- หน้าแรก
- ระบบพ่อค้าข้ามโลก: พกอาก้าไปล่าจอมยุทธ์
- บทที่ 280 - ทะลวงระดับสาม
บทที่ 280 - ทะลวงระดับสาม
บทที่ 280 - ทะลวงระดับสาม
บทที่ 280 - ทะลวงระดับสาม
เสิ่นเลี่ยนบังคับกระบี่บินสังหารปาหย่าเอ่อร์เสร็จสิ้นก็เรียกกระบี่กลับมา ก่อนจะสั่งการให้กองทหารม้าเหล็กไล่ล่าทหารโหรวหรานที่แตกพ่ายหนีไป ห้ามปล่อยให้เล็ดลอดไปได้แม้แต่คนเดียว
กองทหารม้าเหล็กไป๋หู่สองพันนายภายใต้การนำของจ้าวซิ่นแปรขบวนจากค่ายกลหัวลูกศรเป็นค่ายกลปีกกา พวกเขาแผ่ขยายกำลังออกไปราวกับแหที่ทอดร่างกางกั้นทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่ อ้าปากกลืนกินทหารม้าโหรวหรานที่กำลังหนีตายอย่างตะกรุมตะกราม
เสิ่นเลี่ยนกำลังจะกระตุ้นม้าขึ้นไปบนเนินเขา ทว่าข้างหูพลันได้ยินเสียงติงดังขึ้น เสียงแจ้งเตือนจากระบบดังขึ้นมาอีกครั้ง
[ตรวจพบว่าโฮสต์สังหารศัตรูสำเร็จ เริ่มต้นเก็บเกี่ยวตบะบารมี]
ไอพาวสีขาวขุ่นหลายกลุ่มลอยขึ้นมาจากร่างของปาหย่าเอ่อร์และทหารโหรวหรานคนอื่นๆ ที่ถูกเสิ่นเลี่ยนปลิดชีพ ไอพลังเหล่านั้นหลอมรวมเข้าด้วยกันก่อนจะลอยมาอยู่ตรงหน้าเขา
[เก็บเกี่ยวสำเร็จ]
[ระดับวรยุทธ์: ระดับสามขั้นสูง / ระดับเก้าขั้นต่ำ...]
[ตบะบารมี: สี่สิบปี]
[วิชาวรยุทธ์: พลังวัชระคงกระพัน วิชาตัวเบาเหยียบยอดหญ้า...]
[โฮสต์ต้องการหลอมรวมหรือไม่]
พลังวัชระคงกระพันอย่างนั้นหรือ
ชื่อวิชาช่างฟังดูยิ่งใหญ่อลังการนัก หรือว่าจะเป็นสุดยอดวิชาป้องกันตัวจำพวกระฆังทองคุ้มกายเสื้อเหล็กไร้พ่ายอะไรเทือกนั้น
แม้ปัจจุบันเสิ่นเลี่ยนจะมีวรยุทธ์ล้ำเลิศ แต่เขากลับไม่เคยวรยุทธ์สายป้องกันตัวที่เหมาะสมเลยสักวิชาเดียว นับเป็นข้อบกพร่องที่น่าเสียดายอยู่บ้าง โบราณว่าไว้การฝึกยุทธ์ต้องเริ่มจากการหัดทนหมัดทนเตะเสียก่อน คำกล่าวนี้นับว่ามีเหตุผลทีเดียว
พอได้เห็นพลังวัชระคงกระพันวิชานี้ ความสนใจของเสิ่นเลี่ยนก็ถูกจุดประกายขึ้นมาทันที
หากวิชานี้ไม่ธรรมดาดังชื่อ มันก็จะช่วยอุดช่องโหว่เรื่องวิชาป้องกันตัวของเขาได้พอดี
เมื่อครู่เสิ่นเลี่ยนได้เห็นฉากปะทะกันระหว่างปาหย่าเอ่อร์กับนักพรตไท่ซวี แม้ตอนนี้เขาจะยังไม่รู้ว่าปาหย่าเอ่อร์คือศิษย์เอกของราชครูแห่งโหรวหราน แต่เขาก็ดูออกว่าเจ้านี่มีวรยุทธ์ไม่ธรรมดา ในเมื่อได้วิชานี้มาครอบครองเขาจึงไม่รอช้าที่จะเลือกหลอมรวมตบะบารมีทันที
ยามที่ไอพลังสีขาวไหลซึมเข้าสู่ร่างกาย ความรู้สึกเบาสบายสดชื่นก็แผ่ซ่านไปทั่วร่างอีกครั้ง
[หลอมรวมตบะบารมี: ห้าสิบปี]
[หลอมรวมวิชาวรยุทธ์: พลังวัชระคงกระพัน วิชาตัวเบาเหยียบยอดหญ้า...]
