- หน้าแรก
- นายทวารท้าลิขิต ระบบคัดกรองศิษย์ขออภัยสำนักนี้ไม่ต้อนรับคนบาป
- บทที่ 150 - พลังแห่งวิถีสวรรค์
บทที่ 150 - พลังแห่งวิถีสวรรค์
บทที่ 150 - พลังแห่งวิถีสวรรค์
บทที่ 150 - พลังแห่งวิถีสวรรค์
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
วารียืนนิ่งอยู่กลางห้วงอวกาศอันมืดมิด ทอดสายตามองตรงไปเบื้องหน้า
ห้วงแห่งความโกลาหลที่กำลังเดือดพล่านอยู่ตรงหน้า แต่กลับมีกำแพงที่มองไม่เห็นขวางกั้นอยู่
เมื่อครู่นี้เขาพยายามลองดูหลายวิธีแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถออกจากโลกยุคบรรพกาลได้อยู่ดี
ที่บริเวณชายแดนของโลกยุคบรรพกาล ราวกับมีพลังที่มองไม่เห็นบางอย่างคอยสกัดกั้นเอาไว้
ก่อนหน้านี้เขาคิดว่าตัวเองเปลี่ยนแปลงหลายสิ่งหลายอย่างไปตั้งมากมาย ทำไมท่านผู้นั้นในวังเมฆาม่วงถึงไม่ยอมเคลื่อนไหวตอบโต้เลย ที่แท้อีกฝ่ายก็แอบวางค่ายกลเตรียมพร้อมไว้ตั้งแต่แรกแล้ว
เรื่องนี้เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่กัน
หรือว่าตั้งแต่ตอนที่เขากำลังควบแน่นกฎเกณฑ์สายแรกและพยายามจะหลอมรวม แล้วสัมผัสได้ถึงแรงต่อต้านแปลกประหลาดจากฟ้าดิน ปฐมบรรพจารย์หงจวินก็เริ่มลงมือตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว
วารีเองก็ไม่แน่ใจนัก
หากวันนี้เขาไม่ได้มาสำรวจห้วงอวกาศเพื่อหาสาเหตุของการตัดขาดสวรรค์และปฐพี เขาก็คงไม่รู้เลยว่าปฐมบรรพจารย์หงจวินได้เตรียมการไว้แล้ว
เจตนาลึกๆ ของปฐมบรรพจารย์หงจวิน หรือว่าตั้งใจจะขุนเขาให้ให้อ้วนก่อนแล้วค่อยจัดการทีเดียวอย่างนั้นหรือ
วิถีปฐพีนั้นแตกต่างจากอดีต วิถีมนุษย์เองก็มีเซวียนหยวน ปฐมบรรพจารย์หงจวินหลอมรวมกับวิถีสวรรค์ไปแล้ว เขายังจะมีไพ่ตายอะไรเหลืออยู่อีก
ก่อนที่จะหลอมรวมกับวิถีสวรรค์อย่างสมบูรณ์ ปฐมบรรพจารย์หงจวินก็คือวิถีสวรรค์ แต่วิถีสวรรค์ไม่ใชปฐมบรรพจารย์หงจวิน
ท่านผู้นั้นที่เอาแต่นั่งประจำการอยู่ในวังเมฆาม่วง ไปเอาความมั่นใจมาจากไหนถึงได้ปล่อยให้เขาเคลื่อนไหวในแผ่นดินยุคบรรพกาลได้อย่างอิสระเสรีแบบนี้
วารีพบว่าความเข้าใจที่เขามีต่อปฐมบรรพจารย์หงจวินนั้นมีน้อยเกินไปจริงๆ
นอกจากจะรู้ว่าอีกฝ่ายคือซากเทวะมารบรรพกาลที่หลอมรวมกับวิถีสวรรค์และเคยแสดงธรรมในวังเมฆาม่วงแล้ว เรื่องอื่นๆ เขาก็แทบจะไม่รู้อะไรเลย
หลังจากแสดงธรรมที่วังเมฆาม่วง ปฐมบรรพจารย์หงจวินก็แทบจะไม่ปรากฏตัวในแผ่นดินยุคบรรพกาลอีกเลย แต่กลับเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการจัดฉากมหาหายนะทั้งหมด
