- หน้าแรก
- แค่ปลูกผักก็เทพได้ด้วยระบบผูกมัด
- บทที่ 191 - บรรลุธรรมที่เวยชวนและทัณฑ์สวรรค์จุติอีกครา
บทที่ 191 - บรรลุธรรมที่เวยชวนและทัณฑ์สวรรค์จุติอีกครา
บทที่ 191 - บรรลุธรรมที่เวยชวนและทัณฑ์สวรรค์จุติอีกครา
บทที่ 191 - บรรลุธรรมที่เวยชวนและทัณฑ์สวรรค์จุติอีกครา
หนึ่งชั่วยามให้หลัง
ทวยเทพแห่งเวยชวนได้ขับไล่ผู้คนทั้งหมดออกจากแม่น้ำสาขาย่อยที่ยาวนับหมื่นลี้แห่งนี้
เหลือเพียงหลี่เยี่ยผู้เป็นนักพรตเพียงคนเดียวที่ยังรั้งอยู่ สายน้ำใสกระจ่างจนมองเห็นก้นแม่น้ำ ที่ก้นแม่น้ำยังมีหินวิญญาณที่ถูกกระแสน้ำพัดพาจนกลมเกลี้ยงงดงามอยู่เป็นจำนวนมาก
ปลาวิญญาณหลากหลายสายพันธุ์แหวกว่ายส่ายหางไปมาอย่างอิสระเสรี สองฝั่งแม่น้ำอุดมสมบูรณ์ไปด้วยแมกไม้นานาพรรณ เขื่อนแต่ละแห่งในเวยชวนล้วนดูประณีตงดงามทว่าแฝงความดุดันไว้อย่างลงตัว
"ทิวทัศน์ที่นี่ช่างงดงามเสียนี่กระไร"
หลี่เยี่ยเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จสรรพและมายืนทอดสายตาอยู่ที่ริมฝั่งแม่น้ำ
ร่างกายของปรมาจารย์นักพรตขั้นแก่นทองคำได้ขจัดสิ่งสกปรกทางโลกออกไปจนหมดสิ้น เสื้อคลุมนักพรตที่เปิดกว้างเผยให้เห็นผิวพรรณบริเวณหน้าอกและหน้าท้องที่สมส่วนแข็งแรง แขนขาที่เรียวยาวทอประกายดุจหยกภายใต้แสงอาทิตย์
แสงสว่างนั้นราวกับแสงบริสุทธิ์ที่ไหลเวียนออกมาจากกระดูกและเส้นลมปราณของเขา ทำให้เขาดูเลื่อนลอยดุจเซียน ราวกับเทพเซียนที่ถูกเนรเทศลงมาบนโลกมนุษย์ก็ไม่ปาน
ดูเหมือนว่าแม้แต่แสงแดดที่สาดส่องลงมาบนตัวเขาก็ยังดูอ่อนโยนเป็นพิเศษ
"จี๊ดๆ!"
เมื่อบีเวอร์เห็นเจ้านายของตนยังคงทำตัวสบายใจเฉิบอยู่ริมฝั่ง มันก็ส่งเสียงเรียกเขาสองสามครั้ง ก่อนจะกระโดดลงน้ำเสียงดัง "ตูม" แล้วจู่ๆ ก็กระโจนพรวดขึ้นมาจากผิวน้ำ ไปตกลงบนฐานดอกบัวพอดี จากนั้นก็กระโดดน้ำเล่นต่อไปเรื่อยๆ...
ระหว่างที่เล่นก็หันมามองหลี่เยี่ยไปด้วย ราวกับกำลังสาธิตให้เขาดู
"รู้แล้วน่า"
หลี่เยี่ยกระโจนลงน้ำไปดื้อๆ ร่างกายอันเพรียวยาวพุ่งจากแสงแดดลงสู่ผืนน้ำ โดยไม่ทำให้เกิดคลื่นน้ำแม้แต่น้อย สายน้ำเย็นฉ่ำของแม่น้ำโอบล้อมเขาไว้ในทันที
มันเป็นความเย็นที่แปลกประหลาดมาก คล้ายกับความเย็นของมินต์ ที่ให้ความรู้สึกเย็นสดชื่นตั้งแต่สัมผัสทางกลิ่นไปจนถึงสัมผัสทางกายและสัมผัสวิญญาณ
เขายังไม่ทันได้ดื่มด่ำกับความรู้สึกนั้น กระแสน้ำของเวยชวนก็พัดพาเขาไปข้างหน้าด้วยพลังอันอ่อนโยนทว่าแข็งแกร่งจนมิอาจต้านทานได้ จนกระทั่งตอนนี้นี่เอง หลี่เยี่ยถึงเพิ่งค้นพบว่า... เวยชวนไม่ได้มีแค่ชั้นเดียว!
