- หน้าแรก
- ระบบไม่สนข้าขอชนทุกพรหมยุทธ์
- บทที่ 61 - ถังซานผลัดคราบ แดนเทพมอบไอเทมโกง
บทที่ 61 - ถังซานผลัดคราบ แดนเทพมอบไอเทมโกง
บทที่ 61 - ถังซานผลัดคราบ แดนเทพมอบไอเทมโกง
บทที่ 61 - ถังซานผลัดคราบ แดนเทพมอบไอเทมโกง
กระดูกพรหมยุทธ์และกระบี่พรหมยุทธ์ต่างสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความตกตะลึงพร้อมกัน
"กระดูกวิญญาณระดับแสนปีสามชิ้นแถมหนึ่งในนั้นยังมีคุณภาพเหนือกว่าระดับแสนปีและยังเชื่อมติดกับกระดูกวิญญาณส่วนนอกอีกด้วย นี่ไม่ได้หมายความว่าแม้แต่กระดูกวิญญาณส่วนลำตัวก็ยังมีศักยภาพในการวิวัฒนาการหรอกหรือ"
ขณะที่กระบี่พรหมยุทธ์และกระดูกพรหมยุทธ์ยังคงตื่นตะลึง หนิงเฟิงจื้อก็เอ่ยถามขึ้นอย่างไม่แน่ใจ "ท่านอากู่ ท่านอาเจี้ยน พวกท่านคิดว่าหรงหรงกับหยางอวิ๋นพอจะมีโอกาสพัฒนาความสัมพันธ์กันได้หรือไม่"
เมื่อได้ยินเช่นนั้นยอดพรหมยุทธ์ทั้งสองก็ถลึงตาใส่หนิงเฟิงจื้อทันที
"เฟิงจื้อ หรงหรงยังเด็กแค่นี้เจ้าก็เริ่มคิดแผนการหาคู่ให้นางแล้วหรือ"
"ข้าไม่เห็นด้วย ตอนนี้หรงหรงคือผู้ครอบครองวิญญาณยุทธ์หอแก้วเก้าสมบัติ นางคือตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุดที่จะสืบทอดตำแหน่งของเจ้าในอนาคต จะให้นางแต่งงานออกไปง่ายๆ ได้อย่างไร"
"ข้ามองว่าหยางอวิ๋นผู้นั้นไม่ใช่พญามังกรที่จะขังไว้ในสระน้ำได้อีกต่อไป มังกรเร้นกายได้ทะยานจากห้วงน้ำลึกขึ้นสู่สรวงสวรรค์แล้ว ยิ่งไม่มีทางเป็นไปได้เลยที่เขาจะยอมแต่งเข้าสำนักหอแก้วเจ็ดสมบัติ"
"ตามความเห็นของข้า สำนักหอแก้วเจ็ดสมบัติสามารถผูกมิตรด้วยการแต่งงานกับคนของตระกูลพั่วซึ่งเป็นต้นกำเนิดของสำนักพั่วเทียนได้เป็นจำนวนมาก ทวนทลายวิญญาณเน้นพลังโจมตีถึงขีดสุด หากได้รับการสนับสนุนจากสำนักหอแก้วเจ็ดสมบัติย่อมต้องไร้เทียมทานมากยิ่งขึ้นอย่างแน่นอน"
"แต่การจะให้หรงหรงแต่งงานเข้าไปอยู่ในสำนักพั่วเทียนนั้นไม่ใช่ความคิดที่ฉลาดเลย"
กระดูกพรหมยุทธ์และกระบี่พรหมยุทธ์ยิ่งพูดยิ่งออกทะเลไปไกล แต่ใจความสำคัญท้ายที่สุดก็คือหนิงหรงหรงจะต้องอยู่พิทักษ์สำนักหอแก้วเจ็ดสมบัติต่อไป ส่วนคนอื่นจะแต่งออกไปตกระกำลำบากอย่างไรก็ช่างประไร