วารียืนนิ่งไม่ไหวติงอยู่ท่ามกลางความว่างเปล่า ปล่อยให้ความคิดต่างๆ แล่นผ่านเข้ามาในหัว
ก่อนที่จะมายังห้วงอวกาศแห่งนี้ เขามีความมั่นใจในอนาคตเป็นอย่างมาก
เพราะภายใต้การวางแผนอย่างรัดกุมของเขา แม้มหาหายนะแต่งตั้งเทพพยากรณ์จะยังคงเกิดขึ้น แต่ลัทธิท้าลิขิตก็จะไม่จบสิ้นลงเหมือนในต้นฉบับอย่างแน่นอน
ทว่าการค้นพบอย่างกะทันหันในครั้งนี้ กลับทำให้วารีเริ่มรู้สึกไม่ค่อยสบายใจนัก
ท่านผู้นั้นนั่งนิ่งอยู่ในวังเมฆาม่วง ดูเหมือนจะไม่แยแสต่อแผนการของเขาเลยแม้แต่น้อย
นั่นเป็นเพราะอีกฝ่ายมั่นใจว่าต้องชนะ หรือเป็นเพราะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้มากกว่านี้ วารีเองก็ไม่แน่ใจ
การค้นพบอย่างไม่คาดฝันนี้ สร้างแรงกดดันอันหนักอึ้งให้กับเขาอย่างไม่ต้องสงสัย
วารีทอดสายตามองลึกเข้าไปในห้วงอวกาศ ก่อนจะดึงจิตสัมผัสกลับมารวมกันที่ยมโลก
เพียงก้าวเดียว เขาก็มาปรากฏตัวอยู่ที่หกวัฏสงสาร
เทพีโฮ่วถู่ที่กำลังดูการต่อสู้ในโลกตะวันตกอย่างออกรสออกชาติ เอ่ยขึ้นโดยไม่ได้หันมามอง "หมิงเหอนี่เป็นตัวป่วนที่น่าปวดหัวจริงๆ ด้วย"
อาศัยความได้เปรียบจากทะเลโลหิต วิธีการต่อสู้ของบรรพบุรุษหมิงเหอชวนให้รู้สึกอึดอัดใจไม่น้อยเลยทีเดียว
"พระแม่โฮ่วถู่ ข้ามีเรื่องอื่นจะคุยกับท่าน" วารีปรายตามองโลกตะวันตกแวบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยปากพูด
เมื่อพบความผิดปกติในห้วงอวกาศ เดิมทีวารีตั้งใจจะไปสอบถามท่านทะลวงฟ้า แต่พอคิดถึงบทสนทนาก่อนหน้านี้ และสถานะยอดคนผู้บรรลุมรรคแห่งวิถีสวรรค์ของอีกฝ่าย วารีก็เลือกที่จะมาที่ยมโลกแทน
ไม่ใช่ว่าเขาไม่เชื่อใจท่านทะลวงฟ้า แต่เพราะวิญญาณของอีกฝ่ายฝากไว้กับวิถีสวรรค์ การจะทำอะไรจึงต้องระมัดระวังตัวมาก
เมื่อได้ยินน้ำเสียงจริงจังของวารี เทพีโฮ่วถู่ก็หันขวับมามองด้วยความประหลาดใจ
เมื่อสบกับสีหน้าเคร่งขรึมของวารี นางก็ยิ่งรู้สึกงุนงง
รู้จักวารีมาก็ไม่ใช่น้อยๆ นี่เป็นครั้งแรกที่นางได้เห็นสีหน้าแบบนี้ของเขา
"เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือ" เทพีโฮ่วถู่เดินเข้าไปใกล้พลางถามด้วยความสงสัย
วารีมองขึ้นไปยังทิศทางของห้วงแห่งความโกลาหล ตอบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา "ข้าดูเหมือนจะถูกขังอยู่ในแผ่นดินยุคบรรพกาล"
ในเมื่อเป็นยอดคนผู้บรรลุมรรคแห่งวิถีปฐพีเหมือนกัน เทพีโฮ่วถู่ย่อมเป็นคนที่เหมาะสมที่สุดที่จะขอคำปรึกษา
