใหญ่แต่ก็ไม่เป็นผล เขาจึงตัดสินใจไปสืบข่าวบนแผ่นดินยุคบรรพกาลแทน แต่ก็ไม่ได้เบาะแสอะไรที่เป็นประโยชน์เลย

ต่อมาเมื่อรับรู้ได้ว่าเกิดการต่อสู้ครั้งใหญ่ขึ้นในยมโลก ปรมาจารย์ปีศาจคุนเผิงจึงจำใจต้องกลับมาที่ริมฝั่งทะเลโลหิตอีกครั้ง แต่ไม่ว่าเขาจะอ้อนวอนขอเข้าพบอย่างไร ก็ยังคงถูกปฏิเสธเหมือนเช่นเคย

จนในที่สุด ด้วยความสิ้นหวัง เขาจึงต้องยอมติดสินบนราชันอสุราตนหนึ่งด้วยของวิเศษ

แต่ใครจะไปคิดว่าหลังจากรับของกำนัลไปแล้ว ผลลัพธ์กลับยังคงลงเอยเช่นเดิม ปรมาจารย์ปีศาจคุนเผิงถึงกับสงสัยว่าอีกฝ่ายได้นำเรื่องไปแจ้งให้หมิงเหอทราบแล้วหรือไม่

ทว่าเมื่อเผชิญหน้ากับทะเลโลหิตในเวลานี้ ปรมาจารย์ปีศาจคุนเผิงก็ไม่กล้าผลีผลามทำอะไรวู่วาม ได้แต่ยืนมองอีกฝ่ายหายลับไปกับตา

สามพันอาคันตุกะแห่งวังเมฆาม่วงเหลืออยู่เพียงหยิบมือ แต่กลับมีเพียงหมิงเหอคนเดียวที่บรรลุเป็นยอดคนได้ จะไม่ให้ปรมาจารย์ปีศาจคุนเผิงร้อนใจได้อย่างไร

ตั้งแต่เดินทางออกจากทะเลเป่ยหมิง เวลาส่วนใหญ่ของเขาถ้าไม่ได้หมดไปกับการเฝ้ารออยู่ริมฝั่งทะเลโลหิต ก็ต้องตระเวนสืบข่าวเรื่องการบรรลุยอดคนของหมิงเหอไปทั่วแผ่นดินยุคบรรพกาล

อุตส่าห์ทนรอมาตั้งนานนม แต่กลับไม่ได้เห็นแม้แต่ปลายเล็บของหมิงเหอ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการสืบหาวิธีบรรลุเป็นยอดคนของอีกฝ่ายเลย

"ดูท่าคงต้องเดินทางไปเกาะเต่ามังกรทองสักคราแล้ว" ปรมาจารย์ปีศาจคุนเผิงทอดถอนใจ สายตาทอดมองไปยังทิศทางของแผ่นดินยุคบรรพกาล

หลังจากตระเวนสืบข่าวในแผ่นดินยุคบรรพกาลมาพักใหญ่ แม้เขาจะไม่ได้รู้วิธีบรรลุยอดคนของหมิงเหอ แต่เขาก็ได้รับรู้ข่าวคราวของบุคคลผู้หนึ่งเข้า

วารี! รองเจ้าลัทธิท้าลิขิต!

เจ้านั่นคือคนที่จู่ๆ ก็โผล่มาที่ทะเลเป่ยหมิง แล้วฉกเอากระบี่สังหารอสูรของเขาไป

เรื่องราววีรกรรมต่างๆ ที่เขาพอจะสืบรู้มาได้แบบงูๆ ปลาๆ นั้น ช่างน่าเหลือเชื่อเสียจนเขายากจะทำใจให้เชื่อลง แต่เพื่อแลกกับโอกาสในการบรรลุเป็นยอดคน เขาตั้งใจจะไปสืบหาความจริงด้วยตัวเองสักครั้ง

ยิ่งไปกว่านั้น ในศึกที่ทะเลเป่ยหมิงคราวก่อน เขาได้สัมผัสถึงความแข็งแกร่งของวารีด้วยตัวเองมาแล้ว แถมอีกฝ่ายยังได้รับมอบของวิเศษล้ำค่าจากท่านทะลวงฟ้าอีก บางทีข้อมูลเหล่านั้นอาจจะไม่ใช่เรื่องโกหกก็ได้

