เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 17 ผู้ฝึกยุทธ์มิอาจหยามหมิ่น

บทที่ 17 ผู้ฝึกยุทธ์มิอาจหยามหมิ่น

บทที่ 17 ผู้ฝึกยุทธ์มิอาจหยามหมิ่น


บทที่ 17 ผู้ฝึกยุทธ์มิอาจหยามหมิ่น!

เมื่อได้ยินเช่นนี้ เจิ้งตี้ก็ชิงพูดขึ้นก่อน

"ท่านครูใหญ่ หลินผิงอันก่อเหตุทำร้ายร่างกายในโรงเรียนอย่างอุกอาจ ทำให้โจวเฉียงและนักเรียนในห้องของผมอีกหลายคนได้รับบาดเจ็บสาหัสครับ"

"แถมครูหลี่เสวี่ยซึ่งเป็นครูประจำชั้นของเขายังคอยปกป้อง และขัดขวางไม่ให้ผมจับตัวเขาด้วย"

"นี่คือความจริงทั้งหมดครับ!"

เมื่อได้ยินดังนั้น ครูหลี่เสวี่ยก็โกรธจัด เบิกตากว้างพร้อมกับตวาดเสียงดังลั่น

"เหลวไหล! ความจริงเป็นอย่างไรก็ยังไม่ได้สืบสวนให้แน่ชัด! ฉันเชื่อว่าหลินผิงอันไม่มีทางลงมือโดยไร้เหตุผลแน่"

"อีกอย่าง คุณลงมืออย่างโหดเหี้ยมขนาดนั้น ฉันย่อมไม่ยอมให้คุณทำตามอำเภอใจอยู่แล้ว"

วินาทีต่อมา เจิ้งตี้ก็กัดฟันกรอดและสวนกลับด้วยความโกรธเกรี้ยว

"ผมโหดเหี้ยมงั้นเหรอ? คุณนั่นแหละที่โหดเหี้ยมกว่า! ดูบาดแผลบนตัวผมสิ คุณยังมีหน้ามาพูดแบบนี้อีกเหรอ?"

ด้านข้างพวกเขา สีหน้าของครูใหญ่แปรเปลี่ยนเป็นเย็นชา เขากวาดสายตามองด้วยแววตาน่าเกรงขาม กลิ่นอายพลังปะทุขึ้น สะกดข่มทั้งสองคนเอาไว้ในพริบตา

ทันใดนั้น สายตาของเขาก็เบนไปที่ร่างหล่อเหลาเบื้องหน้าซึ่งยังคงมีสีหน้าราบเรียบ

"หลินผิงอัน เธอมีอะไรจะอธิบายเกี่ยวกับเรื่องนี้ไหม?"

เมื่อได้ยินคำถามนั้น หลินผิงอันก็ตอบกลับด้วยน้ำเสียงสงบนิ่งและเนิบนาบ

"คนพวกนี้เป็นฝ่ายมาหาเรื่องก่อน แถมยังด่าทอพ่อแม่ของผม การที่ผมไม่ฆ่าพวกเขาทิ้งตรงนั้นก็ถือว่าปรานีมากแล้วครับ"

เมื่อได้ยินเช่นนั้น เจิ้งตี้ที่อยู่ด้านข้างก็อดไม่ได้ที่จะคำรามออกมาด้วยความโกรธ

"บัดซบ! แค่เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ แกถึงกับลงมือโหดเหี้ยมขนาดนี้เลยเหรอ? หลินผิงอัน แกทำร้ายร่างกายคนอื่นอย่างเปิดเผยต่อหน้าธารกำนัล ไม่เห็นกฎข้อห้ามของสมาคมวิถียุทธ์อยู่ในสายตาเลยสักนิด"

"รีบยอมจำนนและรอรับการตัดสินโทษซะ!"

