- หน้าแรก
- เริ่มต้นเป็นมหาเศรษฐีระดับเทพ ด้วยการฮุบเงินระบบสายเปย์พันล้านล้าน
- บทที่ 18 จางเหยียนนึกเสียใจภายหลัง
บทที่ 18 จางเหยียนนึกเสียใจภายหลัง
บทที่ 18 จางเหยียนนึกเสียใจภายหลัง
จางเหยียนทั้งโกรธทั้งน้อยใจ เธอปาดน้ำตาพลางพูดว่า
"จ้าวเจวิ้น ไอ้เลว เราเลิกกันเถอะ"
"เลิกก็เลิกสิ ยังไงฉันก็เล่นจนเบื่อแล้วเหมือนกัน เด็กมหา'ลัยก็แค่เอาไว้ลองของแปลกใหม่ เอาเข้าจริงยังสู้พวกเด็กนั่งดริ๊งก์ไม่ได้เลยด้วยซ้ำ แล้วนี่เธอจะมานั่งเสนอหน้าอยู่ในรถฉันทำไมวะ ไสหัวลงไปเลยนะ หรือว่าเลิกกันแล้วยังหวังให้ฉันขับไปส่งที่มหา'ลัยอีก?"
จ้าวเจวิ้นพูดด้วยสีหน้าดูแคลน
จางเหยียนได้ยินประโยคแรกก็แทบจะกระอักเลือดตายด้วยความโกรธ พอได้ยินประโยคหลังก็ยิ่งไม่อยากจะเชื่อ
"นี่มันถนนใหญ่นะ แถวนี้เรียกแท็กซี่ยากจะตาย แถมฝนก็ทำท่าจะตกแล้วด้วย พี่จะให้ฉันลงตรงนี้เนี่ยนะ?"
"แล้วจะให้ทำไงล่ะ เลิกกันแล้วยังหวังให้ฉันทำดีด้วยอีกเหรอ? ไสหัวไปได้แล้ว อ้อ เอาสร้อยคอกับสร้อยข้อมือที่ฉันให้คืนมาด้วย"
พูดจบ จ้าวเจวิ้นก็เอื้อมมือไปกระชากสร้อยคอและสร้อยข้อมือทันที
จางเหยียนโมโหจัด รีบยกมือขึ้นมาป้องสร้อยคอกับสร้อยข้อมือไว้
"พี่ทำแบบนี้ได้ยังไง ของขวัญที่ให้คนอื่นไปแล้วยังมีหน้ามาทวงคืนอีกเหรอ เมื่อก่อนตอนที่หลินชวนไม่มีเงิน ของขวัญที่เขาให้ฉันมา เขาก็ไม่เคยทวงคืนเลยสักครั้ง"
"นั่นมันโง่ไง แต่ไม่ใช่ฉัน เธอคิดว่าทุกคนบนโลกนี้จะต้องคอยตามใจเธอเหมือนมันหรือไง?"
จ้าวเจวิ้นใช้กำลังแกะมือของจางเหยียนออกอย่างป่าเถื่อน แล้วกระชากสร้อยคอกับสร้อยข้อมือออกมาจนได้
เขาออกแรงเยอะมาก จนจางเหยียนเจ็บจนร้องเสียงหลง ในระหว่างที่ยื้อยุดฉุดกระชากกัน ผมยาวสลวยของเธอก็ยุ่งเหยิงกระเซอะกระเซิงไปหมด
"จ้าวเจวิ้น ไอ้เลว ไอ้สารเลว"
จางเหยียนไม่รู้ว่าร้องไห้เพราะเจ็บหรือเพราะน้อยใจ เธอกลั้นสะอื้นไม่อยู่ ปล่อยโฮออกมาอย่างหนัก
ทว่าจ้าวเจวิ้นกลับไม่มีความทะนุถนอมเลยแม้แต่น้อย เขาเปิดประตูรถแล้วผลักจางเหยียนลงไป
"ไสหัวไปซะ นังแพศยา"
พูดจบ เขาก็เหยียบคันเร่งขับรถจากไปอย่างรวดเร็ว
จางเหยียนยืนผมเผ้ายุ่งเหยิงอยู่ริมถนน จู่ๆ เธอก็รู้สึกอ้างว้างและไร้ที่พึ่งพิงอย่างบอกไม่ถูก
ตั้งแต่เล็กจนโต พ่อแม่ก็ดูแลเธออย่างดี ทะนุถนอมราวกับไข่ในหิน
ตลอดสามปีในชีวิตมหา'ลัย หลินชวนยิ่งเทิดทูนและคอยตามใจเธอสารพัด เธอเคยต้องมาทนรับความน้อยเนื้อต่ำใจแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน เธอทรุดตัวลงนั่งยองๆ ซุกหน้าลงกับท่อนขา แล้วร้องไห้โฮออกมา
