เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 2 - คันไถแบบโค้งต้องลากง่ายกว่านี้แน่!

บทที่ 2 - คันไถแบบโค้งต้องลากง่ายกว่านี้แน่!

บทที่ 2 - คันไถแบบโค้งต้องลากง่ายกว่านี้แน่!


บทที่ 2 - คันไถแบบโค้งต้องลากง่ายกว่านี้แน่!

หลีจื่อรั่วกะพริบตาปริบๆ มองหลีซู่ ท่านอาเล็กเป็นอะไรไปนะ

เฝิงชุ่ยชุ่ยยืดตัวขึ้นพลางใช้มือทุบเอวที่ปวดเมื่อย สายตาพลันเหลือบไปเห็นลูกชายคนเล็กอุ้มหลีจื่อรั่วยืนอยู่บนคันนา ใบหน้าของนางฉายแววร้อนรนขึ้นมาทันที รีบสาวเท้าเดินเข้าไปหา "เจ้าสี่ เจ้ามาทำไมเนี่ย ร่างกายยังไม่ค่อยดีไม่ใช่หรือ จื่อรั่ว ท่านอาของเจ้าเพิ่งฟื้นไข้ จะให้เขาอุ้มเจ้าได้ยังไง!"

หลีจื่อรั่วหน้ามุ่ยอย่างขัดใจ เตรียมจะลื่นตัวลงจากอ้อมแขนของหลีซู่ นางว่าแล้วเชียวว่าทำไมจู่ๆ ท่านอาเล็กถึงมาอุ้มนาง ที่แท้ก็อยากให้ท่านย่าดุนางนี่เอง!

หลีซู่ถึงกับหน้าดำคร่ำเครียด เด็กผู้หญิงวัยสามสี่ขวบจะหนักสักแค่ไหนกันเชียว ถ้าแค่นี้ยังอุ้มไม่ไหวเขาคงเป็นไอ้กระจอกแล้วล่ะ

เขาย่อตัววางหลีจื่อรั่วลงบนพื้นอย่างทะนุถนอม ก่อนจะอธิบายกับเฝิงชุ่ยชุ่ย "ท่านแม่ ข้าอยากอุ้มจื่อรั่วเอง ตัวแค่นี้ไม่ได้หนักอะไรเลย"

เมื่อหลีซู่พูดเช่นนั้นเฝิงชุ่ยชุ่ยก็ไม่ตำหนิหลีจื่อรั่วอีก นางหันมากล่าวด้วยความเป็นห่วง "เจ้าสี่ แดดร้อนเปรี้ยงขนาดนี้ เจ้ารีบกลับไปพักผ่อนเถอะ มีอะไรค่อยกลับไปคุยกันที่บ้าน"

สีหน้าของเฝิงชุ่ยชุ่ยมีแววหนักใจซ่อนอยู่ หลังจากจ่ายค่ายารักษาตัวให้ลูกชายคนเล็กในคราวนี้ เงินทองที่บ้านก็แทบไม่เหลือแล้ว เพื่อไม่ให้คนในบ้านต้องอดมื้อกินมื้อ นางคงต้องบากหน้าไปหยิบยืมเงินคนอื่นเพื่อจ่ายค่าหยูกยาที่ไปหาหมอในตัวอำเภอครั้งนี้

หลีซู่ส่ายหน้า "ข้าแค่อยากมาดูว่ามีอะไรให้ช่วยบ้าง ข้านอนซมมาหลายวัน ตอนนี้ร่างกายหายดีแล้ว"

สิ้นคำพูดนี้ ทุกคนที่กำลังง่วนอยู่กับการทำนาถึงกับเบิกตากว้างมองหลีซู่อย่างไม่อยากเชื่อสายตา รวมถึงเด็กน้อยทั้งสามคนด้วย

จะไม่ให้พวกเขางุนงงได้อย่างไร ในเมื่อตั้งแต่เล็กจนโตหลีซู่คือลูกชายคนเล็กที่หัวดีที่สุดและเป็นที่รักที่สุดในบ้าน งานบ้านงานเรือนเขาไม่เคยหยิบจับเลยสักนิด และไม่เคยเอ่ยปากอาสาช่วยงานใครมาก่อน

