เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 200 - นาจาถูกตีกลับคืนร่างเดิม

บทที่ 200 - นาจาถูกตีกลับคืนร่างเดิม

บทที่ 200 - นาจาถูกตีกลับคืนร่างเดิม


บทที่ 200 - นาจาถูกตีกลับคืนร่างเดิม

✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿

"เฮ้อ ในที่สุดก็ถึงซีฉีเสียที" หยวนหงมองดูกำแพงเมืองอยู่ไกลๆ ใบหน้าเต็มไปด้วยความยินดี

หยางเจี้ยนที่อยู่ในตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ นัยน์ตาก็มีประกายสว่างวาบพาดผ่านเช่นกัน

การผลัดเปลี่ยนราชวงศ์ การสับเปลี่ยนกษัตริย์มนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นราชวงศ์ซางหรือซีโจว สำหรับเขาแล้วไม่ได้สำคัญอะไรเลย

เพียงแต่โชคชะตาบารมีของเผ่ามนุษย์ จะปล่อยให้ผู้อื่นมาขโมยไปไม่ได้เด็ดขาด

เพราะมหาหายนะ เขาจึงไม่ได้รู้สึกดีกับลัทธิลิขิตสวรรค์สักเท่าไหร่ พลอยทำให้รู้สึกแย่กับซีฉีไปด้วย

"ศิษย์พี่ ตอนนี้พวกเราจะเอายังไงดี บุกตีเมืองเลยดีไหม" หยวนหงกวาดตามองกำแพงเมืองสูงตระหง่านอยู่ไกลๆ แล้วรีบถามด้วยความร้อนรน

หยางเจี้ยนที่ขี่ม้าอยู่ มองดูขอบฟ้าที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อ แล้วตอบด้วยเสียงเรียบเฉย "เร่งเดินทางมาหลายวัน เหล่าทหารย่อมเหนื่อยล้า พักผ่อนสักวันก่อน พรุ่งนี้ค่อยบุกโจมตี"

พูดจบหยางเจี้ยนก็ไม่ได้สนใจหยวนหงอีก เขาหันไปสั่งเติ้งจิ่วกงว่า "เรื่องการตั้งค่าย คงต้องรบกวนท่านแม่ทัพเฒ่าแล้วล่ะ"

"รับคำสั่ง" เติ้งจิ่วกงประสานมือคารวะ ก่อนจะหันหลังไปสั่งการต่อ

และในเวลานี้ ภายในเมืองซีฉีที่อยู่ห่างออกไปสิบลี้ เจียงจื่อหยานำเหล่าทหารขึ้นไปบนกำแพงเมือง

เมื่อเห็นกองทัพอันมืดฟ้ามัวดินอยู่นอกเมือง เหล่าขุนพลซีฉีที่ตามมาก็เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง

กองทัพเบื้องหน้าแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจน แม้จะกำลังตั้งค่ายพักแรม ก็ยังมีทหารคอยยืนคุ้มกันอยู่รอบด้าน ถืออาวุธยืนตัวตรงอย่างเป็นระเบียบ

ขบวนทัพดูน่าเกรงขาม แฝงไปด้วยรังสีอำมหิต เห็นได้ชัดว่าเป็นกองทัพที่ผ่านศึกมาอย่างโชกโชน

ในบรรดาสี่เจ้าแคว้นใหญ่ ซีป๋อโหวแข็งแกร่งที่สุด กองทัพที่ตี้ซินส่งมาในครั้งนี้ย่อมต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน

เจียงจื่อหยาเองก็มองเห็นความแข็งแกร่งของกองทัพนอกเมือง แต่เขากลับไม่ได้ใส่ใจนัก

การสู้รบของกองทัพนั้นสำคัญก็จริง แต่การต่อสู้ของผู้ฝึกตนก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน

แม้ผู้ฝึกตนจะไม่สามารถลงมือกับเผ่ามนุษย์ได้โดยพลการ แต่อิทธิพลจากพลังบารมีและแรงกดดันของผู้ฝึกตน ก็สามารถส่งผลกระทบต่อพวกมนุษย์ธรรมดาได้อย่างง่ายดาย

เมื่อพลังบารมีพังทลาย ขวัญกำลังใจทหารก็แตกซ่าน มนุษย์ธรรมดาก็คือมนุษย์ธรรมอยู่วันยังค่ำ

