- หน้าแรก
- ระบบฟาร์มแสนล้านคิล: อาชีพขยะแล้วไง ตีธรรมดาตายหมดก็แล้วกัน
- บทที่ 330 - คน... ตายเยอะไปงั้นเหรอ?
บทที่ 330 - คน... ตายเยอะไปงั้นเหรอ?
บทที่ 330 - คน... ตายเยอะไปงั้นเหรอ?
บทที่ 330 - คน... ตายเยอะไปงั้นเหรอ?
เฉินหยวนฝูและพวกพ้องกระโดดขึ้นมาบนบันไดขั้นที่เก้าสิบห้าได้สำเร็จท่ามกลางสายตาหวาดระแวงของทุกคน จากนั้นก็มายืนอยู่ข้างหลินผิงเพื่อสังเกตการณ์ผู้รอดชีวิตที่เหลืออยู่ด้วยกัน
ทว่าคราวนี้เฉินหยวนฝูกลับสงบเสงี่ยมอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ไม่มีอาการตื่นตูมโวยวายเหมือนทุกที
ดวงตาเล็กหยีของเขาหรี่ลงจนแทบจะเป็นเส้นตรง ภายในร่างอวบอ้วนนั้น หัวใจยังคงเต้นโครมครามไม่หยุด
ที่ผ่านมาเขาอาศัยเบียร์หยวนฝูอันทรงพลังกับฉายาปากหมาดีเด่นเป็นเครื่องการันตีจุดยืนในปาร์ตี้มาโดยตลอด
แต่เมื่อครู่นี้ ด้วยพลังของไพ่หมื่นอสรพิษ (ของปลอม) เขาได้ลิ้มรสชาติของการเป็นผู้กุมชะตาชีวิตคนอื่นอย่างแท้จริงเป็นครั้งแรก
ความรู้สึกนั้น...
มันรุนแรงยิ่งกว่าเหล้าที่แรงที่สุด แค่จิบเดียวก็พุ่งปรี๊ดขึ้นสมอง รสชาติชวนให้หวนนึกถึงไม่รู้ลืม
เมล็ดพันธุ์แห่งความบ้าคลั่งได้หยั่งรากลึกลงในใจของเขาอย่างเงียบๆ แล้ว
เฉินหยวนฝู: "พี่ผิง"
หลินผิง: "?"
เฉินหยวนฝู: "พรีสต์... เก่งขึ้นได้มั้ย หมายถึงเก่งแบบต่อสู้ได้น่ะ"
พรีสต์มีพลังต่อสู้แข็งแกร่ง นั่นมันเป็นเรื่องหลอกเด็กในสายตาของผู้เล่นเปลี่ยนอาชีพส่วนใหญ่เลยนะ
แม้แต่ตัวเฉินหยวนฝูเองก็เคยคิดแบบนั้น แต่เขาเชื่อในตัวหลินผิง เพราะเมื่อกี้หลินผิงเพิ่งจะทำให้ไอ้อ้วนที่ทำได้แค่หมักเบียร์กับกินเบียร์อย่างเขา ฆ่าคนเถื่อนคนนั้นได้ด้วยมือของตัวเอง
ทันทีที่ข้อความของเฉินหยวนฝูปรากฏขึ้นในช่องแชทปาร์ตี้ หานเยวี่ยกับอวิ๋นตั่วก็ถอยกรูดห่างจากเฉินหยวนฝูไปโดยสัญชาตญาณ ดวงตางดงามสองคู่กวาดตามองสำรวจขึ้นลงทั่วร่างของเฉินหยวนฝูอย่างหวาดระแวง
แม้แต่ซุนซื่อก็ยังหันมามองเฉินหยวนฝูด้วยสายตาที่เฉียบคมขึ้น
ทุกคนต่างคิดว่าเจ้าอ้วนคนนี้โดนหุ่นกระดาษสิงร่างเข้าให้อีกแล้ว
เพราะคำพูดพวกนี้มันดูจริงจังเกินไป ไม่ใช่สไตล์ของเฉินหยวนฝูเลยสักนิด แต่พอตรวจสอบแล้วว่าไม่มีหุ่นกระดาษสิงอยู่ สายตาที่มองเฉินหยวนฝู... ก็ยิ่งแปลกประหลาดหนักเข้าไปอีก
หลินผิงหันไปมองเจ้าอ้วนที่กำลังจ้องเขาด้วยสายตาจริงจัง ในแววตาของหลินผิงปรากฏรอยยิ้มชื่นชม
หลินผิง: "พูดยาก แต่ถ้านายสนใจ ฉันจะช่วยนายลองดู"
เมื่อได้รับคำยืนยันจากหลินผิง เฉินหยวนฝูก็พยักหน้าหงึกๆ อย่างแรง
...
