- หน้าแรก
- ปิดบังความรวยมาสามปี วันนี้ข้าขอกางเงินฟาดหน้าพวกเจ้า
- ตอนที่ 9 ทำไมถึงมีเงินเยอะแยะขนาดนี้ ได้เวลาอธิบายแล้วสินะ
ตอนที่ 9 ทำไมถึงมีเงินเยอะแยะขนาดนี้ ได้เวลาอธิบายแล้วสินะ
ตอนที่ 9 ทำไมถึงมีเงินเยอะแยะขนาดนี้ ได้เวลาอธิบายแล้วสินะ
ตอนที่ 9 ทำไมถึงมีเงินเยอะแยะขนาดนี้ ได้เวลาอธิบายแล้วสินะ
แม้ว่าตำรวจจะอยากช่วยเหลือครอบครัวจาง แต่พวกเขาก็ไม่สามารถบังคับให้ครอบครัวหยางส่งลูกสาวให้แต่งงานได้
เมื่อเห็นว่าเกลี้ยกล่อมครอบครัวหยางไม่สำเร็จ พวกเขาก็จำต้องยอมถอย
ในตอนนี้เอง ชาวบ้านในหมู่บ้านหยางก็เริ่มออกโรงบ้าง
พวกเขาเห็นว่าครอบครัวของหยางเฉินร่ำรวยมหาศาล จึงคิดว่าน่าจะมีผลประโยชน์มาตกถึงมือบ้าง
ถ้าออกตัวสนับสนุนครอบครัวหยางเฉินในตอนนี้ วันข้างหน้าก็คงจะมีข้ออ้างไปขอความช่วยเหลือหรือขอผลประโยชน์ได้ง่ายๆ
"ฉันล่ะเปิดหูเปิดตาจริงๆ เขาบอกว่าไม่แต่งๆ ก็ยังจะหน้าด้านตามตื้ออยู่ได้ คนในเมืองนี่เขาหน้าด้านกันขนาดนี้เลยเหรอ"
"ไหนบอกว่าเป็นข้าราชการไง เป็นถึงข้าราชการก็ยิ่งต้องระมัดระวังภาพลักษณ์สิ นี่อะไร ถึงกับให้ตำรวจมาช่วยบีบให้เขาแต่งลูกสาวให้เนี่ยนะ"
"พวกคุณรีบๆ ไสหัวไปเถอะ อย่ามาทำขายขี้หน้าอยู่ที่นี่เลย ถ้ายังไม่ไปอีก พวกเราจะถ่ายคลิปประจานลงโต่วอินให้หมด ถึงตอนนั้นผู้หลักผู้ใหญ่ในหน่วยงานคงได้เรียกพวกคุณไปด่าเปิง เผลอๆ อาจจะโดนไล่ออกให้ไปอยู่บ้านเลี้ยงหลานก่อนกำหนดก็ได้นะ"
พ่อแม่ของจางจวินเหลือเวลาอีกแค่ไม่กี่ปีก็จะเกษียณอายุราชการอย่างภาคภูมิแล้ว
ถึงตอนนั้น พวกเขาก็จะมีทั้งเงินบำนาญและเงินสวัสดิการต่างๆ ใช้ไปตลอดชีวิต โดยไม่ต้องกังวลเรื่องปากท้องอีกเลย
แต่ถ้าโดนไล่ออกตอนนี้ สวัสดิการเหล่านั้นก็เป็นอันมลายหายวับไปกับตา
เมื่อเห็นว่าครอบครัวหยางใจเด็ดเดี่ยวไม่ยอมให้ลูกสาวแต่งงานแน่ๆ พวกเขาก็เลยเลิกตอแย
จางจวินร้องไห้น้ำตาไหลพราก ไม่เหลือคราบลูกผู้ชายเอาเสียเลย
แต่ก็นั่นแหละ สมควรแล้ว
ถ้าเขาเป็นลูกผู้ชายตัวจริง เรื่องราวก็คงไม่บานปลายมาจนถึงจุดนี้
ตอนที่แม่ของเขาจงใจซื้อชุดชั้นในไซส์เล็กมาให้ เขาก็รู้เห็นเป็นใจ แต่กลับไม่ยอมห้ามปราม
และหลังจากเกิดเรื่อง เขาก็ไม่ได้พยายามแก้ไขสถานการณ์ให้ดีขึ้น กลับปล่อยเลยตามเลยตามใจพ่อแม่ โดยคิดว่าใกล้จะถึงวันแต่งงานอยู่รอมร่อแล้ว ยังไงเสียหยางเยว่ก็ต้องยอมกล้ำกลืนฝืนแต่งอยู่ดี
แล้วผลลัพธ์เป็นยังไงล่ะ
สถานการณ์กลับเลวร้ายลงจนกู่ไม่กลับแบบนี้ไง