มีทั้งสำนักคอยหนุนหลังอยู่ เจียงจื่อหยายังคงมีความมั่นใจอย่างเปี่ยมล้น

"ท่านอัครมหาเสนาบดี จะให้ออกไปตั้งรับนอกเมืองไหมขอรับ" นาจาเดินไปชะโงกดูที่ขอบกำแพงสองสามครั้ง แล้วหันกลับมามองเจียงจื่อหยา

ทหารด้านนอกมีจำนวนมหาศาล แต่เขาไม่ได้เห็นอยู่ในสายตาเลยสักนิด

ในฐานะทัพหน้าแห่งซีโจว เขาย่อมต้องเปิดฉากการต่อสู้ครั้งแรก และคนแรกที่ต้องออกรบก็ต้องเป็นเขาอย่างแน่นอน

เมื่อสบตากับสายตาอันร้อนแรงของนาจา เจียงจื่อหยาก็ลูบเครา ยิ้มพลางกล่าวว่า "นาจา ฟ้ามืดแล้ว ไม่เหมาะแก่การรบ พรุ่งนี้เจ้าจะเป็นคนแรกที่ออกไปท้าประลอง"

ซีฉีเพิ่งจะชูธงคุณธรรม นาจาก็เป็นคนแรกที่เดินทางมาหา เจียงจื่อหยาย่อมต้องชื่นชอบหลานศิษย์ผู้นี้เป็นอย่างมาก

อีกทั้งฝีมือที่นาจาแสดงให้เห็นก่อนหน้านี้ ก็ทำให้เจียงจื่อหยารู้สึกพึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง

ฝีมือของหลานศิษย์เหนือกว่าเขามากนัก มีหลานศิษย์คอยช่วยเหลือ จะไปกลัวอะไรกับราชวงศ์ซาง

เมื่อได้ยินว่าพรุ่งนี้เช้าจะได้ออกรบเป็นคนแรก นาจาก็ดีใจจนเนื้อเต้น พยักหน้าตกลงในทันที

เจียงจื่อหยาละสายตา หันไปถามคนด้านหลัง "สืบรู้ประวัติของแม่ทัพฝ่ายศัตรูมาหรือยัง"

ทหารนายหนึ่งที่ยืนคอยอยู่อย่างนอบน้อม ประสานมือคารวะ แล้วตอบกลับด้วยความเคารพว่า "แม่ทัพใหญ่ผู้คุมทัพคือหยางเจี้ยน เป็นผู้ฝึกตนที่ตี้ซินทรงโปรดปราน มีหยวนหงผู้เป็นศิษย์น้องติดตามมาด้วย และยังมีกองกำลังของเติ้งจิ่วกงแม่ทัพประจำด่านซานซานอีกด้วยขอรับ"

"เติ้งจิ่วกงผู้นั้นพวกเราเคยได้ยินชื่อเสียงมาบ้าง แต่หยางเจี้ยนกับหยวนหงนี่เป็นใครกัน" หนานกงซื่อที่อยู่ด้านข้างมีสีหน้าสงสัย นัยน์ตาแฝงความอยากรู้อยากเห็น

ผู้ฝึกตนคนหนึ่งกลับได้เป็นถึงแม่ทัพใหญ่ ช่างน่าแปลกประหลาดยิ่งนัก

เขาเป็นแม่ทัพโดยสายเลือด รู้ดีว่าผู้ฝึกตนมักจะมีวิชาอาคมแปลกประหลาด แต่การคุมทัพมันไม่เหมือนกับการบำเพ็ญเพียรหรอกนะ

ผู้คนรอบด้านมองหน้ากัน นัยน์ตาก็ฉายแววสงสัยเช่นกัน สำหรับหยางเจี้ยน พวกเขารู้แค่ว่าเป็นผู้ฝึกตนที่ตี้ซินทรงโปรดปราน ส่วนเรื่องอื่นๆ นั้นแทบจะไม่รู้เลย

เจียงจื่อหยาลูบเครา เขาเองก็ไม่รู้เบื้องลึกเบื้องหลังของคนผู้นี้เช่นกัน

"จะหยางเจี้ยนหรืออู๋เจี้ยนก็ช่างเถอะ พรุ่งนี้รอข้าแทงมันให้เป็นรูสักสองสามรู มันก็จะได้รู้ซึ้งถึงความร้ายกาจของกองทัพซีโจวของพวกเราแล้ว" นาจาสะบัดทวนอัคคีในมือ วาดเป็นวงแหวนไฟกลางอากาศ ไม่ได้เห็นอีกฝ่ายอยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อย

