- หน้าแรก
- แค่ปลูกผักก็เทพได้ด้วยระบบผูกมัด
- บทที่ 231 - ทะเลทุกข์ เพลิงด่านเคราะห์ และวิธีหมักสุรา!
บทที่ 231 - ทะเลทุกข์ เพลิงด่านเคราะห์ และวิธีหมักสุรา!
บทที่ 231 - ทะเลทุกข์ เพลิงด่านเคราะห์ และวิธีหมักสุรา!
บทที่ 231 - ทะเลทุกข์ เพลิงด่านเคราะห์ และวิธีหมักสุรา!
แสงสีทองสายหนึ่งสาดส่องออกมาจากป้ายคำสั่ง
นั่นคือกุศลผลบุญ!
กุศลผลบุญจำนวนมหาศาลราวกับมหาสมุทร
ดูเหมือนว่ากุศลผลบุญแต่ละสายจะแฝงไปด้วยกลิ่นอายที่แตกต่างกัน บางสายแฝงกลิ่นอายของนรกภูมิ บางสายแฝงไอน้ำ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นพลังกุศลผลบุญที่บริสุทธิ์และเปี่ยมไปด้วยความมีชีวิตชีวา ตลอดจนความรู้สึกขอบคุณจากผู้คนนับหมื่น
และแน่นอน
ยังมีกลิ่นอายความผันผวนของพลังวิญญาณแห่งการเปลี่ยนแปลงของสี่ฤดูและฟ้าฝนที่ตกต้องตามฤดูกาล ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของสำนักสี่ฤดูอีกด้วย
หลี่เย่ตระหนักได้ในทันที กุศลผลบุญเหล่านี้คือส่วนที่สำนักแบ่งไปนั่นเอง ท้ายที่สุดแล้วสำนักก็เป็นคนช่วยจัดการเรื่องราวและปัญหาจุกจิกมากมายให้กับเขา การแบ่งกุศลผลบุญให้จึงเป็นเรื่องที่แน่นอนอยู่แล้ว
คิดไม่ถึงเลยว่าในเวลาเช่นนี้ สำนักจะคืนกุศลผลบุญทั้งหมดกลับมาให้เขา
ทำให้เขารู้สึกแปลกๆ...
เหมือนจู่ๆ ก็กลายเป็นเศรษฐีในชั่วข้ามคืน
อารมณ์คล้ายกับว่าเราแอบเก็บหอมรอมริบเงินทองไว้นอกบ้าน แล้วจู่ๆ ก็พบว่าที่บ้านมีเงินเยอะกว่าที่คิดไว้มาก แถมยังให้เงินก้อนโตมาแก้ปัญหาตรงหน้าอีกต่างหาก
"เฮ้อ"
"ความรู้สึกแบบนี้มันช่างทำให้รู้สึกอุ่นใจจริงๆ"
"เอ๊ะ แต่ทำไมถึงมีเพิ่มมาอีกหนึ่งหมื่นตำลึงล่ะ..."
ในบรรดานั้น มีกุศลผลบุญจำนวนหนึ่งหมื่นตำลึงที่เห็นได้ชัดว่าไม่มีพลังวิญญาณของสำนักปะปนอยู่เลย มีเพียงความผันผวนของพลังวิญญาณของตัวเขาเองเท่านั้น นั่นหมายความว่านี่คือส่วนของเขาเองงั้นหรือ
เขาไปมี "เงินฝาก" ก้อนนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน
หลี่เย่นึกทบทวนเรื่องราวที่ทำไปในช่วงนี้ แล้วก็เกิดความเข้าใจขึ้นมา "คงมาจากยุ้งฉางไร้กังวลสินะ"
"ก็มีแค่เจ้านั่นแหละที่สามารถนำกุศลผลบุญมากมายขนาดนี้มาให้ได้"
เมื่อมีเงินฝากก้อนนี้บวกกับกุศลผลบุญที่สำนักมอบให้ หลี่เย่ก็กลับมาฮึกเหิมอีกครั้ง
กุศลผลบุญที่หลั่งไหลมาอย่างไม่ขาดสายและคัมภีร์ปราชญ์เมธีทั้งสิบหกตัวอักษรนั้น ดังก้องและโอบล้อมอยู่รอบๆ เพลิงด่านเคราะห์
อสนีบาตแห่งด่านเคราะห์บนท้องฟ้าก็กำลังก่อตัวขึ้นเช่นกัน
ไม่สิ
หรือจะพูดให้ถูกก็คือ มันร่วงหล่นลงมาอย่างเงียบเชียบแล้วต่างหาก
สายฟ้าสีดำที่ไร้ซึ่งสรรพเสียงใดๆ ดูราวกับอสรพิษปีศาจที่ซุ่มซ่อนอยู่ในความมืด ค่อยๆ คืบคลานเข้าใกล้หลี่เย่อย่างช้าๆ
ในบริเวณที่มันพาดผ่าน ต้นไม้ใบหญ้าและผืนดินต่างเหี่ยวเฉาและแตกระแหง
"ไอแห่งด่านเคราะห์!"