"มิฉะนั้น เพื่อปกป้องเกียรติของสมาคมวิถียุทธ์ ก็อย่าหาว่าฉันไร้ปรานีก็แล้วกัน"

สีหน้าของครูประจำชั้นอย่างหลี่เสวี่ยซีดเผือดลง แววตาเผยให้เห็นถึงความกังวลอย่างไม่อาจปิดบัง

ในขณะเดียวกัน หลินผิงอันกลับล้วงมือเข้าไปในเสื้ออย่างใจเย็น คลำหาอยู่ไม่กี่วินาที ก่อนจะหยิบใบรับรองแผ่นหนึ่งออกมาและชูให้ดู

"ผมจำได้ว่าในกฎข้อห้ามของสมาคมวิถียุทธ์ มีข้อหนึ่งระบุไว้ว่า การที่ผู้ฝึกยุทธ์ทำร้ายคนธรรมดาโดยไร้เหตุผลถือเป็นความผิดร้ายแรง แต่ก็มีอีกข้อหนึ่งที่ระบุไว้ว่า หากคนธรรมดาเป็นฝ่ายยั่วยุก่อน ผู้ฝึกยุทธ์สามารถตอบโต้ได้โดยไร้ขีดจำกัด"

"ซึ่งรวมไปถึงการโจมตีด้วยวาจา คนพวกนี้ด่าทอพ่อแม่ของผม การที่ผมลงมือซัดพวกเขาร่วงไปจึงไม่ถือว่าละเมิดกฎข้อห้าม"

"ยิ่งไปกว่านั้น ผมยังออมมือให้แล้วด้วยซ้ำ!"

"ผู้ฝึกยุทธ์มิอาจหยามหมิ่น นี่คือสัจธรรมที่รู้กันโดยทั่วไป"

"ตามความหมายของครูเจิ้ง ผมคงจะใจอ่อนเกินไปหน่อย และสมควรจะสังหารพวกเขาทิ้งตรงนั้นเลย"

"มีเพียงวิธีนั้น ถึงจะสามารถปกป้องเกียรติและกฎข้อห้ามของสมาคมวิถียุทธ์เอาไว้ได้สินะครับ"

การใช้ศีลธรรมมาแบล็กเมล์และยกตัวเองขึ้นไปอยู่บนจุดสูงสุดทางศีลธรรมเพื่อเบ่งอำนาจนั้น ใช้ไม่ได้ผลกับหลินผิงอันเลยแม้แต่น้อย

ในยามนี้ การตอกกลับด้วยวิธี 'หนามยอกเอาหนามบ่ง' ทำเอาอีกฝ่ายถึงกับหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ

ชั่วขณะหนึ่ง เจิ้งตี้ถึงกับตกตะลึงงัน เขามองด้วยสายตาที่ไม่อยากจะเชื่อ

"แก... แก... แกเป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับหนึ่งงั้นเหรอ? แถม... แถมยังได้รับการรับรองแล้วด้วย?"

"บ้าเอ๊ย! แกไม่ได้วางแผนที่จะขัดเกลากายาครั้งที่สอง แต่เลือกที่จะทะลวงระดับตั้งแต่ครั้งแรกเลยงั้นเหรอ?"

อันที่จริง เจิ้งตี้ไม่เคยคาดคิดถึงจุดนี้มาก่อนเลย

เขารู้เรื่องที่หลินผิงอันมีปราณโลหิต 110 แคลเช่นกัน

แต่ในความคิดของเขา อีกฝ่ายไม่มีทางทะลวงระดับง่ายๆ แน่ แต่จะต้องสะสมพลังบ่มเพาะให้ถึง 115 แคล เพื่อทำการขัดเกลากายาครั้งที่สองเสียก่อน แล้วจึงค่อยทะลวงสู่ระดับหนึ่ง

นี่คือตรรกะและกระบวนการคิดตามปกติ

น่าเสียดาย ที่เขาทายผิดไปเสียทุกอย่างตั้งแต่ต้น

ใครจะไปคิดล่ะว่าจะมีคนเลือกทะลวงระดับและกลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับหนึ่งที่จัดว่าอ่อนแอที่สุดทันที หลังจากมีปราณโลหิตถึง 100 แคลและผ่านการขัดเกลากายาเพียงครั้งเดียว?

