เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 50 มองเพลินไหมคะ

ตอนที่ 50 มองเพลินไหมคะ

ตอนที่ 50 มองเพลินไหมคะ


ตอนที่ 50 มองเพลินไหมคะ

คำถามสุดโต่งของซูจื่อจินทำเอากรรมการสัมภาษณ์อีกสองคนถึงกับก้มหน้างุดด้วยความกระดากอาย

ส่วนหม่าหรงเอ๋อร์ ผู้ช่วยสาวก็เอาแต่ก้มหน้ามองพื้น ไม่กล้าแม้แต่จะสบตาเจ้านาย

แหงล่ะ คนสติดีๆ ที่ไหนเขาจะเอาเรื่องพรรณนี้มาตั้งเป็นคำถามสัมภาษณ์งานกันเล่า

หยางเฉินเองก็ถึงกับใบ้กิน ไปไม่เป็น ไม่รู้จะสรรหาคำตอบแบบไหนมาตอบให้มันดูดีได้เลย

ซูจื่อจินแค่นหัวเราะในลำคอ พลางถามเสียงเยาะเย้ย

"เป็นอะไรไปคะ ตอบไม่ได้เหรอ"

หยางเฉินสวนกลับหน้าตาย

"คำถามง่ายๆ แค่นี้ ทำไมผมจะตอบไม่ได้ล่ะครับ"

ซูจื่อจินเลิกคิ้วท้าทาย

"งั้นก็ตอบมาสิคะ คุณจะจัดการกับสถานการณ์นั้นยังไง"

หยางเฉินตอบเสียงเรียบ

"ผมก็จะรีบตื่นแล้วหนีไปให้พ้นๆ ก่อนที่คุณจะตื่น แล้วก็ทำตัวเนียนๆ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นไงครับ"

หม่าหรงเอ๋อร์และกรรมการสัมภาษณ์อีกสองคนต่างพากันส่ายหน้าอย่างระอาใจ

นี่มันคำตอบฆ่าตัวตายชัดๆ

ไอ้หมอนี่มันไม่รู้ใจผู้หญิงเอาซะเลย

เจอคำถามแบบนี้ มันก็ต้องตอบหล่อๆ ว่า 'ผมยินดีจะรับผิดชอบทุกอย่างครับ' สิเว้ย

ฟันแล้วทิ้ง ชิ่งหนีไปหน้าตาเฉยแบบนี้ นี่มันพฤติกรรมของไอ้พวกผู้ชายเฮงซวยชัดๆ

ซูจื่อจินกระแทกเสียง หงุดหงิดจนเผลอโยนปากกาในมือลงบนโต๊ะอย่างแรง

ด้วยความที่หล่อนออกแรงมากเกินไป ปากกากระเด็นตกลงไปกลิ้งหลุนๆ อยู่บนพื้น

หยางเฉินลุกขึ้น เลื่อนเก้าอี้ออก แล้วก้มลงไปเก็บปากกาให้

และนั่นก็เป็นจังหวะนรกที่ทำให้สายตาของเขาดันไปปะทะเข้ากับสิ่งที่ไม่ควรเห็นเข้าอย่างจัง

ซูจื่อจินกำลังนั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้

กระโปรงทรงสอบรัดรูปของหล่อนมันสั้นเต่อจนปิดบังอะไรไว้ไม่อยู่

แถมกางเกงชั้นในของหล่อนก็ยังนอนแอ้งแม้งอยู่ในถังขยะที่โรงแรมเมื่อเช้านี้อีก

ภาพความงามที่ไร้สิ่งปกปิดใดๆ ปรากฏแก่สายตาหยางเฉินแบบเต็มๆ ตา จนเขาเผลอจ้องมองตาค้างราวกับถูกมนตร์สะกด