"ทำไมทัณฑ์สวรรค์ถึงได้น่าสะพรึงกลัวปานนี้"
"เร็วเข้าๆ! กางค่ายกล!"
เหล่าบัณฑิตต่างก็ตกใจสุดขีด
ทัณฑ์สวรรค์ที่ไร้สุรเสียงแต่แฝงไปด้วยไอแห่งด่านเคราะห์อันมีพลังทำลายล้างสูงสุดยอดเช่นนี้ ไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์จะสามารถข้ามผ่านไปได้เลย จะเรียกว่าทัณฑ์สวรรค์ก็ยังน้อยไป ต้องเรียกว่าการลงทัณฑ์จากสวรรค์ถึงจะถูก
ต้องมีสิ่งของน่าสะพรึงกลัวที่ฟ้าดินไม่อาจนิ่งเฉยได้ ปรากฏขึ้นมาบนโลกอย่างแน่นอน!
ตามหลักแล้ว เมื่อมีการลงทัณฑ์จากสวรรค์อันน่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ปรากฏขึ้น พวกเขาควรจะช่วยการลงทัณฑ์จากสวรรค์เพื่อกำจัดสิ่งของที่ไม่ควรจะปรากฏขึ้นมาบนโลกใบนี้ แต่ก็น่าเสียดายที่แม้บัณฑิตเหล่านี้จะอ่านตำราปราชญ์เมธี ทว่าพวกเขากลับไม่ได้มีความเคารพยำเกรงต่อวิถีสวรรค์มากนัก
ก็พูดตรงๆ เลยนะ วิถีสวรรค์ของโลกใบนี้ เกิดจากการร่วมมือกันสร้างขึ้นมาของปรมาจารย์จากแต่ละสำนัก หากจะว่าไปแล้ว ฐานะของวิถีสวรรค์ก็ไม่ได้ต่างอะไรกับพวกเขาเลย ดังนั้นพวกเขาจึงไม่มีความหวาดกลัวแต่อย่างใด
ถึงขั้นอยากรู้ด้วยซ้ำว่าสิ่งนั้นคืออะไรกันแน่ ถึงได้ดึงดูดการลงทัณฑ์จากสวรรค์ให้ลงมาได้
ต่อให้เป็นเพียงแค่การตอบสนองความอยากรู้อยากเห็นเพียงเล็กน้อย พวกเขาก็จะต้องช่วยเหลือหลี่เย่อย่างแน่นอน
และแน่นอน
หลี่เย่ไม่ได้เอาแต่สนใจแค่การเบิกสติปัญญาให้เพลิงด่านเคราะห์เพียงอย่างเดียว เขายังใช้บทเพลงสื่ออารมณ์และพลังจากวิชาภาพลวงตาเนรมิตจากใจที่เขายังศึกษาไม่ถ่องแท้ สร้างเป็นผืนผ้าใบขึ้นมาหลายผืน
บนผืนผ้าใบนั้น สิ่งที่เหล่าบัณฑิตวาดออกมาได้ปรากฏเป็นรูปร่างขึ้นมาจริงๆ และเริ่มช่วยพวกเขาต้านทานการมาเยือนของการลงทัณฑ์จากสวรรค์
การเปลี่ยนภาพวาดให้กลายเป็นของจริง ถือเป็นหัวใจสำคัญในวิถีแห่งการวาดภาพ
แม้ตอนนี้หลี่เย่จะใช้วิธีพลิกแพลงเพื่อช่วยให้พวกเขาบรรลุเป้าหมาย แต่โดยเนื้อแท้แล้ว เมื่อเข้าใจหลักการหนึ่ง ย่อมเข้าใจได้ทะลุปรุโปร่งในทุกหลักการ นี่จึงถือเป็นประสบการณ์ที่หาได้ยากยิ่ง
