เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 345 - โรคประหลาด

บทที่ 345 - โรคประหลาด

บทที่ 345 - โรคประหลาด


บทที่ 345 - โรคประหลาด

"นอกจากปวดฟันและแก้มบวมแล้ว ยังมีอาการอย่างอื่น หรือรู้สึกไม่สบายตรงไหนอีกไหม ลองคิดดูให้ดีๆ นะ"

เมื่อได้ฟังอาการที่เด็กสาวเล่า ซูหยางก็รู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่างได้ในทันที

อาการอักเสบที่ไม่ทราบสาเหตุแต่เป็นเรื้อรังยาวนานเช่นนี้ โดยปกติแล้ว หากไม่ใช่ปัญหาที่ระบบภูมิคุ้มกัน ก็อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคมะเร็งระยะเริ่มต้น ไม่ว่าจะเป็นกรณีไหน ก็บ่งบอกว่าสถานการณ์ของเด็กสาวคนนี้ไม่สู้ดีนัก

"ช่วงนี้รู้สึกเหมือนจะมีไข้รุมๆ ด้วยค่ะ แล้วก็รู้สึกไม่มีแรงไปทั้งตัวเลย"

เด็กสาวครุ่นคิดแล้วบอกเพิ่ม

"อ้าปากให้ผมดูหน่อย"

ซูหยางหยิบไฟฉายทางการแพทย์ที่พกติดตัวขึ้นมา พร้อมกับหยิบก้านสำลีมาด้วย

"ค่ะ"

เด็กสาวพยักหน้ารับและอ้าปาก

ซูหยางส่องไฟฉายเข้าไปในช่องปากของเด็กสาว แล้วใช้ก้านสำลีตรวจดู

ซูหยางพบว่าสีบริเวณเหงือกดูเหมือนจะผิดปกติไปสักหน่อย

ตามปกติแล้ว หากมีอาการอักเสบ เหงือกจะแค่บวมแดง แต่เขาเห็นว่าที่บริเวณโคนเหงือกของเด็กสาวมีคราบสีเทาๆ คล้ายแผลเป็นเกาะอยู่

นี่ไม่ใช่เหงือกอักเสบแน่นอน ซูหยางมั่นใจ

"ตอนไปหาหมอฟันก่อนหน้านี้ ได้ตรวจเช็คอย่างอื่นเพิ่มเติมไหม"

ซูหยางถามอีกครั้ง

"ผลตรวจก่อนหน้านี้อยู่ที่นี่หมดเลยค่ะ"

เด็กสาวหยิบรายงานผลตรวจและผลการวินิจฉัยปึกใหญ่ ออกมาจากถุงกระดาษที่พกติดตัวมาด้วย

ซูหยางเปิดดูอย่างละเอียด แล้วก็พบความผิดปกติ ค่าเม็ดเลือดขาวและเม็ดเลือดขาวชนิดนิวโทรฟิลของเด็กสาวสูงกว่าคนปกติเล็กน้อย แต่ไม่ได้สูงมากนัก

หากเป็นหมอทั่วไปตรวจดู อาจคิดว่าเป็นแค่อาการเหงือกอักเสบ แต่ในมุมมองของซูหยาง นี่อาจเป็นสัญญาณเตือนว่าระบบภูมิคุ้มกันกำลังมีปัญหา

เมื่อนำมารวมกับรอยสีเทาขาวบริเวณโคนเหงือกที่เขาเพิ่งเห็น เขาก็พอจะเดาอะไรบางอย่างได้ในใจ

"คุณหมอซู ตกลงเฉินเฉินเป็นอะไรกันแน่คะ"

หวังเมิ่งอดรนทนไม่ไหวจึงเอ่ยถาม

เธอสนิทกับลูกพี่ลูกน้องคนนี้มาตั้งแต่เด็ก พอครั้งนี้จู่ๆ ลูกพี่ลูกน้องก็ป่วยเป็นโรคประหลาด เธอจึงคอยอยู่เป็นเพื่อนและพาไปหาหมอมาหลายที่ แต่ถึงจะหาหมอมาเยอะ กินยามาก็เยอะ อาการก็ยังไม่ดีขึ้นเลย

เธอถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเคยมาให้ซูหยางตรวจอาการให้ ครั้งนี้เลยพาลูกพี่ลูกน้องมาที่นี่

