- หน้าแรก
- ยอดอาจารย์สายปั่น กับแก๊งลูกศิษย์ขั้นเทพ
- บทที่ 22 - พ่อของฉันเป็นรัฐมนตรี
บทที่ 22 - พ่อของฉันเป็นรัฐมนตรี
บทที่ 22 - พ่อของฉันเป็นรัฐมนตรี
บทที่ 22 - พ่อของฉันเป็นรัฐมนตรี
หลิวหยวนไม่ได้สังเกตเห็นการแลกเปลี่ยนสายตาระหว่างทั้งสองคน เขาพูดต่อไปด้วยน้ำเสียงกร่อยๆ
"เรื่องแรกที่ผมจะเน้นย้ำ ก็คือเรื่องการรักษาคุณภาพการสอน"
"วันนี้ ผมได้ไปสังเกตการณ์ในชั้นเรียนวิชาต่อสู้ของอาจารย์ฉินหว่านชิงมา การสอนของอาจารย์ฉินนั้นเข้าใจง่าย อธิบายได้ตรงจุด ไม่เพียงแต่นักศึกษาจะเข้าใจได้อย่างทะลุปรุโปร่งเท่านั้น แต่ผมที่นั่งฟังอยู่ด้วย ก็ยังได้รับแรงบันดาลใจเลย"
"อาจารย์ฉินสมกับที่เป็นนักสู้ขั้น 9 สมกับเป็นอัจฉริยะระดับ SS ที่หาตัวจับยากจริงๆ"
หลิวหยวนถือโอกาสยกยอชุดใหญ่
สำหรับทองคำล้ำค่าของคณะคนนี้ หลิวหยวนมีกลยุทธ์เดียวเท่านั้น นั่นก็คือการยกยอปอปั้นอย่างไม่สิ้นสุด
หลังจากอวยฉินหว่านชิงเสร็จ หลิวหยวนก็หันไปชมหวังซวี่กับเจี่ยงเฉียงบ้าง เพื่อให้พวกเขารู้สึกดีขึ้นมาหน่อย
"ส่วนอาจารย์หวังกับอาจารย์เจี่ยง คนหนึ่งเป็นบุคลากรหลักของคณะ ส่วนอีกคนแม้จะเพิ่งเริ่มทำงาน แต่ก็มาจากครอบครัวที่มีชื่อเสียงด้านการศึกษาเรื่องวิชาต่อสู้ มีภูมิหลังลึกซึ้ง สำหรับคุณภาพการสอนของพวกคุณทั้งสองคน ผมย่อมวางใจอยู่แล้ว ผมแค่มาเตือนความจำ หวังว่าพวกคุณจะพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นไปอีก"
ระหว่างที่พูด หลิวหยวนก็จงใจปรายตามองต่งเฉา
สำหรับต่งเฉาแล้ว หลิวหยวนไม่ได้พูดอะไรออกมาเลย แต่ความจริงก็เหมือนพูดออกมาหมดแล้ว
ในฐานะอาจารย์ไม่ได้เรื่องที่ชื่อเสียงเหม็นโฉ่ ต่งเฉาไม่ต้องมาคุยเรื่องคุณภาพการสอนหรอก เพราะเขาไม่เคยสอนอะไรเลยต่างหาก
ก้อนเนื้อเน่าๆ ชิ้นนี้ ไม่คู่ควรให้พูดถึงด้วยซ้ำ
ที่หลิวหยวนปรายตามองต่งเฉา ก็เพราะอยากจะหักหน้าเขาสักหน่อย แต่ใครจะไปคิดว่า ต่งเฉากลับฉีกยิ้มกว้างส่งมาให้เขาอย่างหน้าตาเฉย
หลิวหยวนกัดฟันกรอดด้วยความแค้นใจ เขาพูดต่อว่า
"เรื่องที่สองที่ผมจะเน้นย้ำ ก็คือต้องสนับสนุนให้นักศึกษาฝึกซ้อมแบบลงสนามจริงให้มากๆ ในเรื่องนี้ ผมก็ยังต้องขอชื่นชมอาจารย์ฉินเป็นพิเศษ"
"ภายใต้การนำของอาจารย์ฉิน นักศึกษาในชั้นเรียนวิชาต่อสู้ห้อง 1 ได้เริ่มจับคู่ประลองแบบตัวต่อตัวกันแล้ว"
วันนี้หลิวหยวนไม่เพียงแต่ไปสังเกตการณ์ในชั้นเรียนของห้อง 1 เท่านั้น แต่ยังได้ดูการฝึกซ้อมของนักศึกษาด้วย
ระดับความสามารถที่ห้อง 1 แสดงออกมา ทำให้หลิวหยวนพอใจมาก