แม่น้ำที่ใสสะอาดจนมองเห็นก้นแม่น้ำซึ่งมีปลาแหวกว่ายอยู่ประปรายที่เขาเห็นก่อนหน้านี้ เป็นเพียงผิวน้ำตื้นๆ เท่านั้น เมื่อดำดิ่งลงมาใต้น้ำจริงๆ ผืนน้ำนั้นก็อยู่เหนือหัวของเขาเสียแล้ว และรอบตัวเขาในทุกทิศทางก็เต็มไปด้วยสายน้ำที่ใสสะอาดราวกับไม่มีอะไรอยู่เลย
ทว่ามันกลับไม่ได้มืดมิดเลยสักนิด
ในทางกลับกัน ภายในผืนน้ำแห่งนี้กลับมีสัตว์วิญญาณและพืชวิญญาณที่เปี่ยมไปด้วยพลังวิญญาณแหวกว่ายและเติบโตอยู่มากมายนับไม่ถ้วน ในจำนวนนั้นมีแม้กระทั่งระดับแก่นทองคำ และยังมีตัวตนที่ทำให้เขารู้สึกได้ถึงแรงกดดันอีกด้วย
เมื่อระดับการบำเพ็ญเพียรสูงขึ้น พวกมันก็ยิ่งดู "งดงามตระการตา" มากยิ่งขึ้น
สัตว์วิญญาณเหล่านั้นที่แหวกว่ายในความว่างเปล่าไร้ที่พึ่งพิง ล้วนมีรัศมีแสงหลากหลายสีสันห่อหุ้มร่างกาย พวกมันแหวกว่ายไปมาอย่างอิสระเสรีโดยไม่สนใจใคร ทำให้ผืนน้ำทั้งผืนสว่างไสว ราวกับดินแดนแห่งเทพเซียนจริงๆ
ชั่วขณะหนึ่ง แม้แต่ปรมาจารย์นักพรตหลี่ขั้นแก่นทองคำผู้สง่างามก็ยังแยกไม่ออกว่าด้านบนกับด้านล่างนั้นอยู่สูงหรือลึกแค่ไหน สิ่งที่เขาสัมผัสได้มีเพียงกระแสน้ำนับไม่ถ้วนที่ไหลมารวมกัน กำลังพัดพาเขาไปข้างหน้า
ฝูงบีเวอร์ก็อยู่ข้างกายเขาด้วย อย่าเห็นว่าพวกมันตัวอ้วนกลมเชียวนะ พออยู่ในน้ำพวกมันว่ายได้เร็วมาก แถมด้วยความคุ้นเคยกับเวยชวน พวกมันจึงว่ายได้เร็วกว่าหลี่เยี่ยเสียอีก
พวกมันทำหน้าตาทะเล้นน่าดู
หลี่เยี่ยรู้สึกอ่อนใจ จึงหลับตาลงแล้วแผ่สัมผัสวิญญาณออกไป เพื่อซึมซับความรู้สึกของผืนน้ำอันแสนวิเศษแห่งนี้
การที่เวยชวนลงทุน "เคลียร์พื้นที่" เพื่อให้เขาได้เพลิดเพลินกับการแหวกว่ายอยู่ที่นี่เพียงลำพัง ย่อมไม่ได้มีแค่ความสบายเพียงอย่างเดียวแน่ๆ เวยชวนอันแสนวิเศษแห่งนี้ มีความลับอะไรซ่อนอยู่กันแน่?