ในเมื่อทั้งสองฝ่ายตกลงยกเลิกงานแต่ง ฝ่ายหญิงก็สมควรคืนเงินค่าสินสอดให้ฝ่ายชาย
ส่วนค่าใช้จ่ายในการจัดงานเลี้ยงและจ้างแขกเหรื่อของทั้งสองฝ่าย ต่างฝ่ายต่างก็ต้องรับผิดชอบกันเอง
เพราะต้นเหตุของเรื่องวุ่นวายทั้งหมดเกิดจากการที่แม่ของฝ่ายชายจงใจเล่นแง่ จนนำไปสู่สถานการณ์ในปัจจุบัน
ดังนั้น ต่อให้ฝ่ายชายจะต้องสูญเสียเงินทองไปมากกว่า พวกเขาก็ต้องก้มหน้ายอมรับสภาพไป
หยางฝูเห็นด้วยกับแนวทางยุติปัญหาของตำรวจ เขาเดินเข้าไปในบ้าน หยิบเงินสดแปดหมื่นหยวนออกมานับต่อหน้าทุกคน แล้วส่งมอบให้ตำรวจ
ตำรวจช่วยนับทวนอีกครั้ง ก่อนจะส่งมอบเงินคืนให้จางจวิน
เมื่อได้เงินคืน ครอบครัวจางก็ไม่กล้าอยู่สู้หน้าใครอีก รีบหอบข้าวหอบของเผ่นแน่บไปอย่างรวดเร็ว
หวังเอ้อร์หลง อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังเห็นท่าไม่ดีก็เตรียมจะชิ่งหนีบ้าง แต่หยางเฉินกลับตะโกนเรียกเอาไว้เสียก่อน
"เฮ้ย! ไอ้คนไลฟ์สดน่ะ หยุดอยู่ตรงนั้นเลยนะ แกยังไปไหนไม่ได้!"
หวังเอ้อร์หลงชะงักเท้า คนอื่นๆ ก็หยุดเดินเช่นกัน
หวังเอ้อร์หลงอึกอัก
"ทำไม ฉันก็แค่มาร่วมขบวนรับเจ้าสาวเพื่อช่วยเพื่อนเฉยๆ แกคงไม่ได้จะเรียกค่าเสียหายจากฉันหรอกนะ"
หยางเฉินสวนกลับ
"แกคิดว่าฉันจะชายตามองเศษเงินของแกหรือไง"
หวังเอ้อร์หลงเหลือบมองรถหรู เฟอร์นิเจอร์ราคาแพงลิ่ว และโฉนดคฤหาสน์ที่วางอยู่ข้างๆ แล้วก็ส่ายหน้าด้วยความกระดากอาย
ครอบครัวนี้รวยล้นฟ้าขนาดเตรียมสินเดิมมหาศาลได้ขนาดนี้ มีหรือจะมาสนใจเรียกร้องเงินทองจากเขา
หยางเฉินพูดต่อ
"แกเป็นคนปั่นกระแสในเน็ต ชักนำให้คนมารุมด่าครอบครัวฉัน ตอนนี้ความจริงกระจ่างแล้ว แกก็ต้องอธิบายให้ทุกคนเข้าใจ แกต้องรับผิดชอบกู้ชื่อเสียงของครอบครัวฉันกลับคืนมาให้ได้มากที่สุด คุณตำรวจครับ คำขอของผมคงไม่เกินไปใช่ไหมครับ"
ตำรวจพยักหน้าเห็นด้วย และสนับสนุนข้อเรียกร้องของหยางเฉิน
พวกเขาออกคำสั่งให้หวังเอ้อร์หลงชี้แจงความจริงให้ผู้ชมในห้องไลฟ์สดฟังเดี๋ยวนี้
ลึกๆ แล้วหวังเอ้อร์หลงไม่อยากทำตามเลยสักนิด แต่ก็ไม่กล้าหือกับตำรวจ
ที่นี่ไม่ใช่ถิ่นของเขา ถ้าเกิดโดนจับเข้าซังเตไปสักสองสามวัน คงไม่ใช่เรื่องสนุกแน่
แต่อย่างไรเสีย เขาก็เป็นถึงอินฟลูเอนเซอร์ที่มีผู้ติดตามกว่าห้าล้านคน เรื่องการใช้ศิลปะในการพูดพลิกแพลงสถานการณ์คือของถนัดของเขาอยู่แล้ว
เขาหันไปพูดกับผู้ชมในห้องไลฟ์สดทันที