การได้เห็นสัตว์วิญญาณ พืชวิญญาณ และภูตวิญญาณในภาพวาดต่างๆ ที่ตนเองวาด ปรากฏตัวขึ้นมาในโลกแห่งความเป็นจริง ถือเป็นประสบการณ์ที่ล้ำค่าสำหรับพวกเขามากจริงๆ
ม้วนตำรา พู่กัน ของวิเศษและแสงวิญญาณต่างๆ สาดประกายท่ามกลางความมืดมิด ส่องสว่างไปทั่วทั้งฟ้าดินในบริเวณนั้น
นี่คือแนวคิดที่หลี่เย่ยึดถือมาโดยตลอด
พึ่งพาอาศัยและแบ่งปันผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน
หากเขาเอาแต่ฮุบผลประโยชน์ไว้คนเดียว ถึงเวลาที่ต้องการความช่วยเหลือ ก็ย่อมไร้คนเหลียวแล แต่หากเป็นเช่นตอนนี้ เขารับผลประโยชน์ส่วนใหญ่ไป และแบ่งปันส่วนที่เหลือให้กับสหายนักพรตคนอื่นๆ ชีวิตก็จะสุขสบายขึ้นมาก
ในที่สุด
เขาก็หมดความกังวลใดๆ อีกต่อไป
สามารถทุ่มเทสมาธิทั้งหมดไปกับการเบิกสติปัญญาให้แก่เพลิงด่านเคราะห์ได้เสียที
เวลาค่อยๆ ผ่านพ้นไป
หนึ่งวัน สองวัน... หนึ่งเดือน สองเดือน
จนกระทั่งเวลาล่วงเลยไปครบหนึ่งปี
ในที่สุดเพลิงด่านเคราะห์ที่อยู่ ณ ใจกลางโลกขนาดเล็กของหลี่เย่ ก็เริ่มมีสติปัญญาขึ้นมาบ้างแล้ว แม้ว่าสติปัญญานั้นจะอ่อนล้าโรยแรงราวกับเสียงหัวใจเต้นของทารกแรกเกิด แต่เมื่อมันสั่นไหว กลับสามารถส่งผลกระทบต่อโลกขนาดเล็กทั้งใบได้
"ตึกตัก..."
มันหดตัวและเต้นเป็นจังหวะเหมือนกับหัวใจ
[สถานะ]: จิตวิญญาณแห่งเพลิงของเพลิงด่านเคราะห์ที่แต่เดิมไม่สมควรจะปรากฏขึ้นมา แต่กลับถือกำเนิดขึ้นมาได้จากการใช้ "คัมภีร์เทียนเวิ่น" และกุศลผลบุญจำนวนมหาศาลเพื่อแลกเปลี่ยนกับวิถีสวรรค์
มันถือกำเนิดขึ้นในโลกขนาดเล็กของหลี่เย่ ไม่สามารถออกจากโลกขนาดเล็กได้อย่างอิสระ ทุกครั้งที่เข้าไปในโลกอื่น มันจะก่อให้เกิดด่านเคราะห์เล็กๆ และเปลี่ยนแหล่งกำเนิดพลังวิญญาณให้กลายเป็นเหมืองเถ้าด่านเคราะห์
"แดนบรรพกาลซุ่ย" ซึ่งเป็นโลกใบใหญ่ ต่อต้านการปรากฏตัวของมันเป็นอย่างมาก แต่หากหลี่เย่ดึงดันที่จะให้มันเข้าไปในโลกใบใหญ่ จิตวิญญาณแห่งสวรรค์ก็จะส่งด่านเคราะห์สวรรค์ลงมา