สัมผัสวิญญาณของเขาถูกระลอกคลื่นนับไม่ถ้วนพัดพาให้แผ่ขยายออกไปไกลแสนไกล และลึกลงไปเรื่อยๆ ตลอดเส้นทางที่ผ่านไปไม่รู้กี่หมื่นลี้ ผืนน้ำที่กว้างใหญ่ไพศาลไร้ขอบเขตนี้ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของเวยชวน
สัมผัสวิญญาณถูกยืดออก ถูกลากดึง ราวกับรากของพืชวิญญาณ ทว่ามันกลับมีความเหนียวแน่นเป็นอย่างยิ่ง สายน้ำอันอ่อนโยนช่วยปัดเป่าอันตรายและอุปสรรคทั้งปวงที่อาจทำให้สัมผัสวิญญาณได้รับบาดเจ็บ
แต่นี่เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น
ต่อมากระแสน้ำก็เริ่มแปรปรวน มันพลิกม้วนและขัดเกลาสัมผัสวิญญาณของเขาที่แตกแขนงออกเป็นเส้นสายนับไม่ถ้วน สัมผัสวิญญาณแต่ละเส้นล้วนถูกห่อหุ้มด้วยน้ำและพลังอย่างต่อเนื่อง
"อืม"
ในฐานะที่เป็นส่วนขยายจิตสำนึกของผู้บำเพ็ญเพียร สัมผัสวิญญาณไม่เพียงแต่ใช้สังเกตการณ์รอบด้านได้เท่านั้น แต่ยังสามารถรับรู้ความรู้สึกทั้งห้าได้อีกด้วย ที่สำคัญที่สุดคือมันสามารถท่องไปในสรวงสวรรค์และทะลวงลงสู่ใต้พิภพได้อย่างไร้ขีดจำกัด ความสำคัญของมันย่อมไม่ต้องอธิบายให้มากความ
ในยามปกติ แม้หลี่เยี่ยจะใช้วิชาเวทของสำนักในการหล่อเลี้ยงและฝึกฝนสัมผัสวิญญาณอยู่บ้าง แต่เขาก็ไม่เคยได้รับการฝึกฝนที่... ล้ำลึกและมหัศจรรย์เช่นนี้มาก่อน
มันแอบเจ็บนิดๆ แต่ก็รู้สึกสบายอย่างบอกไม่ถูก
ราวกับว่าสัมผัสวิญญาณของเขากำลังจะหลอมละลายและกลายเป็นหนึ่งเดียวกับเวยชวนอันกว้างใหญ่ไพศาลแห่งนี้
และในตอนนี้นี่เองที่หลี่เยี่ยเพิ่งจะตระหนักได้ว่า นี่คือวิชาศักดิ์สิทธิ์!
เป็นวิชาศักดิ์สิทธิ์ที่เวยชวนได้บ่มเพาะขึ้นมาท่ามกลางผืนน้ำและมิติหลายชั้นตลอดช่วงเวลาอันยาวนานนับไม่ถ้วน!
มันสามารถยืดหดสัมผัสวิญญาณได้อย่างอิสระ ซ้ำยังสามารถแบ่งสัมผัสวิญญาณออกเป็นเส้นด้ายผลึกขนาดจิ๋ว และท้ายที่สุด... มันยังสามารถเคลื่อนย้ายผ่านมิติ เพื่อเดินทางไปยังสถานที่ใดๆ ได้ในชั่วพริบตา
นี่คือวิชาศักดิ์สิทธิ์ที่เกี่ยวกับสัมผัสวิญญาณ
ทว่าในขณะที่หลี่เยี่ยเริ่มคุ้นชินและตั้งใจจะจดจำวิชาศักดิ์สิทธิ์นี้เอาไว้
สายน้ำก็ได้นำพาน้ำเสียงอันอ่อนโยนลอยมา
"สัมผัสวิญญาณของเจ้านั้นพิเศษมาก"
เสียงของทวยเทพแห่งเวยชวนดังก้องอยู่ในหู "ยายหนูเสินเสวี่ยคนนั้นคงจะสอนเคล็ดวิชาเสกถั่วเป็นทหารให้เจ้าแล้วสินะ แม้เคล็ดวิชานั้นจะเป็นสิ่งที่ผู้อาวุโสในสำนักทิ้งไว้ให้ก็เถอะ
แต่วิธีการเปลี่ยนสัมผัสวิญญาณให้เป็นเส้นด้ายเพื่อประทับลงบนเมล็ดถั่ว ซึ่งจะคงอยู่ไปชั่วนิรันดร์นั้น เป็นสิ่งที่นางตระหนักรู้ได้หลังจากได้รับคำชี้แนะจากข้า
ตอนนี้ข้าจะมอบโอกาสในการตระหนักรู้นี้ให้แก่เจ้าบ้าง
นี่เป็นโอกาสที่หาได้ยากยิ่งนัก หากเจ้าตระหนักรู้ได้แล้ว ก็จงจากไปเสียเถิด
เด็กน้อย... ลองคิดดูให้ดีเถิดว่า เจ้าต้องการตระหนักรู้ถึงวิชาศักดิ์สิทธิ์แบบใดกันแน่?"
