- หน้าแรก
- บิดาข้าคือปรมาจารย์เต๋าแกะสลัก
- บทที่ 88 ชีวิตคนเรา ใครเล่าจะไม่ตาย
บทที่ 88 ชีวิตคนเรา ใครเล่าจะไม่ตาย
บทที่ 88 ชีวิตคนเรา ใครเล่าจะไม่ตาย
บทที่ 88 ชีวิตคนเรา ใครเล่าจะไม่ตาย
เมื่อพวกเขาได้รับข่าวจากตระกูลไป๋และตระกูลจ้าวว่า จะรอพวกเขาที่ร้านอาหารสือเหยียน พวกเขาก็เข้าใจว่าทั้งสองตระกูลตัดสินใจประนีประนอมกับตระกูลเหยียนแล้ว
มิฉะนั้น ทำไมไม่ใช่ที่ร้านอาหารจินหงโหลว แต่เป็นร้านอาหารสือเหยียน?
นั่นคือสถานที่ของตระกูลเหยียน การประชุมที่นั่น เท่ากับว่าทุกอย่างโปร่งใสต่อตระกูลเหยียน!
ในเมื่อทั้งสองตระกูลตัดสินใจแล้ว พวกเขาก็ทำได้เพียงยอมรับชะตากรรมนี้
มิฉะนั้น วันนี้ของตระกูลเสวี่ยอาจจะเป็นวันพรุ่งนี้ของพวกเขา
รถม้าหลายคันจอดอยู่ที่หน้าร้านอาหารสือเหยียน คนที่ลงจากรถม้าล้วนเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงในเมืองฉางถิง พวกเขาส่วนใหญ่มาที่ร้านอาหารสือเหยียนเป็นครั้งแรก
ประมุขตระกูลหม่าลากร่างกายที่เหนื่อยล้าเข้าไปในร้านอาหารสือเหยียน เขาไม่ได้พักผ่อนเลยตลอดทั้งคืน หลังจากรู้ชะตากรรมของตระกูลเสวี่ย เขาก็หวาดกลัวจนกระทั่งฟ้าสาง
ในขณะเดียวกันก็ชั่งน้ำหนักผลประโยชน์ หากติดตามตระกูลเหยียนจริงๆ ในอนาคตจะมีการพัฒนาที่ดีกว่าหรือไม่?
หากไม่ติดตามตระกูลเหยียน พวกเขาจะรักษาผลประโยชน์ของตัวเองได้อย่างไร?
เพียงแต่คิดจนถึงรุ่งสาง เขาก็ยังคิดไม่ออก
พึ่งจะเดินเข้าไปในร้านอาหารสือเหยียน เขาก็เห็นว่าชั้นหนึ่งเกือบจะเต็มไปด้วยผู้คนแล้ว
“ธุรกิจดีขนาดนี้เลยเหรอ?” หม่าเฉินมองไปรอบๆ เห็นคนหลายคนนั่งคุยกัน สั่งชาหนึ่งกา บนโต๊ะยังมีขนมเล็กๆ น้อยๆ มากมาย ใบหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยรอยยิ้ม
มีใบหน้าที่คุ้นเคยมากมาย ล้วนเป็นขุนนางในเมืองฉางถิง
ปกติก็มักจะติดต่อกัน
เมื่อมองดูอย่างตั้งใจ เขาก็เห็นคนรู้จักที่โต๊ะเดี่ยว
ซุนเยว่หรู แห่งตระกูลซุน
นางยังเป็นประมุขตระกูลหญิงคนเดียวในเมืองฉางถิง ในเวลานี้ นางกำลังจิบชา จ้องมองนักเล่านิทานบนเวทีอย่างไม่ละสายตา เพียงแต่ดวงตาของนางแดงก่ำ ดูเหมือนเพิ่งร้องไห้มา
หรือว่าคิดว่าตระกูลซุนจะถูกกลืนกินเช่นกัน จึงรับไม่ได้ ร้องไห้มาทั้งคืน?
