เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

Chapter 6: เปลี่ยนความหวาดกลัวการเข้าสังคมไปเป็นความบ้าคลั่ง

Chapter 6: เปลี่ยนความหวาดกลัวการเข้าสังคมไปเป็นความบ้าคลั่ง

Chapter 6: เปลี่ยนความหวาดกลัวการเข้าสังคมไปเป็นความบ้าคลั่ง


หลังจากหานเฟยเสียงานไป เขาก็แสวงหาการปลอบใจชั่วคราวจากเกมต่าง ๆ เป้าหมายหลักของเขาก็คือระบายอารมณ์และปรับสภาพตัวเองเพื่อเรียกกำลังใจในการดำเนินชีวิตต่อไปกลับคืนมาโดยเร็ว เอาละ เป้าหมายของเขาตอนนี้สำเร็จแล้ว หลังจากเล่นเกม Perfect Life นี่ เขาก็เกิดความซาบซึ้งในความดีงามของการมีชีวิตอยู่ขึ้นมาใหม่ ความอยุติธรรมที่เขาเจอมาก่อนหน้านี้เทียบไม่ได้กับผีในโลกเสมือนและการพยายามฆ่า ถ้ามองแบบนี้ เขาก็ถือว่าได้รับการรักษา แต่ว่าวิธีการรักษานั้นรุนแรงไปสักนิด อาจจะเปรียบเทียบเหมือนศัลยแพทย์ตัดสินใจตัดมือเขาออกเพราะนิ้วก้อยของเขาถูกเสี้ยนตำ

หานเฟยนอนแผ่อยู่บนพื้นอย่างไร้ชีวิตชีวา ความเจ็บปวดและอ่อนล้าทรมานจิตวิญญาณของเขา เขาไม่รู้ว่าในที่สุดตัวเองก็หลับไปหรือว่าหมดสติไปกันแน่

...

ปัง! ปัง! ปัง!

ตอนเจ็ดโมงเช้า หานเฟยถูกปลุกขึ้นมาด้วยเสียงเคาะประตูห้อง เขาคลานขึ้นจากพื้น สมองพร่าเบลอ จนกระทั่งเห็นหมวกเล่นเกมที่บนโต๊ะและรอยเลือดเปื้อนด้านในเขาถึงได้จำได้ว่าเกมเมื่อวานนั้นไม่ใช่ความฝัน ‘ภารกิจผู้เล่นใหม่ยากเป็นบ้า และมันก็มีแต่จะยากขึ้นเรื่อย ๆ ถ้านี่ไม่ใช่การรนหาที่ตายแล้วจะเป็นอะไรได้? ฉันเป็นแค่นักแสดงตลกคนหนึ่งเท่านั้น ฉันไม่รู้วิธีการต่อสู้ด้วยซ้ำ แล้วฉันจะสู้กับเพื่อนบ้านเสียสติทั้งตึกได้ยังไง?’

ปัง! ปัง! ปัง! เสียงเคาะประตูยังดังไม่เลิก ถ้านี่เป็นก่อนที่หานเฟยจะได้สัมผัสกับ Perfect Life ชายหนุ่มที่เป็นโรคกลัวสังคมอย่างรุนแรงย่อมทำแกล้งทำเป็นไม่อยู่บ้านแล้วรออยู่เงียบ ๆ จนกว่าคนจะกลับไป แต่ตอนนี้น่ะเหรอ? เขาก้าวยาว ๆ ไปทางประตูหน้าและเปิดมันออกอย่างไม่คิดมาก

“อรุณสวัสดิ์ครับ พวกเราเป็นตำรวจจากสถานีตำรวจถนนซินฝู” ถนนซินฝูนั้นอยู่ส่วนเมืองเก่า และบังเอิญว่าเป็นที่ตั้งของร้านสะดวกซื้อที่หานเฟยซื้อหมวกเล่นเกมมาด้วย “ผมชื่อจ้าวหมิง และนี่คือเพื่อนร่วมงานของผม จางเสี่ยวเทียน”

“ตำรวจ?” เห็นเจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบทั้งสองคนที่ประตูบ้านแล้วดวงตาของหานเฟยก็เป็นประกายขึ้น สิ่งที่เรียกว่ากล่องดำในสมองของเขาขู่เขาด้วยความตายหากรายงานสถานการณ์ของเขากับตำรวจแต่ว่ามันก็ช่วยไม่ได้ในเมื่อตำรวจเป็นฝ่ายมาหาเขาด้วยตัวเองใช่ไหมล่ะ...