และด่านเคราะห์สวรรค์ก็จะถูกมันเปลี่ยนให้กลายเป็นเถ้าด่านเคราะห์
[สามารถผูกมัด]: พืชวิญญาณเสาหลักธาตุ "ไฟ" หนึ่งในเบญจธาตุภายในโลกขนาดเล็กของหลี่เย่
จิตวิญญาณเพลิงด่านเคราะห์
แสงไฟอันงดงามตระการตาขนาดเท่าฝ่ามือค่อยๆ ลอยมาที่ฝ่ามือของหลี่เย่ และร่วงหล่นลงบนฝ่ามือของเขา เต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอราวกับเสียงหัวใจ
มันไม่ได้แสดงความกระตือรือร้นต่อหลี่เย่เหมือนกับสัตว์วิญญาณหรือพืชวิญญาณตัวอื่นๆ แต่ในฐานะวัตถุวิญญาณอย่างเพลิงด่านเคราะห์ที่ถูกกำหนดมาให้เผาผลาญทุกสิ่งทุกอย่าง การยอมเป็นถุงน้ำร้อนให้ความอบอุ่นอย่างว่าง่ายเช่นนี้ ก็นับว่าดีมากแล้ว
"เพลิงด่านเคราะห์"
"ข้าไม่ค่อยถนัดเรื่องตั้งชื่อให้สัตว์วิญญาณเท่าไหร่ เจ้าอยากชื่ออะไรล่ะ"
"เอาเป็นว่าเรียกเสี่ยวเจี๋ยก็แล้วกัน"
หลี่เย่คิดว่าชื่อนี้ก็ไม่เลวเลย
เรียบง่ายและชัดเจนดี
ทว่าเถ้าด่านเคราะห์ที่ได้รับการเบิกสติปัญญาจากตำราปราชญ์เมธี "คัมภีร์เทียนเวิ่น" กลับหยุดจังหวะการเต้นไปชั่วครู่ ก่อนจะแสดงออกถึงความต่อต้านอย่างชัดเจน
จากนั้นก็...
"ฟรึ่บ!"
แสงไฟสายหนึ่งร่วงหล่นลงบนพื้น
มันแผดเผาพื้นดินจนกลายเป็นตัวอักษรสองตัว: หมิงเจา
ความหมายก็คือ มันอยากชื่อหมิงเจา
"..."
ข้าว่าเจ้าก็ไม่ได้มีความรู้ความสามารถอะไรมากมายนักหรอกนะ นี่มันก็แค่สองตัวอักษรแรกจากประโยค "มืดมิดสับสน ใครเล่าจะหยั่งถึง" ไม่ใช่หรือไง
หลี่เย่แอบค่อนขอดในใจ แต่ภายนอกกลับยิ้มอย่างอ่อนโยน "ต่อหน้าคนอื่นข้าจะเรียกเจ้าว่าหมิงเจา แต่เวลาอยู่ด้วยกันแค่สองคน ข้าจะเรียกเจ้าว่าเสี่ยวเจี๋ยนะ"
เพลิงด่านเคราะห์ถึงได้พอใจ
มันค่อยๆ ดำดิ่งลงไปในฝ่ามือของหลี่เย่
จนกระทั่งทั้งตัวสัมผัสกับฝ่ามือของหลี่เย่ แผ่ซ่านความอบอุ่นอันร้อนแรงออกมา จากนั้นก็ผ่อนคลายลงอย่างสมบูรณ์ และทิ้งตัวนอนแผ่หลาอยู่บนฝ่ามือของเขา
เหมือนกับตอนที่บีเวอร์มักจะเอาหัวมาวางไว้ในมือของเขาตอนที่เขาหลับ นี่คือสิ่งที่ทำเมื่อมีความไว้วางใจอย่างที่สุดเท่านั้น
...