โดยเฉพาะอัจฉริยะระดับ S ทั้งสี่คนนั้น พวกเขาทำผลงานได้น่าทึ่งสุดๆ
ในสี่คนนั้น มีคนหนึ่งที่มีพลังฝึกตนถึงขั้น 5 ระดับต้นแล้ว ส่วนอีกสามคนที่เหลือ ก็อยู่ในระดับ 4 ขั้นสูงสุดกันหมด
ในการฝึกซ้อม ทั้งสี่คนโดดเด่นราวกับฝูงกระเรียนท่ามกลางฝูงไก่ ชัดเจนมาก
ผลงานอันยอดเยี่ยมของทั้งสี่คน ทำให้หลิวหยวนมีความหวังกับการแข่งขันวิชาต่อสู้ร้อยมหาวิทยาลัยในช่วงปลายปีมากขึ้น
เขาหันไปมองหวังซวี่กับเจี่ยงเฉียง แล้วเริ่มวาดฝันให้ทั้งสองคนอีกครั้ง
"ห้อง 2 กับห้อง 3 ของพวกคุณ ก็ต้องตามห้อง 1 ให้ทันนะ ต้องหมั่นฝึกซ้อมให้มากๆ นักศึกษาคนไหนทำผลงานในการฝึกซ้อมได้ดี ก็มีโอกาสได้รับเลือกให้เข้าร่วมการแข่งขันวิชาต่อสู้ได้ทั้งนั้น"
หลิวหยวนจงใจมองข้ามชั้นเรียนวิชาต่อสู้ห้อง 4 ของต่งเฉาไป
นักศึกษาหัวทึบสองคนที่อยู่ในห้อง 4 โง่เง่าไม่ต่างจากต่งเฉาเลย
ด้วยพรสวรรค์ของพวกเขา แค่ได้เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยโม่อู่ ก็ถือว่าโชคดีสุดๆ แล้ว
การแข่งขันที่ต้องคัดแล้วคัดอีกอย่างการแข่งขันวิชาต่อสู้ร้อยมหาวิทยาลัย ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับพวกเขาเลยสักนิด
หลิวหยวนปรายตามองต่งเฉาอีกครั้ง แล้วหันไปหาฉินหว่านชิง ใบหน้าเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มเอาอกเอาใจในทันที
"ส่วนอาจารย์ฉิน คุณก็พยายามต่อไปนะ ในขณะที่สอนตามหลักสูตร คุณก็ควรจะหาเวลาติวเข้มให้เด็กหัวกะทิพวกนั้นเป็นพิเศษด้วย"
"ยังเหลือเวลาอีกหลายเดือน กว่าจะถึงการแข่งขันวิชาต่อสู้ร้อยมหาวิทยาลัยในช่วงปลายปี ในช่วงเวลาหลายเดือนนี้ รบกวนคุณช่วยเคี่ยวเข็ญให้พวกเด็กเก่งๆ มีความก้าวหน้าขึ้นไปอีก โดยเฉพาะเชินถูเฉินที่มีพลังฝึกตนขั้น 5 คนนั้น ถ้าหากเขาสามารถทะลวงไปถึงขั้น 6 หรือแม้แต่ขั้น 6 ระดับกลางได้ก่อนการแข่งขันจะเริ่มล่ะก็ ปีนี้พวกเราจะได้บินทะยานขึ้นฟ้าแน่ๆ"
เมื่อได้ยินแบบนี้ ฉินหว่านชิงก็มีสีหน้าลำบากใจ ส่วนหวังซวี่กับเจี่ยงเฉียงก็ทำหน้าบอกไม่ถูก
เหล่าอาจารย์ต่างรู้ดีว่า คณบดีหลิวหยวนคงจะห่างเหินจากการสอนมานานเกินไป จนทำให้เขาไม่รู้ประสีประสาเอาซะเลย
นักศึกษาใหม่ปีหนึ่ง จะให้เลื่อนขึ้นเป็นขั้น 6 ก่อนการแข่งขันวิชาต่อสู้จะเริ่มเนี่ยนะ แถมยังหวังให้ถึงขั้น 6 ระดับกลางอีก นี่มันเป็นเรื่องน่าสะพรึงกลัวขนาดไหน
คณบดีหลิวหยวนกล้าพูดเรื่องบ้าๆ แบบนี้ออกมาได้ยังไง
ตอนที่ฉินหว่านชิงลงแข่งในฐานะตัวแทนมหาวิทยาลัย พลังฝึกตนของเธอก็เพิ่งจะแตะขั้น 6 ระดับต้นมาหมาดๆ เองนะ