ผู้รอดชีวิตที่เหลือก็ทยอยทำเจตจำนงแห่งมังกรของตัวเองจนเสร็จ แล้วกระโดดขึ้นมาบนบันไดขั้นที่เก้าสิบห้ากันจนครบ
เหลืออีกแค่สี่ขั้นสุดท้ายเท่านั้น
นรกอันไร้เสียงแห่งนี้ดูเหมือนจะดำเนินมาถึงจุดสิ้นสุดเสียที
ทุกคนถอนหายใจด้วยความโล่งอก แต่ในขณะเดียวกันก็เริ่มรู้สึกประหม่ากับสิ่งที่เรียกว่าด่านที่สอง
แต่ในเวลานี้ ความรู้สึกไม่สบายใจบางอย่างกลับก่อตัวขึ้นในใจของหลินผิง
สายตาของเขาไปหยุดอยู่ที่อวิ๋นตั่ว
อวิ๋นตั่วเหมือนจะรับรู้ได้ถึงสายตาของหลินผิง และรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง เธอคงจะเดาอะไรออกแล้วเหมือนกัน
ไพ่จำลองของปลอมมีแค่ใบเดียว และถูกใช้ไปแล้ว
หากในบันไดขั้นสุดท้ายนี้ อวิ๋นตั่วหรือหานเยวี่ยจับได้เป็นฆาตกร นั่นจะต้องกลายเป็นปัญหาใหญ่แน่ๆ
มังกรสีทองบนท้องฟ้าดูเหมือนจะจ้องเล่นงานเขาอยู่ตลอดเวลา
ตั้งแต่ภารกิจชูนิ้วกลาง จนถึงการยัดเยียดภารกิจตายแน่ๆ ให้เจ้าอ้วน ทุกอย่างมันดูมีลับลมคมในไปหมด
แต่โชคดีที่บนบันไดมังกรขั้นที่เก้าสิบห้า สมาชิกปาร์ตี้ของหลินผิงทุกคนล้วนได้รับภารกิจธรรมดาๆ ที่ไม่ได้เป็นอันตรายอะไร
ขั้นที่เก้าสิบหก
ขั้นที่เก้าสิบเจ็ด
สมาชิกทั้งห้าคนในปาร์ตี้ของหลินผิงผ่านไปได้อย่างปลอดภัย
นับตั้งแต่หลินผิงใช้พลังของไพ่หุ่นเชิดบีบให้สวีซานและหมายเลขห้าตายตกตามกันไป ไป๋อู๋จิ้วก็สงบเสงี่ยมลงอย่างเห็นได้ชัด
เขาไม่สร้างกฎเกณฑ์วิปริตอะไรขึ้นมาอีก ทำตัวกลมกลืนไปกับผู้รอดชีวิตคนอื่นๆ เฝ้ารออย่างเงียบๆ ทำเจตจำนงแห่งมังกรให้เสร็จ แล้วก็ก้าวขึ้นสู่บันไดขั้นต่อไป
จางเหว่ยก็ยังคงใช้สถานะคนธรรมดาปะปนอยู่ในฝูงชน ไม่เคยลงมือทำอะไรเลย ราวกับว่าเหตุการณ์ทั้งหมดก่อนหน้านี้ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับเขา
ความผิดปกติเพียงอย่างเดียวในบันไดไม่กี่ขั้นนี้ มาจากปาร์ตี้ของเมิ่งเซียว
ตอนอยู่บนบันไดมังกรขั้นที่เก้าสิบแปด
ในขณะที่ทุกคนกำลังรอคอยให้ฆาตกรของขั้นนี้ปรากฏตัว
สมาชิกคนหนึ่งในปาร์ตี้ของเมิ่งเซียวก็เดินไปที่ขอบบันไดโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย แล้วก็... กระโดดลงไปดื้อๆ
ไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย ราวกับกำลังไปทำเรื่องธรรมดาๆ เรื่องหนึ่งเท่านั้น
ครู่ต่อมา ลมหายใจมังกรสีทองก็พุ่งตามร่างนั้นลงไป
ทุกคนต่างตกตะลึงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันนี้ แต่เจตจำนงแห่งมังกรก็ค่อยๆ ทยอยจุติลงมาในหัวของทุกคนตามปกติ
ไม่มีฆาตกรปรากฏตัวออกมา
หรือจะพูดให้ถูกก็คือ ฆาตกรไปโผล่อยู่ในปาร์ตี้ของเมิ่งเซียว และฆาตกรคนนั้นก็เต็มใจที่จะ... ฆ่าตัวตายเอง
สิ่งที่ทำให้รู้สึกสยดสยองที่สุดคือท่าทีของคนในปาร์ตี้เมิ่งเซียว ไม่ว่าจะเป็นตัวเมิ่งเซียวเอง หรือสมาชิกอีกสามคนที่เหลือ พวกเขาไม่ได้แสดงอารมณ์ความรู้สึกใดๆ ออกมาเลยต่อการตายของเพื่อนร่วมทีม
ความเยือกเย็นถึงขีดสุดนี้ มันชวนให้ขนลุกยิ่งกว่าความบ้าคลั่งเสียอีก
ถ้าบอกว่าไป๋อู๋จิ้วคือความบ้าคลั่งสุดขั้ว
เมิ่งเซียวก็คือความเยือกเย็นสุดขั้วเช่นกัน
ส่วนจางเหว่ย ก็คือความธรรมดาสุดขั้ว
ผู้นำสิบสองนักษัตร ไม่มีใครปกติเลยสักคนจริงๆ
จนถึงตอนนี้ บนลานกว้างของบันไดมังกรขั้นที่เก้าสิบแปด ฝูงชนได้แบ่งออกเป็นสี่กลุ่มอย่างเป็นธรรมชาติ
กลุ่มไป๋อู๋จิ้ว กลุ่มเมิ่งเซียว กลุ่มหลินผิง ต่างฝ่ายต่างยึดครองกันคนละมุม แบ่งแยกเขตแดนกันอย่างชัดเจน
ส่วนผู้รอดชีวิตที่เหลือก็ไปกระจุกตัวรวมกันอยู่ตรงกลาง ซึ่งในกลุ่มนั้นก็รวมถึงจางเหว่ยที่ดูจืดชืดไม่สะดุดตาคนนั้นด้วย
หุ่นกระดาษสีขาวที่เคยมาเกาะติดอยู่บนตัวเฉินหยวนฝูก็ไม่ได้โผล่มาให้เห็นอีกเลย
และแล้ว เมื่อทุกคนเหยียบย่างขึ้นสู่บันไดมังกรขั้นที่เก้าสิบเก้า จำนวนผู้รอดชีวิตทั้งหมดก็หยุดนิ่งอยู่ที่หกสิบสามคน
บนท้องฟ้า ตัวเลขยอดรวมแต้มสิบสองนักษัตรที่ถูกกลืนกินเข้าไปก็หยุดนิ่งลงเช่นกัน
3,471,339 แต้ม
แต้มสิบสองนักษัตรจำนวนมหาศาลขนาดนี้ หากเอาไปวางไว้ในสมรภูมิสิบสองนักษัตร มันคือตัวเลขที่ผู้เล่นเก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์ไม่กล้าแม้แต่จะจินตนาการถึงด้วยซ้ำ
แต่ตอนนี้ ทุกคนที่อยู่ในโบราณสถานมังกร เมื่อมองดูตัวเลขใต้มังกรสีทอง กลับรู้สึกชาชินไปเสียแล้ว
...