การขัดจังหวะอย่างกะทันหันนี้ทำให้หลี่เยี่ยรู้สึกลังเล วิชาศักดิ์สิทธิ์นั้นอยู่แค่เอื้อม แต่ความหมายของทวยเทพแห่งเวยชวนก็คือ ต้องการให้เขาเก็บเกี่ยววิชาศักดิ์สิทธิ์ไปให้ได้มากที่สุดงั้นหรือ? และควรจะบรรลุธรรมที่นี่เลยใช่ไหม?
บรรลุธรรม...
เขามองดูสร้อยข้อมือแก้วผลึกที่ทำจากเศษเสี้ยวชีพจรสวรรค์บนข้อมือของเขา นั่นคือผลผลิตจากการบรรลุธรรมครั้งแรกของเขา เป็นความช่วยเหลือที่เกิดจากการเดินทางที่ "เหตุผลและความปรารถนาเคียงคู่" กัน
นั่นคือการเลื่อนระดับของการบำเพ็ญเพียรโดยรวม
แล้วน้ำล่ะ?
ความเข้าใจที่เวยชวนแห่งนี้มอบให้เขา จะเปลี่ยนเป็นวิถีแห่งมรรคของเขาได้อย่างไร และอะไรที่ถือเป็นวิถีแห่งมรรคที่พิเศษ?
เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจู่ๆ ก็สลัดหลุดจากการโอบล้อมของสายน้ำเวยชวน
เขาออกแรงที่ปลายเท้าเบาๆ ร่างของเขาก็พุ่งแหวกน้ำออกไปราวกับลำแสงแห่งหยก
นี่เป็นการแหวกว่ายน้ำด้วยพลังของเขาเองล้วนๆ โดยปราศจากการโอบล้อมและความช่วยเหลืออันแสนจะใส่ใจดุจมารดาของเวยชวน
ฝูงบีเวอร์รีบเร่งความเร็วตามมาติดๆ
เมื่อหลุดพ้นจากการปกป้อง เขาก็ได้เผชิญหน้ากับความ "น่าสะพรึงกลัว" ของเวยชวนอย่างแท้จริง
พลังวิญญาณดั้งเดิมของกระแสน้ำในที่แห่งนี้ ผสมผสานกับพลังวิญญาณจากสัตว์วิญญาณและพืชวิญญาณนับไม่ถ้วน รวมถึงพลังวิญญาณนานาชนิดที่ถูกฉีดเข้ามา ล้วนเต็มเปี่ยมไปด้วยความบ้าคลั่ง
หากปราศจากการจัดระเบียบของทวยเทพแห่งเวยชวนและการปกป้องของค่ายกล พลังวิญญาณเหล่านี้คงระเบิดไปนานแล้ว
เขาไม่คิดเลยว่ามันจะน่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้ เขารู้สึกได้ถึงแรงกดดันอันมหาศาล
แต่ฝูงบีเวอร์ที่ตามมากลับดูนิ่งสงบราวกับสุนัขแก่ที่ผ่านโลกมาโชกโชน พลังวิญญาณรอบตัวพวกมันกดทับกระแสน้ำที่กำลังบ้าคลั่งเอาไว้ พร้อมกับเปล่งแสงสีฟ้าออกมาจางๆ
แม่น้ำใสสะอาดไร้คลื่นลม!
วิชาศักดิ์สิทธิ์อันยิ่งใหญ่ที่แสนวิเศษนี้สามารถสะกดสายน้ำได้ทุกสาย ทำให้ผืนน้ำนับหมื่นสาย หรือแม้แต่มหาสมุทรอันกว้างใหญ่ไพศาลต้องสงบลงด้วยอานุภาพของมัน
อยากจะเรียนรู้มันไหม?