"พี่น้องทุกคนครับ ผมต้องขอโทษด้วยจริงๆ ผมมันคบคนผิด โดนไอ้เจ้าบ่าวหน้าโง่นั่นมันหลอกเอา ก็เลยเข้าใจผิดคิดว่าครอบครัวเจ้าสาวหลอกเอาค่าสินสอด แล้วก็เผลอไปพูดชี้นำทุกคน ผมกราบขออภัยทุกท่านมาณ ที่นี้ด้วยครับ และขอโทษครอบครัวคุณเจ้าสาวด้วย ต่อไปผมจะดูคนให้ดีกว่านี้ จะไม่ให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นอีก เพื่อเป็นการไถ่โทษ เดี๋ยวผมจะสุ่มแจก iPhone 12 ให้กับแฟนคลับผู้โชคดีสิบคน หวังว่าทุกคนจะให้อภัยในความตาถั่วของผมนะครับ"
คำพูดเพียงไม่กี่ประโยค ไม่เพียงแต่ปัดสวะให้พ้นตัวได้อย่างแนบเนียน แต่ยังเรียกคะแนนความสงสารจากแฟนคลับได้อีกเป็นกอบเป็นกำ
คอมเมนต์ในห้องไลฟ์สดเป็นเครื่องพิสูจน์ได้เป็นอย่างดี
"เฮียเอ้อร์หลง เรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของเฮียหรอก ใครๆ ก็ต้องเคยมีเพื่อนเฮงซวยกันทั้งนั้นแหละ"
"ใช่ๆ จะไปโทษเฮียได้ไง ก็แค่เฮียจริงใจกับเพื่อนมากไปหน่อย ก็เลยโดนมันหลอกใช้"
"เพิ่งเคยเห็นอินฟลูเอนเซอร์ยอมรับผิดและขอโทษอย่างจริงใจแบบนี้เป็นครั้งแรก กดติดตามแล้วนะ"
"ฉันก็กดติดตามแล้วเหมือนกัน สังคมต้องการอินฟลูเอนเซอร์พลังบวกแบบนี้แหละ ถ้าไม่กดติดตามถือว่าพลาดมาก"
ยอดผู้ติดตามของหวังเอ้อร์หลงพุ่งทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว เพียงไม่นานก็ทะลุหกล้านคนไปอย่างง่ายดาย
ทำเอาเจ้าตัวแทบจะหุบยิ้มไว้ไม่อยู่
แฟนคลับสมัยนี้หลอกง่ายเสียจริง แค่พูดจาหว่านล้อมนิดหน่อยก็หลงเชื่อกันเป็นตุเป็นตะแล้ว
แน่นอนว่าแฟนคลับส่วนใหญ่ก็แค่หวังจะได้ iPhone 12 ฟรีๆ เท่านั้นแหละ ไม่ได้พิศวาสอะไรในตัวอินฟลูเอนเซอร์คนนี้หรอก
แต่พวกเขาก็ลืมคิดไปว่า อินฟลูเอนเซอร์หน้าไหนมันจะยอมสุ่มแจกของรางวัลจริงๆ กันล่ะ
เวลาพวกอินฟลูเอนเซอร์ในโต่วอินจัดโปรโมชันไลฟ์สดขายของ เอะอะก็บอกว่าจะสุ่มแจกรถยนต์นู่นนี่นั่น ถามจริงเถอะ มีแฟนคลับตาดำๆ คนไหนเคยได้จริงๆ บ้าง
ก็มีแต่นักแสดงหน้าม้าที่จ้างมาเล่นละครตบตาทั้งนั้นแหละ
แต่เรื่องพวกนั้นมันไม่สำคัญหรอก สิ่งสำคัญคือหวังเอ้อร์หลงสามารถพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส กวาดยอดผู้ติดตามเพิ่มขึ้นได้อีกเป็นล้านคนจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในครั้งนี้
อย่างไรก็ตาม หยางเฉินไม่รู้เรื่องที่หวังเอ้อร์หลงได้ยอดผู้ติดตามเพิ่มขึ้นเลย
ไม่อย่างนั้น เขาคงหาทางกระชากหน้ากากไอ้หมอนี่ให้แหลกคามือไปแล้ว
ตำรวจช่วยกันต้อนชาวบ้านที่มุงดูให้สลายตัวไป