ปรมาจารย์ปีศาจคุนเผิงพุ่งทะยานออกจากยมโลก กำลังจะมุ่งหน้าไปยังทะเลตะวันออก แต่จู่ๆ ร่างของเขาก็ชะงักงัน

บนท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ ดอกไม้สวรรค์โปรยปราย ดอกบัวทองคำผุดพราย มีดอกม่านจูซาหวาและลูกปัดประดับร่วงหล่นลงมา ท่ามกลางแสงมงคลเจิดจรัส ร่างร่างหนึ่งก้าวข้ามขอบฟ้าอันไกลโพ้นเข้ามา นักพรตผู้หนึ่งกำลังเดินทอดน่องเข้ามาใกล้

นิมิตแห่งยอดคน มียอดคนผู้บรรลุมรรคแห่งวิถีสวรรค์ปรากฏตัวขึ้น!

เมื่อเห็นผู้มาเยือน ปรมาจารย์ปีศาจคุนเผิงก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่ก็รีบก้าวเข้าไปต้อนรับ

เมื่อยอดคนผู้บรรลุมรรคแห่งวิถีสวรรค์เสด็จมาเยือนด้วยตนเอง เขาย่อมไม่กล้าเสียมารยาท

"คุนเผิงขอคารวะท่านเทพปฐมกาล!" ปรมาจารย์ปีศาจคุนเผิงค้อมตัวลงประสานมือคารวะกลางอากาศอย่างนอบน้อม

ผู้ที่มาเยือนก็คือเทพปฐมกาล เจ้าลัทธิลิขิตสวรรค์แห่งเขาคุนหลุนนั่นเอง!

"อืม!"

มีเพียงเสียงตอบรับเบาๆ ดังมาจากกลางอากาศ จากนั้นก็ไม่มีการตอบสนองใดๆ อีก

แม้ปรมาจารย์ปีศาจคุนเผิงจะรู้สึกไม่พอใจอย่างมาก แต่เขาก็ยังคงเป็นฝ่ายเอ่ยปากถามก่อน "ไม่ทราบว่าท่านยอดคนเสด็จมาเยือน มีเรื่องอันใดจะชี้แนะหรือขอรับ"

ทั้งๆ ที่อีกฝ่ายเป็นคนตั้งใจมาหาเขาแท้ๆ แต่เขากลับต้องเป็นฝ่ายเอ่ยปากถามก่อนเสียอย่างนั้น

เทพปฐมกาลที่ถูกห้อมล้อมไปด้วยแสงมงคลพยักหน้าเล็กน้อย เสียงเต๋าอันเลื่อนลอยดังกังวานแว่วมา

"วิธีบรรลุเป็นยอดคน!"

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ปรมาจารย์ปีศาจคุนเผิงก็เงยหน้าขวับ แววตาสาดประกายเจิดจ้า

ในยุคมหาหายนะมังกรฮั่น เขาคือองค์ชายแห่งเผ่าหงส์ เป็นผู้นำของเหล่าสัตว์ปีกทั้งปวง ในยุคเผ่าอสูรและเผ่าปีศาจ เขาคือปรมาจารย์ปีศาจแห่งศาลสวรรค์เผ่าปีศาจโบราณ มีสถานะและตำแหน่งเป็นรองเพียงแค่สองจักรพรรดิปีศาจเท่านั้น ด้วยสถานะที่สูงส่งถึงเพียงนี้ เหตุใดเขาจึงยอมลดตัวไปอ้อนวอนขอร้องอยู่ริมฝั่งทะเลโลหิต ก็เพื่อแลกกับวิธีบรรลุเป็นยอดคนจากหมิงเหอไม่ใช่หรือ

บัดนี้เมื่อเทพปฐมกาลเสด็จมาเยือนด้วยตนเอง และยังบอกว่าจะมอบวิธีบรรลุเป็นยอดคนให้อีก

ท่ามกลางความตื่นเต้นยินดี ความคิดต่างๆ นานาก็แล่นเข้ามาในหัวของปรมาจารย์ปีศาจคุนเผิงอย่างรวดเร็ว

สำหรับยอดคนผู้บรรลุมรรคแห่งวิถีสวรรค์เหล่านี้ ปรมาจารย์ปีศาจคุนเผิงก็พอจะรู้เช่นเห็นชาติอยู่บ้าง พวกเขาล้วนวางแผนบงการสรรพชีวิต การที่มาหาเขาในวันนี้ ย่อมต้องมีจุดประสงค์แอบแฝงอย่างแน่นอน