“เยว่หรู ทำไมเจ้ายังอยู่ที่นี่ ไม่ได้บอกว่าจะคุยเรื่องสำคัญเหรอ?” หม่าเฉินเดินเข้าไปถามด้วยความอยากรู้
“คนยังไม่ครบ ข้าก็เลยมาฟังนิทานที่ชั้นล่างก่อน” ซุนเยว่หรูเช็ดน้ำตา จากนั้นก็พูดว่า “นิทานที่นี่สนุกมาก ล้วนเป็นเรื่องที่ข้าไม่เคยฟังมาก่อน รีบมานั่งฟังด้วยกันเถอะ!”
“สนุกขนาดนั้นเลยเหรอ?” หม่าเฉินมองไปที่นักเล่านิทานบนเวทีด้วยความประหลาดใจ ก่อนหน้านี้เขาเคยได้ยินมาว่ามีคนเล่าเรื่องแปลกๆ ใหม่ๆ มากมายในร้านอาหารสือเหยียน แต่หม่าเฉินก็ไม่ได้สนใจ นิทานก็แค่นิทาน มีอยู่ไม่กี่แบบ จะแปลกใหม่อะไรได้?
แต่สามารถทำให้ซุนเยว่หรูซาบซึ้งได้ขนาดนี้ บางทีอาจจะน่าสนใจจริงๆ
หม่าเฉินนั่งลงด้วยความอยากรู้อยากเห็น เห็นนักเล่านิทานถือไม้วางจังหวะอยู่ในมือ กำลังเล่านิทานอย่างตื่นเต้น ผู้คนต่างตั้งใจฟัง ราวกับเป็นนักเรียนในโรงเรียน
“สนุก สนุก” ซุนเยว่หรูกล่าว “นิทานที่เล่าในวันนี้ชื่อ ‘หยางกุ้ยเฟยสังหารฮัวสงด้วยสุราอุ่น’ สนุกมาก”
“โอ้?”
หม่าเฉินก็นั่งลงด้วยความอยากรู้
หยางกุ้ยเฟย?
หรือว่าเป็นนิทานเกี่ยวกับราชวงศ์? แต่เป็นราชวงศ์ไหนกัน?
“หยางกุ้ยเฟยเป็นพระสนมของฮ่องเต้ราชวงศ์หนึ่ง” ซุนเยว่หรูเริ่มเล่านิทานให้หม่าเฉินฟังด้วยน้ำตานองหน้า
“ในนิทานมีคนวิปริตมากคนหนึ่งชื่อโจโฉ”
“โจโฉคนนี้เป็นฮ่องเต้ของราชวงศ์นี้ แต่เขามีนิสัยแปลก ชอบแต่ภรรยาของคนอื่น”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ หม่าเฉินก็รู้สึกอับอาย นี่มันวิปริตตรงไหน?
