เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 126 เปลวเพลิงกลุ่มนั้น

บทที่ 126 เปลวเพลิงกลุ่มนั้น

บทที่ 126 เปลวเพลิงกลุ่มนั้น


"ไปกันเถอะ เลิกคิดให้ปวดหัวได้แล้ว เวลาของพวกเรามีไม่มากนัก ต้องเร่งความเร็วให้มากขึ้น ไม่ว่ามันจะเป็นอะไรก็ตาม ก็ต้องเข้าไปดูให้เห็นกับตาถึงจะรู้!"

"ลางสังหรณ์ของข้าบอกว่า สถานที่ที่ศาลเจ้าสุสานทั้งสิบสามแห่งชี้ไป จะต้องเป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้พวกเราหนีออกไปจากโลกใบนี้ได้อย่างแน่นอน"

……

...

ที่ด้านหลัง กลิ่นคาวเลือดรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ บางครั้งก็มีชิ้นส่วนร่างกายของสัตว์อสูรปลิวว่อนมา ก็พอจะจินตนาการได้ว่า การต่อสู้จะต้องดุเดือดมากอย่างแน่นอน

เส้นทางสายนี้ช่างยากลำบากเหลือเกิน

เมื่อทุกคนเดินมาถึงศาลเจ้าเล็กๆ แห่งที่สาม ก็พบว่าหญ้าที่อยู่รอบด้าน เริ่มแห้งเหี่ยวลงอย่างต่อเนื่อง

กลิ่นคาวเลือดที่อยู่ด้านหลัง ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ

บนทุ่งหญ้า ก็มีแม่น้ำและสระน้ำเช่นกัน

แต่ตอนนี้ทั้งหมดล้วนเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน เลือดของสัตว์อสูรค่อยๆ ไหลนองไปทั่วทั้งทุ่งหญ้า...

สัตว์ประหลาดเหล่านี้ ไม่ได้บุกเข้ามาจากทิศทางเดียว แต่พวกมันหลั่งไหลเข้ามาในทุ่งหญ้าจากทุกสารทิศพร้อมกัน

ก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามีจำนวนมากมายมหาศาลขนาดไหน

ราวกับฝูงตั๊กแตน ที่ค่อยๆ กัดกินพืชผลทางการเกษตรจากรอบนอกเข้ามาสู่ตรงกลาง

จางผิงอันรู้ดีว่า ต่อให้สัตว์อสูรจะมีจำนวนมากแค่ไหน ก็ไม่อาจต้านทานสัตว์ประหลาดแห่งการเข่นฆ่าเหล่านี้ได้ เพราะสัตว์ประหลาดพวกนั้นไม่ได้มีแค่หนึ่งหรือสองตัว ทว่ามันคือกองทัพระดับจู้จีที่มีจำนวนมหาศาล

สัตว์อสูรบนทุ่งหญ้า เพียงแค่ใช้ชีวิตของพวกมันเพื่อขัดขวางการรุกคืบของพวกมันไว้ได้ชั่วคราวเท่านั้น

ช่างแปลกประหลาดจริงๆ

เหตุใดสัตว์ประหลาดเหล่านี้จึงต้องรุกรานโลกใบนี้

แล้วทำไมสัตว์อสูรถึงต้องต่อต้านอย่างเอาเป็นเอาตาย

ส่วนพวกเขาสถานะผู้มาเยือนจากภายนอก ดูเหมือนจะแค่ถูกดึงเข้ามาพัวพันด้วยความบังเอิญ แต่สัตว์ประหลาดพวกนี้กลับเข่นฆ่าผู้คนอย่างไม่เลือกหน้า

หรือว่าพวกมันจะคิดว่าผู้บำเพ็ญเซียนเหล่านี้ เป็นชนพื้นเมืองของโลกใบนี้กันนะ?

จางผิงอันคิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออก

บนทุ่งหญ้า ต้นหญ้าป่าจำนวนมหาศาลเหี่ยวเฉาและเน่าเปื่อย ทัศนวิสัยกลับมาสว่างไสวขึ้นในพริบตา กลิ่นอายความเน่าเปื่อยและกลิ่นคาวเลือดเริ่มส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้งไปทั่วทุ่งหญ้า

ขบวนเดินทางมุ่งหน้าต่อไปอย่างเงียบงัน โชคดีที่ระหว่างทางมีศาลเจ้าให้ทุกคนได้พักเหนื่อยและหอบหายใจอย่างต่อเนื่อง

ศาลเจ้าหิน แห่งที่สี่

ศาลเจ้าหิน แห่งที่ห้า

ศาลเจ้าหิน แห่งที่หก

……

...