[ระดับวรยุทธ์ปัจจุบันของโฮสต์: ระดับสองขั้นต่ำ]
หลังจากหลอมรวมตบะบารมีของปาหย่าเอ่อร์เข้าไป ระดับวรยุทธ์ของเสิ่นเลี่ยนก็ทะลวงผ่านระดับสามก้าวเข้าสู่ระดับสองได้สำเร็จ
หากอ้างอิงจากความสามารถในการท้าทายข้ามระดับของผู้ใช้วิชากระบี่ ตอนนี้เขามีพลังมากพอที่จะต่อกรกับยอดฝีมือระดับหนึ่งได้อย่างสูสีแล้ว ระดับพลังที่ก้าวหน้าขึ้นนี้ทำให้เสิ่นเลี่ยนรู้สึกพึงพอใจอย่างยิ่ง
เสิ่นเลี่ยนนึกขึ้นได้ว่าตนเพิ่งหลอมรวมพลังวัชระคงกระพันมา เขาจึงรีบเปิดดูคัมภีร์สีทองในห้วงจิตสำนึกทันที
ด้วยความช่วยเหลือจากระบบ เพียงชั่วพริบตาเขาก็เข้าใจหลักวิชาอย่างถ่องแท้และผลักดันวิชานี้ไปจนถึงขั้นที่สิบสองอันเป็นขั้นสมบูรณ์แบบสูงสุด
เขาลองโคจรพลังตรวจสอบดู เสิ่นเลี่ยนสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าความแข็งแกร่งของร่างกายตนเองเพิ่มขึ้นจากเมื่อก่อนอย่างมหาศาล มันแข็งแกร่งยิ่งกว่าตอนสวมเสื้อเกราะกันกระสุนเคฟลาร์เสียอีก
เขาคาดเดาว่าต่อให้ตอนนี้ต้องเผชิญหน้ากับกระสุนเจาะเกราะของปืนใหญ่รถถังขนาด 120 มิลลิเมตร ร่างกายนี้ก็รับมือได้สบายๆ เรียกได้ว่าในสภาพแวดล้อมของต่างโลกแห่งนี้ เพียงแค่ความแข็งแกร่งของร่างกายเขาก็สามารถเดินกร่างไปได้ทั่วใต้หล้าแล้ว
เสิ่นเลี่ยนที่กำลังเบิกบานใจควบม้าพุ่งขึ้นไปบนเนินเขาและมาหยุดอยู่ตรงหน้าขบวนรถ
"พี่ใหญ่"
หลี่ขุยที่โชกเลือดไปทั้งตัวรีบก้าวเข้ามาทำความเคารพและเล่าถึงความยากลำบากตลอดการเดินทางให้ฟัง
เสิ่นเลี่ยนตวัดขาลงจากหลังม้า เขายื่นสองมือเข้าไปประคองหลี่ขุยที่ใบหน้าเต็มไปด้วยคราบเลือดพลางเอ่ยด้วยความซาบซึ้งใจ
"น้องสาม ลำบากเจ้าแล้ว"
พี่น้องสองคนกุมมือกันแน่น ภายในใจต่างเปี่ยมล้นไปด้วยความตื้นตัน
"คุณชายเสิ่น"
เสียงเรียกใสแจ๋วดังขึ้น เสิ่นเลี่ยนหันไปมองก็พบแม่ชีน้อยเหลียนซินผู้มีใบหน้างดงามดั่งดอกไม้ยามวสันต์กำลังยืนมองเขาด้วยท่าทีเอียงอาย ส่วนนักพรตไท่ซวีผู้เป็นอาจารย์ก็กำลังลูบเครายิ้มละมุนอยู่เคียงข้างศิษย์รัก
"คารวะท่านนักพรต"
เมื่อครู่ตอนที่อยู่ไกลๆ เสิ่นเลี่ยนมองเห็นได้ชัดเจนว่าหากนักพรตไท่ซวีไม่ช่วยขวางปาหย่าเอ่อร์เอาไว้ คนในขบวนรถก็คงต้านทานการบุกโจมตีของศัตรูไม่ไหวและคงตกเป็นเชลยของพวกโหรวหรานไปนานแล้ว