เวลาผ่านไปหลายวินาที หยางเฉินก็ยังคงมุดหัวอยู่ใต้โต๊ะไม่ยอมลุกขึ้นมาสักที

ซูจื่อจินเริ่มรู้สึกตัวถึงความผิดปกติ หล่อนรีบยกเท้าขึ้นเตะไปข้างหน้าเบาๆ เพื่อเรียกสติเขา

หยางเฉินสะดุ้งโหยง รีบถอยกรูดออกมา ลุกขึ้นนั่งบนเก้าอี้ตามเดิม ก้มหน้าก้มตา ส่งปากกาคืนให้หล่อนอย่างรวดเร็ว

ซูจื่อจินทำหน้าขรึม สั่งเสียงดุ

"เงยหน้าขึ้นมาเดี๋ยวนี้"

หยางเฉินตอบอ้อมแอ้ม

"เอ่อ... ผมรู้สึกละอายใจนิดหน่อยน่ะครับ"

ซูจื่อจินตอกกลับ

"มองจนทะลุปรุโปร่งขนาดนั้นแล้ว เพิ่งจะมานึกละอายใจเอาป่านนี้เนี่ยนะ"

หยางเฉินเงยหน้าขึ้นมาส่งยิ้มแหยๆ ให้

จะมาโทษเขาก็ไม่ได้ปะวะ

ผู้ชายปกติทั่วไป เจอภาพแบบนั้นเข้าไป ใครมันจะห้ามใจไม่ให้มองได้ล่ะ

ซูจื่อจินจ้องหน้าเขาเขม็ง พลางถามเสียงเย็น

"มองเพลินไหมคะ"

หยางเฉินพยายามกลั้นยิ้มสุดฤทธิ์ ตอบสั้นๆ

"ก็... ใช้ได้อยู่ครับ"

ซูจื่อจินถามต่อ

"อยากลองจับดูไหมคะ"

คำถามของหล่อนทำเอาหม่าหรงเอ๋อร์และกรรมการสัมภาษณ์อีกสองคนถึงกับสะดุ้งโหยง

แม่ร่วง! นี่มันคำพูดคำจาอะไรกันเนี่ย

ผู้จัดการซูวันนี้เป็นอะไรไปเนี่ย

ทำไมบุคลิกถึงได้เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือแบบนี้

โดนผู้ชายแอบดูของสงวนขนาดนั้น หล่อนยังสามารถทำใจเย็น แถมยังเอ่ยปากชวนด้วยถ้อยคำยั่วยวนแบบนี้ได้อีก

หยางเฉินทนกลั้นขำไว้ไม่อยู่ ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาดังลั่น

"ฮ่าๆๆ... เอาไว้วันหลังละกันครับ วันนี้คงไม่สะดวก"

กรรมการสัมภาษณ์ทั้งสองคนทนดูพฤติกรรมไร้ยางอายของไอ้หนุ่มนี่ไม่ไหวอีกต่อไป

กรรมการคนที่หนึ่งรีบเสนอความเห็น

"ผู้จัดการซูครับ ผมว่ายุติการสัมภาษณ์เถอะครับ อย่าไปเสียเวลากับคนพรรณนี้เลย"

กรรมการคนที่สองผสมโรง

"เห็นด้วยครับ ไอ้นี่มันทั้งโง่ ทั้งไร้มารยาท มีดีแค่หน้าตาหล่อไปวันๆ เครือโรงแรมหมิงจูของเราไม่ต้องการพนักงานแบบนี้หรอกครับ"

หม่าหรงเอ๋อร์รีบเดินเข้าไปสะกิดแขนหยางเฉิน

"คุณรีบออกไปเถอะค่ะ"

แต่หยางเฉินยังคงนั่งนิ่ง ไม่ยอมขยับเขยื้อนไปไหน

ซูจื่อจินคือประธานกรรมการสัมภาษณ์ในวันนี้

ตราบใดที่หล่อนยังไม่ออกปากไล่ คำพูดของคนอื่นก็ไม่มีความหมายอะไรสำหรับเขา

ซูจื่อจินหยิบปากกาขึ้นมาจรดลงบนใบสมัครของหยางเฉิน แล้วเขียนคำว่า 'ผ่าน' ตัวเบ้อเริ่มลงไป