เมื่อคิดได้เช่นนั้น ปรมาจารย์ปีศาจคุนเผิงก็ค้อมหัวลงเล็กน้อยพลางเอ่ยอย่างนอบน้อม "ไม่ทราบว่าท่านยอดคนมีเรื่องอันใดจะใช้ให้ข้าน้อยทำหรือขอรับ"

ผลตอบแทนจากการบรรลุเป็นยอดคนนั้นยิ่งใหญ่มหาศาล เทพปฐมกาลย่อมไม่มีทางมอบให้เขาเปล่าๆ แน่

"โอนอ่อนตามลิขิตสวรรค์ ส่งพวกมันขึ้นเป็นเทพพยากรณ์เสีย!"

เสียงอันเลื่อนลอยของเทพปฐมกาลดังกังวานขึ้น ทว่าปรมาจารย์ปีศาจคุนเผิงที่อยู่เบื้องล่างกลับมีแววตาที่หดเกร็งลง

เรื่องการแต่งตั้งเทพพยากรณ์ เขาย่อมต้องรู้ดีอยู่แล้ว ความหมายของเทพปฐมกาลก็คือต้องการให้เขากระโดดเข้าร่วมในมหาหายนะ และส่งศิษย์ของลัทธิท้าลิขิตขึ้นบัญชีแต่งตั้งเทพพยากรณ์นั่นเอง

ยังไม่ทันที่ปรมาจารย์ปีศาจคุนเผิงจะเอ่ยปากตอบ เสียงเรียบเฉยของเทพปฐมกาลก็ดังขึ้นอีกครั้ง "หากงานสำเร็จ! ข้าจะมอบโอกาสในการบรรลุเป็นยอดคนให้แก่เจ้า!"

พูดจบ ดอกไม้สวรรค์และดอกบัวทองคำก็จางหายไป แสงมงคลริ้วๆ ก็ค่อยๆ เลือนรางไปจากท้องฟ้า

ความน่าเกรงขามของยอดคนที่ปกคลุมไปทั่วท้องฟ้าได้สลายหายไปจนหมดสิ้น และร่างของเทพปฐมกาลก็อันตรธานหายไปจากกลางอากาศเช่นกัน

ปรมาจารย์ปีศาจคุนเผิงที่ยืนตระหง่านอยู่ ณ จุดนั้น กลับมีสีหน้าที่เคร่งเครียดอย่างถึงที่สุด

โอกาสในการบรรลุเป็นยอดคน! ความเย้ายวนนี้ยิ่งใหญ่แค่ไหนคงไม่ต้องอธิบายให้มากความ เพียงแต่แม้เขาจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับมหาหายนะ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่รู้เรื่องราวความเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในโลกยุคบรรพกาลช่วงนี้เลย

รองเจ้าลัทธิลิขิตสวรรค์ ผู้ซึ่งเป็นหนึ่งในสามพันอาคันตุกะแห่งวังเมฆาม่วงอย่างหรานเติงได้สิ้นชีพลงแล้ว ศิษย์เอกของเทพปฐมกาลหลายคนก็ต้องจบชีวิตและถูกส่งขึ้นบัญชีแต่งตั้งเทพพยากรณ์ไปแล้วเช่นกัน

เมื่อไม่นานมานี้ แม้แต่ท่านจักรพรรดิสวรรค์ฮ่าวเทียนผู้นั้นก็ยังต้องจบชีวิตลงในมหาหายนะเลย

มหาหายนะเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นแท้ๆ กลับมีผู้แข็งแกร่งร่วงหล่นมากมายถึงเพียงนี้ ความอันตรายของมันช่างรุนแรงยิ่งกว่ามหาหายนะมังกรฮั่น และมหาสงครามเผ่าอสูรและเผ่าปีศาจในอดีตเสียอีก

ยิ่งไปกว่านั้น ครั้งก่อนเขายังเห็นดวงจิตวิญญาณของเทพปฐมกาลพุ่งไปยังบัญชีแต่งตั้งเทพพยากรณ์แบบเลือนรางอีกด้วย

แม้ในมหาหายนะจะมีผู้แข็งแกร่งต้องตกตายไปบ้างก็จริง แต่โดยปกติแล้วเหตุการณ์แบบนี้มักจะเกิดขึ้นในช่วงการตัดสินชี้ชะตาขั้นเด็ดขาดในตอนท้ายไม่ใช่หรือ

แต่นี่แค่เพิ่งเริ่มต้นก็อันตรายถึงขั้นนี้แล้ว ปรมาจารย์ปีศาจคุนเผิงจินตนาการออกเลยว่าศึกตัดสินชี้ชะตาในตอนท้ายจะน่าสะพรึงกลัวขนาดไหน การที่ยอดคนผู้บรรลุมรรคแห่งวิถีสวรรค์จะลงมาร่วมวงด้วย ย่อมเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อย่างแน่นอน

เมื่อก้าวเข้าสู่มหาหายนะแล้ว ก็ไม่อาจถอนตัวออกมาได้อีก!