การกระทำที่ทำลายอนาคตตัวเองเช่นนี้ ไม่ใช่สิ่งที่เด็กมัธยมปลายในวัยเย่อหยิ่งจองหองจะยอมทำหรอก

และด้วยเหตุนี้เอง ความผิดพลาดจึงเกิดขึ้น

เดิมที กฎข้อห้ามที่เจิ้งตี้ต้องการจะหยิบยกขึ้นมา ไม่ใช่เรื่องที่ผู้ฝึกยุทธ์ห้ามทำร้ายคนธรรมดาโดยไร้เหตุผล

แต่เป็นข้อที่ระบุว่า การจงใจทำร้ายผู้อื่นจนได้รับบาดเจ็บสาหัสในหมู่คนธรรมดาด้วยกัน ถือเป็นความผิดร้ายแรง

ทว่าตอนนี้ เมื่อเผชิญกับกฎข้อห้ามที่หลินผิงอันงัดขึ้นมาสู้ ข้อโต้แย้งที่เขาเตรียมไว้ก่อนหน้านี้จึงพังทลายลงอย่างราบคาบ

ยิ่งไปกว่านั้น ทุกอย่างก็เป็นไปตามที่อีกฝ่ายพูดจริงๆ การไม่ลงมือฆ่าให้ตายตรงนั้นก็ถือว่าปรานีมากแล้ว

ในยามนี้ เจิ้งตี้โกรธจนแทบจะกัดฟันตัวเองตาย แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เขาทำได้เพียงกำหมัดแน่นและเดือดดาลอยู่ลึกๆ

อันธพาลเล่นตุกติกยังไม่น่ากลัวเท่าอันธพาลที่มีการศึกษา

แมัหลินผิงอันจะไม่ใช่อันธพาล แต่เขาก็มีการศึกษาและรู้กติกาดีกว่าใครๆ

หรือจะพูดให้ถูกก็คือ เขาทำอะไรได้รอบคอบกว่า และเก่งกาจในการใช้ช่องโหว่ของกฎเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองต่างหาก

ตอนนี้ เพียงแค่คำพูดไม่กี่ประโยค เขาก็สามารถปัดเป่าความผิดทั้งหมดให้พ้นตัวได้อย่างหมดจด

แม้แต่โจวเฉียงและพรรคพวกที่ถูกหักแขนหักขา ก็ยังต้องคุกเข่าขอบคุณเขาที่ยอมไว้ชีวิต

อีกด้านหนึ่ง แม้ครูใหญ่จะคาดเดาผลลัพธ์นี้ไว้แล้ว แต่เขาก็อดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจออกมา

เดิมทีเขาคิดว่าเด็กนี่ก็แค่จิ้งจอกน้อยจอมเจ้าเล่ห์ แต่ไม่คิดเลยว่าจะลงมือได้เด็ดขาดและเหี้ยมเกรียมขนาดนี้

ต้องบอกเลยว่า ภาพลักษณ์ที่ผ่านมาของเด็กคนนี้ไม่เคยมองออกเลยสักนิด

ก็จริง ประสบการณ์ในวัยเด็กย่อมส่งผลต่อบุคลิกภาพของคนเราอยู่ไม่น้อย

หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ครูใหญ่ก็ดึงสติกลับมาและโบกมือ

"เอาล่ะ! ให้เรื่องมันจบแค่นี้ก็แล้วกัน! ครูเจิ้งตี้ พาเด็กนักเรียนของคุณไปห้องพยาบาลเถอะ"

"ส่วนเรื่องการแจ้งผู้ปกครองและการอธิบายต้นสายปลายเหตุก็เป็นหน้าที่ของคุณแล้วล่ะ!"

"หลินผิงอัน ตามฉันมา มีคนอยากพบเธอ"

ทว่าในขณะนั้นเอง เจิ้งตี้ก็เอ่ยขึ้นมาอีกครั้งด้วยน้ำเสียงตั้งคำถาม

"เดี๋ยวครับครูใหญ่ เราจะฟังความข้างเดียวของเขาไม่ได้นะครับ"

"ที่บอกว่าด่าทอพ่อแม่ล่ะ?"

"ยังไม่แน่ชัดเลยด้วยซ้ำว่ามันเกิดขึ้นจริงหรือเปล่า!"

เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลินผิงอันก็หันหน้าไปเล็กน้อย แล้วล้วงเอาปากกาบันทึกเสียงออกจากกระเป๋าอย่างใจเย็น

"หลักฐานงั้นเหรอครับ?"

"กล้องวงจรปิดแถวนี้ที่บันทึกเหตุการณ์ตรงนี้ได้ นับเป็นหลักฐานไหมครับ?"

"นักเรียนที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดเมื่อครู่นี้ นับเป็นหลักฐานไหมครับ?"

"และเครื่องบันทึกเสียงที่บันทึกเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ไว้ได้ นับเป็นหลักฐานไหมครับ?"

พยานบุคคล พยานวัตถุ ภาพ และเสียง—ทุกอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ เป็นหลักฐานมัดตัวที่ดิ้นไม่หลุดจริงๆ

คำพูดเหล่านี้แทบจะทำให้เจิ้งตี้สติแตกไปตรงนั้นเลย

โดยเฉพาะหลังจากที่หลินผิงอันหยิบปากกาบันทึกเสียงออกมา แววตาของเขาก็ยิ่งเลื่อนลอยหนักกว่าเดิม

ใครบ้าที่ไหนจะพกปากกาบันทึกเสียงติดตัวไว้ตลอดเวลากันวะ?!

บ้าเอ๊ย!

นี่มันกระบวนการความคิดพิลึกพิลั่นแบบไหนกันเนี่ย?

ด้านข้างเขา ครูใหญ่และครูประจำชั้นอีกหลายคนก็มีสีหน้าอึ้งงันไม่ต่างกัน

ทันใดนั้น หลินผิงอันก็เอ่ยต่อไปอย่างราบเรียบ

"ครูเจิ้งร้อนรนขนาดนี้ หรือว่าครูจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วยครับ?"

"การที่โจวเฉียงกับพรรคพวกจงใจมาหาเรื่องและด่าทอผม เป็นเพราะครูคอยยุยงอยู่เบื้องหลังหรือเปล่าครับ?"

ทันทีที่เขากล่าวจบ เจิ้งตี้ก็แทบจะระเบิดอารมณ์ออกมาและรีบโบกมือปฏิเสธพัลวัน

"อะไรนะ? ไม่! ไม่มีทาง! ฉันไม่ใช่คนต่ำทรามแบบนั้น! สิ่งที่พวกนั้นทำไม่เกี่ยวอะไรกับฉันเลยสักนิด"

วินาทีต่อมา หลินผิงอันก็พยักหน้า

"อ้อ! งั้นก็ดีแล้วครับ!"

พูดจบ เขาก็เก็บปากกาบันทึกเสียงลงไป แล้วเตรียมตัวจะเดินต่อ

หลังจากเดินไปได้สองก้าว เขาก็หันกลับมาเรียกคนที่ยังคงยืนอึ้งอยู่

"ครูใหญ่ครับ! ไปกันเถอะ! ไม่ใช่ว่ามีคนอยากพบผมเหรอครับ? อย่าปล่อยให้เขารอนานเลย"

"อ๊ะ! โอ้!"

ระหว่างทาง หลินผิงอันเดินไปอย่างเงียบเชียบราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ในห้องทำงานครูใหญ่บนตึกสูงที่อยู่ไม่ไกลนัก หัวหน้าสาขาสมาคมวิถียุทธ์เมืองเทียนหยางกำลังหารืออยู่กับผู้บริหารระดับสูง

และประเด็นสำคัญของการหารือ ก็คือเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นกับหลินผิงอันนั่นเอง

"ทั้งกล้าหาญและมีไหวพริบ ความคิดก็รอบคอบถี่ถ้วน ถ้าพรสวรรค์ของเขาแข็งแกร่งกว่านี้ก็คงจะดีสิ!"

"รู้จักถอยรู้จักสู้ ใจเย็นและเด็ดขาด น่าเสียดายที่ขีดจำกัดสูงสุดของเขาถูกปิดตายไปแล้ว ชาตินี้คงไม่มีหวังได้ทะลวงเป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับกลางอีก"

"..."

จบบทที่ บทที่ 17 ผู้ฝึกยุทธ์มิอาจหยามหมิ่น

คัดลอกลิงก์แล้ว