เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 462 ก่อนกำหนด

บทที่ 462 ก่อนกำหนด

บทที่ 462 ก่อนกำหนด


วันรุ่งขึ้นหลังจากเก็บข้าวของที่จำเป็นเสร็จ พวกเราหลายคนก็เตรียมตัวเดินทางออกจากเมืองเอกมณฑลมุ่งหน้าไปยังภูเขาคุนหลุนเพื่อสมทบกับพวกปู่

ก่อนไป ผมได้โทรศัพท์หาแม่

สำหรับเรื่องศึกใหญ่ที่กำลังจะปะทุขึ้นระหว่างวงการผู้ใช้อาคมกับพวกแมงป่องดำ พวกแม่ยังไม่รู้เรื่องอะไรเลย ในสายเธอยังคงบ่นพึมพำกับผมไม่หยุดเหมือนอย่างเคย แล้วถามว่าเมื่อไหร่ผมจะพาจ้าวอี้เฟยกลับเจียงเป่ย

พอได้ฟังคำพูดที่ปกติแล้วจะรู้สึกรำคาญใจ ในใจผมกลับรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาอย่างอดไม่ได้

คำพูดที่เดิมทีคิดจะเอ่ยออกไปกลับจุกอยู่ที่คอ ไม่ว่าจะทำยังไงก็พูดไม่ออก ผมกลัวว่าถ้าพูดไปแล้วจะทำให้พวกท่านรู้สึกไม่สบายใจและเป็นกังวล

“ไอ้ลูกคนนี้ ได้ยินที่แม่พูดไหมเนี่ย?”

“รู้แล้วครับ อีกไม่กี่วัน ผมกับปู่จะพาอี้เฟยกลับไปเจียงเป่ย ถึงตอนนั้นครอบครัวเราค่อยมากินข้าวด้วยกันดี ๆ สักมื้อนะครับ” ผมปรับอารมณ์อยู่ครู่หนึ่ง แล้วตอบกลับไป

พอได้ยินแบบนั้น แม่ก็ดีใจมาก ตื่นเต้นจนทำอะไรไม่ถูก

คุยกับท่านต่ออีกสองสามประโยค ผมถึงได้วางสายไป

เก็บโทรศัพท์เสร็จ ผมก็ถามหลิวเฉิงกับจ้าวอี้เฟยว่าได้โทรกลับไปหาที่บ้านหรือยัง การไปครั้งนี้มีเรื่องร้ายมากกว่าเรื่องดี ใครก็ไม่รู้ว่าสุดท้ายแล้วผลลัพธ์จะออกมาเป็นยังไง

ทั้งสองคนพยักหน้า บอกว่าโทรไปเรียบร้อยแล้ว

“ฉันขอถามอีกครั้งนะ ทั้งสองคนแน่ใจใช่ไหมว่าจะไป?” พูดตามตรง ผมไม่อยากให้ทั้งสองคนตามพวกเราไปเสี่ยงอันตรายเลยจริง ๆ

แต่ดูเหมือนทั้งสองคนจะตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว จึงพยักหน้าโดยไม่ลังเลเลย

“แน่นอนสิ เฮียหลิวอย่างฉันยังเตรียมจะแสดงฝีมือในศึกใหญ่ครั้งนี้ เพื่อสร้างชื่อเสียงให้โด่งดังด้วยนะ!” หลิวเฉิงยิ้มตอบ แววตาหนักแน่น

ถ้าเปลี่ยนเป็นเขาในเมื่อก่อน เกรงว่าตอนนี้คงจะกลุ้มใจและหวาดผวาจนทนไม่ไหวไปแล้ว

ผ่านเรื่องราวมามากมายขนาดนี้ ไม่ใช่แค่ผม แต่เขาที่คอยติดตามผมมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสภาพจิตใจหรือฝีมือต่างก็ได้รับการพัฒนาขึ้นอย่างมหาศาล ไม่รู้เหมือนกันว่าตกลงแล้วมันเป็นเรื่องดีหรือเรื่องร้ายกันแน่