“เข้ามาก่อนครับ!” หานเฟยไม่เคยดีใจที่ได้เห็นคนอื่นขนาดนี้มาก่อนในชีวิต เขาเชิญเจ้าหน้าที่ทั้งสองคนเข้าไปในบ้านอย่างดีใจและวิ่งไปที่ตู้เย็นเอาเครื่องดื่มมาให้

“พวกเรามาที่นี่เพราะมีคำถามอยากจะถามคุณเล็กน้อย เมื่อวานนี้เกิดไฟไหม้ขึ้นในเขตของพวกเราและในกล้องวงจรปิดมีภาพคุณอยู่ใกล้ ๆ กับสถานที่เกิดเหตุเพลิงไหม้” เจ้าหน้าที่ทั้งสองงุนงงกับการต้อนรับอย่างอบอุ่นที่พวกตนได้รับ จ้าวหมิงกระทั่งดึงโทรศัพท์ของตัวเองออกมายืนยันสถานการณ์ เขาพบว่าหานเฟยนั้นมีท่าทีต่างไปจากในประวัติของเขาที่ตำรวจรวบรวมมาได้

“อันที่จริง ผมมีบางอย่างอยากจะบอกพวกคุณ” หานเฟยนั่งลงตรงข้ามกับเจ้าหน้าที่

“โอ้?” เจ้าหน้าที่ทั้งสองคนสบตากัน สีหน้าของพวกเขาเปลี่ยนเป็นจริงจังขณะมองหานเฟย “คุณอยากจะบอกอะไรพวกเราล่ะครับ?”

“เมื่อคืนวาน ผม...”

“คำเตือน! คำเตือน ผู้เล่น 0000! ห้ามเปิดเผยการมีอยู่ของ Perfect Life รุ่นแรกให้กับบุคคลอื่น! หลังจากการเตือนครั้งที่สาม กล่องดำที่ในศีรษะของคุณจะระเบิด!” มันเหมือนกับมีคนกำมือรอบหัวใจของเฉินเกอ การสั่นเทิ้มที่มาจากส่วนลึกของสมองทำให้หายเฟยตัวแข็งทื่อ ริมฝีปากของเขาเปิดออกแต่กลับไม่มีคำพูดใดหลุดออกมา เจ้าหน้าที่ทั้งสองคนมองหายเฟยเปิดปากแต่ไม่พูดอะไรและทั้งสามคนก็เงียบอย่างกระอักกระอ่วนไปหลายวินาที

“เกิดอะไรขึ้นกับคุณเมื่อคืนวานเหรอครับ?” เจ้าหน้าที่คนหนึ่งถามซ้ำ พวกเขาไม่รู้เลยว่าหานเฟยตกอยู่ภายใต้ความกดดันแบบไหนอยู่ เหงื่อเป็นหยดไหลลงมาตามแก้มของหานเฟย การตายอย่างสยดสยองนั้นคืบคลานไปทั่วเส้นประสาทของเขา เส้นเลือดที่หน้าผากโป่งนูนออกมา หานเฟยกัดฟัน กำหมัดทุบเบาะ สุดท้ายแล้ว เขาก็เก็บเรื่องเกมเอาไว้กับตัวเอง

เจ้าหน้าที่ทั้งสองคนตกใจกับการกระทำกะทันหันของเขา “คุณครับ ได้โปรดใจเย็นก่อน พวกเราค่อย ๆ คุยกัน การใช้ความรุนแรงเป็นเรื่องไม่สมควร”

