- หน้าแรก
- ฮูหยินเฒ่าอย่าเพิ่งตาย รอดูหลานสาวตัวร้ายสร้างตระกูลก่อน
- บทที่ 91 - ความแกร่งของคนเป็นแม่
บทที่ 91 - ความแกร่งของคนเป็นแม่
บทที่ 91 - ความแกร่งของคนเป็นแม่
บทที่ 91 - ความแกร่งของคนเป็นแม่
"ขอรับ พี่เทียนโปรดวางใจ ภายในสามวัน ข้าจะต้องสืบเรื่องนี้ให้กระจ่างแจ้งแน่นอน"
"อืม ไปเถิด"
"ขอรับ"
มองดูอวิ๋นซานที่ก้าวเท้ายาวๆ เดินออกจากลานบ้านไป อาเทียนก็จมลงสู่ห้วงความคิดอีกครั้ง...
บ้านตระกูลเหลียน
ห้องหนังสือ
เหลียนเฟยลั่วจ้องมองเหลียนหมิงหลี่ด้วยสีหน้าเคร่งขรึม "พี่เล็ก สรุปแล้วท่านแม่ถูกพิษอันใดกันแน่"
เมื่อเห็นสีหน้าจริงจังและเคร่งเครียดของเหลียนเฟยลั่ว เหลียนหมิงหลี่ก็เอ่ยเสียงแผ่ว "ข้าเองก็บอกไม่ได้ชัดเจนหรอกว่าเป็นพิษอันใด ตอนนั้นข้าใช้เวลาศึกษาอยู่ตั้งครึ่งค่อนปีกว่าจะค้นพบสูตรยาที่สามารถสะกดพิษเอาไว้ได้"
"การปรับปรุงสูตรยาในแต่ละครั้งหลังจากนั้น ข้าล้วนรู้สึกหวาดหวั่นใจอยู่เสมอ เกรงว่าพิษนั่นจะกำเริบกลับขึ้นมาอีก โชคดีที่มันถูกสะกดเอาไว้ได้ตลอด ร่างกายของท่านแม่ก็ค่อยๆ ได้รับการฟื้นฟูไปในทิศทางที่ดีขึ้น"
เหลียนเฟยซือเสนอความเห็น "ท่านอาจารย์อวิ๋นต้องรู้แน่ พวกเราลองไปถามเขาดูดีหรือไม่"
เหลียนเฟยลั่วพยักหน้า "เอาไว้ดึกกว่านี้ค่อยไปเถิด นี่ก็ผ่านไปตั้งนานแล้ว เหตุใดคนบ้านนั้นถึงไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองอันใดเลยเล่า"
"น้องเล็ก ข้าเดาว่าพวกเขาต้องมีปฏิกิริยาตอบสนองแล้วแน่ๆ หลายวันมานี้ข้าไม่เห็นคนบ้านนั้นออกมาเดินเพ่นพ่านเลยนะ"
"ใช่แล้ว นอกจากญาติผู้พี่ใหญ่กับญาติผู้พี่รองแล้ว คนอื่นๆ ก็ไม่เห็นหน้าค่าตาเลย"
"น้องเล็ก สรุปแล้วเจ้าใช้ยาอันใดกับพวกเขากันแน่"
แม่หนูน้อยมองเหลียนหมิงซวี่ที่เอ่ยถามขึ้นมาด้วยสายตาเกียจคร้าน "พี่รอง ท่านอยากจะลองดูสักหน่อยหรือไม่"
สีหน้าไร้เดียงสานี้ ผนวกกับดวงตาที่แฝงรอยยิ้มบางๆ ทำเอาเหลียนหมิงซวี่รีบก้าวถอยหลังไปหลายก้าว พร้อมกับละล่ำละลักบอก "ไม่เอา ข้าก็แค่ถามดูเฉยๆ ไม่ได้อยากจะลองเสียหน่อย"
เมื่อเห็นพี่ชายคนรองกระโดดหนีไปเช่นนี้ เสี่ยวเฟยลั่วก็เบ้ปาก "พี่รอง ท่านจะวิ่งหนีทำไมกัน ข้าไม่โยนใส่ตัวท่านจริงๆ หรอกน่า ผงยาที่ข้าใช้กับคนบ้านนั้นก็คือผงคันคะเยอสูตรแรงพิเศษที่พี่ซือเอ๋อร์กับพี่หมิงเทาช่วยกันคิดค้นขึ้นมาอย่างไรเล่า"
"ผงคันคะเยอสูตรแรงพิเศษงั้นหรือ"
แม่หนูน้อยพยักหน้าหงึกๆ "อื้อ สูตรแรงพิเศษเลยล่ะ เพียงแต่มันผ่านการดัดแปลงมาแล้ว เวลาปกติอาจจะไม่มีอาการอันใด ทว่าหากร่างกายเกิดความร้อน หรือมีส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายสัมผัสกับแสงสว่าง ก็จะเกิดอาการคันคะเยออย่างรุนแรง ซ้ำยัง..."