เสิ่นเลี่ยนประสานมือคารวะและเอ่ยขอบคุณอาจารย์และศิษย์ทั้งสองที่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือจากใจจริง
นักพรตไท่ซวีหัวเราะเบาๆ
"ประสกเสิ่น นึกไม่ถึงเลยว่าหลังบอกลากันที่เมืองหลวง เราจะได้พบกันอีกรวดเร็วถึงเพียงนี้ ท่านไม่ต้องขอบคุณพวกเราหรอก แม้พวกเราอาจารย์และศิษย์จะเป็นคนนอกคอก แต่ก็ถือเป็นราษฎรแห่งต้าเฉียน เมื่อเจอกับเรื่องแบบนี้ย่อมต้องลงแรงช่วยเหลือกอบกู้สถานการณ์อยู่แล้ว"
เสิ่นเลี่ยนทักทายปราศรัยกับนักพรตไท่ซวีสองสามประโยคก่อนจะหันไปขอบคุณแม่ชีน้อยเหลียนซินเป็นพิเศษ ทำเอาแม่ชีน้อยยิ้มจนตาหยีด้วยความดีใจ
หลังจากทักทายทุกคนจนครบแล้ว ท้ายที่สุดเสิ่นเลี่ยนก็เดินมาหยุดอยู่เบื้องหน้าสองพี่น้องปั๋วเอ๋อร์เทีย
"ท่านหญิง เราได้พบกันอีกแล้วนะ"
แม้ปั๋วเอ๋อร์เทียกับเสิ่นเลี่ยนจะเคยพบหน้ากันเพียงสองครั้ง แต่หลังจากตกลงสานสัมพันธ์กันพวกเขาก็มักจะส่งจดหมายติดต่อกันอยู่เสมอ ในความเป็นจริงจึงถือว่าไม่แปลกหน้าต่อกันเลย
ปั๋วเอ๋อร์เทียที่กำลังโอบกอดน้องชายไว้ในอ้อมแขน พอเห็นเสิ่นเลี่ยนนำทัพมาต้อนรับด้วยตัวเอง นางก็นึกถึงพ่อแม่ญาติพี่น้องที่จากไป ขอบตาของนางพลันแดงเรื่อ ความรู้สึกหลากหลายประดังประเดเข้ามาจนกลั่นเป็นหยดน้ำตา
เห็นดังนั้นเสิ่นเลี่ยนก็พลอยรู้สึกปวดใจตามไปด้วย เขารีบก้าวเข้าไปปลอบโยน
"ท่านหญิงอย่าได้โศกเศร้าไปเลย ตอนนี้พวกท่านปลอดภัยแล้ว ต่อให้เหมิงเก๋อมันอยากจะจับตัวพวกท่าน ข้าเสิ่นเลี่ยนก็ขอเอาหัวเป็นประกันว่าจะปกป้องความปลอดภัยของพวกท่านสองพี่น้องให้จงได้"
ดูเหมือนความพลิกผันครั้งใหญ่ในคราวนี้จะหล่อหลอมให้ปั๋วเอ๋อร์เทียเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังจากเอ่ยขอบคุณความช่วยเหลือของเสิ่นเลี่ยนแล้ว ปั๋วเอ๋อร์เทียก็พาน้องชายโค้งคำนับอย่างนอบน้อมพร้อมกับเอ่ยปากขอความช่วยเหลือทันที
"คุณชายเสิ่น ตอนนี้เหมิงเก๋อชิงบัลลังก์ไปทำให้ประชาชนไม่ยอมรับ ข้าปั๋วเอ๋อร์เทียขอร้องให้ท่านยื่นมือเข้าช่วยเหลือข้าด้วยเถิด"
เสิ่นเลี่ยนเข้าใจความหมายของนางดี เขารีบยื่นมือไปประคองสองพี่น้องขึ้นมา
"ท่านหญิงโปรดใจเย็นลงก่อน ข้าเข้าใจความต้องการของท่านดี รอให้เรากลับถึงสุยโจวก่อนแล้วค่อยปรึกษาหารือกันให้รอบคอบ ท่านหญิงโปรดวางใจ ข้าไม่เคยลืมการสนับสนุนที่ท่านเคยมอบให้พวกเราเลย รอให้เราหารือกันเสร็จสิ้น ข้าจะต้องช่วยท่านหญิงกำจัดพวกกบฏทรยศอย่างแน่นอน"