“ถึงแม้ฉันจะกลัวมาก แต่ฉันก็อยากจะตามนายไป เพื่อร่วมออกแรงในส่วนของตัวเองด้วย” จ้าวอี้เฟยก็ตอบกลับมาในเวลาเดียวกัน

ผมถอนหายใจ เผยรอยยิ้มขมขื่นออกมา

เวลานี้ หลิวเฉิงก็เอ่ยปากถามผมอีกครั้งว่าตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่ผมกลายเป็นคนจู้จี้จุกจิกและอ่อนไหวขนาดนี้ ยิ่งไปกว่านั้นเขารู้สึกว่าพวกเราจะต้องเป็นผู้ชนะในศึกใหญ่ครั้งนี้อย่างแน่นอน

“หึ ๆ นายพูดถูก คนที่ได้รับชัยชนะจะต้องเป็นพวกเราแน่ ไปกันเถอะ ได้เวลาออกเดินทางแล้ว!” บนใบหน้าของผมกลับมามีสีหน้าหนักแน่นอีกครั้ง

พวกเรานั่งเครื่องบินไปถึงเมืองที่อยู่ใกล้ภูเขาคุนหลุนมากที่สุดก่อน จากนั้นก็นั่งรถมุ่งหน้าไปยังเมืองเล็ก ๆ ที่อยู่ใกล้ตีนเขาคุนหลุนมากที่สุดโดยไม่หยุดพัก

สุดท้ายพวกเราก็เช่ารถออฟโรดคันหนึ่งในเมืองเล็ก ๆ นั้น แล้วขับมุ่งหน้าไปยังตำแหน่งที่พวกปู่อยู่

ขับรถออกจากเมืองมาได้ไม่นาน รอบด้านก็กลายเป็นป่าเขารกร้าง มองไม่เห็นวี่แววของผู้คนเลยแม้แต่น้อย

ส่วนอู๋ที่ไม่ได้ปรากฏตัวมาตลอด จู่ ๆ ก็โผล่มานั่งอยู่บนที่นั่งข้างคนขับในเวลานี้

การปรากฏตัวอย่างกะทันหันของเขาทำให้หลิวเฉิงที่กำลังขับรถอยู่ตกใจจนสะดุ้ง เกือบจะหักพวงมาลัยผิดทิศเสียแล้ว

“พับผ่าสิ ช่วยโผล่มาแบบปกติหน่อยได้ไหม ตกใจหมดเลย!” หลิวเฉิงพูดอย่างไม่สบอารมณ์

อู๋ไม่ได้สนใจเขา แต่หันกลับมามองผม “อีกนานไหม?”

ผมหยิบแผนที่ออกมา มองดูตำแหน่งคร่าว ๆ ที่ปู่บอกแวบหนึ่ง แล้วตอบกลับไป “ใกล้แล้วล่ะ อย่างมากก็ขับไปอีกครึ่งชั่วโมง”

อู๋หันกลับไปและไม่พูดอะไรอีก นั่งเงียบ ๆ อยู่บนที่นั่งข้างคนขับ

“ถนนเส้นนี้ขับยากจริง ๆ ยังดีที่รถออฟโรดคันนี้สมรรถนะเยี่ยม ไม่อย่างนั้นคงต้องเสียเวลาไปอีกไม่น้อยเลย” หลิวเฉิงพูดขึ้นมาประโยคหนึ่ง

ประมาณครึ่งชั่วโมงต่อมา ในที่สุดพวกเราก็มาถึงตีนเขาคุนหลุน หาที่จอดรถเสร็จ ผมก็ใช้ยันต์ตามรอย ไม่นานก็พบฐานที่มั่นที่วงการผู้ใช้อาคมมารวมตัวกันอยู่ตรงตีนเขา