และเธอก็คืออัจฉริยะที่แข็งแกร่งที่สุดในรอบยี่สิบปีของคณะวิชาต่อสู้ด้วย
แม้พรสวรรค์ของเชินถูเฉินแห่งห้อง 1 จะดี แต่ถ้าเทียบกับฉินหว่านชิงแล้ว ก็ยังมีช่องว่างอยู่มาก
หวังให้เชินถูเฉินไปถึงขั้น 6 ระดับกลาง สู้หวังให้เขาเป็นจิ๋นซีฮ่องเต้ยังจะง่ายกว่า
เมื่อมองดูหลิวหยวนที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ และอาจารย์อีกหลายคนที่ขมวดคิ้ว ภายนอกต่งเฉาทำเป็นนิ่งเฉย แต่ในใจกลับหัวเราะร่า
ตาแก่หลิวหยวนคิดจริงๆ เหรอว่า แค่มีนักศึกษาระดับ S สี่คน ก็สามารถสร้างแรงสั่นสะเทือนในการแข่งขันวิชาต่อสู้ร้อยมหาวิทยาลัยได้ เขาถึงกับคิดจะไปท้าทายมหาวิทยาลัยชื่อดังอีกสี่แห่งด้วยซ้ำ ช่างมีความมั่นใจแบบผิดๆ จริงๆ
นักศึกษาระดับ S สี่คนถือว่าเป็นการกอบกู้ชื่อเสียงของคณะวิชาต่อสู้ได้ แต่ถ้ามองในระดับอาณาจักรมังกร ขุมกำลังแค่นี้ยังไม่พอให้เอาไปอวดใครหรอก
ยอดฝีมือบนโลกนี้มีตั้งมากมาย
อย่างเช่นสี่จตุรเทพน้อยในอดีต และดาวคู่แห่งหนานหยางที่เพิ่งจะมีชื่อเสียงโด่งดังในช่วงไม่กี่ปีมานี้ พรสวรรค์ของพวกเขา ทิ้งห่างนักสู้ระดับ S ไปไกลลิบ
พูดแบบไม่อวยเลยนะ พรสวรรค์ของอัจฉริยะที่โดดเด่นในการแข่งขันวิชาต่อสู้ น่าจะเทียบได้แค่ประมาณแปดส่วนของเต้าสี่กับเหอสยงจายเท่านั้นแหละ
ไม่ได้จะคุยโวนะ แต่นักศึกษาสองคนของเขา แข็งแกร่งจนเกินมนุษย์มนาไปแล้ว
คนหนึ่งพลังโจมตีสูง ความว่องไวสูง พลังป้องกันสูง แถมยังมีสายเลือดสัตว์เทวะ ไม่มีจุดอ่อนเลยแม้แต่น้อย
ส่วนอีกคนมีกระดูกกระบี่แฝด ต่อให้กระดูกกระบี่พังไปข้างหนึ่ง ก็ยังเป็นผู้ใช้วิถีกระบี่แต่กำเนิดระดับ SS อยู่ดี
การที่สัตว์ประหลาดสองคนนี้เลือกเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยโม่อู่ ถือเป็นบุญของมหาวิทยาลัยโม่อู่แล้ว
นักศึกษาระดับ S แค่สี่คน ทำเอาหลิวหยวนหวงแหนขนาดนี้ ถ้าตาแก่นี่รู้พรสวรรค์ที่แท้จริงของเต้าสี่กับเหอสยงจาย เขาคงเลียแข้งเลียขาจนลิ้นเปื่อยไปแล้วมั้ง
พอคิดถึงท่าทางประจบสอพลอของหลิวหยวน ต่งเฉาก็แอบขำอยู่ในใจ
หลิวหยวนกวาดสายตามองทุกคนในห้อง เห็นสีหน้าของแต่ละคนดูซับซ้อน เขาก็คิดไปเองว่าทุกคนกำลังรู้สึกท้อแท้
"พวกคุณอย่าเพิ่งท้อแท้สิ ไม่มีอะไรยากเกินความพยายามหรอก ขอแค่พวกเราประชุมกันบ่อยๆ จัดการประชุมให้ดี และชอบที่จะประชุม อุปสรรคไหนๆ พวกเราก็ก้าวข้ามไปได้ ผมมีความมั่นใจกับการแข่งขันวิชาต่อสู้ในครั้งนี้มากนะ"