โลกภายนอก
ทัณฑ์สวรรค์ได้สงบลงแล้ว
ท่านตี้ซุ่ยและสตรีในชุดคลุมสีขาวที่ดูสง่างามและองอาจ ได้ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกันในถ้ำสวรรค์ดึกดำบรรพ์แห่งนี้
สตรีผู้นั้นเอ่ยขึ้นก่อน "เป็นอย่างไรบ้าง"
"ข้าใช้ทะเลวิชาช่วยเขาตีเหล็ก แถมยังดึงเอาคัมภีร์เทียนเวิ่นต้นฉบับออกมาด้วย แบบนี้ถือว่าตอบแทนบุญคุณของเมี่ยวตู้แล้วหรือยัง"
ท่านตี้ซุ่ยในร่างเด็กหนุ่มเอามือไพล่หลัง ส่ายหัวช้าๆ แล้วกล่าวว่า "ตอบแทนไปได้ครึ่งหนึ่งล่ะมั้ง ตอนที่เบิกสติปัญญาให้เพลิงด่านเคราะห์ในตอนหลัง ป้ายคำสั่งสี่ฤดูราบรื่นก็แสดงอานุภาพออกมาไม่ใช่หรือ
หากเจ้าอยากจะตอบแทนบุญคุณจริงๆ ก็ควรจะใช้กุศลผลบุญของสำนักศึกษาถึงจะถูก"
เมื่อได้ยินดังนั้น แม้แต่นักปราชญ์หญิงระดับขั้นเผยแผ่มรรคอย่างนางก็ยังอดไม่ได้ที่จะกลอกตามองบน "ใช้กุศลผลบุญของสำนักศึกษางั้นหรือ ถ้าทำอย่างนั้น เพลิงด่านเคราะห์นั่นจะใช้นามสกุลขู่ (ทุกข์) หรือนามสกุลสี่ (สี่) กันล่ะ"
"เจ้ากล้าให้มันใช้นามสกุลขู่หรือ" ท่านตี้ซุ่ยรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย แถมยังแสร้งทำเป็นประสานมือคารวะอีกด้วย "ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็กล้าหาญชาญชัยเกินไปแล้ว ไม่กลัวตาเฒ่านั่นจะเอาเจ้าไปฝังไว้ในต้นไม้งั้นหรือ"
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ นักปราชญ์หญิงก็ชะงักไปชั่วครู่ ซึ่งเป็นภาพที่หาดูได้ยาก
จากนั้นนางก็ส่ายหน้า "ในบรรดาผู้บำเพ็ญเพียรขั้นแปลงวิญญาณรุ่นเดียวกับพวกเรา มีใครบ้างที่ไม่เคยถูกตาเฒ่านั่นเอาไปฝังไว้ในต้นไม้ แต่ว่าตอนนี้ตาเฒ่านั่นไปอยู่ที่ไหนกันแน่ ตั้งแต่สร้างแดนปรโลกขึ้นมาคราวก่อน ก็หายสาบสูญไปเลย"
"หึหึ"
ท่านตี้ซุ่ยไม่ได้ตอบคำถามนี้
เขาก้าวเท้าไปข้างหน้า
ร่างของทั้งสองก็มาปรากฏอยู่ตรงหน้าหลี่เย่ เขามองดูหลี่เย่พร้อมกับรอยยิ้มบนใบหน้า
"เจ้าหนุ่มนี่ร้ายไม่เบานะ!"
"เจ้าถึงกับแอบเรียนรู้วิชาเบิกสติปัญญาด้วยตำราปราชญ์เมธีของสำนักศึกษาจาริกทุกข์ของเรา ข้าหาอาจารย์ระดับขั้นเผยแผ่มรรค... หรือก็คือขั้นแปลงวิญญาณมาให้เจ้าแล้ว เจ้าแค่เรียกนางว่าอาจารย์สักคำ เรื่องนี้ก็ถือเป็นอันจบกัน"
"ว่าอย่างไรล่ะ"
หลี่เย่ฟังออกว่านี่เป็นเพียงแค่คำหยอกล้อเท่านั้น
เขาส่งยิ้มอย่างว่าง่าย พร้อมกับโค้งคำนับทั้งสอง "คารวะท่านตี้ซุ่ย คารวะท่านเซียงหวย"
ท่านเซียงหวย หรือก็คือนักปราชญ์หญิงผู้นั้นพยักหน้า "เมื่อครู่ข้าเป็นคนชักนำทะเลวิชามาช่วยเจ้า ตอนนี้ข้าอยากจะให้เจ้าช่วยข้าสักเรื่อง เจ้าจะว่าอย่างไร"
คำพูดที่ตรงไปตรงมาของนาง ช่างถูกใจหลี่เย่เสียจริง
"แน่นอนขอรับ"
"หากท่านผู้อาวุโสมีเรื่องใดให้ผู้เยาว์ช่วยเหลือ ตราบใดที่อยู่ภายใต้ความสามารถ ผู้เยาว์ยินดีช่วยอย่างเต็มที่ขอรับ!"