ฐานที่มั่นตรงตีนเขานั้นมิดชิดมาก ง่ายต่อการตั้งรับแต่ยากต่อการบุกโจมตี จะต้องผ่านการพิจารณามาอย่างถี่ถ้วนแล้วแน่ ๆ ถึงได้กำหนดฐานที่มั่นไว้ตรงนี้

บริเวณฐานที่มั่นมีการกางเต็นท์แบบง่าย ๆ ไว้หลายหลัง รอบ ๆ เต็นท์มีคนจับกลุ่มกันอยู่สองสามคน ทุกคนต่างมีสีหน้าเคร่งเครียด สายตาของพวกเขามองมาที่พวกเราที่เพิ่งมาถึงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะละสายตากลับไป

“พวกเรามาเช้าไปเหรอ? ถึงคนจะไม่น้อย แต่ขุมกำลังของทั้งวงการผู้ใช้อาคม ไม่น่าจะมีคนแค่นี้สิ?” หลิวเฉิงชะเง้อมองดูอยู่สองสามแวบ ก่อนจะถามด้วยความสงสัย

ผมขมวดคิ้วเล็กน้อย ในใจก็รู้สึกสงสัยอยู่บ้างเหมือนกัน

อู๋ดูเหมือนจะไม่ชินกับการต้องมาอยู่รวมกับผู้ใช้อาคมเยอะขนาดนี้ เขาจึงบอกว่าจะขอตัวไปหาที่พักแถว ๆ นี้ก่อน รอตอนที่พวกเราจะออกเดินทาง เขาถึงจะปรากฏตัวอีกครั้ง

“ตกลง” ผมไม่มีความเห็นอะไร

รอจนเขาไปแล้ว พวกเราก็หาปู่จนพบในเต็นท์หลังหนึ่ง

ภายในเต็นท์นอกจากปู่กับสวีจือต้งแล้ว ยังมีผู้อาวุโสอยู่อีกไม่น้อย ดูจากกลิ่นอายก็สามารถบอกได้เลยว่าล้วนเป็นยอดฝีมือระดับสูงในวงการผู้ใช้อาคมทั้งนั้น

“คุณปู่” ผมร้องเรียก

ปู่กับพวกสวีจือต้งหยุดคุยกัน แล้วหันมามองผม

“มาถึงก็ดีแล้ว จัดการธุระเสร็จหมดแล้วใช่ไหม?” ปู่เอ่ยปากถาม

ผมพยักหน้ารับ จากนั้นก็ถามถึงข้อสงสัยของตัวเองกับหลิวเฉิงเมื่อครู่นี้ออกไป

จากนั้นปู่ก็อธิบายว่า เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝัน ครั้งนี้วงการผู้ใช้อาคมจึงแบ่งออกเป็นสามกลุ่ม เตรียมจะมุ่งหน้าไปยังหุบเขามรณะบนภูเขาคุนหลุนจากสามทิศทางที่แตกต่างกัน การทำแบบนี้จะยิ่งเป็นผลดีต่อการเบี่ยงเบนความสนใจของพวกแมงป่องดำด้วย

ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง มิน่าล่ะจำนวนคนในฐานที่มั่นถึงได้คลาดเคลื่อนจากที่ผมคิดไว้ไม่น้อยเลย

จากนั้น ปู่ก็พูดต่อ “อีกสองกลุ่มรับผิดชอบโดยหน่วยงาน รวมถึงตระกูลหยวนและสำนักเหมาซาน”

มิน่าล่ะผมถึงไม่เห็นพวกจางเทียนหลิงกับฮุ่ยเจวี๋ยเลย ที่แท้ก็ไปอยู่อีกสองกลุ่มนี่เอง

“พี่หลี่ บังเอิญจริง ๆ ครั้งนี้พวกเราอยู่กลุ่มเดียวกันนะ” เวลานี้ มีคนคนหนึ่งเดินมาทางพวกเรา เขาคือจางฮ่าวเหวินแห่งสำนักเทียนซือที่เคยเจอกันที่ตระกูลหยวนก่อนหน้านี้นั่นเอง