โดนจ้องหน้าขนาดนี้หลีซู่ก็เริ่มทำตัวไม่ถูก เขากระแอมไอแก้เก้อ "ข้าแค่อยากลองทำงานดู ข้าไม่อยากเรียนหนังสือแล้ว"

"อะไรนะ!" หลีต้าผิงผู้เป็นพ่อตกใจสุดขีดจนปล่อยมือจากคันไถ "ที่บ้านยังมีเงิน เจ้าจงตั้งใจอ่านหนังสือไปเถอะ สอบอีกสักกี่ครั้งก็ไม่เป็นไร พ่อเชื่อว่าเจ้าสี่ของพ่อต้องสอบติดแน่นอน!"

เจียงอวี่กับต่งฟางฟางสบตากันด้วยความประหลาดใจ แต่ลึกๆ แล้วแอบยินดี

ถ้าน้องสามีคนนี้เลิกเรียนหนังสือ ต่อให้เขาจะเอาแต่นอนตีพุงอยู่บ้านเฉยๆ โดยไม่ทำอะไรเลย แต่อย่างน้อยก็ไม่ต้องเสียเงินส่งเสียให้ร่ำเรียน ความเป็นอยู่ของที่บ้านก็คงจะดีขึ้นมาก พวกนางสองคนรู้สึกว่าคนบ้านหลีดีต่อพวกนางมาก แม่สามีกับพ่อสามีก็ไม่เคยข่มเหงรังแก สามีก็รู้จักเอาใจใส่ ลูกๆ ก็ว่าง่ายน่ารัก จะติดก็แค่มีน้องสามีเป็นบัณฑิตที่ใช้เงินเติบเป็นน้ำ ทำให้ฐานะทางบ้านต้องตกระกำลำบาก

เฝิงชุ่ยชุ่ยรีบพูดเสริมคำของสามี "ลูกเอ๊ย ร่างกายของเจ้ามีไว้สำหรับเล่าเรียน มือของเจ้าควรจะจับพู่กัน ไม่ใช่มาจับจอบจับเสียม ฟังแม่นะ กลับไปตั้งใจอ่านหนังสือเถอะ เจ้าอยากได้เงินเท่าไหร่แม่จะหามาให้เจ้าเอง"

ท่ามกลางคำพูดหว่านล้อมของเฝิงชุ่ยชุ่ยและหลีต้าผิง หลีซู่ก็ได้ซึ้งถึงคำว่าพ่อแม่รังแกฉันก็วันนี้เอง

ถ้าความรักแบบผิดๆ นี้ตกไปอยู่กับคนอื่น เขาคงด่าว่าประสาทแดก แต่พอมาเกิดกับตัวเอง เขากลับรู้สึกสะใจดีพิลึก!

หลีซู่กระตุกยิ้มมุมปาก พยายามต่อรองกับพ่อแม่ "ท่านพ่อ ท่านแม่ พวกท่านให้ข้าลองดูเถอะ ถ้าข้าทำไม่ไหว ข้าจะกลับไปอ่านหนังสือ"

พอเห็นลูกชายยืนกรานจะลงนาให้ได้ แม้ในใจจะสงสารลูกจับใจ แต่สองสามีภรรยาก็รู้ซึ้งถึงนิสัยของลูกชายคนนี้ดี จึงยอมใจอ่อน

เพราะพวกเขารู้อยู่เต็มอกว่ายังไงลูกชายคนเล็กก็ไม่มีทางทนความลำบากได้หรอก ในเมื่อตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยเหยียบย่างลงนาเลยสักครั้ง

หลีต้าผิงกัดฟันสั่ง "เจ้ารอง ไปช่วยแม่ของเจ้าคราดดินไป แล้วให้เจ้าสี่มาเสียบแทนตำแหน่งเจ้า" จะได้รีบๆ ล้มเลิกความตั้งใจนี้ซะ!