สิ้นเสียง
ความขมฝาดและเสียงคลื่นกระทบฝั่งของทะเลวิชาที่คุ้นเคยก็ดังก้องขึ้นอีกครั้ง
น้ำจากทะเลวิชาปรากฏขึ้นอีกครา ร่วงหล่นลงมาตรงหน้าหลี่เย่ ก่อนจะถูกพลังอันมหาศาลบีบอัดจนกลายเป็นหน้ากระดาษแผ่นหนึ่ง
บนนั้นเขียนด้วยอักษรหวัดๆ ว่า
วิธีหมักสุราจากทะเลวิชา!
หน้ากระดาษลอยมาตรงหน้าหลี่เย่
เขาเพียงแค่กวาดสายตามองแวบเดียว ก็จดจำเนื้อหาบนนั้นได้ทั้งหมด
นี่มัน...
เป็นวิธีหมักสุราจริงๆ ด้วย
การใช้น้ำจากทะเลวิชาผสมกับข้าวสาลีฉือหวยซึ่งเป็นของพิเศษจากสำนักสี่ฤดู จากนั้นใช้เถ้าด่านเคราะห์มาทำเป็นโอ่งสุรา ย่างด้วยเพลิงด่านเคราะห์ และสุดท้ายก็ใส่ของวิเศษที่เป็นเอกลักษณ์ของสำนักศึกษาจาริกทุกข์ที่มีชื่อว่า "แก่นปัญญา" ลงไปเป็นหัวเชื้อ เพื่อหมักสุราทะเลทุกข์ด่านเคราะห์ของแท้ขึ้นมา
ดูวัตถุดิบพวกนี้สิ
น้ำจากทะเลวิชา ข้าวสาลีฉือหวย เถ้าด่านเคราะห์ แก่นปัญญา...
นี่มันจะหมักสุราระดับไหนกันเนี่ย หรือว่าจะเป็นสุราเซียนในตำนานงั้นหรือ
แล้วก็
นี่หมายความว่าจะให้ข้าเป็นคนทำงั้นหรือ
"ความหมายของท่านผู้อาวุโสคือจะให้ข้าเป็นคนทำงั้นหรือขอรับ แต่ข้าหมักสุราไม่เป็นนะ!" หลี่เย่รู้สึกจนใจมาก ลองดูวัตถุดิบพวกนี้สิ ถ้าทำพลาดขึ้นมาจะต้องสูญเสียหินวิญญาณไปมากเท่าไหร่กันล่ะ
ถ้าเป็นในสำนักตัวเองก็ว่าไปอย่าง ยังไงเสียพวกผู้อาวุโสก็คงไม่ใส่ใจเรื่องสูญเสียหินวิญญาณหรอก แต่นี่มันที่ของคนอื่นนะ
เขาคิดว่าควรจะระมัดระวังตัวไว้หน่อยจะดีกว่า
"เฮ้อ" ท่านตี้ซุ่ยส่ายหัว "เจ้าทำไม่เป็นก็จริง แต่หอยมุกวิญญาณของเจ้าน่าจะคุ้นเคยกับสุรานี้ดีนะ
หอยมุกแสงเมรัยเป็นสัตว์วิญญาณที่อยู่ในทะเลวิชาของสำนักศึกษาจาริกทุกข์ของเรานี่เอง
ในอดีตปรมาจารย์ของพวกเจ้าเคยขโมยไปสองสามตัว ทำให้พวกมันรอดพ้นจากภัยพิบัติล้างเผ่าพันธุ์ตอนที่เกิดคลื่นยักษ์ในทะเลทุกข์ แต่ในปัจจุบัน คงเหลือเพียงสำนักสี่ฤดูของพวกเจ้าเท่านั้นที่ยังมีพวกมันอยู่"
หา
อะไรนะ
หลี่เย่หยิบหอยมุกแสงเมรัยที่มีรูปร่างคล้ายใบไม้ครึ่งซีกออกมา มองซ้ายมองขวาก็ไม่เข้าใจเลยว่าเจ้านี่จะเป็นสัตว์วิญญาณในทะเลวิชาไปได้อย่างไร
ไม่สิ พอคิดดูดีๆ ก็ไม่แปลกใจเลย
มิน่าล่ะเจ้านี่ถึงได้ฝ่าหมอกควันเข้าไปได้ แถมยังตื่นเต้นกับสุราพวกนั้นนัก ที่แท้มันก็คือรสชาติของบ้านเกิดนี่เอง
"เจ้าทำเป็นไหม" หลี่เย่เขย่าเปลือกหอยแล้วถามออกไป
"ได้สิ"
มีกระแสจิตส่งออกมาจากเปลือกหอย
เห็นได้ชัดว่ามันอยู่แค่ระดับแก่นทองคำ แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับการมีอยู่ของระดับแปลงวิญญาณทั้งสอง มันกลับไม่มีความหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย มันเรียกร้องว่า
"รีบเอาเถ้าด่านเคราะห์กับแก่นปัญญามาเร็วเข้า!"