ช่างไร้ประสบการณ์เสียจริง
ซุนเยว่หรูไม่ได้สังเกตเห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไปของหม่าเฉิน นางยังคงเล่าต่อไปอย่างตื่นเต้น
“เขาและหยางกุ้ยเฟยคนนี้ หรือก็คือหยางยู่หวน ตกหลุมรักกัน สุดท้ายก็แต่งตั้งหยางยู่หวนเป็นกุ้ยเฟย แต่เพื่อสนองความต้องการของตัวเอง เขากลับให้หยางยู่หวนแต่งงานกับแม่ทัพผู้พิทักษ์ด่าน นั่นก็คือฮัวสง หยางยู่หวนอยู่ในวังหลวง นางไม่อาจขัดขืนได้ จึงถูกบังคับให้แต่งงานกับฮัวสง”
“หยางยู่หวนร้องไห้ทุกวัน แต่ฮัวสงเป็นผู้ชายที่อ่อนโยนและใจดี คอยอยู่เคียงข้างหยางยู่หวน และไม่เคยแตะต้องนางเลย ในที่สุดวันหนึ่ง หยางยู่หวนก็สัมผัสได้ถึงความรักที่ฮัวสงมีต่อนาง พวกเขาก็ตกหลุมรักกันอย่างรวดเร็ว และยังให้กำเนิดบุตรชายให้กับฮัวสงอีกด้วย ตั้งชื่อว่าฮัวถัว”
“แต่ไม่กี่ปีต่อมา โจโฉรู้สึกว่าถึงเวลาแล้ว จึงให้หยางยู่หวนกลับมาอยู่เคียงข้างเขา หยางยู่หวนไม่ยินยอม นางยืนกรานที่จะอยู่กับแม่ทัพฮัวสงจนกว่าชีวิตจะหาไม่ เพราะหลังจากอยู่ด้วยกันมาหลายปี หยางยู่หวนก็รักฮัวสงอย่างถอนตัวไม่ขึ้น และลืมความรู้สึกที่เคยมีต่อโจโฉไปแล้ว”
“แต่ใครจะรู้ว่า โจโฉผู้โหดร้ายจะใช้ชีวิตของประชาชนมาเป็นภัยคุกคาม”
“เขานำผู้เชี่ยวชาญของราชวงศ์มาด้วย ขอบเขตบ่มเพาะของผู้เชี่ยวชาญผู้นั้นอยู่ขอบเขตตี้เสินเซียนแล้ว โจโฉกลับให้หยางยู่หวนลงมือตัดหัวฮัวสงด้วยตัวเอง มิฉะนั้นจะให้ผู้เชี่ยวชาญตี้เสินเซียนคนนั้นก่อคลื่นยักษ์ถล่มด่านเฉิงถัง! และทำให้ประชาชนนับหมื่นนับแสนต้องตายไปด้วย!”
หม่าเฉินก็ฟังอย่างตะลึงงัน นิทานค่อนข้างน่าตื่นเต้น
ซุนเยว่หรูน้ำตาคลอเบ้าแล้ว
“แม่ทัพฮัวสง เพื่อประชาชนนับหมื่นนับแสน จึงยิ้มและให้หยางยู่หวนฆ่าเขา และยังพูดประโยคหนึ่งว่า ชีวิตคนเรา ใครเล่าจะไม่ตาย ฝากหัวใจโลหิตไว้ส่องด่านเฉิงถัง!”
“หยางยู่หวนรู้สึกเหมือนหัวใจสลาย แต่นางกลับไม่กล้าลงมือ โจโฉจึงเตรียมสุราอุ่นหนึ่งถ้วย บอกกับหยางยู่หวนว่า หากเหล้าถ้วยนี้เย็นลง ประชาชนของด่านเฉิงถังทั้งหมดต้องตาย!”
“ในที่สุด หยางยู่หวนเพื่อประชาชน จึงได้แต่ตัดศีรษะฮัวสงทั้งน้ำตา ฮือๆๆ...”
ซุนเยว่หรูร้องไห้โฮออกมาแล้ว
“ฮัวสงคนนี้ช่างเป็นวีรบุรุษจริงๆ!” หม่าเฉินก็ถอนหายใจ “ชีวิตคนเรา ใครเล่าจะไม่ตาย ฝากหัวใจโลหิตไว้ส่องด่านเฉิงถัง พูดได้ดี… พูดได้ดี!”
และในเวลานี้ นิทานก็มาถึงตอนจบ
นักเล่านิทานตีไม้วางจังหวะ จากนั้นก็พูดด้วยรอยยิ้มว่า “อยากรู้เรื่องราวต่อไปอย่างไร โปรดติดตามตอนต่อไป”
“ทุกท่าน พรุ่งนี้เชิญมาแต่เช้า นิทานในวันพรุ่งนี้จะยิ่งน่าตื่นเต้นกว่านี้”
“ท่านนักเล่า หยางยู่หวนกลับไปกับโจโฉแบบนั้นเหรอ?”