หล่อนตบใบสมัครลงบนโต๊ะตรงหน้าเขา พลางประกาศเสียงดังฟังชัด

"ยินดีด้วย คุณผ่านการสัมภาษณ์แล้ว ตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป คุณคือพนักงานคนใหม่ของแผนกทรัพยากรบุคคล"

กรรมการคนที่หนึ่งเบิกตาโพลง

"..."

กรรมการคนที่สองอ้าปากค้าง

"!!??"

หม่าหรงเอ๋อร์ช็อกจนตาตั้ง

"!!!???"

ตกตะลึง!

งุนงง!

พูดไม่ออก!

สีหน้าของทั้งสามคนบ่งบอกถึงความรู้สึกในใจได้อย่างชัดเจน

นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย!

รับเข้าทำงานง่ายๆ แบบนี้เลยเหรอ!

อย่างน้อยๆ ก็น่าจะถามคำถามทดสอบความรู้ความสามารถที่เกี่ยวกับสายงานบ้างสิ

การตัดสินใจรับคนเข้าทำงานแบบขอไปทีแบบนี้ มันดูเหมือนเด็กเล่นขายของเกินไปแล้ว

กรรมการคนที่หนึ่งท้วงติงด้วยความไม่สบายใจ

"ผู้จัดการซูครับ ทำแบบนี้มันจะไม่ดูเป็นการตัดสินใจที่ง่ายดายเกินไปหน่อยเหรอครับ"

กรรมการคนที่สองรีบเสริม

"นั่นสิครับ มาตรฐานการคัดเลือกพนักงานของเครือโรงแรมหมิงจูของเราขึ้นชื่อเรื่องความเข้มงวดมาตลอดนะครับ เราจะรับคนเข้าทำงานง่ายๆ แบบนี้ไม่ได้นะครับ"

ซูจื่อจินลุกขึ้นยืนตระหง่าน ประกาศกร้าวด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ

"ฉันเป็นผู้จัดการแผนกทรัพยากรบุคคล ฉันมีสิทธิ์ตัดสินใจเลือกคนเข้ามาทำงานในแผนกของฉันได้เอง ไม่ต้องให้ใครมาสั่งสอนหรอก!"

กรรมการคนที่หนึ่งหน้าเจื่อน รีบก้มหน้ารับคำ

"ครับๆ..."

กรรมการคนที่สองรีบเออออตาม

"ผู้จัดการซูพูดถูกแล้วครับ"

เอาจริงๆ ก็ไปโทษกรรมการพวกนั้นไม่ได้หรอก

ก็พวกเขาไม่รู้เรื่องราวเบื้องลึกเบื้องหลังระหว่างหยางเฉินกับซูจื่อจินเมื่อคืนนี้นี่นา

ก็เลยไม่เข้าใจว่าทำไมหล่อนถึงตัดสินใจรับไอ้หนุ่มนี่เข้าทำงานอย่างง่ายดายแบบนี้

หยางเฉินผุดลุกขึ้นยืน โค้งคำนับเล็กน้อย

"ขอบคุณผู้จัดการซูมากครับ งั้นผมขอตัวกลับก่อน พรุ่งนี้ค่อยมาเริ่มงานอย่างเป็นทางการนะครับ อ้อ... ว่าแต่ ทางบริษัทมีสวัสดิการที่พักให้พนักงานด้วยไหมครับ"

ซูจื่อจินยิ้มเจ้าเล่ห์

"มาพักที่บ้านฉันสิ รับรองว่านายจะได้ดูจนหนำใจเลยล่ะ"