เมื่อได้ฟังคำพูดของนาจา หนานกงซื่อและขุนพลอีกหลายคนก็มีรอยยิ้มปรากฏบนใบหน้า และพยักหน้าเห็นด้วย

นาจามาอยู่ที่ซีฉีได้สักพักแล้ว พวกเขาทุกคนต่างก็รู้ดีว่าอีกฝ่ายเป็นศิษย์วังอวี้ซวีแห่งเขาคุนหลุน เป็นถึงศิษย์ของยอดคนผู้บรรลุมรรคแห่งสวรรค์ มีพลังตบะลึกล้ำ

หลี่จิ้งที่ยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชน เมื่อเห็นภาพตรงหน้า ในใจก็พลอยยินดีไปด้วย

แม้จะถูกกำหนดไว้แล้วว่าหลังผ่านพ้นมหาหายนะจะต้องขึ้นไปเป็นเซียนบนศาลสวรรค์ แต่ตอนนี้ก็ยังต้องอาศัยอยู่ที่ซีฉีอีกนาน การที่ได้รับความสำคัญถึงเพียงนี้ ย่อมต้องรู้สึกดีใจเป็นธรรมดา

มีลูกชายเช่นนี้ ช่างโชคดีเสียนี่กระไร

จากนั้นผู้คนบนกำแพงเมืองก็รั้งอยู่ต่ออีกครู่หนึ่ง ก่อนจะแยกย้ายกันไป เตรียมตัวรับมือกับศึกใหญ่ในวันพรุ่งนี้

ระหว่างทางกลับ นาจามองไปทางภูเขาฉีซาน แล้วกระซิบถามเจียงจื่อหยาที่อยู่ด้านข้างว่า "ท่านอา เมื่อวานมีใครขึ้นบัญชีหรือขอรับ"

ตอนที่มาถึงซีฉี เขารู้มาว่าบัญชีแต่งตั้งเทพพยากรณ์เพิ่งจะถูกแขวนขึ้นได้ไม่นาน สำหรับคนแรกที่ได้ขึ้นบัญชี เขาจึงรู้สึกอยากรู้อยากเห็นเป็นธรรมดา

เมื่อเจียงจื่อหยาได้ยินเช่นนั้น กลับส่ายหน้าเบาๆ "ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกัน บัญชีแต่งตั้งเทพพยากรณ์นั้นลึกลับเกินไป ตอนนี้ก็ยังมีหมอกควันปกคลุมอยู่ เลยไม่รู้ว่าเป็นดวงวิญญาณของผู้ใด"

นาจาชะงักไป แววตาฉายความประหลาดใจ

เขาพอจะระแคะระคายมาบ้างว่า บัญชีแต่งตั้งเทพพยากรณ์นั้นอยู่ในการดูแลของท่านอาเจียง ไม่คิดเลยว่าอีกฝ่ายก็ไม่รู้เหมือนกัน

ด้วยความสัมพันธ์ของพวกเขาทั้งสอง คาดว่าเจียงจื่อหยาคงไม่โกหกเขา นาจาจึงไม่ได้ถามอะไรต่อ

เช้าวันรุ่งขึ้น

ท้องฟ้าเพิ่งจะสาง ภายในค่ายทหารก็มีควันไฟลอยคลุ้งขึ้นมาแล้ว

ภายในกระโจมหลังใหญ่ที่สุดตรงกลาง หยางเจี้ยน หยวนหง และคนอื่นๆ อยู่กันพร้อมหน้า กำลังหารือเรื่องการบุกตีเมือง

จู่ๆ ทหารยามหน้ากระโจมก็เข้ามารายงาน

"เข้ามา" หยางเจี้ยนขมวดคิ้ว นัยน์ตาแฝงความสงสัย

ทหารยังทำอาหารกันอยู่เลย ซีฉีไม่น่าจะบุกโจมตีแต่เช้าตรู่ขนาดนี้ เติ้งจิ่วกงและคนอื่นๆ ในกระโจมก็สงสัยเช่นกัน

เมื่อเห็นทหารวิ่งเข้ามา หยวนหงก็รีบถาม "หรือว่าเจียงจื่อหยาจะมาท้าประลองแล้ว"

เขาจะกินข้าวหรือไม่กินก็ไม่สำคัญ การได้สู้รบโดยเร็วที่สุดต่างหากคือเรื่องใหญ่

บัดนี้เจียงจื่อหยาเป็นถึงอัครมหาเสนาบดีแห่งซีโจว ซ้ำยังเป็นศิษย์ของยอดคนแห่งวังอวี้ซวี หยวนหงและคนอื่นๆ ย่อมรู้ดี