การเดินทางที่เงียบงัน เดินทางมาเป็นเวลานานแสนนาน ทุกคนต้องกินโอสถปี้กู่และโอสถชำระจิตเพิ่มไปอีกหลายครั้ง ในที่สุดก็เดินมาถึงศาลเจ้าหิน แห่งที่สิบสามจนได้ และนี่ก็คือศาลเจ้าแห่งสุดท้ายแล้วด้วย

ทุ่งหญ้าเน่าเปื่อยผุพังไปจนหมดสิ้นแล้ว ทัศนวิสัยเปิดกว้างขึ้น ที่ด้านหลัง สามารถมองเห็นสัตว์ประหลาดเถาวัลย์กำลังรุกคืบเข้าสู่ใจกลางอย่างต่อเนื่อง

ส่วนป้ายบอกทางของศาลเจ้า ก็ชี้ไปที่ตำแหน่งใจกลางของทุ่งหญ้า

จางผิงอันหรี่ตาลง จ้องมองคบเพลิงบนท้องฟ้า พอเดินมาจนถึงที่นี่ เขาถึงเพิ่งจะพบว่า คบเพลิงบนท้องฟ้าอันนี้ ไม่ได้มีอยู่จริงเลยสักนิด มันเป็นเพียงแค่เงาเท่านั้น

เป็นเงาที่ฉายขึ้นไปจากพื้นดิน

ที่ไกลออกไป สามารถมองเห็นเปลวเพลิงอันร้อนแรงกลุ่มหนึ่ง กำลังลุกไหม้อยู่ตรงกลางทุ่งหญ้า

ป้ายบอกทางดวงวิญญาณ ทำไมถึงชี้ไปที่เปลวเพลิงกลุ่มหนึ่งได้ล่ะ?

เสียงพิณดังแว่วมาจากทางด้านหลังให้ได้ยินอยู่ลางๆ

ทุกคนล้วนยืนอยู่บนลานกว้างของศาลเจ้าแห่งสุดท้าย ต่างก็รู้ดีว่า โชคชะตากำลังจะได้รับการตัดสินในอีกไม่ช้านี้แล้ว

ไม่จำเป็นต้องมองดูป้ายบอกทางอีกต่อไป

สายตาของทุกคนล้วนจับจ้องไปยังเปลวเพลิงอันร้อนระอุกลางทุ่งหญ้านั้น

เยวี่ยหรูหันกลับไปมองแวบหนึ่ง นางมองเห็นว่าในที่ไกลออกไป สัตว์อสูรนับไม่ถ้วนกำลังต่อสู้กับสัตว์ประหลาด สัตว์อสูรเหล่านั้นดาหน้าเข้าไปตายอย่างไม่ลดละ แต่เสียงพิณก็ยังคงค่อยๆ ขยับเข้ามาใกล้เรื่อยๆ จู่ๆ นางก็เอ่ยปากขึ้น "เสียงพิณนี้ ฟังดูคุ้นหูจังเลย"

"อืม ข้าก็เคยได้ยินเหมือนกัน" ในตอนนี้ศิษย์พี่หญิงติงเซียงมีสีหน้าทุลักทุเลเป็นอย่างยิ่ง นางกล่าว "นี่คือพิณของเจ้าหุบเขาเทียนเซียง เป็นของวิเศษที่ยอดเยี่ยมมากชิ้นหนึ่งเลยล่ะ"

"เจ้าหุบเขาเทียนเซียงมีระดับการฝึกวิชาอยู่ในระดับจินตัน ท่านเจ้าหุบเขาไม่มีทางเข้ามาในดินแดนลับแห่งนี้อย่างแน่นอน"

"ข้าเคยเห็นรายชื่อแล้ว บุตรสาวของนางเข้ามาในดินแดนลับแห่งนี้ด้วย"

"เพียงแต่ เสียงพิณของหุบเขาเทียนเซียง ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องราวความรักอันงดงามของหนุ่มสาว จะไปมีรังสีอำมหิตแห่งการเข่นฆ่าที่ดุดันขนาดนี้ได้อย่างไรกัน..."