“ไม่ได้บอกว่าหยางยู่หวนกับฮัวสงมีบุตรชายด้วยกันเหรอ? สุดท้ายแล้วเป็นอย่างไร?” ทุกคนอดไม่ได้ที่จะถามด้วยความอยากรู้
นักเล่านิทานยิ้มเล็กน้อย จากนั้นก็พูดว่า “ในเมื่อทุกท่านอยากรู้ ข้าจะเปิดเผยให้ฟังเล็กน้อยก็ไม่เป็นไร”
“นิทานในวันพรุ่งนี้ จะเล่าถึงบุตรชายของฮัวสงและหยางยู่หวนที่ชื่อฮัวถัว เขาปิดบังชื่อแซ่ เพื่อรำลึกถึงบิดาของเขา จึงเปลี่ยนชื่อเป็นฮัวอิงสง เขาฝึกฝนวิทยายุทธอย่างหนัก ถือกระบี่วิเศษชื่อว่าชื่อฉีเจี้ยน กลับมาแก้แค้นให้บิดา และต้องการฆ่าคนตระกูลโจให้หมดสิ้น และต่อสู้กับฮ่องเต้โจโดยไม่ได้ตั้งใจที่หุบเขาสิ้นสุด”
“เอาล่ะ ขึ้นไปข้างบนกันเถอะ” หม่าเฉินเห็นว่านิทานจบลงแล้ว แม้ว่าจะยังไม่จุใจ แต่ก็ต้องไปทำธุระสำคัญ
ดังนั้นเขาจึงไปที่ชั้นสองกับซุนเยว่หรู
ทุกอย่างดำเนินไปอย่างเป็นระเบียบ
ในตอนเที่ยง ประมุขตระกูลต่างๆ ก็มาที่ตระกูลเหยียนเพื่อแสดงความภักดี และตกลงที่จะเข้าร่วมพันธมิตร และนำเงินเก็บทั้งหมดของตระกูลมาด้วย
เหยียนป๋อเทาได้ปรึกษากับหลี่ฉางชิงแล้ว หลี่ฉางชิงไม่จำเป็นต้องจ่ายเงิน และถือหุ้นสามส่วนในหอการค้าฉางชิง
ตระกูลเหยียนก็ถือหุ้นสามส่วนเช่นกัน
ส่วนที่เหลืออีกสี่ส่วนจะเป็นของพวกเขา
หลี่ฉางชิงเห็นด้วยกับเรื่องนี้ เพราะในความคิดของหลี่ฉางชิง หอการค้าฉางชิงต้องทำกำไรอย่างแน่นอน หุ้นสามส่วนนี้ทำเงินได้มากกว่าเงินที่แบ่งกับตระกูลเหยียนครึ่งๆ เมื่อก่อนมาก
ในขณะเดียวกัน เหยียนป๋อเทาก็ไปที่คฤหาสน์จ้านเหอพร้อมกับศรีษะของหม่าซานเตา
พริบตาเดียวก็ผ่านไปครึ่งเดือน
ณ แดนศักดิ์สิทธิ์เต๋าซาน
หลี่เหิงเซิงออกจากการฝึกฝนแล้ว
หลี่เหิงเซิงในตอนนี้อยู่ขอบเขตทุยฟ่านขั้นเก้าอย่างแท้จริง
ร่างกายเซียนปีศาจสุริยันจันทราได้ฝึกฝนเส้นเลือดเส้นที่สามออกมาแล้ว
ในเวลานี้ หลี่เหิงเซิงมีปราณเลือดลมที่แข็งแกร่งถึงขีดสุด พลังของเขาเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด หากต้องเผชิญหน้ากับคนในหน้ากากเหล็กตอนนี้ หลี่เหิงเซิงมั่นใจว่าเพียงแค่ใช้หอกครั้งที่สี่ก็สามารถฆ่าเขาได้
อย่างไรก็ตาม เมื่อนึกถึงบัณฑิตผู้พิทักษ์ด่านคนที่สอง หลี่เหิงเซิงก็ยังคงรู้สึกว่าไม่มีความมั่นใจแม้แต่น้อย