มหาหายนะแต่งตั้งเทพพยากรณ์อุบัติขึ้นแล้ว บุคคลระดับนี้แหละที่สมควรขึ้นบัญชีแต่งตั้งเทพพยากรณ์

"เรียนท่านแม่ทัพ ซีฉียังไม่มีความเคลื่อนไหวขอรับ แต่มีนักพรตสองสามคนมาเยือนที่หน้าค่าย พวกเขาบอกว่าเป็นสหายของท่านแม่ทัพ ตั้งใจมาช่วยเหลือพวกเราทำศึกขอรับ" ทหารที่คุกเข่าข้างหนึ่งอยู่บนพื้นรีบตอบเสียงดัง

เมื่อหลายคนในกระโจมได้ยินดังนั้น ก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย

พวกเขาเพิ่งจะมาถึงซีฉีเมื่อคืน เช้าวันนี้ก็มีผู้ฝึกตนมาขอช่วยรบแล้ว ความเร็วนี้มันจะรวดเร็วเกินไปหน่อยกระมัง

หยางเจี้ยนโบกมือให้ทหารล่าถอยไป แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงยินดีว่า "ไป ไปดูกันว่าสหายนักพรตจากยอดเขาศักดิ์สิทธิ์แห่งใดมาเยือน"

เขาลงจากเขามาได้สักพักแล้ว ถ้าไม่ได้อยู่ที่ปากแม่น้ำก้วนเจียงก็อยู่ที่เมืองเฉาเกอ สหายนักพรตที่รู้จักก็คงมีแต่ศิษย์ร่วมสำนักจากเกาะเต่ามังกรทองเท่านั้นแหละ

หยวนหงลุกขึ้นยืนนานแล้ว เขาเดินออกไปอย่างใจร้อน

พอเดินออกจากกระโจม ก็มองเห็นเงาร่างหกสายยืนอยู่หน้าค่ายแต่ไกล

หยางเจี้ยนและหยวนหงชะงักไป ก่อนจะยิ้มกว้างด้วยความดีใจ ผู้มาเยือนก็คือหกประหลาดแห่งเขาเหมยซาน พี่น้องร่วมสาบานของหยวนหงนั่นเอง ในอดีตหยางเจี้ยนเคยไปเยือนเขาเหมยซาน ย่อมต้องรู้จักพวกเขา

"พี่ใหญ่ สหายนักพรตหยางเจี้ยน"

จินต้าเซิงและคนอื่นๆ ที่ยืนอยู่นอกค่ายก็มองเห็นหยางเจี้ยนเช่นกัน จึงรีบเดินเข้ามาทักทายอย่างอบอุ่น

"ฮ่าฮ่า พวกเจ้ามาได้ถูกเวลาจริงๆ" หยวนหงหัวเราะร่วน แววตาเต็มไปด้วยความตื่นเต้น

แม้พวกเขาจะมีความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยมในการปราบปรามซีฉี แต่การที่พี่น้องรีบรุดมาช่วยตั้งแต่เนิ่นๆ ย่อมทำให้เขารู้สึกดีใจเป็นอย่างมาก

หยางเจี้ยนแนะนำให้ทุกคนรู้จักกัน จากนั้นทุกคนก็เดินกลับเข้าไปในกระโจม

การเคลื่อนทัพของซีฉีเร็วกว่าที่หยางเจี้ยนคิดไว้มาก กองทัพของเขาเพิ่งจะทานมื้อเช้าเสร็จ ประตูเมืองซีฉีที่อยู่ไกลออกไปก็เปิดกว้าง ฝุ่นควันลอยคลุ้ง กองทัพทหารกำลังควบม้าพุ่งทะยานเข้ามาอย่างรวดเร็ว

การที่อีกฝ่ายไม่อาศัยกำแพงเมืองเป็นเกราะป้องกัน ทำให้หยางเจี้ยนรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย ดูเหมือนซีฉีจะมั่นใจมากทีเดียว

ไม่ต้องรอให้หยางเจี้ยนสั่ง เติ้งจิ่วกงก็จัดเตรียมกองทัพเรียบร้อยแล้ว กองทัพทั้งสามทัพเดินหน้าเข้าประจัญหน้ากับกองทัพซีฉีอย่างเป็นระเบียบ

"ท่านอัครมหาเสนาบดี ข้าไปล่ะนะ" นาจาที่ยืนอยู่ข้างเจียงจื่อหยา กวาดสายตามองกระบวนทัพฝ่ายตรงข้าม แววตาฉายความตื่นเต้น