"ตอนนี้ยังบอกไม่ได้แน่ชัด ต้องเก็บตัวอย่างไปส่งตรวจทางพยาธิวิทยาก่อน"

ซูหยางตอบอย่างใจเย็น

เมื่อได้ยินซูหยางบอกว่าจะต้องเก็บตัวอย่างไปส่งตรวจ ลู่เฉินซีและหลัวซาที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็คาดเดาไปในทิศทางเดียวกันทันที

สิ่งที่เรียกว่าการเก็บตัวอย่างส่งตรวจ ความจริงแล้วก็คือการนำเนื้อเยื่อส่วนใดส่วนหนึ่งจากร่างกายผู้ป่วยไปตรวจชิ้นเนื้อ โดยวัตถุประสงค์หลักๆ ก็คือเพื่อตรวจหาระบบภูมิคุ้มกันหรือภาวะของโรคมะเร็งนั่นเอง

"คุณหมอคะ อาการของฉันมันดูไม่ค่อยดีใช่ไหมคะ ฉันคงไม่ได้เป็นมะเร็งหรอกใช่ไหม"

เมื่อเห็นซูหยางไม่ยอมบอกว่าเป็นโรคอะไร แต่กลับสั่งให้ไปตรวจเพิ่มเลย เฉินเฉินก็รู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีขึ้นมาทันที

อันที่จริงลึกๆ แล้ว เธอก็พอจะตะหงิดใจอยู่บ้าง ไม่มีใครปวดเหงือกนานขนาดนี้หรอก ที่สำคัญคือได้ยาแก้อักเสบมากินตั้งเยอะก็ไม่หาย เธอเลยแอบสงสัยว่าตัวเองป่วยเป็นโรคประหลาดอะไรหรือเปล่า

แถมพอลองไปค้นหาข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต เธอก็พบว่ามีหลายคนที่มีอาการแบบนี้ สุดท้ายก็ตรวจพบว่าเป็นมะเร็ง ตอนนี้ใจเธอเลยเต้นระรัว

"ไปตรวจดูก่อนเถอะ ตอนนี้ยังสรุปอะไรไม่ได้ แต่คุณก็อย่ากังวลไปเลย ผมรับรองได้ว่าคุณไม่ได้เป็นมะเร็งแน่นอน"

ซูหยางพูดให้เด็กสาวสบายใจขึ้น ทุกวันนี้ความรู้และเทคโนโลยีต่างๆ ก้าวหน้าไปมากก็จริง แต่ความก้าวหน้านี้ก็แฝงมาพร้อมปัญหาบางอย่างเช่นกัน

ยกตัวอย่างเช่น ความจริงแล้วอาการของโรคทั่วไปหลายๆ โรค มีความคล้ายคลึงกับอาการของโรคมะเร็งบางชนิด เช่น หากมีอาการเบื่ออาหาร เรอเปรี้ยว คลื่นไส้อาเจียน

อาจเป็นแผลในกระเพาะอาหาร กระเพาะอาหารอักเสบ หรืออาจเป็นสัญญาณเตือนของมะเร็งกระเพาะอาหารระยะเริ่มต้นก็ได้ ดังนั้นหลายคนพอมีอาการนิดหน่อยก็ไปค้นข้อมูลในอินเทอร์เน็ต แล้วก็ตีขลุมเอาเองว่าเป็นมะเร็งระยะเริ่มต้น แบบนี้ไม่ใช่การขู่ตัวเองให้กลัวหรอกหรือ

"ไม่ได้เป็นมะเร็งจริงๆ เหรอคะคุณหมอ ฉันเห็นในเว็บไซต์ค้นหาข้อมูลบอกว่า อาการไข้เรื้อรังแบบนี้ มีโอกาสสูงมากที่จะเป็นอาการเริ่มต้นของโรคมะเร็ง"