หานเฟยสมองปั่นป่วนพยายามหาทางอธิบายปัญหาของเขาออกไปโดยไม่พูดถึงเกม เพื่อที่จะป้องกันไม่ให้กล่องดำระเบิด เขาเลือกใช้คำอย่างระมัดระวัง “ประมาณเที่ยงคืนเมื่อคืนนี้ คุณตำรวจ กรุณาให้ความสังเกตเรื่องเวลาเอาไว้ หญิงชราคนหนึ่งมาเชิญผมไปกินติ่มซำที่บ้านของเธอ ตอนที่ผมไปถึงที่นั่น หลานชายของเธอก็ขว้างถ้วยน้ำซุปปลาทิ้งและบอกว่าเธอปรุงน้ำซุปด้วยวัตถุดิบจากโลงศพ แต่ว่าผมเห็นชัด ๆ ว่าเธอหยิบวัตถุดิบออกมาจากตู้เย็น นั่นไม่ได้หมายความว่าเคยมีศพอยู่ในตู้เย็นของเธอหรอกหรือ ไม่อย่างนั้นทำไมหลานชายของเธอถึงพูดแบบนั้น?”

“ผมสงสัยมากกว่าว่าทำไมคุณถึงสันนิษฐานอย่างนั้น” เจ้าหน้าที่ตำรวจมองสีหน้าจริงจังของหานเฟยแล้วก็ไม่อยากกดดันต่อ จ้าวหมิงกดปุ่มเครื่องบันทึกเสียงในกระเป๋าเงียบ ๆ ขณะที่จางเสี่ยวเทียนขยับแขนข้างซ้ายไปด้านหลังด้วยท่าทางเป็นธรรมชาติ “แล้วหลังจากนั้นล่ะครับ เกิดอะไรขึ้น?”

“ผมกลับมาที่บ้านแล้วพยายามนอนให้หลับ แต่ว่าประตูห้องน้ำเริ่มเปิดออกด้วยตัวเองและมีบางอย่างออกมาจากในนั้น แล้วก็ พวกคุณเชื่อเรื่องผีไหม?”

“ยังไงนะครับ?”

“ผี! แบบที่นั่งยอง ๆ อยู่บนพื้นแล้วก็เทเลพอร์ต*ได้ มันหน้าซีดมาก ๆ และยังสามารถบิดตัวได้เหมือนไม่มีกระดูก!” หานเฟยเริ่มควบคุมอารมณ์ไม่ได้ เขากลัวว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะกลับไปก่อนเพราะเรื่องเล่าไร้สาระของเขา และเขาก็จะพลาดโอกาสขอความช่วยเหลือดังนั้นจึงออกท่าออกทางตอนบรรยาย ทักษะการแสดงถูกเขาดึงออกมาใช้อย่างเต็มที่

“ผมควรจะบันทึกเรื่องผีนี่เอาไว้งั้นเหรอ?” จ้าวหมิงสูดลมหายใจลึกและพยายามรักษาน้ำเสียงให้คงที่ “ถ้านี่เป็นทุกอย่างที่คุณจะเล่าให้พวกเราฟัง อย่างนั้นให้พวกเราช่วยประหยัดเวลาของทั้งสองฝ่าย ฟังนะครับคุณ พวกเราจะถามคำถามคุณและต้องการให้คุณตอบตามความจริง”

“แต่ผมสาบานกับพระเจ้าเลยว่าที่ผมกำลังพูดความจริงกับพวกคุณนะ!” หานเฟยไม่ได้แสดงละครแล้ว เขากะพริบตาถี่ ๆ เหมือนตัวเองเป็นตัวประกันที่ถูกจับตัวเอาไว้ แต่คนที่จับเขาเป็นตัวประกันไม่ใช่คน เป็นเกมเกมหนึ่ง

“อย่างแรกเลย ทำไมคุณถึงไปที่ถนนเก่าแก่ตอนประมาณบ่ายโมงครึ่งเมื่อวานนี้ครับ?” จ้าวหมิงไม่คล้อยตามหานเฟยและพุ่งตรงสู่จุดประสงค์ของพวกเขา

“ผมไปซื้อเกมมือสอง โอ้ ใช่แล้ว! พวกเราควรไปหาเจ้าของร้านนะ! คุณตำรวจ คุณต้องช่วยผมหาเจ้าของร้าน!”