พิณก็ยังคงเป็นพิณตัวเดิม

แต่คนที่กำลังดีดพิณ ไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไปแล้ว

คบเพลิงมายาขนาดยักษ์ ยังคงลุกไหม้อยู่บนท้องฟ้า แผดเผาพืชพรรณที่เน่าเปื่อยและกลิ่นคาวเลือดจากชิ้นส่วนร่างกายที่กระจัดกระจายอยู่ในทุ่งหญ้า ให้ระเหยขึ้นมาจนหมด

หมอกสีเทา หมอกสีแดง หมอกสีเขียว พากันม้วนตัวไปมาอยู่บนทุ่งหญ้า กลิ่นเหม็นตลบอบอวลจนชวนให้รู้สึกคลื่นไส้อาเจียน

จางผิงอันหรี่ตาลง มองออกไปยังที่ไกลแสนไกล ไม่เพียงแต่จะมองเห็นฝูงสัตว์อสูรที่พุ่งเข้าไปต่อสู้ราวกับแมลงเม่าบินเข้ากองไฟเท่านั้น แต่ยังมองเห็นสัตว์ประหลาดเถาวัลย์เหล่านั้น ที่กำลังเดินมุ่งหน้าต่อไป และฟาดฟันสัตว์อสูรจนตายไปอย่างต่อเนื่องอีกด้วย

ห้วงมิติบนทุ่งหญ้าดูเลือนรางอยู่บ้าง ราวกับมีหมอกหนาทึบกั้นกลางอยู่

มองไม่ออกเลยว่าอยู่ใกล้หรือไกลแค่ไหน

บางทีอาจจะยังอยู่อีกไกล หรือบางที อาจจะอยู่ห่างออกไปเพียงแค่ไม่กี่ช่วงลมหายใจเท่านั้น

"เส้นทางสายสุดท้ายแล้ว ทุกคนรีบไปกันเถอะ!"

ทุกคนล้วนเหนื่อยล้าอ่อนเพลียจนถึงขีดสุดแล้ว โอสถชำระจิตก็ไม่สามารถสะกดกลั้นความหวาดกลัวในจิตใจเอาไว้ได้ แต่ก็ไม่มีเวลามากพอที่จะให้ทุกคนได้หยุดพักผ่อนแล้วจริงๆ

ทุกคนก้าวเดินเข้าไปในทุ่งหญ้าอีกครั้งอย่างเงียบเชียบ

เส้นทางในช่วงสุดท้ายนี้ ความกดดันยิ่งรุนแรงมากกว่าเส้นทางก่อนหน้านี้เสียอีก โดยเฉพาะจางผิงอัน เขารู้สึกว่าสัมผัสเทวะของตัวเอง ภายใต้ความกดดันอันมหาศาลนี้ กำลังถูกเชือดเฉือนด้วยมีดนับพันนับหมื่นเล่ม

เปลวเพลิงกลุ่มนั้น ตกลงแล้วมันคืออะไรกันแน่

เหตุใดจึงมีพลังอำนาจมากมายถึงเพียงนี้

ยิ่งสัมผัสเทวะแข็งแกร่งมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งได้รับผลกระทบมากขึ้นเท่านั้น

สิ่งนี่ทำให้จางผิงอันรู้สึกเจ็บปวดทรมานเป็นอย่างยิ่ง

ศิษย์พี่หญิงติงเซียงเห็นว่าจางผิงอันมีเลือดไหลออกมาจากทวารทั้งเจ็ด นางจึงยื่นมือออกไปหวังจะประคองจางผิงอันเอาไว้ แต่กลับคว้าได้เพียงความว่างเปล่า

จางผิงอันดูราวกับเป็นเพียงภาพมายา ไม่สามารถคว้าตัวเอาไว้ได้เลย

ห้วงมิติบนทุ่งหญ้าเกิดการบิดเบี้ยว ตำแหน่งของเงาและตัวจริง ไม่ได้อยู่ตรงกันเลย ราวกับตะเกียบที่จุ่มลงไปในแก้วน้ำ เงาและตะเกียบแยกออกจากกัน

ในขณะที่จางผิงอันใกล้จะทนไม่ไหวแล้ว และรู้สึกว่าตัวเองอาจจะกำลังจะตายในอีกไม่ช้านี้

จู่ๆ ในกล่องดำก็มีเสียงดังติงขึ้นมา

จิตใจของเขาสั่นสะท้าน รู้สึกสงสัยอยู่บ้าง จึงส่งสัมผัสเทวะเข้าไปสำรวจในกล่องดำ ก็พบว่ากระบี่เทพเล่มนั้น จู่ๆ ก็สว่างวาบขึ้นมา ปลดปล่อยเจตจำนงกระบี่อันแหลมคมออกมา