หนิงเฟิงจื้อยิ้มขื่นอย่างจนใจ เขาโบกมือปฏิเสธพร้อมกล่าว "ข้าก็แค่เสนอความคิดเห็นขึ้นมาเท่านั้น ไม่ได้ตั้งใจจะจับหรงหรงแต่งงานจริงๆ เสียหน่อย อีกอย่างท่านประมุขหยางผู้นั้นก็ไม่ได้มีท่าทีสนใจหรงหรงเลย ต่อให้ข้าอยากให้เป็นจริงก็ใช่ว่าจะทำสำเร็จเสียเมื่อไหร่"
"เอาล่ะท่านอากู่ ท่านอาเจี้ยน พวกเรามาคุยเรื่องของสำนักกระบี่วายุกันดีกว่า ตอนที่พวกเรากำลังต้อนรับท่านประมุขหยางอยู่นั้น จุดประสานงานของสำนักหอแก้วเจ็ดสมบัติในซิงหลัวได้ส่งรายงานลับฉบับหนึ่งมา"
"สำนักกระบี่วายุรวมถึงกองกำลังขนาดเล็กและใหญ่อีกหลายแห่งถูกสำนักพั่วเทียนกวาดล้างอย่างเปิดเผยภายในวันเดียว สาเหตุเป็นเพราะผู้บริหารระดับสูงของพวกมันแอบซุ่มโจมตีเพื่อลอบสังหารหยางอู๋ตี๋ผู้อาวุโสใหญ่แห่งสำนักพั่วเทียน"
"พวกท่านมีความคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง"
กระบี่พรหมยุทธ์พูดจี้จุดสำคัญทันที "ไม่เกี่ยวกับพวกเรา สำนักหอแก้วเจ็ดสมบัติจะรักษาความเป็นกลาง ความแค้นของสำนักพั่วเทียนพวกเราไม่มีจุดยืนที่จะเข้าไปก้าวก่าย อีกอย่างการผิดใจกับสำนักพั่วเทียนก็ไม่มีข้อดีอะไรเลย"
"หยางอวิ๋นผู้นั้นเป็นคนซ่อนลึกและเหี้ยมโหดไร้ความปรานี เขาตัดสินใจเด็ดขาดแถมยังมีเขตแดนเทพสังหารในครอบครอง นับว่าเป็นเทพสังหารที่อายุน้อยที่สุดที่ตีฝ่าออกมาจากเมืองแห่งการสังหารได้ การไปเป็นศัตรูกับเขามีแต่ผลเสียไม่มีผลดี ข้อมูลนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเรา มองข้ามไปได้เลย"
กระดูกพรหมยุทธ์พยักหน้าเห็นด้วย ในเรื่องแบบนี้ความคิดเห็นของเขากับกระบี่พรหมยุทธ์มักจะตรงกันเสมอ
อย่าหาเหาใส่หัว กวาดแค่หน้าบ้านตัวเองก็พอ
หนิงเฟิงจื้อก็คิดเช่นเดียวกัน เขาพยักหน้าพลางครุ่นคิด "สำนักพั่วเทียนก่อกำเนิดมังกรที่แท้จริงขึ้นมาแล้ว ผลงานของเขาในอนาคตอาจจะยิ่งใหญ่ก้าวไปถึงระดับเดียวกับถังเฉินปรมาจารย์แห่งสำนักเฮ่าเทียน หรือแม้แต่เชียนเต้าหลิวมหาปุโรหิตแห่งสำนักวิญญาณยุทธ์เลยก็เป็นได้"
"ตำแหน่งของสำนักหอแก้วเจ็ดสมบัติอย่างมากก็แค่ลดระดับลงมา แต่รับรองว่าต้องอยู่เหนือมังกรสายฟ้าทรราชอย่างแน่นอน ในอีกหลายร้อยปีข้างหน้าพวกเราห้ามผิดใจกับสำนักพั่วเทียนเด็ดขาด"
กระบี่พรหมยุทธ์นึกถึงเชียนเต้าหลิวผู้ครอบครองวิญญาณยุทธ์ทูตสวรรค์หกปีกสีทองรูปร่างครึ่งคนครึ่งนกขึ้นมาทันที