“นายน้อย ท่านออกจากการฝึกฝนแล้ว” เมื่อเห็นหลี่เหิงเซิงออกจากการฝึกฝน สวี่ขุยก็เดินเข้ามารายงานเรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ให้หลี่เหิงเซิงฟัง
“ศิษย์พี่หญิงรองของท่านมาหา แต่เมื่อรู้ว่าท่านกำลังฝึกฝนอยู่ นางก็เลยกลับไป”
“แต่นางนำไก่อวี้หลิงมาหลายตัว บอกให้ห้องครัวตุ๋นให้ท่านกินหลังจากที่ท่านออกจากการฝึกฝนแล้ว”
“นอกจากนี้ ยังบอกอีกว่า ให้ท่านไปหานางหลังจากที่ท่านออกจากการฝึกฝน”
“และก็… มีจดหมายจากบ้านของท่าน”
สวี่ขุยเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง หลี่เหิงเซิงไม่คาดคิดว่าหยางเถียนเถียนจะนำไก่มาให้จริงๆ ตอนแรกเขาคิดว่านางแค่พูดไปอย่างนั้นเองเท่านั้น
หลี่เหิงเซิงไม่รู้ว่าหยางเถียนเถียนมาหาเขาทำไม แต่เขาไม่ได้ไปที่ยอดเขาไป๋หลิง เพราะตอนนี้เขาอยากอ่านจดหมายมากกว่า
ก่อนหน้านี้เขาได้ทดสอบบิดาของเขาในจดหมาย ไม่รู้ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร?
ในเรือนหลังเล็กบนภูเขาชิงอวี่ หลี่เหิงเซิงนั่งอยู่ที่นี่นานกว่าหนึ่งเค่อแล้ว จดหมายวางอยู่บนโต๊ะ หลี่เหิงเซิงครุ่นคิดอยู่นาน แต่ก็ยังไม่เปิดอ่าน
ราวกับว่ามีบางสิ่งที่น่ากลัวอยู่ในจดหมาย
อารมณ์ของหลี่เหิงเซิงค่อนข้างซับซ้อน เขาไม่รู้ว่าจะเผชิญหน้ากับจดหมายฉบับนี้อย่างไรดี?
หรือพูดได้ว่า เขากลัวอยู่บ้าง…
หลังจากเปิดจดหมายฉบับนี้ออกแล้ว บางสิ่งบางอย่างอาจจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
ถ้าหากหลี่ฉางชิงถูกผีเข้าสิงจริงๆ ล่ะ?
หลี่เหิงเซิงไม่เคยสัมผัสถึงความรักของมารดา ไม่เคยเจอมารดา ตอนเด็กๆ เขาอิจฉาเด็กคนอื่นๆ มาก
เขาไม่ต้องการสูญเสียบิดาไปด้วย แม้ว่าบิดาคนนี้จะไม่เอาไหน แต่มันก็ไม่สามารถหยุดความผูกพันที่หลี่เหิงเซิงมีต่อบิดาคนนี้ได้
หากความผูกพันสุดท้ายนี้หายไป เขาก็จะไม่มีญาติเหลืออยู่ในโลกนี้อีกต่อไป และกลายเป็นเด็กกำพร้าอย่างแท้จริง แม้แต่คนที่คิดถึงก็ไม่มี
หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง หลี่เหิงเซิงก็เปิดจดหมายออก
ตอนที่ถือหอกจู้เซียนมือเขาไม่เคบสั่น แต่พอถือจดหมายนี้ มือของเขาถึงกลับสั่นเบาๆ จากนั้น… เขาก็อ่านทีละคำ
กุ้งผัดซอส? เจ้าเด็กโง่นี่ เจ้ากินกุ้งได้หรือไง? หรือว่าเจ้าโตขึ้นแล้ว ตอนนี้ไม่ปฏิเสธกุ้งปูแล้ว?