แต่นี่ไม่ใช่สิ่งที่อยากเรียนก็เรียนได้นี่นา
และนั่นก็ไม่ใช่วิถีแห่งมรรคที่หลี่เยี่ยต้องการจะบรรลุในท้ายที่สุดด้วย
เขามองดูพวกบีเวอร์ มองดูแสงสว่างอันศักดิ์สิทธิ์บริสุทธิ์เหนือโลกีย์ที่ค่อยๆ เปล่งประกายออกมาจากตัวพวกมัน
นั่นคือพลังที่พวกมันยอมแลกกับบางสิ่งบางอย่างมา
"อย่างนี้นี่เอง"
"จะช่วงชิงพลังอำนาจของฟ้าดินแห่งนี้มาเป็นของตน หรือจะ..."
"เสียสละ"
หลี่เยี่ยเกิดความคิดขึ้นมาในใจ
เขาอาศัยความเชื่อมโยงอันแน่นแฟ้นระหว่างตนเองกับฝูงบีเวอร์ ค่อยๆ ควบคุมวิชาศักดิ์สิทธิ์ที่ใกล้เคียงกับวิชาแม่น้ำใสสะอาดไร้คลื่นลมของพวกมัน แล้วนำมาประทับไว้บนเส้นด้ายผลึกสัมผัสวิญญาณของตน
และในตอนนี้นี่เอง เขาก็กัดฟันกรอด เส้นด้ายผลึกสัมผัสวิญญาณเหล่านั้นได้ดึงเอาพลังชีวิตจากแก่นทองคำและพลังวิญญาณที่เขาดึงมาจากต้นเจี้ยนมู่ เปลี่ยนพวกมันให้กลายเป็นเมล็ดถั่วเม็ดเล็กๆ ที่ค่อยๆ ร่วงหล่นลงสู่สายน้ำ
ยิ่งไปกว่านั้น เขายังเด็ดลูกปัดจากสร้อยข้อมือแก้วผลึกออกมาบีบจนแตก แล้วโยนมันออกไปพร้อมกับหินห้าสีชิ้นสุดท้าย
แสงสีแก้วผลึกและหินห้าสีนั้นได้โอบล้อมเมล็ดถั่วสัมผัสวิญญาณของเขาเอาไว้ในทันที
เมล็ดถั่วเหล่านั้นยังคงร่วงหล่นลงไปอย่างเงียบงัน
ในระหว่างที่ร่วงหล่น พวกมันได้ช่วยจัดระเบียบพลังวิญญาณในเวยชวน และเมื่อร่วงหล่นลงไปถึงจุดหนึ่ง ดอกบัวไร้สีโปร่งแสงก็เบ่งบานออกมาจากเมล็ดถั่วนั้น
ภายในดอกบัวที่เบ่งบาน มีเปลวไฟสีแก้วผลึกลุกโชนขึ้นมา
เส้นด้ายผลึกสัมผัสวิญญาณที่ขาดสะบั้นลงเป็นท่อนๆ รวมถึงความรู้สึกที่พลังชีวิตของต้นเจี้ยนมู่และแก่นทองคำถูกสูบออกไป ทำให้หลี่เยี่ยรู้สึก... สบายตัว?
ตามหลักแล้วมันควรจะเจ็บปวดเจียนตายสิ
แต่เขากลับรู้สึกสบายตัวอย่างน่าประหลาด
ในขณะที่เขากำลังดื่มด่ำกับการใช้สัมผัสวิญญาณ พลังชีวิต และดอกบัวที่เกิดจากสร้อยข้อมือแก้วผลึกจัดระเบียบสายน้ำอยู่นั้น สร้อยข้อมือแก้วผลึกที่ข้อมือของเขาซึ่งขาดลูกปัดไปหนึ่งเม็ดก็เปล่งแสงออกมาจางๆ
เหนือผิวน้ำ ท้องฟ้าก็ถูกปกคลุมด้วยเมฆดำทะมึนหนาทึบ
ภายในนั้นยังมีสายฟ้าแลบแปลบปลาบและเสียงฟ้าร้องคำรามอย่างบ้าคลั่ง
พายุพัดกระหน่ำอย่างรุนแรง
"นี่มันอะไรกัน"
"...เวยชวนมีทัณฑ์สวรรค์ด้วยหรือ?"
"ทำไมล่ะ?"