ท่านเซียงหวยตอบตกลงทันที "ได้สิ"
จากนั้นนางก็สะบัดแขนเสื้อเบาๆ
รอยแยกของมิติก็เปิดออก เถ้าด่านเคราะห์น้ำหนักหนึ่งแสนชั่งพรั่งพรูออกมา และลอยเคว้งอยู่กลางอากาศ
เถ้าด่านเคราะห์หนึ่งแสนชั่งเชียวนะ
เถ้าด่านเคราะห์หนึ่งตำลึงมีค่าเท่ากับหินวิญญาณหนึ่งหมื่นก้อน...
ในชั่วพริบตานี้ ความร่ำรวยมหาศาลก็ได้ปรากฏเป็นรูปธรรมให้เห็นแล้ว
แต่เถ้าด่านเคราะห์โผล่ออกมายังไม่พอ หมอกควันที่ปกคลุมพวกเขาทั้งสามคนอยู่ก็สลายไป ท่านเซียงหวยกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นกับบรรดาบัณฑิตที่เหนื่อยล้าจนแทบหมดแรงว่า
"ศิษย์ทุกคนจงฟังคำสั่ง!"
"จงใช้เถ้าด่านเคราะห์เหล่านี้ผสมกับน้ำจากทะเลวิชาเพื่อปั้นเป็นโอ่งสุรา โอ่งแต่ละใบต้องสามารถบรรจุสุราได้สี่สิบเก้าชั่ง"
เหล่าบัณฑิตที่กำลังนั่งโงนเงนไปมา กลับกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันที
ราวกับเป็นสัญชาตญาณ พวกเขายืนตัวตรงแหน่ว
"ขอรับ!"
ท่ามกลางสายตาที่ดูประหลาดใจของหลี่เย่และซูหยา บัณฑิตเหล่านี้ต่างทิ้งภาพลักษณ์ของตนเอง ทรุดตัวลงนั่งกับพื้น... แล้วเริ่มเล่นดินโคลน อ้อ ไม่ใช่สิ เล่นเถ้าด่านเคราะห์ต่างหาก
สีหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและดีใจ
"สหาย ขอเถ้าด่านเคราะห์ให้ข้าอีกก้อนสิ!"
"รีบเอาน้ำจากทะเลวิชามาให้ข้าที!"
"ใครปั้นโอ่งเป็นบ้าง ไม่สิ ปั้นแค่โอ่งออกมาก่อนก็พอ เดี๋ยวลวดลายบนโอ่งข้าจะวาดเอง!"
เหล่าบัณฑิตใช้น้ำจากทะเลวิชาผสมกับเถ้าด่านเคราะห์เพื่อปั้นเป็นดินโคลน จากนั้นก็แบ่งหน้าที่กันเพื่อสร้างโอ่งสุราที่สวยงามวิจิตรบรรจง ไม่รู้ว่าสลักลวดลายอันงดงามลงไปบนโอ่งมากมายเพียงใด
ชุดบัณฑิตสีขาวที่ดูงดงามและสง่าผ่าเผยของพวกเขาเต็มไปด้วยดินโคลนจนเละเทะไปหมดแล้ว แต่ทุกคนกลับมีอารมณ์เบิกบานอย่างมาก แถมพลังวิญญาณก็ยังเพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดอีกด้วย
ต้องรู้ไว้เลยนะว่านี่คือเถ้าด่านเคราะห์!