ต้องเอาฤกษ์เอาชัย

เขาต้องเปิดฉากการต่อสู้ครั้งแรกให้สวยงาม

เจียงจื่อหยาพยักหน้า แต่ก็ยังกระซิบเตือนไปประโยคหนึ่ง "หลานศิษย์ระวังตัวด้วยนะ"

กองทัพราชวงศ์ซางเพิ่งมาถึง ศึกแรกนี้สำคัญมาก

แม้เขาจะรู้ว่านาจามีพลังตบะแข็งแกร่ง แต่สำหรับหยางเจี้ยนและหยวนหง ทุกคนกลับรู้เรื่องของพวกเขาน้อยมาก พวกเขาไม่รู้เลยว่าฝ่ายตรงข้ามยังมีผู้มีฝีมือซ่อนอยู่อีกหรือไม่

แผ่นดินยุคบรรพกาลกว้างใหญ่ไพศาล ได้ยินมาว่าในราชวงศ์ซางมีศิษย์ลัทธิท้าลิขิตอยู่ไม่น้อย เจียงจื่อหยาย่อมไม่ต้องการให้เกิดเรื่องผิดพลาดในศึกแรก

"ท่านอาวางใจเถิด มีข้าอยู่ ทุกอย่างจะเรียบร้อยเอง" นาจาหันกลับมาโบกมือให้เจียงจื่อหยา ใบหน้าเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ

ตอนเด็กๆ เขาก็สามารถตีอ๋าวปิ่งจนตายได้ แม้จะเสียห่วงเฉียนคุนไปเพราะหลัวเซวียน แต่ตอนนี้ระดับพลังของเขาไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว ซ้ำยังได้รับของวิเศษจากอาจารย์มาอีกมากมาย ไม่ใช่นาจาคนเดิมอีกต่อไป

พวกไร้ชื่อเสียงไม่กี่คน เขาต้องจัดการได้อย่างง่ายดายแน่นอน

นาจากระโดดลอยตัวขึ้นไป เหยียบกงล้อลมกรด มือถือทวนอัคคี ร่ายรำอยู่กลางอากาศ ผ้าแพรคลุมสวรรค์ที่พันรอบตัวปลิวไสวไปตามสายลม ดูสง่างามน่าเกรงขาม

เหล่าทหารแห่งซีโจวเห็นดังนั้น ต่างก็เบิกตากว้างด้วยความทึ่ง เอ่ยปากชื่นชมไม่ขาดปาก

แม้แต่เจียงจื่อหยาที่ยืนอยู่บนรถม้า ก็ยังพยักหน้าเบาๆ อุปกรณ์ตกแต่งตัวของหลานศิษย์ผู้นี้ ช่างดูโดดเด่นสะดุดตาเสียเหลือเกิน

"ข้าคือนาจา ไอ้หยางเจี้ยนหน้าไหน รีบโผล่หัวออกมารับความตายเดี๋ยวนี้" นาจาที่บินอยู่กลางอากาศ ชี้ทวนอัคคีในมือออกไป เสียงตะโกนดังกึกก้อง

หยางเจี้ยนที่ขี่ม้าอยู่ ปรายตามองระดับพลังของนาจา แล้วก็ไม่ได้คิดที่จะออกไปรับคำท้าเลย

"เด็กเมื่อวานซืนมาจากไหนกัน ศิษย์พี่ ข้าจะออกไปกำจัดมันเอง" เมื่อเห็นท่าทีโอหังของนาจากลางอากาศ หยวนหงก็โกรธจัด

ไอ้คนที่เพิ่งจะบรรลุขั้นไท่อี้เซียนทองคำ กลับกล้ามาท้าประลองกับศิษย์พี่ ช่างอวดดีเกินไปแล้ว

"พี่ใหญ่ เด็กอมมือพรรค์นี้ ไม่เห็นต้องให้พวกท่านออกโรงเลย ให้พวกข้าจัดการเองเถอะ" จูจื่อเจินที่อยู่ด้านข้างได้ยินดังนั้น ก็รีบเอ่ยปากเสนอตัว

ใครจะไปรู้ว่าพอพูดจบ ก็มีเงาร่างสายหนึ่งพุ่งออกไปจากด้านข้างแล้ว

"พี่รอง ท่านขี้โกงนี่นา" เมื่อเห็นจินต้าเซิงที่ไว้หนวดเครารุงรัง ถือดาบสามแฉกพุ่งออกไป จูจื่อเจินก็มีสีหน้าหงุดหงิด