“เจ้าของร้านอะไรครับ? ตึกส่วนใหญ่ที่ถนนเก่าน่ะเก่าเกินกว่าจะใช้การได้แล้ว อันที่จริง ร้านทั้งหมดถูกย้ายออกไปตั้งแต่สามเดือนก่อน”

“เป็นไปไม่ได้สิ! ผมเพิ่งซื้อเกมจากร้านสะดวกซื้อเก่า ๆ เมื่อสามวันก่อนเอง! พวกเราไปที่นั่นกันเดี๋ยวนี้เลย! อันที่จริง ผมจะพาพวกคุณไปเดี๋ยวนี้เลย!” หานเฟยกระเด้งขึ้นจากโซฟา

“คุณกำลังล้อเล่นกับพวกเราเหรอครับ? คุณคิดว่ามันตลกหรือยังไง? เมื่อวานตอนบ่ายเกิดไฟไหม้ครั้งใหญ่ที่ถนนเก่า ร้านรวงว่างเปล่าพวกนั้นถูกเผาหมดแล้ว โชคดีที่ที่นั่นร้างเลยไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ” ตอนนี้จ้าวหมิงและจางเสี่ยวเทียนมองหานเฟยอย่างสงสัยออกนอกหน้า

“ร้านถูกเผาหมดแล้ว?” หานเฟยมองเจ้าหน้าที่อย่างงงงวย แต่แล้วดวงตาของเขาก็กลับมามีประกายมุ่งมั่นอีกครั้ง “เป็นไปไม่ได้! มันต้องมีอะไรสักอย่างผิดปกติ! ผมจำหน้าตาของเจ้าของร้านได้ชัดเจน! ตราบใดที่คุณหาคนมาได้ คุณก็จะรู้ว่าผมไม่ได้โกหก!” หานเฟยนั้นเป็นนักแสดงมืออาชีพ ดังนั้นเขาจึงมีความทรงจำที่ดี เขาดึงเอาปากกากับกระดาษออกมาแล้ววาดใบหน้าของชายชราเจ้าของร้านลงไป “เน้นเครื่องหน้าแบบนี้! ผมแน่ใจว่าคุณจะหาตัวเขาได้ในไม่ช้า!”

“ผมจะบอกคุณอีกครั้ง ไม่มีร้านไหนที่ยังเปิดทำการอยู่...” จ้าวหมิงอยากจะพูดอะไรต่อตอนที่โทรศัพท์ของเขาสั่นขึ้น เขาให้จางเสี่ยวเทียนจับตามองหานเฟยขณะที่เขาออกจากห้องไปรับสาย

“สวัสดีครับ หัวหน้าหวัง?”

“นายไปถึงบ้านของผู้ต้องสงสัยวางเพลิงหรือยัง? เจออะไรไหม?” เสียงของชายวัยกลางคนดังมาจากในสาย

“พวกเรามาถึงแล้วครับ และก็เจอผู้ต้องสงสัยหลังจากพูดคุยและสอบถามสั้น ๆ” จ้าวหมิงมองเข้าไปในห้องแล้วลดเสียงลง

“นายหมายความว่ายังไง?”

“จากข้อมูลที่พวกเรามี ผู้ต้องสงสัยนั้นเป็นนักแสดงตลกที่ทำงานหนักและเก็บตัว พวกเราตรวจดูข้อมูลเกี่ยวกับเขาและพบว่าเขาเข้ารับคำปรึกษาทางจิตเวชมาหลายครั้ง ตามที่บันทึกในประวัติ เขามีภาวะหวาดกลัวสังคมอย่างรุนแรง”

“นักแสดงที่หวาดกลัวสังคมอย่างรุนแรง?”

“ในประวัติบอกอย่างนั้นครับ แต่หลังจากได้พูดคุยจริงจังกับผู้ต้องสงสัย พวกเราก็พบว่าเขากระตือรือร้นและตื่นเต้นง่าย ท่าทางของเขาประหลาดมาก ผมเชื่อว่าภาวะหวาดกลัวสังคมของเขารักษาหายแล้วแต่ว่า...”

“แต่อะไร?”

“แต่ว่าผู้ชายคนนี้น่าจะเสียสติไปในระหว่างกระบวนการรักษานั่นครับ”

เทเลพอร์ต* การเคลื่อนที่ในพริบตา

จบบทที่ Chapter 6: เปลี่ยนความหวาดกลัวการเข้าสังคมไปเป็นความบ้าคลั่ง

คัดลอกลิงก์แล้ว