เฉินเฉินพูดด้วยความกังวลใจ

"ดูจากผลตรวจที่คุณเคยทำมา ผมยืนยันได้เลยว่าคุณไม่ได้เป็นมะเร็ง แต่ว่านะ... เมื่อเทียบกับโรคทั่วไปแล้ว โรคของคุณอาจจะรักษายากกว่านิดหน่อย ผมสงสัยว่าคุณอาจจะป่วยเป็นโรคเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกัน แต่ก็อย่าเพิ่งกังวลไป ถ้าตรวจแล้วพบว่าเป็นโรคนี้จริง ขอแค่รักษาอย่างถูกต้อง คุณก็ยังสามารถใช้ชีวิตได้เหมือนคนปกติทั่วไปนั่นแหละ"

เมื่อเห็นว่าเด็กสาวเริ่มคิดไปเองว่าเป็นมะเร็ง ซูหยางจึงต้องบอกข้อสันนิษฐานของเขาให้เธอฟัง

"เข้าใจแล้วค่ะคุณหมอ ขอแค่ไม่ใช่มะเร็งก็พอ"

เด็กสาวถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก ในความคิดของเธอ คนที่เป็นมะเร็งก็เหมือนรอคอยความตายเท่านั้น ถ้าไม่ใช่โรคมะเร็ง ไม่ว่าการรักษาจะยากลำบากสักแค่ไหน อย่างน้อยก็ยังมีหวัง คนสมัยนี้แค่ได้ยินคำว่ามะเร็งก็ขวัญผวาแล้ว ต่างก็หวาดกลัวโรคนี้กันทั้งนั้น

"ไปตรวจเถอะ รอผลตรวจออกมาก็รู้แล้วว่าเป็นอะไร"

ซูหยางพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

เขาเข้าใจดี สำหรับเด็กสาววัยรุ่นคนหนึ่ง หากรู้ว่าตัวเองอาจจะเป็นมะเร็ง ภายในใจคงจะหวาดกลัวมากขนาดไหน

"ค่ะ ขอบคุณนะคะคุณหมอ"

เด็กสาวพยักหน้ารับอย่างแรง

ไม่นานนัก ลู่เฉินซีก็พาเด็กสาวไปเก็บตัวอย่างเพื่อส่งตรวจ จากนั้นเด็กสาวกับหวังเมิ่งก็พากันมานั่งรอผลตรวจที่ม้านั่งตรงห้องโถง

"เฉินเฉินไม่ต้องห่วงนะ ฝีมือของคุณหมอซูเก่งกาจมาก ต่อให้เธอป่วยเป็นโรคระบบภูมิคุ้มกันอะไรนั่น คุณหมอซูก็ต้องหาวิธีรักษาเธอได้แน่ๆ เรื่องของพี่ก่อนหน้านี้เธอก็รู้ ไปหาหมอมาตั้งหลายที่ก็ไม่หาย พอมาเจอคุณหมอซู แป๊บเดียวก็หาสาเหตุเจอเลย"

หวังเมิ่งคอยปลอบใจลูกพี่ลูกน้องของเธออยู่ตลอดเวลา และในน้ำเสียงก็แฝงไปด้วยความเชื่อมั่นและศรัทธาในตัวซูหยาง

พูดตามตรง ตั้งแต่ได้เจอซูหยางคราวก่อน หลายครั้งเธอมักจะนึกถึงซูหยางขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว เมื่อเทียบกับผู้ชายคนอื่นๆ รอบตัวเธอ คนอย่างซูหยางเป็นคนที่ผู้ชายคนอื่นเทียบไม่ติดเลยจริงๆ

"พี่สาว พี่ไปรู้จักคุณหมอที่ทั้งหล่อทั้งเก่งขนาดนี้ได้ยังไงเนี่ย"

เฉินเฉินถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น

"ก็บังเอิญเจอกันในงานเลี้ยงน่ะ งานเลี้ยงที่เสี่ยววีจัดไง ความจริงพี่ก็ไม่คิดหรอกนะว่าจะได้เจอคุณหมอซูในงานแบบนั้น"

หวังเมิ่งพูดอย่างทอดถอนใจ

"พี่สาว คงไม่ได้แอบชอบคุณหมอซูเข้าหรอกนะ"

เมื่อเฉินเฉินเห็นท่าทางของลูกพี่ลูกน้อง มีหรือที่จะดูไม่ออก พี่สาวของเธอต้องกำลังหวั่นไหวกับคุณหมอสุดหล่อคนนี้แน่ๆ

จบบทที่ บทที่ 345 - โรคประหลาด

คัดลอกลิงก์แล้ว