พอได้ยินว่าหลิวหยวนจะจัดประชุมบ่อยๆ ทุกคนในห้องก็พากันปวดหัว
"เรื่องงานที่ผมจะพูดก็มีแค่นี้ อ้อ ใช่ มีเรื่องเล็กๆ อีกเรื่องหนึ่ง"
หลิวหยวนตบหน้าผากตัวเอง ทำทีเป็นเพิ่งนึกอะไรขึ้นได้ แต่ความจริงแล้ว สิ่งที่เขากำลังจะพูดต่อไปนี้ต่างหากที่เป็นเรื่องสำคัญที่สุด
"พร้อมกับการรับน้องใหม่ สภานักศึกษาของคณะเราก็เปิดรับสมัครสมาชิกใหม่ด้วย มีนักศึกษาใหม่หลายคนยื่นใบสมัครเข้ามา อยากจะเข้าร่วมสภานักศึกษาเพื่อทำประโยชน์ให้คณะ สำหรับความกระตือรือร้นของนักศึกษาที่อยากมีส่วนร่วมในการบริหารงาน ผมสนับสนุนเต็มที่อยู่แล้ว"
ฉินหว่านชิง หวังซวี่ และเจี่ยงเฉียง พากันงุนงง
หลิวหยวนเป็นถึงคณบดี ทำไมถึงลงมาสนใจเรื่องงานของสภานักศึกษาด้วยล่ะ แถมยังเอามาพูดในที่ประชุมอีก มันไม่ดูเป็นการทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ไปหน่อยเหรอ
หลิวหยวนเปิดแฟ้มเอกสาร ดึงกระดาษออกมาแผ่นหนึ่ง แล้วพูดต่อ
"ในบรรดาใบสมัครทั้งหมด มีอยู่ฉบับหนึ่งที่ทำให้ผมซาบซึ้งใจมาก เดี๋ยวผมจะอ่านหัวข้อของใบสมัครฉบับนี้ให้พวกคุณฟังนะ"
"สืบทอดความกตัญญู รำลึกถึงคุณปู่เทพสงครามและคุณพ่อรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการวิชาต่อสู้ของฉัน"
"พวกคุณลองฟังดูสิ หัวข้อนี้เขียนได้ดีแค่ไหน สิ่งที่คนหนุ่มสาวสมัยนี้ขาดหายไป ก็คือการสืบทอดความกตัญญูนี่แหละ"
ต่งเฉามองบน แอบคิดในใจว่า สิ่งที่คนหนุ่มสาวสมัยนี้ขาดหายไปคือการสืบทอดความกตัญญูเหรอ พวกเขาขาดคุณปู่เทพสงครามกับคุณพ่อรัฐมนตรีต่างหาก
"ผมตรวจสอบดูแล้ว คนที่เขียนใบสมัครฉบับนี้ คือซุนจิ่งเฟิงจากชั้นเรียนวิชาต่อสู้ห้อง 2 ความกตัญญูของเขาทำให้ผมซาบซึ้งใจมาก ผมตัดสินใจแล้ว ว่าจะให้โอกาสเขาได้แสดงความสามารถ โดยให้เขาเป็นประธานสภานักศึกษาคนใหม่ พวกคุณคงไม่มีความเห็นขัดข้องใช่ไหม"
อาจารย์หลายคนส่ายหน้าอย่างพร้อมเพรียง
หลิวหยวนพูดมาถึงขนาดนี้แล้ว พวกเขาจะมีความเห็นขัดข้องได้ยังไง อีกอย่าง พวกเขาก็ไม่กล้าขัดข้องด้วย
ขณะที่ต่งเฉาส่ายหน้าไปตามน้ำ เขาก็แอบเลิกคิ้วขึ้นอย่างแนบเนียน
ทั่วทั้งอาณาจักรมังกร คนที่ได้รับการยกย่องให้เป็นเทพสงคราม มีเพียงจอมพลลิ่วเอ่อร์ ซึ่งเป็นจอมพลอันดับสองจากสี่จอมพลเท่านั้น
เจ้านายเก่าของต่งเฉาเอง
ซุนจิ่งเฟิงที่ให้ความสำคัญกับ ความกตัญญู คนนี้ ก็คือหลานชายของจอมพลลิ่วเอ่อร์นั่นเอง
"ผ่านไปหลายปี ไอ้เด็กแสบของบ้านจอมพลลิ่วเอ่อร์ ก็ยังคงสร้างเรื่องปวดหัวไม่เปลี่ยนเลยนะ"
ต่งเฉาแอบรำพึงอยู่ในใจ