ไต้หลี่และพี่น้องคนอื่นๆ ที่เหลือต่างก็บ่นอุบ โอดครวญว่าอีกฝ่ายเร็วกว่า ไม่ยอมอ่อนข้อให้น้องๆ เลย

จินต้าเซิงที่ก้าวเดินออกไปอย่างองอาจ หันมายิ้มแหยๆ ให้พวกพ้อง ก่อนจะตะโกนเสียงดังว่า "ไอ้หนูเอ็งช่างอวดดีนัก คอยดูข้าส่งเอ็งขึ้นบัญชีแต่งตั้งเทพพยากรณ์เถอะ"

พูดจบ เขาก็ถือดาบสามแฉกพุ่งเข้ามาฟันทันที

เมื่อเห็นคนที่ออกมาไม่ใช่หยางเจี้ยนหรือหยวนหง นาจาก็ขมวดคิ้ว แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร

เขาแค่นเสียงเย็นชา ยืนอยู่บนกงล้อลมกรดโดยไม่ได้พุ่งเข้าไปปะทะ แต่ผ้าแพรคลุมสวรรค์ที่พันอยู่บนไหล่กลับส่งเสียงฟุ่บ กลายเป็นแสงสีรุ้งพุ่งไปรัดร่างจินต้าเซิงเอาไว้

ปลาซิวปลาสร้อยพรรค์นี้ แค่ใช้มือเปล่าจับก็ดูสง่างามพอแล้ว

ของวิเศษติดตัวมีมากมาย แต่ผ้าแพรคลุมสวรรค์ผืนนี้ก็ยังคงร้ายกาจที่สุด และเป็นสิ่งที่เขาโปรดปรานที่สุด

หลังจากขว้างผ้าแพรคลุมสวรรค์ออกไป นาจาก็เพียงแค่มองหยางเจี้ยนเบื้องล่างด้วยท่าทีเย่อหยิ่ง

ใครจะไปรู้ว่าตรงหน้าจะปรากฏแสงสีแดงวาบ ผู้มาเยือนหลบผ้าแพรคลุมสวรรค์แล้วพุ่งตรงมาแทงเขา นาจาตกใจวูบ

หลบของวิเศษของเขาได้อย่างง่ายดาย คนตรงหน้าฝีมือไม่ธรรมดา เขาจึงรีบยกทวนอัคคีขึ้นรับการโจมตี

เสียงปะทะดังสนั่น นาจาถูกกระแทกถอยหลังไปไกล แววตาแฝงความประหลาดใจ

แต่เขาก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร พลิกมือหยิบอิฐทองคำก้อนหนึ่งออกมา แล้วปาใส่จินต้าเซิงที่ไล่ตามมาทันที

ผ้าแพรคลุมสวรรค์ที่เพิ่งถูกหลบพ้นไป ก็ม้วนตัวกลับกลางอากาศ พุ่งเข้ามาหมายจะรัดร่างจินต้าเซิงอีกครั้ง

การหลบหลีกและการปะทะเมื่อครู่ ทำให้จินต้าเซิงมองออกถึงฝีมือของนาจาแล้ว

แม้พลังตบะจะใช้ได้ แต่ก็ยังห่างชั้นกับเขามากนัก ที่พึ่งพาก็มีแค่ของวิเศษไม่กี่ชิ้นนั่นแหละ

"ของวิเศษดีๆ ตั้งหลายชิ้น เอาไปแบ่งพี่น้องพอดีเลย" นัยน์ตาของจินต้าเซิงทอประกายเย็นเยียบ เขาอ้าปากพ่นไฟก้อนใหญ่ลูกโชนออกมา

พริบตาเดียว ท้องฟ้าก็สว่างไสวไปด้วยแสงสีแดง เปลวเพลิงพุ่งกระจายไปทั่ว ท้องนภาถูกย้อมจนกลายเป็นสีแดงเพลิง

นาจาตกใจ แต่ก็ไม่ได้สนใจอะไร เขาใช้ทวนอัคคีในมือแทงออกไป พลันปรากฏสายไฟขนาดใหญ่พุ่งออกจากปลายทวน เข้าปะทะกับเปลวเพลิงนั้น

เปลวเพลิงทั้งสองสายพุ่งเข้าชนกัน แล้วม้วนตัวทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ก่อนจะม้วนกลับลงมา ท้องฟ้าเบื้องบนลุกเป็นไฟไปทั่ว