เถ้าด่านเคราะห์ทุกๆ หนึ่งตำลึงเทียบเท่ากับพลังวิญญาณของหินวิญญาณบริสุทธิ์หนึ่งหมื่นก้อน
แม้ตอนนี้พวกเขาจะไม่ได้จงใจดูดซับพลังวิญญาณที่อยู่ในเถ้าด่านเคราะห์ แต่การสัมผัสโดยตรงเช่นนี้ พลังวิญญาณของเถ้าด่านเคราะห์และพลังจากทะเลวิชาก็ย่อมแทรกซึมเข้าสู่ร่างกายของพวกเขาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
มองดูเหมือนกำลังเล่นดินโคลนและปั้นโอ่งสุรา แต่พลังวิญญาณที่หลั่งไหลเข้าสู่ร่างกายนั้น มากกว่าการกินยาอมตะอย่างต่อเนื่องเสียอีก
นี่ไงล่ะ
ถึงขั้นที่ว่าเล่นไปเล่นมา บัณฑิตขั้นสร้างรากฐานระดับกลางหลายคนก็ทะลวงเข้าสู่ขั้นสร้างรากฐานระดับปลายไปแบบงงๆ แถมยังมีบัณฑิตขั้นสร้างรากฐานระดับปลายอีกหลายคนที่มีกลิ่นอายของขั้นแก่นทองคำแผ่ซ่านออกมาอย่างเห็นได้ชัด
หลี่เย่หยิบลูกปัดบันทึกภาพออกมาบันทึกเหตุการณ์นี้ไว้อย่างเงียบๆ ส่วนซูหยาก็บันทึกเหตุการณ์ทั้งหมดไว้ตั้งแต่แรกแล้ว ทั้งสองสบตากัน และต่างก็มองเห็นแววตาอยากรู้อยากเห็นในดวงตาของอีกฝ่าย
นี่มันมหัศจรรย์เกินไปแล้วจริงๆ
คาดว่าถ้าเอาภาพบันทึกเหตุการณ์นี้ไปขาย คงมีคนคิดว่าเป็นของปลอมแน่ๆ
แถมเมื่อเขามองดูดินโคลนเหล่านั้น ในใจก็เกิดความรู้สึกบางอย่างขึ้นมา เขาประสานมือคารวะท่านเซียงหวย "ผู้อาวุโส ข้ามีสัตว์เลี้ยงวิญญาณอยู่สองสามตัวที่มีพรสวรรค์ในการใช้ดินโคลนสร้างสิ่งของวิเศษ ไม่ทราบว่าจะให้พวกมันมาที่นี่ได้หรือไม่ขอรับ"
ท่านเซียงหวยก็ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่ นางเหม่อลอยไปชั่วครู่ ก่อนจะดึงสายตาที่ดูมีเลศนัยกลับมา แล้วตอบว่า
"เจ้าตัดสินใจเองได้เลย"
"พูดขึ้นมาก็เพิ่งนึกได้ ข้ามีหลานศิษย์ที่ไม่ได้เรื่องอยู่คนหนึ่ง เดี๋ยวข้าจะเรียกนางมาช่วยปั้นโอ่งสุราด้วยกันนะ"
พูดจบนางก็หันหลังเดินจากไป
เพียงไม่นาน เด็กสาวผู้หนึ่งก็เดินมาที่นี่ด้วยความร่าเริง และรีบเข้าไปร่วมวงปั้นโอ่งสุราทันที นางดูตื่นเต้นมาก ไม่สนใจคราบโคลนจากเถ้าด่านเคราะห์ที่เลอะเต็มหน้าเลยแม้แต่น้อย แทบจะลงไปกลิ้งเกลือกอยู่ในกองเถ้าด่านเคราะห์อยู่แล้ว
"หึหึ" ท่านตี้ซุ่ยหัวเราะในลำคออย่างมีความหมายแฝง
ตอนนี้หลี่เย่กำลังเตรียมจะเรียกตัวพวกบีเวอร์มาที่นี่พอดี
เขาจ้องมองเด็กสาวผู้นั้น
ทำไมถึงรู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตาเด็กสาวชุดขาวผู้นี้จังเลยนะ
หรือว่า...
ความคิดประหลาดๆ ผุดขึ้นมาในหัวของเขา เขารีบส่ายหน้าแล้วเขย่าจานแปดทิศมิติว่างเปล่าทันที
จะเป็นไปได้อย่างไร
ท่านอาจารย์ระดับขั้นเผยแผ่มรรค แปลงวิญญาณผู้สูงส่ง จะแปลงกายมาเล่นดินโคลนเนี่ยนะ
[จบแล้ว]