ยิ่งไปกว่านั้น นางยังจำแลงร่างเป็นวัฏสงสาร ถือเป็นตัวตนที่พิเศษมากในโลกยุคบรรพกาล บางทีอาจจะค้นพบอะไรที่ไม่คาดคิดก็ได้
เทพีโฮ่วถู่เบิกตากว้าง ใบหน้าฉายแววตกตะลึง
นางชะงักไปครู่หนึ่ง ร่างก็หายวับไปจากยมโลก และปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งในไม่กี่อึดใจต่อมา
"ข้าสามารถไปยังห้วงแห่งความโกลาหลได้ แต่พลังงานจากห้วงแห่งความโกลาหลที่ดูดซับมากลับถูกพลังที่มองไม่เห็นขวางกั้นไว้ ทำให้ไม่สามารถนำเข้ามาในแผ่นดินยุคบรรพกาลได้" เทพีโฮ่วถู่เล่าถึงสิ่งที่เพิ่งเจอมาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
วารีกล่าวเสียงขรึม "พลังที่มองไม่เห็นนั่นแหละ ที่ขัดขวางไม่ให้ข้าออกไปจากแผ่นดินยุคบรรพกาล"
วารีไม่คิดเลยว่ากำแพงเดียวกันนั้นจะเป็นต้นเหตุของการตัดขาดสวรรค์และปฐพี
เทพีโฮ่วถู่ตกใจ ใบหน้าฉายแววงุนงง "ฝีมือของท่านผู้นั้นหรือ"
ทั่วทั้งฟ้าดิน คนที่มีความสามารถระดับนี้ได้ ก็มีเพียงท่านผู้นั้นในวังเมฆาม่วงเท่านั้น
ก่อนหน้านี้นางได้รับรู้เรื่องการตัดขาดสวรรค์และปฐพีจากเทพีสร้างโลก เทพีโฮ่วถู่ก็พอจะเดาได้ลางๆ อยู่แล้ว
เมื่อนำมาเชื่อมโยงกับเรื่องของวารีในตอนนี้ นางก็ยิ่งมั่นใจอย่างไม่ต้องสงสัย
ปฐมบรรพจารย์หงจวินหลอมรวมกับวิถีสวรรค์ ทำไมเขาถึงต้องทำเช่นนี้ เทพีโฮ่วถู่เต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ
วารีไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่พยักหน้ารับ
สีหน้าของเทพีโฮ่วถู่ก็เริ่มจริงจังขึ้นมา นางถามเสียงเครียด "แล้วเจ้าจะทำอย่างไรต่อไป"
แม้จะไม่รู้เบื้องลึกเบื้องหลังของวารี แต่จากการกระทำที่ผ่านมา เทพีโฮ่วถู่ก็พอจะสัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง
บรรพบุรุษหมิงเหอบรรลุเป็นยอดคน นางออกจากยมโลกได้ ล้วนเป็นเพราะผลงานของวารี
แม้จะไม่เคยถามไถ่ แต่เทพีโฮ่วถู่ก็รู้ดีว่าวารีต้องมีความลับอันยิ่งใหญ่ซ่อนอยู่แน่
มาบัดนี้แม้แต่ปฐมบรรพจารย์หงจวินยังต้องลงมาวางแผนด้วยตัวเอง เกรงว่าคงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เสียแล้ว
สำหรับท่านผู้นั้นในวังเมฆาม่วง นางเองก็รู้น้อยมากเช่นกัน
ต่อให้ตอนนี้บรรลุเป็นยอดคนแล้ว นางก็เคยพบปฐมบรรพจารย์หงจวินแค่ตอนที่อยู่ในวังเมฆาม่วงเท่านั้น
เพียงแต่ในตอนนี้ เทพีโฮ่วถู่รู้สึกตะหงิดๆ ว่าอีกฝ่ายกำลังมีแผนการลี้ลับบางอย่างในแผ่นดินยุคบรรพกาล
วารีส่ายหน้า เอ่ยถามเสียงเบา "ท่านสังเกตเห็นอะไรจากพลังที่มองไม่เห็นนั่นบ้างหรือไม่"