หลีเจิ้งเฉียงหันไปมองพ่ออย่างลังเล "ท่านพ่อ ให้น้องสี่ไปช่วยท่านแม่คราดดินไม่ดีกว่าหรือ"

หลีต้าผิงถลึงตาใส่ หลีเจิ้งเฉียงจึงจำต้องปลดเชือกลากไถออกจากบ่าอย่างเงียบๆ

เฝิงชุ่ยชุ่ยทำท่าเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็เลือกที่จะเงียบ

หลีซู่ถลกชายเสื้อยาวขึ้น ถอดรองเท้าและถุงเท้าออกแล้วเหยียบลงไปในนาข้าว เท้าของเขาค่อยๆ จมลงไปในโคลน ความรู้สึกแปลกใหม่ที่ไม่คุ้นเคยนี้ทำให้เขารู้สึกตื่นเต้นไม่น้อย

เขาตั้งท่าจะก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยความอยากรู้อยากเห็น แต่แล้วสีหน้าก็พลันแข็งค้าง เดี๋ยวนะ ทำไมเหมือนมีใครมาดึงขาเขาไว้เลยล่ะ

หลีซู่แสร้งทำเป็นนิ่งขรึมแล้วออกแรงดึงเท้าตัวเองขึ้นมา ทว่ากะแรงผิดไปหน่อยเลยเกือบจะหน้าคะมำลงไปคลุกโคลน

ทุกคนในครอบครัวหลีได้แต่ยืนมองเขาเงียบๆ

หลีซู่ได้แต่ปลอบใจตัวเอง ไม่เป็นไรๆ ทนๆ เอาหน่อยเดี๋ยวก็ผ่านไป

เขาเดินไปรับเชือกจากมือของพี่รองหลีเจิ้งเฉียง "พี่รอง ไปช่วยท่านแม่เถอะ ทางนี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ข้าเอง"

แม้จะไม่เคยทำงานแบบนี้มาก่อน แต่หลีซู่ก็มีความมั่นใจอย่างประหลาด ไม่รู้ไปเอาความมั่นใจแบบนี้มาจากไหน

หลีเจิ้งเฉียงตบตบ่าหลีซู่เบาๆ หลีซู่ถึงกับหน้าเบ้ แรงช้างสารชัดๆ นี่กะจะฆ่าน้องชายตัวเองรึไง!

พี่ใหญ่หลีเจิ้งอี้เอ่ยขึ้น "น้องสี่ ถ้าไม่ไหวก็บอกให้หยุดนะ"

หลีซู่พยักหน้ารับ "ได้เลย" ตอนนี้เขายังไม่รู้ซึ้งถึงความเลวร้ายของสถานการณ์ ยังคงสนุกสนานและทำตามอย่างพี่ใหญ่ด้วยการเอาเชือกมาพาดบ่า

หลีต้าผิงถึงกับพูดไม่ออก เขาไม่เข้าใจความคิดของลูกชายคนเล็กเอาเสียเลย

ชายวัยกลางคนปั้นหน้าขรึมสั่งการ "ลากไป"

"พ่อของลูก วันนี้เจ้าสี่มันนึกครึ้มอะไรขึ้นมา" ต่งฟางฟางกระซิบถามสามี หลีเจิ้งเฉียงยังคงขยับมือคราดดินไม่หยุดพลางปรายตามองไปทางหลีซู่ด้วยความเป็นห่วง "ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน"

ประกายความหวังวาบผ่านดวงตาของต่งฟางฟาง นางลองหยั่งเชิง "ถ้าเขาเลิกเรียนจริงๆ พวกเด็กๆ ก็คงจะสุขสบายขึ้นใช่ไหม"

หลีเจิ้งเฉียงเงยหน้าขึ้นมองภรรยา "ฟางฟาง ตราบใดที่น้องสี่ยังอยากเรียน ที่บ้านก็จะส่งเสียเขาต่อไป เรื่องนี้เจ้าอย่าได้พูดอีก"

ต่งฟางฟางสูดหายใจลึก "แต่ตอนนี้เขาไม่อยากเรียนแล้วไม่ใช่หรือ เขาก็เคยเรียนมาตั้งหลายปี ไปหางานทำในตัวอำเภอก็ไม่เลวนะ!"