"ซ้ำยังอะไรอีก"
"หึๆ ซ้ำยังยิ่งเกาก็จะยิ่งคัน ต่อให้เกาจนหนังถลอกปอกเปิกก็ไม่อาจหยุดมือได้"
เมื่อฟังคำอธิบายของเหลียนเฟยลั่วจบ เหลียนหมิงซวี่ก็ร้องอุทานลั่น "ร้ายกาจถึงเพียงนี้เชียว ซือเอ๋อร์ หมิงเทา นี่คงไม่ใช่ของเล่นที่พวกเจ้าคิดค้นขึ้นมาในตอนนั้นหรอกกระมัง"
เหลียนหมิงหลี่ฉีกยิ้มกว้าง "หึๆ ขอแสดงความยินดีด้วยพี่รอง ท่านทายถูกแล้ว แต่น่าเสียดายที่ไม่มีรางวัลให้หรอกนะ"
เมื่อเห็นเหลียนหมิงเทาพยักหน้ารับ เหลียนหมิงซวี่ก็เบิกตากว้างจ้องมองเหลียนเฟยซือผู้เรียบร้อยมาตลอด เขาเอ่ยถามด้วยความไม่อยากจะเชื่อ "ซือเอ๋อร์ เจ้าเรียนวิชาแพทย์กับเจ้าเล็กอยู่ไม่ใช่หรือ เหตุใดถึงหันไปปรุงยาพิษได้เล่า"
เมื่อได้ยินคำว่า ยาพิษ เหลียนเฟยซือก็หน้าตึง นางยกมือขึ้นเท้าสะเอวแล้วแหวใส่ "ยาพิษอันใดกัน นั่นมันผงคันคะเยอต่างหาก พี่รอง ท่านอยากจะลองดูสักหน่อยหรือไม่"
"ไม่เอา!"
สิ้นเสียง เหลียนหมิงซวี่ก็รีบไปหลบอยู่ด้านหลังเหลียนหมิงโหลวผู้เป็นพี่ใหญ่ทันที ราวกับกลัวว่าหากไม่ระวังตัวเขาอาจจะโดนวางยาเข้าให้
เมื่อเห็นท่าทางของเหลียนหมิงซวี่ ทุกคนก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะร่วนออกมา...
ทว่าเสียงหัวเราะนี้คงอยู่ได้ไม่ถึงสามอึดใจก็ต้องชะงักงัน
ทุกคนต่างมองหน้ากันไปมาด้วยความแคลงใจ
ในเมื่อผงคันคะเยอนี้ร้ายกาจถึงเพียงนั้น ทว่าคนบ้านนั้นกลับไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ แพร่งพรายออกมาเลย นี่มันผิดปกติเกินไปแล้ว
ดังนั้น ศีรษะทั้งหกจึงสุมหัวเข้าหากันแล้วเริ่มกระซิบกระซาบ
"หมิงเทา เจ้าแน่ใจนะว่าผงคันคะเยอนั่นมีสรรพคุณตามที่ว่าจริงๆ"
เหลียนหมิงเทาตอบกลับด้วยสีหน้าจริงจัง "พี่ใหญ่ เรื่องนี้พวกเราเคยทดลองกันมาแล้ว มีสรรพคุณตามนั้นแน่นอน ไม่มีทางผิดพลาดได้หรอก"
เหลียนหมิงโหลวกำลังจะเบนสายตาไปที่เหลียนเฟยลั่วผู้เป็นน้องสาว ก็ได้ยินเสียงของนางดังขึ้นเสียก่อน "พี่ใหญ่ ข้ามั่นใจว่าข้าโรยผงยาไปแล้วแน่นอน ซ้ำผงยาก็ไม่ผิดประเภทด้วย"
เมื่อได้ยินดังนั้น เหลียนหมิงโหลวก็ทำหน้าครุ่นคิด "ในเมื่อไม่มีอะไรผิดพลาด แล้วเหตุใดคนบ้านนั้นถึงไม่มีความเคลื่อนไหวอันใดเลยเล่า พวกเจ้าว่าพวกเขาจะมีตัวยาถอนพิษหรือไม่"
"ยาถอนพิษหรือ จะเป็นไปได้อย่างไร!"
