- หน้าแรก
- เกิดใหม่ชาตินี้ข้าจะไม่ยอมให้สามีถูกรังแก
- บทที่ 18: ความโชคร้ายของหลิวเสี่ยวเอ๋อ
บทที่ 18: ความโชคร้ายของหลิวเสี่ยวเอ๋อ
บทที่ 18: ความโชคร้ายของหลิวเสี่ยวเอ๋อ
บทที่ 18: ความโชคร้ายของหลิวเสี่ยวเอ๋อ
เร็วขนาดนี้เลยเหรอ?
ไป๋ซิ่วซิ่วคิดว่าอย่างน้อยๆ ก็น่าจะพรุ่งนี้ซะอีก! เธอค่อยๆ หยิบเมล็ดสายน้ำผึ้งใส่กลับลงไปในกล่องอย่างไม่เร่งรีบ ตั้งใจว่ากลับมาตอนเย็นค่อยเอาออกมาตากแห้ง หลังจากจัดแจงข้าวของเสร็จสรรพ เธอก็ลงจากเตียงเตาแล้วเดินไปเปิดประตู
ที่หน้าประตู จ้าวคุ้ยเฟินกับสะใภ้ห้าโจวเจียวเจียวกำลังยืนขวางทางอยู่
โจวเจียวเจียวชะเง้อคอมองเข้าไปในห้องไม่หยุด พยายามสอดส่ายสายตาดูว่าไป๋ซิ่วซิ่วมัวยุ่งอยู่กับอะไรข้างใน
ทว่าเธอกลับต้องผิดหวังเมื่อพบว่าภายในห้องไม่มีอะไรผิดสังเกตเลยแม้แต่น้อย
จ้าวคุ้ยเฟินทำหน้าตึง เอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา "มัวยืนบื้ออยู่ทำไมล่ะ รีบไปที่ภูเขาด้วยกันสิ เป็นถึงพี่สะใภ้ใหญ่ หัดขยันขันแข็งแล้วก็ทำงานให้มันเยอะๆ หน่อย!"
ได้ยินดังนั้น ไป๋ซิ่วซิ่วก็หัวเราะร่วน "แม่คะ ฉันยังป่วยอยู่นะคะ ที่พอจะมีแรงลุกขึ้นมาเตรียมตัวไปภูเขาได้เนี่ย ก็เพราะได้ยาจากลุงจางช่วยหรอกนะคะ ถ้าฉันขึ้นเขาไปโหมงานหนักจนหมดสติล้มพับไปอีก แล้วเรื่องมันแดงไปถึงหูคนในหมู่บ้าน ต่อให้เขาจะรุมด่าแม่ ฉันก็ไม่สนหรอกนะคะ"
พอพูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา จ้าวคุ้ยเฟินก็เดือดดาลจนแทบคลั่ง
ถ้าไป๋ซิ่วซิ่วเกิดล้มหมอนนอนเสื่อเพราะทำงานหนักเกินไปอีก หล่อนคงไม่มีหน้าไปสู้คนในหมู่บ้านแน่ๆ!
ถึงแม้หล่อนจะไม่ใช่แม่สามีคนเดียวในหมู่บ้านที่โขกสับลูกสะใภ้ แต่หล่อนเป็นคนเดียวที่ทำเรื่องงามหน้าจนถึงขั้นโดนหัวหน้ากองพลน้อยเรียกไปตักเตือน!
หล่อนไม่เข้าใจเลยจริงๆ ก็แค่ลูกสะใภ้คนเดียว ตายไปก็หาใหม่ได้ ทำไมถึงได้ล้ำค่านักหนา?
ตอนที่หล่อนเป็นลูกสะใภ้ ไม่เห็นจะมีใครมาทะนุถนอมราวกับไข่ในหินแบบนี้เลย!
จ้าวคุ้ยเฟินรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ พอหันไปมองหน้าไป๋ซิ่วซิ่วอีกครั้ง แววตาของหล่อนก็วาวโรจน์ราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
แต่หล่อนก็จำใจเค้นคำพูดออกมาจนได้ "งั้นก็ทำให้น้อยลงหน่อยแล้วกัน!"
โจวเจียวเจียวที่ยืนอยู่ข้างๆ มองดูเหตุการณ์ด้วยความรู้สึกอึดอัดใจ ที่บอกว่าให้ไป๋ซิ่วซิ่วทำงานน้อยลงหมายความว่ายังไง? หมายความว่าเธอต้องรับภาระเพิ่มงั้นสิ? ก็แค่คนป่วยไม่ใช่เหรอ? ทำไมถึงต้องประคบประหงมกันขนาดนี้?