เขารู้จักปฐมบรรพจารย์หงจวินน้อยเกินไป ในสถานการณ์เช่นนี้ ก็ทำได้เพียงเริ่มค้นหาจากจุดนี้เท่านั้น
น่าเสียดายที่ตอนอยู่ในห้วงอวกาศ เขาพยายามศึกษาอยู่นานก็ไม่ได้เบาะแสอะไรเลย
พลังนั่นไม่ใช่พลังเวทหรือกฎเกณฑ์บริสุทธิ์ แต่มันคือความเป็นไปของฟ้าดิน
เทพีโฮ่วถู่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบอย่างลังเลว่า "มันคล้ายกับพลังของวิถีสวรรค์ แต่ก็ดูเหมือนจะไม่สมบูรณ์นัก"
"ขนาดท่านยังมองไม่ออกเลยหรือ" วารีขมวดคิ้ว สีหน้ากลัดกลุ้ม
ทุกอย่างกำลังดำเนินไปอย่างราบรื่น ไม่คิดเลยว่าจู่ๆ จะมีเรื่องประหลาดแบบนี้โผล่มา
วิถีปฐพีและวิถีมนุษย์ เขาพอจะเข้าใจแล้วบ้าง มีเพียงวิถีสวรรค์นี่แหละที่วารีแทบจะไม่รู้อะไรเลย
แม้ท่านทะลวงฟ้าจะเป็นยอดคนผู้บรรลุมรรคแห่งวิถีสวรรค์ แต่เพราะจิตวิญญาณฝากไว้กับวิถีสวรรค์ จึงดูเหมือนจะมีข้อจำกัดมากมาย
"เพราะข้าจำแลงเป็นวัฏสงสาร หากก้าวเข้าสู่แผ่นดินยุคบรรพกาล พลังของข้าก็จะถูกวิถีสวรรค์กดทับ" เทพีโฮ่วถู่มองวารีแวบหนึ่งด้วยความหงุดหงิด
วารีฟังแล้วก็ชะงักไป ดวงตาฉายแววแปลกประหลาด
พอมองดูการต่อสู้ของบรรพบุรุษหมิงเหอในโลกตะวันตก บรรพบุรุษหมิงเหอกลับไม่ได้มีความผิดปกติใดๆ ซึ่งหมายความว่าอีกฝ่ายไม่ได้ถูกวิถีสวรรค์กดทับ
วิถีสวรรค์ไม่ได้เจาะจงกดทับยอดคนผู้บรรลุมรรคแห่งวิถีปฐพี แต่เจาะจงกดทับเทพีโฮ่วถู่เพียงคนเดียว
เมื่อคิดได้เช่นนี้ การที่เขามาหาเทพีโฮ่วถู่เพื่อถามเรื่องนี้ก็ถือว่ามาถูกคนแล้ว
"เป็นเพราะวิถีปฐพีไม่สมบูรณ์อย่างนั้นหรือ" วารีดึงสายตากลับมา ถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง
วิถีปฐพีหลักๆ รวมอยู่ที่น้ำพุเหลืองทั้งเก้าแห่ง แต่ตอนนี้แผ่นดินยุคบรรพกาลไม่สามารถรองรับยอดคนผู้บรรลุมรรคได้มากกว่านี้แล้ว ต่อให้เขาควบแน่นวัฏสงสารและกฎเกณฑ์แห่งชีวิตได้ ก็คงยากที่จะทำให้น้ำพุเหลืองอีกสองแห่งที่เหลือฟื้นคืนชีพขึ้นมา
การจะเติมเต็มวิถีปฐพีให้สมบูรณ์นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
เทพีโฮ่วถู่ไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่พยักหน้าเบาๆ
ตอนที่ปฐมบรรพจารย์หงจวินหลอมรวมกับวิถีสวรรค์ วิถีปฐพีเพิ่งจะเริ่มฟื้นตัว และมันก็มีข้อบกพร่องมาตั้งแต่ต้น แม้จะมีนางช่วยเติมเต็ม แต่พลังก็ยังคงอ่อนแออยู่ดี
ตอนที่อยู่ในยมโลกนางไม่เกรงกลัววิถีสวรรค์ แต่หากเข้าไปในแผ่นดินยุคบรรพกาล นางย่อมต้องถูกกดทับ