หลังจากปาร์ตี้ของเมิ่งเซียวนำหน้าก้าวขึ้นสู่บันไดมังกรขั้นที่เก้าสิบเก้า คนอื่นๆ ก็ทยอยกระโดดขึ้นสู่บันไดขั้นสุดท้ายที่เรียกกันว่าบันไดมังกรตามมา
วินาทีที่เท้าแตะพื้น ทุกคนก็ต้องยืนอึ้งกันไปหมด
ที่นี่ไม่ใช่ลานกว้างรูปร่างหน้าตาประหลาดๆ แบบขั้นก่อนๆ อีกแล้ว แต่มันคือลานกว้างสีทองอร่ามอันกว้างใหญ่ไพศาล พื้นปูด้วยคริสตัลสีทองบริสุทธิ์ แผ่กลิ่นอายอันน่าเกรงขามและทรงอำนาจออกมา
และมังกรสีทองตัวนั้นที่ลอยอยู่บนฟ้าคอยปั่นหัวทุกคนมาตั้งแต่ขั้นแรก ตอนนี้กลับขดตัวอยู่ใจกลางลานกว้างแห่งนี้
เรือนร่างอันใหญ่โตมหึมาประดุจขุนเขานั้น ปรากฏให้ทุกคนเห็นในระยะประชิดเป็นครั้งแรก กรงเล็บมังกรแตะพื้น เกล็ดมังกรทุกเกล็ดส่องประกายเงางามราวกับโลหะ
มันเพียงแค่ขดตัวอยู่ตรงนั้นเงียบๆ แรงกดดันที่มองไม่เห็นก็ทำให้หัวใจของทุกคนเต้นระรัวจนแทบจะหายใจไม่ออก
และในเวลานั้นเอง เจตจำนงอันยิ่งใหญ่ที่ห่างหายไปนานก็ดังก้องขึ้นในหัวของทุกคน
ครั้งนี้ไม่ใช่เจตจำนงแห่งมังกรที่สื่อสารผ่านความคิด แต่เป็นเสียงพูดจริงๆ
[บันไดมังกรทะยาน จำนวนผู้รอดชีวิตที่กำหนดไว้แต่เดิมคือ... หกสิบเจ็ดคน]
หัวใจของทุกคนในที่นี้หล่นวูบลงไปกองที่ตาตุ่มทันที
หมายความว่าไง
[จำนวนผู้รอดชีวิตที่เหลืออยู่ ณ ปัจจุบัน... หกสิบสามคน]
เจตจำนงอันยิ่งใหญ่ประกาศต่อไปอย่างไร้อารมณ์ความรู้สึกใดๆ
[เจตจำนงแห่งมังกรมิอาจฝ่าฝืน จำนวนคนไม่ครบถ้วน บททดสอบยังไม่สมบูรณ์]
ตู้ม!
สมองของทุกคนแทบจะระเบิดเป็นเสี่ยงๆ
คนตายเยอะไป... ก็ไม่ได้ด้วยงั้นเหรอ?!
นรกอันไร้เสียงแห่งนี้ นรกบัดซบแห่งนี้ มันยังไม่จบอีกหรือไงกัน!?
หลินผิงนึกขึ้นมาได้ในเสี้ยววินาที
ตั้งแต่ขั้นแรกจนถึงขั้นที่เก้าสิบเก้า ทุกขั้นที่มีเลขเก้า บวกกับด่านที่ทำตัวเป็นปุ๋ยบำรุงในขั้นที่สามสิบและหกสิบ ในบทละครของเจตจำนงแห่งมังกร จำนวนคนตายในแต่ละก้าวถูกกำหนดไว้ตายตัวหมดแล้ว
ไม่ขาดไม่เกิน คัดคนออกสามสิบสามคนพอดีเป๊ะ เหลือผู้รอดชีวิตหกสิบเจ็ดคน
แต่ระหว่างทางดันเกิดตัวแปรที่ไม่คาดคิดขึ้น
เช่น การที่เขาใช้ไพ่หุ่นเชิดบีบให้สวีซานกับหมายเลขห้าตายตกตามกันไปในบันไดขั้นเดียวกัน ทำให้มีคนตายมากกว่าที่วางแผนไว้หนึ่งคน!
ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนเลยว่ากฎเกณฑ์ของเจตจำนงแห่งมังกรมันจะเผด็จการถึงขั้นที่ต้องควบคุมจำนวนคนตายอย่างแม่นยำขนาดนี้!
และมังกรสีทองตัวนั้น ก็ได้เสนอวิธีแก้ไขสถานการณ์เลวร้ายนี้ออกมา
[ทุกๆ หนึ่งแสนแต้มสิบสองนักษัตร สามารถเรียกคืนชีพผู้รอดชีวิตที่ร่วงหล่นใน 'บันไดมังกรทะยาน' ได้หนึ่งคน]
[เติมเต็มจำนวนคนทั้งสี่ให้ครบ จึงจะสามารถเปิดด่านที่สอง แท่นหลอมมังกรได้]
[จบแล้ว]