บรรดาปรมาจารย์นักพรตขั้นวิญญาณก่อกำเนิดที่รับหน้าที่ประจำการอยู่ที่เวยชวนต่างก็พากันอึ้งกิมกี่ เวยชวนแห่งนี้คือสิ่งมหัศจรรย์ที่ท่านปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งของพวกเขาลงมือสร้างขึ้นมาด้วยตัวเองเชียวนะ
สายน้ำรวบรวมโชคชะตา เรียกได้ว่าไม่มีสถานที่ใดอีกแล้วที่โชคชะตาจะลึกล้ำไปกว่าที่นี่
โชคชะตาน่ะหรือ หากมันมีมากพอจริงๆ ต่อให้เป็นทัณฑ์สวรรค์ก็ยังผ่ามาไม่โดนตัวเจ้า หรือไม่ก็อานุภาพลดฮวบลงอย่างกะทันหัน
ตลอดระยะเวลานับหมื่นปีที่ผ่านมา เวยชวนไม่เคยเผชิญกับสภาพอากาศที่เลวร้ายมาก่อน แล้วทำไมจู่ๆ ถึงมีฟ้าแลบฟ้าร้อง แถมยังมีเมฆแห่งความวิบัติของทัณฑ์สวรรค์ปรากฏขึ้นมาได้ล่ะ?
"หรือว่าจะเป็นฝีมือของเจ้าเด็กนั่นอีกแล้ว?"
ปรมาจารย์นักพรตขั้นวิญญาณก่อกำเนิดแซ่ตู้ท่านหนึ่งพยายามจะมองทะลุผิวน้ำของเวยชวนลงไป แต่กลับถูกทวยเทพแห่งเวยชวนขัดขวางเอาไว้ ทำให้เขารู้สึกน้อยอกน้อยใจเป็นอย่างมาก
เมื่อนึกถึงตอนที่เขาอุทิศตนเพื่อช่วยจัดระเบียบสายน้ำในเวยชวน และหลังจากบรรลุขั้นวิญญาณก่อกำเนิด เขาก็เสนอตัวมาประจำการที่นี่ หากไม่ใช่เพราะบรรลุเป็นเซียนหรือหมดอายุขัย เขาคงจะประจำการอยู่ที่เวยชวนไปตลอดกาลแล้ว
แต่จู่ๆ นางก็มาขัดขวางไม่ให้เขามองเสียอย่างนั้น!
ปรมาจารย์นักพรตอีกสองท่านก็สัมผัสได้ถึงบรรยากาศอันละเอียดอ่อนภายในเวยชวน พวกเขาสบตากัน "หรือพวกเราจะเชิญศิษย์พี่ซู่ซิงมาดี..."
ยังไม่ทันสิ้นเสียง น้ำเสียงอันทรงอำนาจก็ดังขึ้นเสียก่อน
"ข้าจะรอดูอยู่ที่นี่เอง พวกเจ้าสองคนรีบกลับไปประจำการที่ค่ายกลเถอะ"
นี่คือเสียงของท่านลุงเจ้าสำนัก
เมื่อได้ยินเสียงของท่านลุงเจ้าสำนัก พวกเขาก็โล่งใจราวกับยกภูเขาออกจากอก
เมื่อเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเวยชวน ซ้ำยังมีส่วนพัวพันกับศิษย์ผู้มีพรสวรรค์ล้ำเลิศของปรมาจารย์นักพรตซู่ซิง พวกเขาจึงรู้สึกลำบากใจที่จะตัดสินใจ เพราะพวกเขาเป็นเพียงนักพรตที่ประจำการอยู่ที่เวยชวนเท่านั้น
"ถ้าเช่นนั้นพวกข้าทั้งสองขอตัวกลับก่อนขอรับ"
ทั้งสามคนประสานมือคารวะท่านลุงเจ้าสำนัก ก่อนจะล่าถอยไป
ทางด้านท่านลุงเจ้าสำนักที่กำลังจ้องมองท้องฟ้าที่ปั่นป่วน ก็เอ่ยถามความว่างเปล่าว่า "ท่านอาเจ้านักพรตเทียนอิน ทัณฑ์สวรรค์ครั้งนี้คือสายฟ้าชนิดใดหรือขอรับ?"