วารียืนนิ่งอยู่กับที่ ในหัวมีความคิดมากมายแล่นผ่าน จากสถานการณ์ในตอนนี้ ดูเหมือนว่าความหวังเดียวจะอยู่ที่กษัตริย์มนุษย์
เซวียนหยวนยังไม่ได้บรรลุเป็นยอดคน บางทีหากเขาก้าวขึ้นเป็นยอดคนเมื่อไหร่ ฟ้าดินอาจจะเกิดการเปลี่ยนแปลง วิถีปฐพีรวมกับวิถีมนุษย์น่าจะยังมีโอกาส
ขอเพียงสามารถเปิดช่องโหว่ที่ชายแดนแผ่นดินยุคบรรพกาลได้ ไม่ว่าจะเป็นตัวเขาที่ออกไป หรือการดึงพลังงานจากห้วงแห่งความโกลาหลเข้ามาหล่อเลี้ยงแผ่นดินยุคบรรพกาล ล้วนเป็นการสกัดกั้นปฐมบรรพจารย์หงจวินทั้งสิ้น
เพียงแต่วิธีนี้ วารีเองก็ไม่มั่นใจว่าจะสำเร็จหรือไม่
ปฐมบรรพจารย์หงจวิน ช่างรับมือยากจริงๆ
พูดคุยกับเทพีโฮ่วถู่อีกสองสามประโยค วารีก็ไม่ได้รั้งอยู่ต่อ เขาดึงจิตสัมผัสกลับไปยังแม่น้ำดาราบนท้องฟ้าอีกครั้ง
การค้นพบอย่างไม่คาดคิดนี้ ทำให้รู้ชัดว่าการกัดกร่อนแม่น้ำสวรรค์เป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด
การขยายแม่น้ำดาราเพื่อครอบครองท้องฟ้าของแผ่นดินยุคบรรพกาล และค้นหากำแพงที่มองไม่เห็นต่างหาก ถึงจะเป็นเรื่องสำคัญที่สุด
วารีที่ดึงจิตสัมผัสกลับมาที่แม่น้ำดาราไม่ได้เริ่มกลืนกินห้วงอวกาศทันที แต่กลับแบ่งร่างออกเป็นร่างเล็กๆ นับไม่ถ้วน
เขาควบคุมร่างหลักขนาดใหญ่ไว้เพียงร่างเดียว ส่วนร่างเล็กๆ ที่เหลือก็ปล่อยให้ล่องลอยไปทั่วห้วงอวกาศ เพื่อดูดกลืนพลังแห่งความว่างเปล่า
ในเวลาเดียวกัน ภายในวังปี้โหยวบนเกาะเต่ามังกรทอง ท่านทะลวงฟ้าที่กำลังนั่งสมาธิอยู่ก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้น ทอดสายตามองไปยังทิศทางของห้วงแห่งความโกลาหล
ในดวงตาสีขุ่นมัวมีประกายแสงดาวไหลเวียน หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็เปลี่ยนเป็นความมุ่งมั่น
"โอกาสรอดเพียงหนึ่งเดียวคงต้องพึ่งอาจารย์แล้วล่ะ" ท่านทะลวงฟ้าพึมพำเบาๆ ร่างกายค่อยๆ ถูกปกคลุมไปด้วยกลิ่นอายแห่งมรรค
ภายในตำหนักที่เงียบสงัด จู่ๆ ก็มีดิน น้ำ ลม ไฟ เดือดพล่าน สายฟ้าแห่งความโกลาหลสว่างวาบ ร่างของท่านทะลวงฟ้าหายวับไปจนหมดสิ้น
และในเวลานี้ สายตาทุกคู่ในแผ่นดินยุคบรรพกาลแทบทั้งหมดต่างก็จับจ้องไปที่โลกตะวันตก
นอกประตูสวรรค์ประจิม ฮ่าวเทียนมองดูการต่อสู้อันดุเดือดในโลกตะวันตกด้วยแววตาเป็นประกาย
เวลาผ่านไปตั้งนานขนาดนี้ บรรพบุรุษหมิงเหอก็ยังคงต่อสู้กับสองมหาปราชญ์แห่งแดนประจิมอยู่ เสียงร้องโหวกเหวกที่ดังมา เป็นเครื่องยืนยันถึงความตื่นเต้นของอีกฝ่าย