"ข้ารู้ว่าพวกท่านพี่น้องรักใคร่กลมเกลียวกัน แต่ท่านก็ต้องนึกถึงข้ากับลูกบ้างสิ ที่บ้านมีทั้งเด็กเล็กแถมข้ายังตั้งท้องอยู่ แต่มีของอร่อยอะไรก็ต้องประเคนให้เขาก่อน ข้าต้องลงนาอาบเหงื่อต่างน้ำ แต่เขาไม่เคยแม้แต่จะเหยียบย่างลงมาเลย" ยิ่งพูดต่งฟางฟางก็ยิ่งโมโหจนเเผลอขึ้นเสียงดัง ก่อนจะรีบหุบปากด้วยความหวาดหวั่น

แม่สามีดีต่อนางก็จริง แต่ถ้าได้ยินนางบ่นแบบนี้รับรองว่าต้องไม่พอใจแน่ๆ เรื่องแค่นี้นางดูออก

"ฟางฟาง เจ้าวางใจเถอะ หมดหน้านาเมื่อไหร่ข้าจะเข้าไปหางานทำในตัวอำเภอ รับรองว่าจะทำให้เจ้ากับลูกมีชีวิตที่สุขสบายขึ้นแน่นอน" หลีเจิ้งเฉียงให้คำมั่นสัญญาอย่างหนักแน่น

ความรู้สึกมากมายจุกอยู่ที่คอจนต่งฟางฟางพูดไม่ออก น้ำตาเอ่อคลอเบ้า "แต่ข้าไม่อยากให้ท่านต้องเหนื่อยขนาดนี้นี่นา..." โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ความจริงแล้วเขาไม่จำเป็นต้องเหนื่อยขนาดนี้ด้วยซ้ำ

หลีเจิ้งเฉียงส่งยิ้มซื่อๆ ให้ภรรยา "ข้าไม่เหนื่อยหรอก!"

ต่งฟางฟางยิ้มทั้งน้ำตา "ตามใจท่านก็แล้วกัน!"

นางหันไปร้องบอกเฝิงชุ่ยชุ่ย "ท่านแม่ ข้ากลับไปเตรียมอาหารกลางวันก่อนนะเจ้าคะ"

"ไปเถอะ อย่าลืมหุงข้าวขาวให้เจ้าสี่ล่ะ ร่างกายเขายังไม่ค่อยดี" เฝิงชุ่ยชุ่ยกำชับ "แล้วก็ผัดไข่เพิ่มสักจาน วันนี้เขาลงนาคงจะเหนื่อยแย่"

ต่งฟางฟางนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบรับเสียงแผ่ว "เจ้าค่ะ..." พอหันหน้าไปก็เห็นหลีซู่ออกแรงลากคันไถจนหน้าดำหน้าแดง พี่ใหญ่ถึงกับต้องหยุดรอ ความเร็วลดลงไปไม่ใช่น้อยๆ เลย

ในสายตาของนางมองว่าเขาก็น่าจะเหนื่อยจริงๆ นั่นแหละ...

ส่วนหลีซู่ในตอนนี้แทบจะอยากร้องไห้เป็นสายเลือด ไอ้อุปกรณ์บ้าบอนี่มันลากยากลากเย็นเกินไปแล้ว! ที่ทำอยู่เนี่ยคือการฝืนสังขารล้วนๆ!

ทันใดนั้นไอเดียบรรเจิดก็ผุดขึ้นมาในหัวของหลีซู่ คันไถแบบโค้ง! คันไถแบบโค้งต้องลากง่ายกว่าไอ้นี่แน่นอน!

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 2 - คันไถแบบโค้งต้องลากง่ายกว่านี้แน่!

คัดลอกลิงก์แล้ว