น้ำเสียงอันสง่างามของบุรุษดังขึ้น "น่าจะเป็นอสุนีบาตม่วงผลาญวิญญาณที่มีไว้เพื่อลบล้างจิตวิญญาณ และยังมี... อสุนีบาตแห่งความโกรธเกรี้ยวเจือปนอยู่เล็กน้อย"
"โกรธเกรี้ยวหรือ?" ท่านลุงเจ้าสำนักชะงักไปเล็กน้อย "หรือว่าเจ้าเด็กนั่นจะไปทำเรื่องอะไรให้สวรรค์พิโรธเข้า แต่นี่มันจะเป็นไปได้อย่างไร ในเมื่อเขาเป็นที่โปรดปรานของสวรรค์ไม่ใช่หรือ?"
ในความว่างเปล่ารอบด้าน จู่ๆ ก็มีกิ่งก้านของต้นวอลนัทแผ่ขยายออกมา กิ่งก้านเหล่านั้นเติบโตอย่างอิสระเสรี บนแต่ละกิ่งก้านล้วนมีผลวอลนัทที่มีคุณสมบัติของสายฟ้าที่แตกต่างกันห้อยต่องแต่งอยู่
เมื่อพวกมันเติบโตจนเต็มที่และจางหายไปในความว่างเปล่าอีกครั้ง เสียงของเทพอัสนีเทียนอินก็ดังขึ้นเพื่อตอบคำถาม
"ก็เล่นไปทำของวิเศษแห่งมรรคที่สวรรค์มอบให้พังเสียนี่ จะไม่ให้โกรธได้อย่างไรล่ะ"
"ผ่านไปตั้งหมื่นปี สวรรค์ก็ยังไม่โตเป็นผู้ใหญ่หรอกนะ ยังเป็นแค่เด็กคนหนึ่งเท่านั้นแหละ"
น้ำเสียงของเทพอัสนีเทียนอินแฝงไปด้วยความหยอกล้อ "หากมีสหายสนิททำของวิเศษที่เจ้ามอบให้พัง
แต่เขากลับนำไปช่วยหญิงสาวที่มีโชคชะตายืนยาวที่เจ้าชื่นชอบสร้างสิ่งของที่น่าสนใจขึ้นมา
เจ้าจะทำอย่างไร?"
ข้าน่ะหรือ?
ท่านลุงเจ้าสำนักกำลังจะตอบ
"ครืนนนนน!"
ภายใต้การร่ายรำอย่างบ้าคลั่งของสายฟ้าสีเงิน ทัณฑ์สวรรค์ก็ฟาดฟันลงมายังเวยชวนในชั่วพริบตา สายฟ้านั้นราวกับจะทำลายล้างโลกทั้งใบ แฝงไปด้วยอานุภาพที่ไม่อาจต้านทานได้
แต่ยังไม่ทันที่จะสัมผัสถึงผิวน้ำของเวยชวน มันก็ถูกสายน้ำที่พวยพุ่งขึ้นมาปะทะจนแหลกสลายไปเสียก่อน
หยดน้ำใสกระจ่างแต่ละหยดที่ผุดขึ้นมาจากเวยชวน พุ่งเข้าปะทะกับทัณฑ์สวรรค์อย่างไม่ลดละ ชนจนสายฟ้าแห่งความวิบัติแตกกระจาย และยังพุ่งทะยานต่อไปไม่หยุดหย่อน ถึงขั้นพุ่งทะลุเข้าไปอาละวาดในเมฆแห่งความวิบัติเลยทีเดียว
หยดน้ำขนาดเท่าเมล็ดถั่วพุ่งชนสายฟ้าราวกับมังกรเงินจนแหลกละเอียด...
"ดูสิ"
"ท่านพี่ของข้าคนนี้น่ะ อารมณ์ไม่ค่อยจะดีนักหรอกนะ"
"แถมยังเข้าข้างคนของตัวเองที่สุดเสียด้วย"
คำพูดของเทพอัสนีเทียนอินทำเอาท่านลุงเจ้าสำนักถึงกับมุมปากกระตุก พูดตามตรง แม้แต่เขาเองก็ยังไม่เคยเห็นเวยชวนแผลงฤทธิ์มาก่อนเลยว่าจะเป็นอย่างไร
เพราะเวยชวนมีความพิเศษอย่างมากภายในสำนัก ได้รับการปกป้องคุ้มครองมาโดยตลอด แม้แต่ดินแดนสวรรค์กลับทิศที่เหล่าทวยเทพอาศัยอยู่ ก็ยังได้รับการหล่อเลี้ยงจากกระแสน้ำของเวยชวน
แล้วใครจะกล้าเข้ามารบกวนเวยชวนล่ะ?