บิดายังจำได้ว่าตอนเด็กๆ เจ้าเกือบตายเพราะกินกุ้ง ดังนั้นบิดาจึงไม่เคยทำกุ้งให้เจ้ากินอีกเลย
และตอนที่เจ้าอายุสี่ขวบ มารดาของเจ้าก็...
ช่างมันเถอะ…
เรื่องบางเรื่องผ่านไปแล้วก็ให้มันผ่านไป บิดารู้ว่าเจ้าคิดถึงมารดาของเจ้า เจ้าไม่เคยเจอมารดา เจ้าอิจฉาที่ลูกคนอื่นมีมารดาคอยดูแล บิดาเข้าใจเจ้าดี แต่เรื่องบางเรื่อง ไม่บอกเจ้าก็เพื่อตัวเจ้าเอง
ตอนนี้เจ้าอาจจะไม่เข้าใจ แต่ต้องมีสักวันหนึ่ง เจ้าจะเข้าใจความหมายของคำพูดของบิดา
พ่อลูกอย่างพวกเรา เพียงแค่มองไปข้างหน้าเถอะ ตอนนี้เจ้าปลอดภัยดี สำหรับบิดาแล้วไม่มีอะไรดีไปกว่านี้อีกแล้ว
เจ้าจงตั้งใจฝึกฝน อย่ากดดันตัวเองมากเกินไป ยังคงเป็นประโยคนั้นแหละ มีบิดาคอยหนุนหลังเจ้าอยู่
วันหนึ่งเมื่อเหนื่อยล้า เจ้าก็กลับบ้านมา บิดาจะเลี้ยงเจ้าให้อิ่มหนำสำราญ และนอนหลับสบาย
สู้ๆ นะ…
เจ้าคือความภาคภูมิใจของบิดา!
เมื่ออ่านถึงตอนจบ หลี่เหิงเซิงก็เอนหลังพิงเก้าอี้ทันที ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
เขายิ้มกว้าง แต่ก็มีความรู้สึกอยากร้องไห้
คนผู้นี้คือบิดาของเขาจริงๆ
บิดาจำได้ว่าตัวเขาเองไม่กินกุ้ง ก่อนหน้านี้ท่านอาจจะไม่ได้สังเกตตอนเขียนจดหมาย และบางทีตัวเขาอาจจะคิดมากไปเอง
นอกจากนี้ แม้ว่าหลี่ฉางชิงจะไม่ได้พูดถึงเรื่องของมารดา แต่หลี่เหิงเซิงก็รู้สึกว่าไม่มีปัญหา เพราะตั้งแต่เด็กจนโต หลี่ฉางชิงมักจะหลีกเลี่ยงเรื่องนี้
หลี่เหิงเซิงรู้สึกว่าสักวันหนึ่งหลี่ฉางชิงจะบอกความจริงกับเขา เพียงแต่ตอนนี้เขายังอ่อนแอเกินไป ยังไม่คู่ควรที่จะรับรู้
หลังจากนั่งพักอยู่นาน หลี่เหิงเซิงก็ออกไปหาหยางเถียนเถียน
เห็นได้ชัดว่าหยางเถียนเถียนมาหาเขาเพราะมีธุระ สำหรับศิษย์พี่หญิงรองที่แปลกประหลาดคนนี้ หลี่เหิงเซิงรู้สึกว่าอธิบายไม่ค่อยถูก
เมื่อมาถึงยอดเขาไป๋หลิงอีกครั้ง ในตอนกลางวันกลับแตกต่างจากตอนกลางคืน ยอดเขาทั้งลูกเต็มไปด้วยความรู้สึกมีชีวิตชีวา ลมที่พัดมาจากภูเขาก็มีกลิ่นหอมของสมุนไพร
“ศิษย์น้องเล็กเจ้ามาแล้ว” เมื่อเห็นหลี่เหิงเซิงมา หยางเถียนเถียนก็ดูมีความสุขอย่างเห็นได้ชัด จากนั้นก็ให้คนนำผลไม้แปลกๆ มาเสิร์ฟ
“นี่เป็นผลไม้ที่ข้าเก็บได้ตอนออกไปข้างนอก ปกติหาซื้อไม่ได้ เจ้าลองชิมดู” หยางเถียนเถียนพูดอย่างกระตือรือร้น
“นี่คือผลจิ่วเซียนหรือเปล่า?” หลี่เหิงเซิงหยิบผลไม้สีม่วงขึ้นมา อดไม่ได้ที่จะพูด
“ใช่ ศิษย์น้องเล็กรู้จักของเยอะเหมือนกันนะ” หยางเถียนเถียนยิ้ม “ข้าพบมันในหุบเขาแห่งหนึ่งในแคว้นสวี รสชาติดีมาก ข้าก็เลยเก็บมาเยอะหน่อย”
“แต่มีข่าวลือว่า ผลจิ่วเซียนมีสัตว์อสูรคอยปกป้องอยู่ข้างๆ ไม่ใช่เหรอ?”