แต่พอนึกขึ้นได้ว่าไป๋ซิ่วซิ่วอาจจะเจอเรื่องซวยๆ หลังจากขึ้นไปบนเขา อารมณ์ของเธอก็ดีขึ้นเป็นกอง "แม่คะ ไม่ต้องห่วงนะคะ เดี๋ยวขึ้นเขาไป ฉันจะให้พี่สะใภ้ใหญ่เดินไปกับฉัน ฉันจะดูแลพี่เขาเป็นอย่างดีเลยค่ะ"
จ้าวคุ้ยเฟินพยักหน้ารับ "ดีมาก จับตาดูมันไว้ให้ดีล่ะ"
หล่อนไม่เชื่อหรอกว่าถ้ามีสะใภ้ห้าคอยคุมแจ ไป๋ซิ่วซิ่วจะหาเรื่องอู้งานได้สักเท่าไหร่!
ไป๋ซิ่วซิ่วมองดูสองแม่ผัวลูกสะใภ้เข้าขากันเป็นปี่เป็นขลุ่ยพลางแค่นหัวเราะในใจ
ฝันไปเถอะว่าเธอจะยอมเดินไปกับพวกหล่อนน่ะ!
เธอรีบชิงพูดขึ้นมาทันที "ไม่เป็นไรหรอกจ้ะ ดูแขนขาเล็กๆ ลีบๆ ของน้องสะใภ้ห้าสิ คงจะดูแลฉันไม่ไหวหรอก ฉันเดินไปกับน้องสะใภ้สามดีกว่า"
พูดจบ ไป๋ซิ่วซิ่วก็จัดการล็อคประตูห้องแล้วเดินออกไป
โจวเจียวเจียวร้อนรนอยู่ในใจ เธอเองก็ไม่ค่อยแน่ใจเรื่องโชคชะตาของตัวเองสักเท่าไหร่นัก
รู้แค่ว่าคนที่ขึ้นเขาไปกับเธอจะต้องเจอเรื่องซวยๆ แต่ไม่รู้แน่ชัดว่าเป็นใคร
เพียงแต่โดยปกติแล้ว คนที่อยู่ใกล้ตัวเธอมากที่สุดมักจะซวยหนักที่สุด
ถ้าไป๋ซิ่วซิ่วยืนกรานที่จะไม่เดินไปกับเธอล่ะก็... ช่างเถอะ เอาเป็นพี่สะใภ้รองแทนก็แล้วกัน
เธอไม่ชอบหน้าพี่สะใภ้พวกนี้สักคน
ไม่ช้าก็เร็ว เธอจะเหยียบย่ำพี่สะใภ้พวกนี้ทุกคนเพื่อก้าวไปสู่จุดมุ่งหมายของเธอให้จงได้
การขึ้นเขาวันนี้เป็นแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น
เดี๋ยวพอไป๋ซิ่วซิ่วเห็นว่าเธอหาของดีๆ บนเขาได้เยอะ หล่อนก็คงจะอยากมาเดินตามก้นเธอเองนั่นแหละ!
เมื่อคิดได้ดังนั้น โจวเจียวเจียวก็กลับมาอารมณ์ดีอีกครั้ง
หลังจากเดินออกจากบ้าน ไป๋ซิ่วซิ่วก็พุ่งตรงไปหาจ้าวชุ่ยฮัวทันที "สะใภ้สาม เดี๋ยวพอขึ้นเขาแล้วเราเดินไปด้วยกันนะ? ฉันยังปวดหัวตัวร้อนอยู่เลย มีอะไรจะได้คอยช่วยเหลือกันได้"
จ้าวชุ่ยฮัวชะงักไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำชวน แต่หล่อนก็รู้ดีว่าการเดินป่าคนเดียวมันหลงทางได้ง่าย ยิ่งไปกว่านั้น พี่สะใภ้ใหญ่คนนี้ดูมีหัวคิดมากกว่าพี่สะใภ้คนอื่นๆ ตั้งเยอะ!
เอาแค่เรื่องแบ่งเงินนั่นเป็นตัวอย่าง ถ้าไม่ได้พี่สะใภ้ใหญ่คอยชี้แนะ หล่อนก็คงคิดไม่ถึงจริงๆ!