เมื่อเห็นเสิ่นเลี่ยนรับปากอย่างตรงไปตรงมา ปั๋วเอ๋อร์เทียก็คลายความกังวลลงได้
เมื่อทุกคนทักทายกันเสร็จสิ้น กองทหารม้าไป๋หู่ที่ออกไปไล่ล่าก็เสร็จสิ้นภารกิจพอดี
นอกจากทหารม้าโหรวหรานไม่กี่คนที่ถูกส่งกลับไปแจ้งข่าวที่เมืองเซิงหลงตั้งแต่ตอนที่ทัพไป๋หู่ปรากฏตัว ทหารม้าโหรวหรานกองพันนี้ก็ถูกกวาดล้างจนหมดสิ้น
เมื่อต้องเผชิญกับปืนอัตโนมัติ 191 ในมือของทหารม้าไป๋หู่ ทหารม้าโหรวหรานก็ไร้ซึ่งพลังต่อต้านใดๆ นอกจากเชลยศึกกว่าร้อยคนที่ถูกจับกุม ทหารโหรวหรานที่เหลือต่างทิ้งร่างไร้วิญญาณลงภายใต้ปากกระบอกปืนอัตโนมัติจนหมด
เสิ่นเลี่ยนสั่งให้ลูกน้องจัดการเก็บกวาดสนามรบ จากนั้นก็นำทัพใหญ่มุ่งหน้ากลับสู่สุยโจวอย่างเกรียงไกร
หลังจากผ่านด่านเจี้ยนเหมินเข้ามา เสิ่นเลี่ยนก็สั่งให้แม่ทัพรักษาด่านเพิ่มการป้องกันให้รัดกุมยิ่งขึ้น ก่อนจะนำทัพทั้งหมดกลับไปที่เมืองสุยโจว
ภายในจวนเจี๋ยตู้สื่อ เสิ่นเลี่ยนเปิดการประชุมทางทหารเพื่อหารือแนวทางรับมือการตอบโต้จากโหรวหราน รวมถึงวางแผนว่าจะเริ่มลงมือช่วยเหลือปั๋วเอ๋อร์เทียกลับไปยึดอำนาจคืนจากเหมิงเก๋ออย่างไร
แม้เสิ่นเลี่ยนจะเคยวางนโยบายเอาไว้แล้วว่าจะต้องขจัดภัยคุกคามจากโหรวหรานก่อนคิดการใหญ่ ทว่าแผนการช่วยเหลือปั๋วเอ๋อร์เทียที่นำไปสู่การแตกหักกับโหรวหรานในทันทีนี้ก็ยังเรียกเสียงคัดค้านจากหลายฝ่ายได้อยู่ดี
หวังจื่อฝูเอ่ยด้วยสีหน้าอมทุกข์และเต็มไปด้วยความกังวล
"ท่านโหว เดิมทีแผนการของเราคือต้องใช้เวลาเตรียมการอีกสักระยะ รอให้ทุกอย่างพร้อมสรรพแล้วค่อยลงมือ นึกไม่ถึงเลยว่าตอนนี้เราจะต้องมาเปิดศึกปะทะกับโหรวหรานอย่างเต็มรูปแบบเสียแล้ว โหรวหรานถือเป็นประเทศมหาอำนาจที่มีขุมกำลังไม่ด้อยไปกว่าต้าเฉียนของเราเลย ดินแดนของพวกเขากว้างใหญ่ไพศาล กองทัพก็แข็งแกร่งดุดัน การที่เราไปงัดกับพวกมันในตอนนี้ถือว่าไม่ใช่ช่วงเวลาที่ดีที่สุดเลยนะขอรับ"
ขุนนางหลายคนต่างก็เห็นพ้องกับความเห็นของหวังจื่อฝู ทุกคนล้วนมองว่าการแตกหักกับโหรวหรานในตอนนี้ดูจะเร่งรีบเกินไปและไม่ใช่ทางเลือกที่ฉลาดนัก
ทว่าเมื่อเผชิญกับความคิดเห็นของคนหมู่มาก เสิ่นเลี่ยนกลับมีความคิดที่ต่างออกไป
"พวกท่านพูดก็มีเหตุผล แต่ยังไม่ครอบคลุม ในทางกลับกัน ข้ากลับคิดว่าตอนนี้แหละคือโอกาสดีที่สุดในการส่งทัพออกศึก"
[จบแล้ว]