“พี่จาง สวัสดีครับ” ผมพยักหน้าทันที ประสานมือแล้วยิ้มตอบ

พวกจ้าวอี้เฟยทั้งสองคนไม่รู้จักเขา ผมจึงแนะนำให้รู้จักแบบสั้น ๆ

พวกปู่ที่เป็นยอดฝีมือระดับสูงในวงการผู้ใช้อาคมเริ่มปรึกษาหารือเรื่องงานกันต่อ พวกเรากับจางฮ่าวเหวินหลายคนจึงเดินออกจากเต็นท์ไปหาที่พักพูดคุยกันด้านนอก

ในขณะที่พวกเรากำลังคุยกันอยู่ จู่ ๆ ท่ามกลางฝูงชนก็มีเสียงร้องอุทานดังขึ้น มีคนชี้ไปที่ยอดเขาคุนหลุนแล้วตะโกนว่า “รีบดูเร็ว มีสถานการณ์ผิดปกติ!”

พอพวกเรามองไปที่ยอดเขา ก็เห็นเพียงเมฆดำทะมึนก่อตัวรวมกันอยู่บนยอดเขา ถ้าจะพูดให้ถูก นั่นน่าจะเป็นไอหยินเสียมากกว่า

พวกปู่เองก็ได้ยินความเคลื่อนไหวด้านนอก จึงรีบเดินออกมาจากเต็นท์

“เกิดอะไรขึ้น พวกแมงป่องดำเคลื่อนไหวแล้วเหรอ?” ผู้อาวุโสท่านหนึ่งขมวดคิ้วถาม

ปู่ขมวดคิ้ว จ้องมองเมฆดำบนยอดเขาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

“รีบติดต่อไปหาคนของกองทัพแนวหน้าที่ออกเดินทางไปก่อนหน้านี้เพื่อถามสถานการณ์ดูสิ” สวีจือต้งพูดกับผู้อาวุโสโพกหัวที่อยู่ด้านข้าง

ผู้อาวุโสท่านนั้นพยักหน้ารับ ภายในปากส่งเสียงประหลาดออกมาเป็นระลอก

“กองทัพแนวหน้าอะไรเหรอ?” หลิวเฉิงไม่ค่อยเข้าใจ จึงถามด้วยความสงสัย

จางฮ่าวเหวินที่อยู่ข้าง ๆ อธิบายให้พวกเราฟังว่า ก่อนที่พวกเราจะมาถึง วงการผู้ใช้อาคมได้คัดเลือกหัวกะทิกลุ่มหนึ่ง ให้พวกเขาขึ้นเขาไปล่วงหน้าเพื่อสำรวจเส้นทาง และคอยสังเกตความเคลื่อนไหวของคนจากแมงป่องดำในภูเขา

ไม่นาน พวกเราก็เห็นนกอินทรีตัวผู้ตัวหนึ่งบินโฉบลงมาจากภูเขาคุนหลุนด้วยความเร็วสูง พอผู้อาวุโสโพกหัวท่านนั้นยกมือขึ้น นกอินทรีก็บินมาเกาะบนท่อนแขนของเขาอย่างมั่นคง

“สถานการณ์เป็นยังไงบ้าง?” พวกสวีจือต้งรีบถาม

หลังจากผู้อาวุโสโพกหัวเงี่ยหูฟังนกอินทรี สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน

“แย่แล้ว ตามจดหมายตอบกลับของแนวหน้า ดูเหมือนพวกคนของแมงป่องดำจะเลื่อนพิธีคืนชีพเทพมารให้เร็วขึ้นแล้ว!”

“อะไรนะ!”

พอได้ยินแบบนั้น ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างก็สีหน้าเปลี่ยนไปอย่างควบคุมไม่ได้

จบบทที่ บทที่ 462 ก่อนกำหนด

คัดลอกลิงก์แล้ว