ท่านลุงเจ้าสำนักผ่อนคลายลง เขาเอนหลังพิงก้อนเมฆอยู่กลางอากาศเพื่อดูละครฉากนี้อย่างสบายใจ
เขารู้ดีว่าตอนนี้ไม่ได้มีแค่เทพอัสนีเทียนอินที่กำลังจับตามองอยู่ เพียงแต่เขามาถึงเร็วที่สุด ด้านหลังยังมีทวยเทพอีกไม่รู้เท่าไหร่ที่กำลังจับตามองอยู่เช่นกัน
ในขณะนี้ การต่อสู้ระหว่างเวยชวนกับทัณฑ์สวรรค์ดูเหมือนจะยิ่งทวีความดุเดือดมากขึ้น
ทัณฑ์สวรรค์ไม่รู้ว่ากำลังโกรธอยู่หรือเปล่า แต่สายฟ้าและไอแห่งความวิบัติก็หนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ ถึงขั้นที่ว่ามีสายฟ้าแห่งความวิบัติขนาดมหึมาราวกับภูเขาที่สามารถทำอันตรายต่อนักพรตขั้นวิญญาณก่อกำเนิดผ่าลงมาอย่างต่อเนื่องแทบไม่หยุดหย่อน
เวยชวนเองก็ไม่ยอมถอย ทัณฑ์สวรรค์นี่ถึงกับคิดจะมาทำร้ายหลี่เยี่ยภายใต้การปกป้องของนางเชียวหรือ ต่อให้ไม่ใช่หลี่เยี่ย แต่เป็นศิษย์ธรรมดาๆ นางก็ไม่ยอมหรอก
เพียงแต่กับหลี่เยี่ย นางจะให้ความสำคัญมากกว่า "นิดหน่อย" ก็เท่านั้นเอง
หยดน้ำนับไม่ถ้วนพุ่งเข้าปะทะทัณฑ์สวรรค์ พร้อมกันนั้นก็ยังปกป้องสัตว์วิญญาณในแม่น้ำ พืชวิญญาณบนฝั่ง และฝูงบีเวอร์ที่กำลังสั่นงันงกอยู่ในเขื่อนอีกด้วย
หลี่เยี่ยที่อยู่ลึกลงไปในเวยชวนกลับรู้สึกสงบสุข เขาไม่รู้สึกเลยว่ามีทัณฑ์สวรรค์จุติลงมา เขายังคงมองดูดอกบัวที่เพิ่งจะเติบโตขึ้นมาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
【ชื่อ】: บงกชวารีใบห้าสี
【อารมณ์】: หวาดกลัว แตกตื่น
【สถานะ】: ถูกทัณฑ์สวรรค์อสุนีบาตม่วงผลาญวิญญาณล็อกเป้าหมายเอาไว้แล้ว หากไม่สามารถข้ามผ่านทัณฑ์สวรรค์ไปได้ ก็จะแตกสลายกลายเป็นเถ้าถ่านไปตลอดกาล
【เป้าหมายที่ผูกมัดได้】: สัตว์วิญญาณที่จำแลงกายมาจากวิญญาณธาตุน้ำทุกชนิด
เดี๋ยวก่อนนะ
ทัณฑ์สวรรค์ล็อกเป้า?
มีทัณฑ์สวรรค์ด้วยหรือ
สีหน้าของหลี่เยี่ยเปลี่ยนไปทันที เขาเงยหน้าขึ้นมองด้วยความประหลาดใจ แต่เวยชวนก็ยังคงสงบนิ่งไร้ระลอกคลื่น มองไม่เห็นวี่แววของทัณฑ์สวรรค์เลยแม้แต่น้อย
เขารู้สึกแปลกใจมาก จึงหันไปมองสร้อยข้อมือแก้วผลึกที่ขาดลูกปัดไปหนึ่งเม็ดบนข้อมือของตัวเอง และพบว่ามันกำลังสั่นระริกอย่างบ้าคลั่ง
ทันใดนั้น
มันก็ส่งแรงดึงมหาศาลทว่าอ่อนโยนและหนักแน่น ลากข้อมือของหลี่เยี่ยให้ลอยขึ้นไปด้านบน
ซึ่งความหมายของมันก็คือ มีของดีอยู่ข้างบน!
[จบแล้ว]