เหล่าทหารเบื้องล่างที่เพิ่งเคยเห็นการประลองเวทของผู้ฝึกตนเป็นครั้งแรก ต่างก็ตกตะลึงกับภาพตรงหน้า อ้าปากค้าง จ้องมองท้องฟ้าด้วยความตกตะลึง

นาจายืนอยู่ท่ามกลางเปลวเพลิงด้วยสีหน้าเย่อหยิ่ง ทว่าจู่ๆ หัวใจก็กระตุกวูบ ยังไม่ทันได้ตรวจสอบให้แน่ชัด ก็เห็นก้อนไฟขนาดเท่าปากชามพุ่งตรงเข้ามาหาจากท่ามกลางแสงไฟอันร้อนระอุ

"แย่แล้ว" นาจาทำได้เพียงร้องอุทานว่าไม่ดี ก่อนจะถูกก้อนไฟนั้นพุ่งชนเข้าที่หน้าอกอย่างจัง

เสียงร้องโหยหวนดังขึ้น นาจาร่วงหล่นลงมาจากเปลวไฟอันร้อนแรง

ผ้าแพรคลุมสวรรค์ที่พุ่งเข้าไปรัดจินต้าเซิงอยู่ไกลๆ ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบบินกลับมา

เมื่อเห็นการโจมตีจากพลังต้นกำเนิดของตนเข้าเป้า จินต้าเซิงก็ดีใจสุดขีด เขาขว้างดาบสามแฉกในมือออกไป แสงสีขาวสว่างวาบ ร่างของนาจาที่กำลังร่วงหล่นอยู่ไกลๆ ขาดสะบั้นแยกส่วนในพริบตา ผ้าแพรคลุมสวรรค์นั้นกลับมาช่วยเหลือไม่ทันเสียแล้ว

ร่างของนาจาที่ถูกแยกออกเป็นสองส่วน ร่วงหล่นลงสู่เบื้องล่าง

จินต้าเซิงไม่ได้หยุดมือเพียงแค่นั้น เขาอ้าปากพ่นไฟออกมาอีกครั้ง เปลวเพลิงอันร้อนแรงพัดม้วนเข้าไป กลืนกินร่างทั้งสองท่อนของนาจาจนมิด

ฟ้าดินกว้างใหญ่ วิชาอาคมแปลกประหลาดมีมากมายนับไม่ถ้วน ต้องทำเช่นนี้ถึงจะสังหารอีกฝ่ายให้ตายสนิทได้

ทหารเบื้องล่างต่างยืนอึ้งกันหมด ไม่เว้นแม้แต่ทหารราชวงศ์ซางหรือขุนพลแห่งซีฉี

พวกเขาเห็นเพียงแค่คนสองคนพุ่งออกไป จากนั้นท้องฟ้าก็เต็มไปด้วยเปลวไฟ ตามมาด้วยเสียงร้องโหยหวนของนาจา ก่อนที่ร่างของเขาจะถูกเปลวไฟกลืนกิน

นาจาที่เมื่อครู่ยังเก่งกาจไม่เห็นใครในสายตา กลับพ่ายแพ้ไปดื้อๆ แบบนี้หรือ

"นาจา" หลี่จิ้งร้องตะโกนเสียงหลง กำลังจะพุ่งตัวออกไป แต่พอเห็นจินต้าเซิงยืนอย่างองอาจอยู่กลางอากาศไกลๆ เขาก็หยุดชะงัก

แม้เขาจะได้เจดีย์หลิงหลงมาครอบครอง แต่เขารู้ดีว่านาจาเก่งกาจเพียงใด เพียงไม่กี่กระบวนท่าก็ถูกอีกฝ่ายสังหารแล้ว หากเขาออกไปก็มีแต่ไปส่งเสบียงให้ศัตรูเท่านั้น

เสียงร้องของหลี่จิ้ง ทำให้ทุกคนที่กำลังยืนอึ้งอยู่ได้สติกลับมา

เจียงจื่อหยาที่ยืนอยู่บนรถม้า ตัวเอียงวูบ แทบจะล้มคะมำลงมา

เมื่อกี้ยังเห็นนาจาเปิดตัวได้อย่างสง่างาม ไม่นึกเลยว่าเพียงไม่กี่อึดใจ จะถูกอีกฝ่ายฟันตายคาทีเสียแล้ว

หนานกงซื่อและคนอื่นๆ ที่ตามออกมา ต่างก็หน้าซีดเผือด

ฝีมือของนาจา พวกเขาล้วนเคยเห็นประจักษ์มาแล้ว ไม่คิดเลยว่าจะต้านทานอีกฝ่ายไม่ได้แม้แต่ไม่กี่กระบวนท่า