หยางเฉินทำหน้าแหย

"เอ่อ... แบบนั้นมันจะดูไม่งามหรือเปล่าครับ"

ซูจื่อจินเลิกคิ้วท้าทาย

"ทำไม ไม่อยากดูแล้วหรือไงคะ"

หยางเฉินรีบแก้ตัวพัลวัน

"ไม่ใช่ว่าไม่อยากดูหรอกครับ แต่ผมกลัวว่าผู้จัดการซูจะหลงใหลในความหล่อของผม จนเผลอหน้ามืดตามัวมาปลุกปล้ำผมตอนดึกๆ น่ะสิครับ ขืนเป็นแบบนั้น ผมก็เสียเปรียบแย่สิครับ"

กรรมการทั้งสองคนและหม่าหรงเอ๋อร์ถึงกับอ้าปากค้าง

ไอ้หมอนี่มันหน้าหนาขนาดพูดประโยคแบบนี้ออกมาได้ยังไงเนี่ย!

คนที่เสียเปรียบมันควรจะเป็นผู้จัดการซูต่างหากโว้ย!

เป็นผู้ชายแท้ๆ เสือกมากลัวตัวเองจะเสียเปรียบเนี่ยนะ!

ไม่มียางอายจริงๆ!

ซูจื่อจินหัวเราะร่วนอย่างถูกใจ

"ฮ่าๆๆ... ฉันชอบความหน้าด้านหน้าทนของนายจริงๆ เอาเป็นว่าตกลงตามนี้แหละ เก็บข้าวของย้ายมาอยู่บ้านฉันได้เลย ไปได้แล้วไป"

หยางเฉินพยักหน้ารับ ส่งยิ้มกวนๆ ให้หม่าหรงเอ๋อร์และกรรมการทั้งสอง ก่อนจะหมุนตัวเดินออกจากห้องไปอย่างอารมณ์ดี

ทิ้งให้หม่าหรงเอ๋อร์และพวกกรรมการยืนงงเป็นไก่ตาแตกกับพฤติกรรมสุดแสนจะแปลกประหลาดของเจ้านายสาว

เมื่อเดินออกมาที่โถงทางเดิน

ก็พบว่าพวกจางเฉียงยังคงนั่งรออยู่

พอเห็นหยางเฉินเดินออกมา พวกเขาก็รีบกรูกันเข้าไปซักถามทันที

พูดตรงๆ เลยนะ

หยางเฉินไม่เข้าใจจริงๆ ว่าไอ้พวกนี้มันมีปมด้อยอะไรนักหนา

ถ้าแค่อยากจะมาอวดเบ่งข่มเขา ก็ไม่เห็นจะต้องพยายามโอ้อวดอะไรกันมากมายขนาดนี้เลย

ทำแบบนี้มันจะได้ความสะใจตรงไหนวะ

จางเฉียงเอ่ยปากถาม

"เป็นไงบ้างเพื่อน ผลสัมภาษณ์ออกมารุ่งหรือร่วงล่ะ"

หยางเฟยพูดเหน็บแนม

"เข้าไปสัมภาษณ์แค่สามนาทีครึ่ง เร็วปานติดจรวดขนาดนี้ คงถูกใจกรรมการจนรับเข้าทำงานทันทีเลยล่ะมั้งคะ"

นังผู้หญิงคนนี้มันตอแหลจริงๆ

ในใจหล่อนคงคิดว่า ที่สัมภาษณ์แป๊บเดียว ก็เพราะกรรมการขี้เกียจเสียเวลากับเขา และเขาก็คงโดนคัดออกไปเรียบร้อยแล้วแน่ๆ

พวกมันอยากจะโอ้อวดข่มเขา แต่หยางเฉินไม่ได้มีอารมณ์จะมานั่งเล่นเกมโอ้อวดบ้าบอพวกนี้หรอกนะ

เขาคิดว่ามันเป็นพฤติกรรมที่ดูไร้สาระและปัญญาอ่อนสุดๆ

หยางเฉินตอบปัดๆ

"ก็เรื่อยๆ แหละครับ"

หวังอวิ๋นแกล้งถอนหายใจ

"เฮ้อ... เห็นคุณดูมั่นใจขนาดนี้ ก็คงจะผ่านฉลุยแหงๆ ดูท่าทางพวกเราคงได้แค่มานั่งเป็นตัวประกอบให้คุณซะแล้วสิคะ"

"ฮ่าๆๆ..."