เขานึกถึงคำพูดของเยวี่ยหรูขึ้นมาได้ มีเพียงเจตจำนงกระบี่เท่านั้น ที่สามารถเชื่อมต่ออดีตและปัจจุบันเข้าด้วยกันได้

หลังจากถูกเจตจำนงกระบี่โจมตี น้ำตาก็เริ่มไหลรินออกมาจากดวงตาของเขาอีกครั้ง

แต่เมื่อเจตจำนงกระบี่ขุมนี้ปรากฏขึ้น ห้วงมิติที่บิดเบี้ยวบนทุ่งหญ้า โดยมีจางผิงอันเป็นศูนย์กลาง จู่ๆ ก็กลับมาสว่างไสวแจ่มชัดขึ้นในทันที

"เอ๊ะ?"

ศิษย์พี่หญิงติงเซียงอยู่ใกล้กับจางผิงอันมากที่สุด นางจึงสังเกตเห็นความผิดปกติได้เป็นคนแรก

"เจ้าไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่!"

ศิษย์พี่หญิงติงเซียงรีบวิ่งเข้าไปสองสามก้าว พอไปถึงข้างกายของจางผิงอัน ก็พบว่าห้วงมิติที่บิดเบี้ยวหายไปแล้ว เสียงก็สามารถส่งผ่านได้ตามปกติแล้วด้วย

แต่จางผิงอันกลับทรุดเข่าข้างหนึ่งลงกับพื้น น้ำตาไหลรินออกมาอย่างไม่ขาดสาย

นางเข้าไปประคองจางผิงอันเอาไว้

จางผิงอันสูดลมหายใจเข้าลึกๆ อยู่หลายครั้ง หยิบผ้าแพรสีขาวที่ตอนนี้กลายเป็นสีแดงไปแล้วออกมาจากอกเสื้อ เช็ดเลือดที่อยู่บนใบหน้าออกไป

"ไม่เป็นไร ข้าดีขึ้นมากแล้ว!"

เจตจำนงกระบี่ถูกปลดปล่อยออกมา ก่อตัวเป็นม่านพลังคุ้มกันรัศมีกว่าสิบจั้ง

ทุกคนพากันขยับเข้ามาใกล้ และเดินเข้าไปในม่านพลังคุ้มกัน

"เอ๊ะ?"

"ที่นี่... ความกดดันหายไปแล้ว..."

หลายคนใกล้จะทนไม่ไหวแล้ว เพราะเส้นทางในช่วงสุดท้ายนี้ เห็นได้ชัดว่ามีความกดดันมากกว่าก่อนหน้านี้หลายเท่าตัวนัก

เยวี่ยหรูคิดว่าตัวเองจะต้องตายอยู่กลางทางเสียแล้ว แผ่นจานดาราของนางก็แสดงให้เห็นอย่างชัดเจน ว่าเบื้องหน้าคือเส้นทางแห่งความตาย แต่นางก็ไม่ยอมแพ้ ความเชื่อมั่นเพียงอย่างเดียวของนาง ก็คือการยืนหยัดไปจนถึงวินาทีสุดท้าย นางอยากจะเห็นให้ได้ ว่าวิญญาณร้ายที่ถูกสุสานสิบสามแห่งสะกดเอาไว้ ตกลงแล้วมันคือตัวอะไรกันแน่

นางมีความลับมากมายซุกซ่อนอยู่

ตำนานโบราณของดินแดนทางตอนเหนือเรื่องนั้น ความจริงแล้วเป็นเรื่องราวที่สืบทอดต่อกันมาในตระกูลของนาง

ศาลเจ้าสุสานทั้งสิบสามแห่ง นั่นคือความลับอันเก่าแก่ของตระกูลของพวกนาง ซึ่งได้เลือนหายไปในสายธารแห่งประวัติศาสตร์มานานแสนนานแล้ว

ดังนั้น นางถึงได้จดบันทึกทุกสิ่งที่นางได้พบเห็นที่นี่ เอาไว้ในสมุดบันทึก

ก่อนที่จะเข้ามาในดินแดนลับแห่งนี้ เยวี่ยหรูไม่เคยคิดมาก่อนเลย ว่าตัวเองจะได้มาเห็นค่ายกลสุสานสะกดวิญญาณ ที่อยู่ในตำนานตระกูลของนาง ด้วยตาของตัวเองเช่นนี้

จบบทที่ บทที่ 126 เปลวเพลิงกลุ่มนั้น

คัดลอกลิงก์แล้ว