แม้อาจจะมองการต่อสู้ของยอดคนได้ไม่ชัดเจนนัก แต่ปราณกระบี่และแสงสีทองที่สาดส่องออกมาเป็นระยะๆ ก็บ่งบอกได้ว่าการต่อสู้นั้นดุเดือดเพียงใด
การต่อสู้แบบหนึ่งต่อสอง แถมยังฮึกเหิมได้ขนาดนี้ ความแข็งแกร่งของบรรพบุรุษหมิงเหอนั้นเหนือความคาดหมายไปมากจริงๆ
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า บรรพบุรุษหมิงเหอที่แอบบรรลุเป็นยอดคนอย่างเงียบๆ นั้น เป็นยอดคนผู้บรรลุมรรคตัวจริงเสียงจริงอย่างแน่นอน
"ทำไมหมิงเหอถึงได้แข็งแกร่งขนาดนี้" ในเวลานี้แววตาของเหยาฉือก็เต็มไปด้วยความตกตะลึงเช่นกัน
ในเมื่อเป็นยอดคนเหมือนกัน ย่อมต้องมีความแข็งแกร่งแตกต่างกันไป เจียอิ่นและจวิ่นถีบรรลุเป็นยอดคนมาตั้งนานแล้ว กลับยังเอาชนะบรรพบุรุษหมิงเหอไม่ได้ จะไม่ให้นางประหลาดใจได้อย่างไร
"หมิงเหอต้องการบรรลุธรรมด้วยวิถีแห่งการเข่นฆ่า เขาเชี่ยวชาญวิชาสังหาร ย่อมไม่ธรรมดาอยู่แล้ว" ฮ่าวเทียนกล่าวพลางมีสีหน้าครุ่นคิด
เขายอมเสี่ยงล่วงเกินยอดคนผู้บรรลุมรรคแห่งวิถีสวรรค์เพื่อเปิดฉากมหาหายนะ ก็เพื่อรวบรวมโชคชะตาบารมีของทั้งสามภพมาไว้ที่ตัวเอง บรรลุเป็นจักรพรรดิสวรรค์ เพื่อหวังจะก้าวข้ามขีดจำกัดนั้น
บัดนี้การที่บรรพบุรุษหมิงเหอโผล่มาอย่างไม่คาดคิด ก็เหมือนเป็นการจุดประกายความคิดอีกทางหนึ่งให้กับเขา
เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว นอกเขาซวีหมี เจียอิ่นและจวิ่นถีมีสีหน้าย่ำแย่
พวกเขาอุตส่าห์ร่วมมือกันกดทับบรรพบุรุษหมิงเหอไว้ได้แล้ว แต่เจ้านี่ก็ยังร้องโหวกเหวกโวยวาย ทำตัวฮึกเหิมสุดๆ
การต่อสู้ของยอดคน สิ่งมีชีวิตทั่วไปไม่มีทางมองเห็นชัดเจนหรอก ในสายตาของสรรพชีวิตในโลกยุคบรรพกาล มันดูเหมือนพวกเขาสองคนต้องรุมถึงจะพอสูสีกับบรรพบุรุษหมิงเหอ
แผนการเล็กๆ น้อยๆ ของบรรพบุรุษหมิงเหอ มีหรือที่พวกเขาจะไม่รู้ทัน
แต่เมื่อก้าวมาถึงระดับนี้แล้ว การจะตัดสินแพ้ชนะให้เด็ดขาดนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
ด้วยความแข็งแกร่งของร่างกายยอดคนผู้บรรลุมรรค ต่อให้ถูกของวิเศษวิถีแต่กำเนิดฟาดเข้าให้ ก็เป็นแค่บาดแผลเล็กน้อยเท่านั้น
"หมิงเหอ เจ้าก็ได้ชื่อเสียงตามที่ต้องการแล้ว ยังไม่รีบถอยไปอีก" จวิ่นถีตวาดใส่บรรพบุรุษหมิงเหอที่อยู่ไกลๆ ด้วยความโมโห
หมอกเลือดที่ตีนเขาซวีหมีถูกพวกเขากวาดล้างไปจนหมดแล้ว แม้แต่ทะเลโลหิตบนท้องฟ้าของเขาซวีหมีก็ยังเบาบางลง
พลังของบรรพบุรุษหมิงเหอถูกพวกเขากดทับไว้อย่างหนัก
แต่การจะเอาชนะอีกฝ่ายให้ราบคาบนั้น มันไม่ง่ายเลยจริงๆ
[จบแล้ว]