เมื่อคิดได้เช่นนั้น จ้าวชุ่ยฮัวก็ตอบตกลงโดยไม่ลังเล "ได้สิจ๊ะ ฉันจะไปกับพี่สะใภ้ใหญ่เอง"
หญิงสาวทั้งห้าคนเดินมุ่งหน้าออกจากหมู่บ้าน
ไม่นานนัก พวกเธอก็สังเกตเห็นว่าหลายครอบครัวในหมู่บ้านต่างก็ส่งคนขึ้นเขาไปหาของป่า แต่ส่วนใหญ่จะเป็นพวกหญิงชราที่กระเตงลูกเด็กเล็กแดงไปเป็นพรวน
พวกเด็กๆ ทำงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอันไม่ได้หรอก ส่วนพวกคนแก่ก็เชื่องช้าอืดอาด ทำแต้มค่าแรงไม่ได้มากนัก ไม่ค่อยมีประโยชน์กับครอบครัวเท่าไหร่ สู้ให้ขึ้นเขาไปหาของป่ายังจะดีซะกว่า! ไปขุดหาผักป่า เก็บเห็ด ถ้าโชคดีเจอสมุนไพรก็ถือเป็นกำไรก้อนโต
ดีกว่าอุดอู้อยู่แต่ในบ้านตั้งเยอะ
นอกจากพวกผู้ชายอกสามศอกในหมู่บ้านที่ต้องออกแรงทำงานหนักแล้ว คนอื่นๆ ต่างก็มีเวลาว่างถมเถไป
พอเข้ามาในเขตภูเขา จำนวนคนก็แทบจะเดินชนกันตาย เยอะกว่าผักป่าซะอีก!
ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าสู่เขตป่า โจวเจียวเจียวที่เงียบปากมาตลอดทางก็เริ่มเปิดฉาก "พี่สะใภ้ใหญ่ ทำไมพวกเราไม่เดินไปด้วยกันล่ะจ๊ะ? จะได้คอยดูแลซึ่งกันและกันไง"
เธอยังคงหวังลึกๆ ว่าจะเพิ่มโอกาสให้ไป๋ซิ่วซิ่วเจอเรื่องซวยๆ ได้!
พูดจบ โจวเจียวเจียวก็จ้องมองไป๋ซิ่วซิ่วด้วยสายตาคาดหวัง
เมื่อเห็นสีหน้าของหล่อน ไป๋ซิ่วซิ่วก็แค่นหัวเราะในใจ น้องสะใภ้ห้าคนนี้เกลียดขี้หน้าเธอเข้าไส้จริงๆ สินะ!
ไป๋ซิ่วซิ่วแสร้งทำสีหน้าเหนื่อยล้าอ่อนเพลียและเอ่ยปฏิเสธ "ช่างมันเถอะจ้ะ เดินกันเป็นฝูงแบบนี้จะไปหาอะไรเจอ ฉันแค่เดินขึ้นเขาก็หมดเรี่ยวหมดแรงแล้ว น้องสะใภ้ห้าพาคนอื่นล่วงหน้าไปก่อนเถอะจ้ะ
เดี๋ยวฉันให้สะใภ้สามอยู่เป็นเพื่อนตรงนี้แหละ พวกเราจะค่อยๆ เดินตามไป"
จ้าวชุ่ยฮัวอยากจะปฏิเสธใจจะขาด! พี่สะใภ้ใหญ่จะมาหมดแรงอะไรเอาป่านนี้?
แต่หล่อนก็ไม่กล้าปฏิเสธตรงๆ สองสามวันมานี้พี่สะใภ้ใหญ่ดูน่าเกรงขามขึ้นเป็นกอง!
เมื่อเห็นไป๋ซิ่วซิ่วยืนกรานแบบนั้น โจวเจียวเจียวก็รู้ว่าคงเกลี้ยกล่อมไม่สำเร็จ ถึงจะน่าเสียดาย แต่เธอก็ทำได้แค่ยอมรับสภาพไปก่อน "เอาอย่างนั้นก็ได้จ้ะ งั้นพวกเราล่วงหน้าไปก่อนนะ"
ทันทีที่พวกนั้นคล้อยหลัง ไป๋ซิ่วซิ่วก็เริ่มปีนขึ้นเขาต่อทันที
"พี่สะใภ้ใหญ่ พวกเราจะไปไหนกันล่ะจ๊ะ?" จ้าวชุ่ยฮัวถามด้วยความงุนงง
ไหนบอกว่าเหนื่อยไง?