เขาแค่นเสียงเย็นชา "ไม่คิดเลยว่าเฟิงจื้อจะประเมินหยางอวิ๋นผู้นั้นไว้สูงถึงเพียงนี้ ชักจะเสียดายขึ้นมานิดหน่อยแล้วสิที่ไม่ได้ประลองฝีมือกับเขาสักตั้ง"
หนิงเฟิงจื้อนิ่งคิดไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าว "แบบนี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องดีเหมือนกัน การแข่งขันประลองวิญญาณจารย์ระดับสูงแห่งทวีปกำลังจะเริ่มต้นขึ้น หลีกเลี่ยงการบาดเจ็บได้ก็ถือว่าดีที่สุดแล้ว"
กระดูกพรหมยุทธ์มองกระบี่พรหมยุทธ์ด้วยสายตาเย้าแหย่ "ตาเฒ่ากระบี่ไร้ยางอาย คราวก่อนเจ้าไม่ยอมตามไปจักรวรรดิซิงหลัวด้วยกัน ขาดทุนละสิ ฮี่ฮี่ฮี่"
กระบี่พรหมยุทธ์กำกระบี่ยาวในมือแน่น
เส้นเลือดปูดโปนขึ้นบนหน้าผากจนแทบจะระเบิด เขาด่ากระดูกพรหมยุทธ์กลับไป "ตาเฒ่ากระดูกเหม็นเน่า แน่จริงก็ออกมาดวลกันตัวต่อตัวสิ มาเลย"
กระดูกพรหมยุทธ์ใช้นิ้วก้อยแคะขี้มูกพลางมองกระบี่พรหมยุทธ์ด้วยสายตาเหยียดหยาม "อยู่ดีๆ ทำไมข้าต้องสู้กับเจ้าด้วยล่ะ นอกเสียจากว่าจะมีของเดิมพัน"
หน้าผากของหนิงเฟิงจื้อปรากฏเส้นดำหลายเส้น เหงื่อเย็นหยดหนึ่งไหลริน เขาถือไม้เท้าเดินเลี่ยงไปยังสวนหลังบ้านอย่างเงียบๆ
พวกท่านผู้เฒ่าทั้งสองอยากจะสู้ก็สู้กันไปเถอะ ข้าจะไปปลอบใจลูกสาวสุดที่รักของข้าก่อน ดูจากสถานการณ์เมื่อครู่นี้แล้วคงต้องง้อกันอีกครึ่งค่อนวันถึงจะหายโกรธ
กระบี่พรหมยุทธ์กลอกตาไปมา แค่มองก็รู้แล้วว่ากระดูกพรหมยุทธ์กำลังคิดแผนการอะไรอยู่
เขาเก็บกระบี่ยาวพร้อมกับทำสีหน้าเรียบเฉย "รอให้ข้าช่วยหรงหรงล่าวงแหวนวิญญาณวงที่สามเสร็จก่อนเถอะ แล้วข้าจะกลับมาสั่งสอนตาเฒ่ากระดูกเหม็นเน่าอย่างเจ้าให้หลาบจำ" กระดูกพรหมยุทธ์เห็นอีกฝ่ายไม่หลงกลจึงรีบเดินเข้าไปยั่วยุ "ตาเฒ่ากระบี่ไร้ยางอาย เจ้ากลัวแล้วใช่ไหมล่ะ"
กระบี่พรหมยุทธ์ยังคงนิ่งเฉย! "ตาเฒ่ากระบี่ไร้ยางอาย ถ้าเจ้ากลัวก็พูดออกมาตรงๆ เถอะ ปู่กระดูกคนนี้จะยอมปล่อยเจ้าไปสักครั้ง"
กระบี่พรหมยุทธ์ยังคงนิ่งเฉย! "ตาเฒ่าเอ๊ย อย่ามาทำเป็นส่งเสียงโวยวายใส่ข้าเลย ถ้าฉลาดนักก็สละโอกาสครั้งนี้ซะ"
กระบี่พรหมยุทธ์ยังคงนิ่งเฉย! จนในที่สุดกระดูกพรหมยุทธ์ก็ทนไม่ไหว มีหนามกระดูกงอกออกมาจากหลังมือแล้วพุ่งเข้าใส่กระบี่พรหมยุทธ์ทันที
แต่กระบี่พรหมยุทธ์ไม่ได้นิ่งเฉยอย่างที่คิด มุมปากของเขายกขึ้นเป็นรอยยิ้มที่ยากจะสังเกตเห็นก่อนจะเบี่ยงตัวหลบ
"ตัวข้าดั่งกระบี่!"