ทั้งสี่คนประสานเสียงหัวเราะกันอย่างสะใจ

รอยยิ้มพวกนี้มันไม่ใช่รอยยิ้มของคนที่เป็นแค่ตัวประกอบหรอกนะ

แต่มันเป็นรอยยิ้มของคนที่มั่นใจว่าตัวเองได้งานชัวร์ๆ ต่างหาก

เห็นรอยยิ้มเสแสร้งของหวังอวิ๋นแล้ว หยางเฉินก็รู้สึกขยะแขยงจนอยากจะอาเจียน

จางเฉียงยังคงเซ้าซี้ไม่เลิก

"ตกลงว่าผลสัมภาษณ์เป็นยังไงล่ะเพื่อน บอกมาตรงๆ เลยเถอะ"

ในตอนนั้นเอง

โทรศัพท์มือถือของหยางเฉินก็แผดเสียงดังขึ้นมา

เขาหยิบขึ้นมาดู เห็นว่าเป็นเบอร์แปลก ก็เลยกดตัดสายทิ้งไป

แต่เพียงเสี้ยววินาที เบอร์แปลกเบอร์เดิมก็โทรเข้ามาอีก

หยางเฉินตัดสินใจกดรับสาย

"ฮัลโหล"

เสียงหวานใสของหลิวอิงหนิงดังลอดมาตามสาย

"สวัสดีค่ะท่านประธานหยาง ดิฉันหลิวอิงหนิงนะคะ ตอนนี้ดิฉันจัดการเตรียมการประชุมผู้บริหารตามที่ท่านสั่งไว้เรียบร้อยแล้วค่ะ ทุกคนกำลังรอท่านประธานอยู่ที่ห้องประชุมนะคะ"

หยางเฉินตบหน้าผากตัวเองดังฉาด

ลืมเรื่องสำคัญระดับชาติไปซะสนิทเลยแฮะ!

เมื่อวานเขาเพิ่งจะสั่งให้หลิวอิงหนิงเตรียมการประชุมผู้บริหารตอนเก้าโมงครึ่งเช้าวันนี้

แต่เขาดันลืมไปซะงั้น

ก็คนมันเพิ่งจะเคยก้าวขึ้นมาเป็นประธานกลุ่มบริษัทไห่เซิ่งหมาดๆ นี่นา ยังไม่ค่อยชินกับตารางงานเท่าไหร่

มันก็ต้องมีลืมกันบ้างแหละน่า

หยางเฉินตอบรับ

"โอเคครับ เดี๋ยวผมรีบไปเดี๋ยวนี้เลย"

พอวางสาย หยางเฉินก็เตรียมตัวจะเดินจากไป

แต่พวกจางเฉียงก็ยังไม่วายตามตื๊อขวางทาง ถามผลสัมภาษณ์เขาให้ได้

จังหวะนั้นเอง หม่าหรงเอ๋อร์ก็เปิดประตูเดินออกมาพอดี

หยางเฉินตะโกนบอกหล่อน

"คุณผู้ช่วยหม่า รบกวนช่วยประกาศผลสัมภาษณ์ของผมให้พวกเขาทราบทีนะครับ"