"หาทำเลเหมาะๆ ไว้ซุ่มดูว่าพวกนั้นจะไปทางไหนกัน สะใภ้สาม ถ้าหล่อนไม่อยากเดินไปกับฉัน จะแยกไปเดินคนเดียวก็ได้นะ" พูดจบ ไป๋ซิ่วซิ่วก็ก้มหน้าก้มตาปีนเขาต่อไป
จ้าวชุ่ยฮัวถึงกับพูดไม่ออก หล่อนอยากจะแยกตัวไปใจจะขาด แต่ก็ดันตกปากรับคำพี่สะใภ้ใหญ่ไปแล้วนี่สิ!
อีกอย่าง หล่อนสังหรณ์ใจว่าพี่สะใภ้ใหญ่ต้องมีแผนการอะไรในใจแน่ๆ และถ้าหล่อนตามไปก็อาจจะได้ผลพลอยได้อะไรติดไม้ติดมือมาบ้าง
จ้าวชุ่ยฮัวจึงจำใจเดินตามหลังไป๋ซิ่วซิ่วขึ้นเขาไป
จากจุดที่พวกเธออยู่ ยังพอมองเห็นโจวเจียวเจียวกับพวกอยู่ลิบๆ
เมื่อไป๋ซิ่วซิ่วยืนยันตำแหน่งของพวกนั้นได้แล้ว เธอก็ตั้งใจจะแอบสะกดรอยตามไปห่างๆ ตลอดทาง
เธออยากจะเห็นกับตาตัวเองว่าคนที่เดินไปกับโจวเจียวเจียวจะซวยบรรลัยขนาดไหน!
คนสองกลุ่มเดินตามกันไปติดๆ
ไม่นานนัก พวกเธอก็เห็นหลิวเสี่ยวเอ๋อ สะใภ้รองที่เดินอยู่ข้างๆ โจวเจียวเจียว ลื่นไถลหน้าคะมำล้มพับลงไปในบ่อโคลนดังโครม
จ้าวชุ่ยฮัวแทบจะกลั้นหัวเราะเอาไว้ไม่อยู่!
หล่อนไม่ค่อยลงรอยกับพี่สะใภ้รองแล้วก็สะใภ้สี่อยู่แล้ว! พอเห็นพี่สะใภ้รองตกที่นั่งลำบาก หล่อนก็สะใจเป็นบ้า
แต่ยังไม่ทันที่หล่อนจะรวบรวมสติได้ หลิวเสี่ยวเอ๋อที่เพิ่งตะเกียกตะกายขึ้นมาจากบ่อโคลนก็เสียหลักลื่นไถลกลับลงไปอีกรอบ ด้วยความตื่นตระหนกตกใจ หล่อนจึงคว้าเสื้อผ้าของคนสองคนที่ยืนอยู่ข้างๆ ไว้แน่น
แรงกระชากทำเอาสะใภ้สี่เฉินฟางกับโจวเจียวเจียวล้มกลิ้งตกลงไปด้วยกัน
เคราะห์ซ้ำกรรมซัด ศีรษะของหลิวเสี่ยวเอ๋อฟาดเข้ากับก้อนหินในบ่อโคลนอย่างจัง
วินาทีต่อมา เสียงกรีดร้องก็ดังสนั่นหวั่นไหว
คราวนี้ไม่ใช่แค่จ้าวชุ่ยฮัวที่ยืนอ้าปากค้าง แม้แต่ไป๋ซิ่วซิ่วเองก็ตกตะลึงจนตาค้างไปเหมือนกัน
นี่มัน... จะซวยมหาซวยเกินไปหน่อยไหม?
แถมเพิ่งจะก้าวเท้าเข้าป่ามาได้ไม่ทันไรเองเนี่ยนะ?
โจวเจียวเจียวจะต้องทำลายชีวิตคนอีกสักกี่คนกันถึงจะพอใจ?
"ทำไมพวกหล่อนถึงได้ดวงซวยขนาดนี้นะ?" จ้าวชุ่ยฮัวมองดูสามสาวในสภาพที่มอมแมมราวกับลูกลิงคลุกโคลนพลางรู้สึกเสียวสันหลังวาบ! โชคดีนะที่หล่อนตัดสินใจเดินมากับพี่สะใภ้ใหญ่ ไม่อย่างนั้นเสื้อผ้าหล่อนคงเลอะเทอะเปรอะเปื้อนไปหมด... แล้วพรุ่งนี้หล่อนจะเอาอะไรใส่ล่ะ?
"พี่สะใภ้รอง? พี่สะใภ้รอง เป็นอะไรหรือเปล่าจ๊ะ!"
ทางฝั่งนั้น เสียงโจวเจียวเจียวร้องตะโกนด้วยความตื่นตระหนกดังลั่นป่า