"ใช่แล้วพี่ใหญ่ ยาถอนพิษน่ะไม่มีทางมีหรอก ข้าเดาว่าอาจจะมีวิธีบรรเทาอาการคัน หรือไม่ก็ต้องมีคนในยวี่ซานคอยให้ความช่วยเหลือพวกเขาอยู่แน่"
"ที่เจ้าเล็กพูดมาก็มีเหตุผล ถ้าเช่นนั้นคืนนี้พวกเรา..."
ไม่รู้ว่าเหลียนหมิงโหลวผู้เต็มไปด้วยแผนการร้ายกระซิบกระซาบสิ่งใดกับน้องๆ ทุกคนต่างก็มีสีหน้าชื่นชมราวกับจะบอกว่า พี่ใหญ่ก็คือพี่ใหญ่ จากนั้นก็ส่งยิ้มให้กัน ก่อนจะรีบยกมือขึ้นปิดปากด้วยเกรงว่าจะเผลอหัวเราะเสียงดังออกมา
เด็กทั้งหกคนที่กำลังสุมหัววางแผนกันอยู่ หารู้ไม่ว่าในเวลานี้บิดามารดาของพวกเขากำลังกลัดกลุ้มใจอยู่นัก
"พี่ใหญ่ ท่านว่าเด็กๆ บ้านเรานี่ตั้งใจจะเก่งกาจจนทะลุฟ้าเลยหรืออย่างไร"
เหลียนจิ้งถอนหายใจยาวพลางเอ่ย "เหลียนชิน หรือว่าพวกเราจะอ่อนแอเกินไป จนไม่อาจปกป้องเด็กๆ เหล่านี้ได้..."
"พี่ใหญ่ พวกเรามีข้อจำกัดมากมายเหลือเกิน มันจำกัดความคิดของพวกเราเอาไว้ ส่วนเด็กๆ เหล่านี้ พวกเขากลับเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วในยามที่พวกเราไม่ทันได้สังเกตเห็น"
พูดถึงตรงนี้ เหลียนชินก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงสลด "พี่ใหญ่ พวกเราทำได้เพียงแค่ทำนาปลูกผักอยู่ที่นี่จริงๆ หรือ ทำเช่นนี้แล้วจะสามารถปกป้องเด็กๆ เหล่านั้นได้จริงๆ หรือ"
"เฮ้อ นั่นสิ ดูจากสถานการณ์ในตอนนี้แล้ว พวกเราคงไม่อาจไปจากยวี่ซานได้ ปลูกผักก็ปลูกผักไปเถิด ขอเพียงพวกเขาทุกคนแคล้วคลาดปลอดภัย ต่อให้ข้าต้องบุกเบิกที่ดินรกร้างไปตลอดชีวิตข้าก็ยินยอม น่าเสียดายที่..."