ทว่าสวรรค์กลับไม่เป็นใจ ปล่อยให้เธอร้องไห้ได้ไม่นาน ฝนก็ตกลงมาห่าใหญ่ราวกับฟ้ารั่ว
จางเหยียนหยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมาเรียกแท็กซี่ผ่านแอป แต่หน้าจอกลับแสดงผลว่าละแวกนี้มีรถน้อย ต้องรอคิว
ในที่สุดจางเหยียนก็ทนไม่ไหว เธอเปิดวีแชตของหลินชวนขึ้นมา แล้วกดโทรด้วยเสียง
ในเวลานี้ ความดีของหลินชวนในอดีต ก็ถาโถมเข้ามาในหัวใจราวกับคลื่นยักษ์
เธอคิดเอาไว้ว่า รอให้หลินชวนขับรถเมอร์เซเดสเบนซ์ จีคลาส คันใหม่เอี่ยมมารับ เธอจะต้องโผเข้ากอดเขาแล้วร้องไห้ให้หนำใจ
จากนั้นก็จะคืนดีกับเขา และไม่ไปสนใจไอ้เลวจ้าวเจวิ้นนั่นอีก
ทว่าระบบกลับแจ้งเตือนว่า 'คุณกับอีกฝ่ายไม่ได้เป็นเพื่อนกัน' จางเหยียนถึงกับยืนอึ้งอยู่กับที่ หลินชวนลบเพื่อนเธอทิ้งไปแล้วงั้นเหรอ?
จางเหยียนเริ่มลุกลี้ลุกลน หรือว่าที่เขาบอกว่าต่อไปนี้แม้แต่เพื่อนก็จะไม่เป็นให้ มันไม่ใช่แค่คำพูดประชดประชัน แต่เขาตั้งใจจะไม่สนใจเธออีกแล้วจริงๆ?
เมื่อนึกถึงความดีที่หลินชวนเคยมีให้ เธอรับเรื่องนี้ไม่ได้จริงๆ น้ำตาที่เอ่อล้นอยู่ตรงเบ้าตาไม่อาจกลั้นไว้ได้อีกต่อไป มันไหลทะลักออกมาทำนบแตก
ในเมื่อติดต่อหลินชวนไม่ได้ เธอจึงทำได้แค่วิ่งไปหลบฝนใต้ต้นไม้ข้างทางเพื่อรอรถ ฝนตกลงมาหนักขึ้นเรื่อยๆ ไม่นานเธอก็เปียกปอนไปทั้งตัวราวกับลูกนกตกน้ำ
ผ่านไปสี่ห้านาที ในที่สุดรถที่เรียกผ่านแอปก็มาถึง พอเห็นเธอขึ้นรถมาในสภาพเปียกโชก คนขับก็ขมวดคิ้วแล้วยื่นผ้าห่มผืนหนึ่งให้เธอ
เขาไม่ได้ต่อว่าเรื่องที่เธอทำเบาะเปียก แต่กลับพูดด้วยอีคิวที่สูงปรี๊ดว่า
"แม่หนู เช็ดตัวซะหน่อยเถอะ เดี๋ยวจะพาลเป็นหวัดเอา ร้องไห้ทำไมล่ะ ทะเลาะกับแฟนเหรอ? แฟนหนูนี่ก็เกินไปจริงๆ ถึงจะเลิกกันก็ไม่ควรทิ้งผู้หญิงไว้กลางสายฝนแบบนี้นะ"
พอคนขับพูดแบบนี้ จางเหยียนก็ยิ่งร้องไห้ด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจหนักกว่าเดิม คนขับขี้เกียจจะพูดปลอบใจให้เปลืองน้ำลาย จึงหันไปตั้งใจขับรถต่อ
เมื่อมาถึงมหาวิทยาลัยเจียงไห่ จางเหยียนก็ต้องวิ่งตากฝนกลับหอพักอีกรอบ
ในตอนนั้นเอง เธอก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงหลายต่อหลายครั้งที่เธอลืมพกร่ม หลินชวนก็จะคอยเอาร่มมาให้เสมอ ไม่ว่าเขาจะอยู่ที่ไหนก็ตาม
จางเหยียน: ค่าความประทับใจ +3
จางเหยียนวิ่งกลับมาถึงหอพัก หลิ่วถิงและรูมเมทคนอื่นๆ เห็นสภาพของเธอแล้วก็ตกใจกันใหญ่ หลิ่วถิงรีบวิ่งเข้าไปถามด้วยความห่วงใย
"เหยียนเหยียน เธอเป็นอะไรเนี่ย ไม่ใช่ว่าไปเดตกับจ้าวเจวิ้นมาหรอกเหรอ?"