กระบี่พรหมยุทธ์เปิดใช้งานทักษะวิญญาณชี้ปลายกระบี่ไปทางกระดูกพรหมยุทธ์พร้อมหัวเราะ "ตาเฒ่ากระดูกเหม็นเน่า นี่เจ้าเป็นคนหาเรื่องข้าเองนะ รับมือ"
กระดูกพรหมยุทธ์ได้สติกลับมาทันที แต่กว่าจะรู้ตัวว่าลงมือไปแล้วก็สายเกินไป ทำได้เพียงต้องรับมือเท่านั้น
เขาต่อสู้ไปพลางด่าทอไปพลาง "ตาเฒ่ากระบี่ไร้ยางอาย คนก็เหมือนกระบี่ เจ้านี่มันกวนประสาทสมชื่อจริงๆ"
ณ ป่าซิงโต่ว
แสงสว่างที่แผ่ออกมาจากรังไหมหญ้าเงินครามยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ถังเฮ่ารู้ดีว่าในที่สุดลูกชายของเขาก็กำลังจะทำลายรังไหมเพื่อกลายเป็นผีเสื้อและวิวัฒนาการสำเร็จแล้ว
บนใบหน้าของเขาเผยให้เห็นรอยยิ้มแห่งความปลาบปลื้มขณะมองดูรังไหมนั้น
จนกระทั่งเขาได้เห็นไอ้ซานในสภาพเปลือยเปล่าไม่มีขนสักเส้นบนร่างกาย มุมปากของเขาก็กระตุกขึ้นมาทันที
"เสี่ยวซาน ใส่เสื้อผ้าก่อนเถอะ"
เมื่อถังซานได้ยินเสียงของพ่อก็ดึงสติกลับมา เขารีบควบคุมพลังชีวิตที่ยังไม่สลายไปในร่างกายโดยสัญชาตญาณ ทันใดนั้นเส้นผมสีฟ้าครามก็ยาวสยายลงมา
คิ้วเรียวบางริมฝีปากอวบอิ่ม ผิวพรรณผุดผ่องเนียนนุ่มราวกับเด็กผู้หญิงไม่มีผิด
หากไม่รู้มาก่อนว่านี่คือลูกชายของตัวเอง ถังเฮ่าคงคิดไปแล้วว่าอาอิ๋นฟื้นคืนชีพและกลับมายืนอยู่ตรงหน้าเขาอีกครั้ง
หลังจากที่เส้นผมงอกยาวออกมาแล้ว ถังซานก็รีบหยิบชุดรัดรูปสีฟ้าที่มีความยืดหยุ่นสูงมาสวมใส่ ถือเป็นการเปลี่ยนสกินล่วงหน้า
"ท่านพ่อ ข้ารู้สึกว่า... เอ๊ะ" ถังซานยังพูดไม่ทันจบก็เหลือบไปเห็นต้นหญ้าต้นหนึ่งที่อยู่ตรงเท้าของถังเฮ่า
เขาเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงและมองภาพตรงหน้าอย่างไม่อยากจะเชื่อ
"หยาดน้ำค้างสารทฤดูทะลวงเนตร ข้าไม่ได้ฝันไปใช่ไหม" ถังซานพึมพำขณะเดินเข้าไปใกล้ทีละก้าว สายตาจ้องมองหยาดน้ำค้างสารทฤดูทะลวงเนตรไม่วางตา เขาคุกเข่าลงแล้วประคองมันไว้ด้วยสองมืออย่างทะนุถนอม
ถังเฮ่าขมวดคิ้วถาม "เสี่ยวซาน เจ้ารู้จักพืชต้นนี้ด้วยหรือ นี่เป็นสิ่งที่ท่านอาจารย์สอนเจ้ามาอย่างนั้นหรือ"
ถังซานเตรียมข้ออ้างไว้สำหรับเรื่องนี้อยู่แล้ว เขาตอบกลับด้วยสีหน้าเรียบเฉย "บางเรื่องก็มาจากหนังสือของท่านอาจารย์ แต่ส่วนใหญ่เป็นความรู้ที่จู่ๆ ก็ผุดขึ้นมาในหัวของข้า ราวกับว่ามันถูกสลักไว้ในความทรงจำผ่านการสืบทอดของจักรพรรดิหญ้าเงินคราม"
"เมื่อครู่นี้ข้าถึงได้แสดงสีหน้าตกใจออกไป เพราะข้าไม่แน่ใจว่าความทรงจำเหล่านั้นเป็นเรื่องจริงหรือไม่ แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่ามันจะเป็นเรื่องจริง โลกใบนี้มีของวิเศษล้ำค่าที่สร้างสรรค์โดยสวรรค์และโลกอยู่จริงๆ"
ความสงสัยบนใบหน้าของถังเฮ่ายิ่งเพิ่มมากขึ้น
"เสี่ยวซาน ก่อนหน้านี้ราชาหญ้าเงินครามเคยส่งไผ่สีดำต้นหนึ่งเข้าไปในรังไหมที่เจ้าอยู่ เจ้ารู้หรือไม่ว่ามันคืออะไร"
พูดจบถังเฮ่าก็รวบรวมพลังวิญญาณวาดเป็นเส้นสายรูปร่างของไผ่เทพหยกดำให้ถังซานดู
[จบแล้ว]