ไม่นานนัก ความสงบก็กลับคืนสู่ลานบ้านของครอบครัวหยางอีกครั้ง
ทว่าเมื่อมองดูเศษซากความวุ่นวายที่หลงเหลืออยู่ในลานบ้าน หยางฝูและหวังจือก็อดรู้สึกปวดใจไม่ได้
ในตอนนั้นเอง หยางเยว่ก็เปลี่ยนชุดเสร็จและเดินออกมาเรียก
"น้องเล็ก เข้ามานี่หน่อยสิ"
ในที่สุดเวลานี้ก็มาถึง โชคดีที่หยางเฉินเตรียมคำอธิบายไว้เรียบร้อยแล้ว
หยางฝูและหวังจือก็รีบเดินตามเข้าไปในบ้านด้วย พวกเขาก็อยากรู้ใจแทบขาดแล้วเหมือนกันว่าลูกชายไปเอาเงินมากมายขนาดนี้มาจากไหน ถึงได้ซื้อของมีค่าพวกนี้มาได้
นอกจากคนในครอบครัวแล้ว ยังมีคุณยาย คุณตา คุณลุง คุณน้า และญาติพี่น้องอีกหลายสิบชีวิตเบียดเสียดกันอยู่ในบ้าน
ทุกสายตาจดจ้องไปที่หยางเฉิน รอคอยให้เขาอธิบายที่มาที่ไปของข้าวของราคาแพงลิ่วพวกนี้
เรื่องที่ได้ผูกมัดกับระบบนั้น หยางเฉินไม่มีวันแพร่งพรายออกไปเด็ดขาด
เพราะถ้าขืนมีคนรู้เข้า มีหวังเขาคงโดนจับไปผ่าสมองเพื่อศึกษาวิจัยเป็นแน่
ดังนั้น เขาจึงทำได้เพียงแต่งเรื่องโกหกขึ้นมาเพื่อเอาตัวรอดไปก่อน
แต่การจะหาเงินได้เป็นร้อยล้านภายในเวลาอันสั้นขนาดนี้ คำโกหกโง่ๆ คงตบตาใครไม่ได้แน่
จะทำอาชีพอะไรถึงหาเงินได้เป็นร้อยล้านภายในเวลาแค่สองเดือนกันล่ะ
หยางเฉินจึงต้องร้อยเรียงเรื่องราวขึ้นมาอย่างแยบคาย
เขาหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา เปิดเบราว์เซอร์ แล้วพิมพ์คำค้นหาว่า "บิตคอยน์"
จากนั้นก็หันหน้าจอให้ทุกคนดูพลางเอ่ยถาม
"ทุกคนรู้จักบิตคอยน์ไหมครับ"
ทุกคนต่างส่ายหน้าดิก ยกเว้นหลี่หลง ลูกพี่ลูกน้องของเขา
หลี่หลงรีบโพล่งขึ้นมาด้วยความตื่นเต้น
"ฉันรู้จักๆ ช่วงนี้ราคาบิตคอยน์กำลังพุ่งปรี๊ดเลย เพิ่งจะทะลุด่าน 40,000 ดอลลาร์สหรัฐไปหมาดๆ นี่เอง อย่าบอกนะว่าเงินที่พี่เอามาซื้อของพวกนี้ ได้มาจากการขายบิตคอยน์น่ะ"
เดิมทีหยางเฉินตั้งใจจะเล่าเรื่องแต่งของตัวเองอยู่แล้ว
แต่พอเห็นลูกพี่ลูกน้องรู้เรื่องนี้ดี เขาก็เลยปล่อยให้เด็กหนุ่มเป็นคนอธิบายแทนเสียเลย
หยางเฉินพยักหน้า
"ใช่แล้ว นายรู้เรื่องดีนี่นา มาๆ ฉันให้โอกาสนายแสดงความสามารถ ลองอธิบายให้ทุกคนฟังหน่อยสิว่าฉันหาเงินมาซื้อของพวกนี้ได้ยังไง ขอใบ้ให้นิดนึงนะ ฉันมีบิตคอยน์อยู่ 500 เหรียญ แล้วฉันก็เทขายไปตอนที่ราคามันพุ่งแตะ 40,000 ดอลลาร์สหรัฐพอดี"
หลี่หลงเบิกตาโพลง
"อะไรนะ! บิตคอยน์ 500 เหรียญ! งั้นก็เท่ากับ 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินจีนก็ตั้ง 140 ล้านหยวนเลยนี่นา!"
[จบตอน]