ในเวลานี้ สวีอวี้จูที่นั่งอยู่ด้านข้างก็เอ่ยปากขึ้น "ท่านพี่ ท่านว่าคำพูดของท่านพ่อในตอนนั้น เป็นการชี้แนะพวกเราอยู่หรือไม่"
"ก็เป็นไปได้ เพียงแต่ในตอนนี้พวกเรายังไม่อาจวู่วามทำสิ่งใดลงไปได้ หากพวกเราตีความหมายของท่านพ่อตาผิดไป เรื่องราวคงจะเลวร้ายลงเป็นแน่"
"นั่นสิเจ้าคะ โชคดีที่น้องเก้าอยู่ที่นี่ ตอนที่พี่สามกับคนอื่นๆ จากไปก็บอกว่าจะรีบส่งคนมาให้เร็วที่สุด หวังว่าวันเวลาต่อจากนี้จะสงบสุขขึ้นบ้าง..."
เจียงอวิ๋นมีสีหน้าเต็มไปด้วยความกังวล นางเอ่ยเสียงแผ่ว "ใช่แล้วเจ้าค่ะ แต่ท่านพี่สะใภ้ ดูจากความสามารถที่เด็กๆ แสดงออกมาในตอนนี้ อย่าว่าแต่เด็กรุ่นราวคราวเดียวกันเลย ต่อให้เป็นผู้ที่มีพรสวรรค์และความสามารถโดดเด่น ก็ใช่ว่าจะเก่งกาจไปกว่าพวกเขาเสียเมื่อไหร่"
"ท่านอาจารย์อวิ๋นผู้นั้นข้าไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร ทว่าตระกูลอวิ๋นแห่งชางซานนั้นข้าเคยได้ยินชื่อเสียงมาบ้าง ตระกูลอวิ๋นแห่งชางซานคือขุมกำลังที่เร้นกายตัดขาดจากโลกภายนอก นึกไม่ถึงเลยว่าพวกเขาจะยอมเปิดเผยตัวตนเพียงเพื่อรับเด็กๆ เหล่านี้เป็นศิษย์"
"จากจุดนี้ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ในวันข้างหน้าเด็กๆ เหล่านี้จะต้องกลายเป็นพญาอินทรีที่โบยบินอยู่บนท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ ไม่ใช่ลูกเจี๊ยบที่ใครจะมาบีบขยำเล่นได้ตามอำเภอใจ"
สวีอวี้จูพยักหน้ารับ "ที่เจ้าพูดมาก็ถูก ทว่าในระหว่างที่พวกเขากำลังเติบโตนี้ พวกเราทุกคนต้องช่วยกันกำจัดปัจจัยที่อาจจะส่งผลกระทบต่อพวกเขาให้สิ้นซากไปตั้งแต่เนิ่นๆ"
เมื่อพูดจบ กลิ่นอายรอบตัวของสวีอวี้จูก็แปรเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบ จิตสังหารอันเข้มข้นแผ่ซ่านออกมาจากแววตาของนาง ราวกับเทพแห่งการสังหารได้จุติลงมาอีกครั้ง
นี่แหละที่เรียกว่า ความแข็งแกร่งของคนเป็นแม่ ความเด็ดเดี่ยวของผู้เป็นมารดา
เมื่อมองดูรังสีอำมหิตของสวีอวี้จูที่ไม่มีผู้ใดอาจหยุดยั้งได้ ในใจของเจียงอวิ๋น รวมถึงพี่น้องเหลียนจิ้งและเหลียนชินต่างก็มีเปลวเพลิงลุกโชนขึ้นมาเช่นกัน
วินาทีนี้ บิดามารดาทั้งสี่คนประหนึ่งเทพแห่งการสังหารที่จุติลงมา พวกเขาตั้งปณิธานว่าก่อนที่เด็กๆ จะเติบโตกล้าแกร่ง พวกเขาจะยืนหยัดปกป้องโดยไม่ยอมถอยหลังแม้แต่ก้าวเดียว
ในเวลานี้ ภายในใจของพวกเขามีเพียงความคิดเดียว นั่นก็คือการปกป้องเด็กๆ เหล่านี้ให้จงได้
เด็กๆ เหล่านี้ อาจจะเป็นขุมกำลังสำคัญที่จะช่วยให้แคว้นอูซียึดครองแผ่นดินจงหยวนได้ในภายภาคหน้า และเป็นเสาหลักที่จะนำพาแคว้นอูซีไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง
[จบแล้ว]