พูดจบ หยางเฉินก็รีบสับเท้าเดินหนีไปทันที

พวกจางเฉียงหันขวับไปมองหน้าหม่าหรงเอ๋อร์อย่างรอคอยคำตอบ

หม่าหรงเอ๋อร์กวาดสายตามองพวกเขาก่อนจะพูดเสียงเรียบ

"พวกคุณยังอยู่อีกเหรอคะ พอดีเลย ฉันขอประกาศอย่างเป็นทางการเลยนะคะว่า พวกคุณสี่คนไม่ผ่านการคัดเลือกค่ะ ทางเราตกลงรับคุณหยางเฉินเข้าทำงานเพียงคนเดียวค่ะ"

ทั้งสี่คนถึงกับช็อกจนอ้าปากค้าง

"อะไรนะ!"

"มันจะเป็นไปได้ยังไง!"

"นี่คุณล้อเล่นหรือเปล่าเนี่ย! ถึงจะรับใครเข้าทำงาน ก็ไม่น่าจะเป็นไอ้หมอนั่นได้นี่นา!"

"ใช่ๆ คุณแน่ใจเหรอว่าทางบริษัทรับมันเข้าทำงานจริงๆ น่ะ!"

ทั้งสี่คนหันขวับไปมองตามแผ่นหลังของหยางเฉินที่กำลังเดินจากไปไกล ด้วยสีหน้าและแววตาที่เต็มไปด้วยความตกตะลึงสุดขีด

ตอนแรกพวกเขามั่นใจเต็มเปี่ยมว่า ซูจื่อจินจะต้องเลือกใครสักคนในหมู่พวกเขาเข้าทำงานแน่ๆ

ใครจะไปคาดคิดล่ะว่า ไอ้พ่อค้าแผงลอยข้างถนน มันจะมาปาดหน้าเค้กคว้าตำแหน่งนี้ไปครองได้หน้าตาเฉย

จางเฉียงถามหม่าหรงเอ๋อร์ด้วยความสงสัย

"คุณผู้ช่วยครับ ไอ้หมอนั่นมันจบจากมหาวิทยาลัยอะไรมาเหรอครับ"

หม่าหรงเอ๋อร์ส่ายหน้า

"ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ เขาไม่ได้เขียนไว้ในใบสมัคร แต่เดาว่าคงจะจบจากสถาบันธรรมดาๆ มั้งคะ ถ้าจบจากมหาวิทยาลัยชื่อดังจริงๆ เขาก็คงต้องรีบเขียนโชว์เป็นผลงานเด่นไปแล้วล่ะค่ะ"

คำตอบของหม่าหรงเอ๋อร์ยิ่งทำให้พวกจางเฉียงรู้สึกรับไม่ได้หนักเข้าไปอีก

พวกเขาล้วนแต่เป็นหัวกะทิที่จบจากมหาวิทยาลัยชั้นนำทั้งนั้น การที่ต้องมาพ่ายแพ้ให้กับไอ้หนุ่มที่โปรไฟล์ว่างเปล่าแบบนี้ มันถือเป็นความอัปยศอดสูอย่างยิ่ง

"นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย! บริษัทพวกคุณมีมาตรฐานการคัดเลือกพนักงานยังไงฮะ!"

"ใช่! พวกเราอุตส่าห์เรียนจบจากมหาวิทยาลัยชื่อดัง ทำไมถึงต้องมาพ่ายแพ้ให้กับคนพรรณนี้ด้วย!"

"พวกคุณใช้เกณฑ์อะไรในการตัดสินใจรับคนเข้าทำงานฮะ ช่วยอธิบายให้พวกเราฟังหน่อยสิ!"

"ถูกต้อง! ต้องอธิบายมาให้เคลียร์! พวกเราอุตส่าห์ร่ำเรียนมาอย่างหนักแทบตาย สุดท้ายต้องมาแพ้ให้กับไอ้กระจอกนี่เนี่ยนะ!"

[จบตอน]

จบบทที่ ตอนที่ 50 มองเพลินไหมคะ

คัดลอกลิงก์แล้ว