นี่คือศึกแรกระหว่างซีฉีกับราชวงศ์ซาง ผลลัพธ์เช่นนี้ย่อมสร้างความบอบช้ำให้กับขวัญกำลังใจของทหารซีฉีอย่างหนักหน่วงแน่

ที่สำคัญคือนาจาตายแล้ว ใครจะไปหยุดนักพรตผู้นี้ได้ล่ะ

ยิ่งไปกว่านั้น แม่ทัพอย่างหยางเจี้ยนและหยวนหงก็ยังไม่ได้ออกโรงเลย แบบนี้จะทำอย่างไรดี

ไต้หลี่และคนอื่นๆ ที่อยู่ไกลออกไป ย่อมต้องระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างสะใจ สำหรับผลลัพธ์เช่นนี้ พวกเขาไม่ได้รู้สึกประหลาดใจเลยแม้แต่น้อย

วารีที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืด มองดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย

เทพปฐมกาลคิดจะทำอะไรกันแน่

ที่นี่คือซีฉี แถมหรานเติงก็เพิ่งจะขึ้นบัญชีแต่งตั้งเทพพยากรณ์ไป ตามหลักแล้ว เทพปฐมกาลน่าจะกำลังจับตามองการต่อสู้นอกเมืองซีฉีอยู่สิ

ฝีมือของหยางเจี้ยนกับหยวนหง เทพปฐมกาลรู้ดีที่สุด ถึงแม้ตัวเองจะไม่มา อย่างน้อยก็น่าจะส่งสิบสองเซียนทองคำมาช่วยรบสิ

เขายังคิดจะฉวยโอกาสนี้ เปิดฉากสงครามครั้งสุดท้ายไปเลย ไม่นึกเลยว่าลัทธิลิขิตสวรรค์จะไม่มีใครโผล่มาสักคน ปล่อยให้นาจาตายไปเฉยๆ แบบนี้ วารีรู้สึกงุนงงเป็นอย่างมาก

เปลวเพลิงกลางอากาศที่ยังไม่ดับมอด ไม่อาจบดบังสายตาของเขาได้หรอก

นาจาไม่ใช่แค่ตาย แต่ร่างกายก็กำลังถูกเผาไหม้จนละลาย เปลวเพลิงที่จินต้าเซิงพ่นออกมาไม่ใช่ของธรรมดาเลย

แปลกประหลาด แปลกประหลาดจริงๆ

ลัทธิลิขิตสวรรค์อุตส่าห์ลงแรงรับศิษย์มากมายเพื่อรับมือกับมหาหายนะ เป็นไปไม่ได้หรอกที่จะยอมแพ้ไปง่ายๆ แบบนี้

เปลวเพลิงค่อยๆ ดับลง ภาพกลางอากาศก็ปรากฏแก่สายตาทุกคน

นาจาที่เมื่อครู่ยังมีชีวิตชีวา หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย เหลือเพียงของวิเศษไม่กี่ชิ้นลอยนิ่งอยู่กลางอากาศ เป็นพยานว่าเจ้าของได้ตกตายลง ณ ที่แห่งนี้แล้ว

เพียงแต่ท่ามกลางของวิเศษเหล่านั้น มีลูกปัดเม็ดหนึ่งเปล่งแสงเรืองรอง แผ่ซ่านประกายแสงอันลึกลับออกมา

"เอ๊ะ ไม่นึกเลยว่าจะเป็นไข่มุกวิญญาณบรรลุธรรม ช่างโชคดีอะไรเช่นนี้" จินต้าเซิงย่อมมองออกถึงที่มาของไข่มุกวิญญาณนั้น นัยน์ตาของเขาเต็มไปด้วยความยินดี

เขากระโดดพุ่งตัวออกไป ยื่นมือออกไปไขว่คว้าของวิเศษที่ลอยอยู่กลางอากาศ

ใครจะไปรู้ว่าเบื้องล่างจะปรากฏแสงสีทองสว่างวาบ เจดีย์หลิงหลงยอดหนึ่งพุ่งเข้ามาโจมตีเขา หลี่จิ้งนั่นเองที่ลงมือ

นาจาตายไปแล้ว ของวิเศษเหล่านี้จะปล่อยให้ตกไปอยู่ในมือฝ่ายตรงข้ามไม่ได้เด็ดขาด

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 200 - นาจาถูกตีกลับคืนร่างเดิม

คัดลอกลิงก์แล้ว