“อ้อ เจ้าหมายถึงลิงตัวนั้นใช่ไหม? อือ.. มันก็ค่อนข้างยุ่งยากนะ แต่ข้าเพียงแค่เชือดไปสองตัว ที่เหลือก็หนีไปหมดแล้ว” หยางเถียนเถียนพูดอย่างไม่ใส่ใจ ราวกับว่าเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่สำคัญ
“ฆ่าไปสองตัว...”
หลี่เหิงเซิงหัวเราะแห้งๆ
นึกถึงบันทึกในตำรา ผลจิ่วเซียน มักจะมีสัตว์อสูรชื่อว่าลิงกระดูกเหล็กอยู่ข้างๆ เมื่อโตเต็มวัยจะมีพละกำลังมหาศาล หนังเหนียว ฟันแทงไม่เข้า เทียบเท่ากับขอบเขตเสียนเทียน
ศิษย์พี่หญิงรองของเขาช่างน่ากลัวมากจริงๆ
แต่เมื่อกินเข้าไปหนึ่งคำ ผลไม้นั้นกลับมีกลิ่นหอมของสุราเข้มข้น พร้อมกับรสชาติเปรี้ยวอมหวาน มันช่างอร่อยจริงๆ
“ว่าแต่ ข้าได้ยินท่านลุงสวีบอกว่า ศิษย์พี่หญิงรองมาหาข้า ท่านมีธุระอะไรหรือเปล่า?” หลี่เหิงเซิงถาม
“แน่นอนว่ามีธุระ เจ้าคงลืมไป เจ้าเป็นศิษย์สายตรงมาเกือบสองเดือนแล้วนะ ศิษย์สายตรงต้องทำภารกิจของสำนักเดือนละครั้ง แต่เจ้ายังไม่ได้ทำเลย หากครบสามเดือนแล้วยังไม่ได้ทำ เจ้าก็จะถูกลงโทษ” หยางเถียนเถียนอธิบาย
“อ๊ะ! จริงด้วยสิ!” หลี่เหิงเซิงนึกขึ้นมาได้ทันที โจวจวินเคยบอกเรื่องนี้กับเขาก่อนหน้านี้แล้ว
“ข้าลืมไปเลย” หลี่เหิงเซิงมัวแต่ฝึกฝน จนลืมเรื่องนี้ไปสนิท
“ท่านอาจารย์ให้ข้าไปทำภารกิจกับเจ้า” หยางเถียนเถียนกล่าว “ภารกิจของศิษย์สายตรงมักจะมีความยากลำบากอยู่บ้าง ท้ายที่สุดเจ้าก็แค่ขอบเขตทุยฟ่าน แทบจะไม่มีภารกิจที่เหมาะสมกับขอบเขตการบ่มเพาะของเจ้า หากไม่มีใครไปด้วย ท่านอาจารย์ก็กลัวว่าเจ้าจะรับมือไม่ไหว”