หมิงเหอบรรลุเป็นยอดคนในยมโลก ส่วนวารีแห่งลัทธิท้าลิขิตก็เต็มไปด้วยความลึกลับ

มหาหายนะแต่งตั้งเทพพยากรณ์ในครั้งนี้ แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังมองไม่ออกเลย

หากกระโดดเข้าไปร่วมวงสุ่มสี่สุ่มห้า ใครจะรู้ล่ะว่าจะเกิดผลลัพธ์เช่นไร

เขายืนนิ่งใช้ความคิดอยู่นานพักใหญ่ ปรมาจารย์ปีศาจคุนเผิงมองไปยังจุดที่เทพปฐมกาลหายตัวไป แล้วพึมพำกับตัวเองเบาๆ "ข้าคุนเผิงไม่ได้โง่นะ!"

สามารถรอดชีวิตจากการเผชิญกับมหาหายนะมาได้หลายต่อหลายครั้งจนถึงทุกวันนี้ ปรมาจารย์ปีศาจคุนเผิงย่อมไม่ใช่ไก่รองบ่อนแน่นอน

โอกาสในการบรรลุเป็นยอดคนนั้นล้ำค่าก็จริง แต่ก็ต้องมีชีวิตรอดไปเสพสุขด้วย หากถูกส่งขึ้นบัญชีแต่งตั้งเทพพยากรณ์ไปแล้ว ต่อให้มีวิธีบรรลุยอดคนอยู่ในมือก็เปล่าประโยชน์

คราวก่อนวารีแย่งชิงกระบี่สังหารอสูรไปจากมือเขา ก็นับว่าเป็นหนี้กรรมต่อกัน การเดินทางไปเกาะเต่ามังกรทองในครั้งนี้ อาจจะมีโอกาสได้สืบรู้ความจริงบ้างไม่มากก็น้อย

คิดได้ดังนั้น ปรมาจารย์ปีศาจคุนเผิงก็กระโจนร่างพุ่งทะยานมุ่งหน้าไปยังเกาะเต่ามังกรทองทันที

เทพปฐมกาลที่ซ่อนตัวอยู่ในความว่างเปล่า มองดูปรมาจารย์ปีศาจคุนเผิงที่กำลังมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม

ความเคลื่อนไหวของก่วงเฉิงจื่อและพรรคพวกที่เมืองซีฉี เขาย่อมรับรู้ได้ดี แต่เขาเองก็จนปัญญาที่จะทำอะไรได้

ถึงอย่างไรเขาก็เป็นถึงยอดคนผู้บรรลุมรรคแห่งวิถีสวรรค์ เทพปฐมกาลย่อมต้องรักษาหน้าตาของตัวเองบ้าง จะให้เขายื่นมือเข้าไปจัดการกับพวกตัวเล็กตัวน้อยด้วยตัวเองทุกเรื่องก็คงไม่ได้

โอกาสในการบรรลุเป็นยอดคนนั้นเป็นสุดยอดเหยื่อล่อชั้นดี ย่อมไม่มีใครหน้าไหนสามารถต้านทานความเย้ายวนของมันได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับบุคคลที่เป็นหนึ่งในสามพันอาคันตุกะแห่งวังเมฆาม่วงอย่างปรมาจารย์ปีศาจคุนเผิงด้วยแล้ว

หากมีคุนเผิงเดินทางไปช่วยเหลือที่เมืองซีฉี ก่วงเฉิงจื่อและคนอื่นๆ ก็ย่อมปลอดภัยไร้กังวล!

เมื่อคิดได้เช่นนั้น เทพปฐมกาลก็เบนสายตามองไปยังดินแดนทางตอนเหนือสุด

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 240 - ข้าคุนเผิงไม่ได้โง่นะ

คัดลอกลิงก์แล้ว