จางเหยียนปล่อยโฮออกมาดังลั่น
"จ้าวเจวิ้นมันไม่ใช่คน มันทิ้งฉันไว้กลางสายฝน"
"เขาทำแบบนี้ได้ยังไง เลวทรามเกินไปแล้วนะ"
หลิ่วถิงเอาผ้าเช็ดตัวมาคลุมร่างจางเหยียนไว้ พลางพูดด้วยความโกรธแค้น
รูมเมทอีกสองคนได้แต่มองหน้ากันเลิ่กลั่ก ไม่รู้จะพูดอะไรดี พูดตามตรง พวกเธอก็แอบรังเกียจพฤติกรรมของจางเหยียนอยู่เหมือนกัน
หลินชวนดีกับเธอแค่ไหน พวกเธอก็เห็นกันอยู่เต็มอก ถ้าไม่ได้คิดอะไรกับหลินชวน ก็ควรจะบอกให้ชัดเจนตั้งแต่แรก ไม่ใช่เอาแต่กั๊กเขาไว้แบบนี้ แล้วดูสิ่งที่เธอทำสิ กั๊กเขาไว้ตั้งสามปีเต็มๆ
ถ้าจะบอกว่าเป็นคนตกหลุมรักยากก็ว่าไปอย่าง แต่นี่พอออกไปงานปาร์ตี้ เพิ่งรู้จักทายาทเศรษฐีได้ไม่กี่วันก็ไปเปิดห้องด้วยซ้ำ
แต่พอเห็นสภาพของเธอในตอนนี้ ก็อดรู้สึกสงสารไม่ได้ หวงเซียงผิงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดขึ้น
"ก็เมื่อวานฉันบอกแล้วไง ว่าแฟนฉันสังเกตเห็นว่าจ้าวเจวิ้นไม่ได้ดูรวยอย่างที่สร้างภาพไว้ พอไปสืบดูดีๆ ก็รู้ว่าเขาแทบจะเรียกได้ว่าเป็นทายาทเศรษฐีแบบถูๆไถๆ เท่านั้นเอง"
"บ้านเขาเป็นแค่บริษัทรับเหมาก่อสร้างเล็กๆ เมื่อก่อนก็เคยได้กำไรเป็นกอบเป็นกำอยู่หรอก สำหรับคนธรรมดาก็ถือว่าเป็นเศรษฐีจริงๆ นั่นแหละ แต่ถ้าเทียบกับพวกตระกูลเศรษฐีไฮโซล่ะก็ ยังห่างชั้นกันอีกเป็นโยชน์ แถมช่วงหลายปีมานี้ วงการอสังหาริมทรัพย์เป็นยังไง ใครๆ ก็รู้กันดี บริษัทบ้านเขาความจริงก็ร่อแร่มาตั้งนานแล้ว"
"ยิ่งไปกว่านั้น เขาก็เป็นแค่ลูกเมียน้อยคนที่สาม ความจริงไม่ได้มีสิทธิ์สืบทอดมรดกอะไรมากมายหรอก ค่าใช้จ่ายรายเดือนก็โดนควบคุมอย่างเข้มงวด นาฬิกาหรือเสื้อผ้าที่เขาใส่ เผลอๆ อาจจะเป็นของก๊อปก็ได้ เพราะงบมีจำกัด"
"แต่ยังไงซะ เขาก็มีป้ายทายาทเศรษฐีแปะหน้าอยู่ คนทั่วไปก็คงคิดว่าเป็นของแท้นั่นแหละ"
"ส่วนรถที่เขาขับน่ะ ความจริงแล้วเป็นรถของบริษัทกงสีทั้งนั้น บริษัทซื้อรถก็เพื่อเอาไปหักภาษีไง อย่างปีไหนที่กำไรเยอะๆ ต้องเสียภาษีบานตะไท พอซื้อรถหรูมา ก็เอาไปตีเป็นสินทรัพย์ถาวรได้เลย แล้วถ้าเมื่อไหร่ที่สภาพคล่องของบริษัทมีปัญหา ก็สามารถสั่งให้เขาเอารถไปขายทอดตลาดได้ทุกเมื่อ เพราะงั้นเขาแทบจะไม่มีสิทธิ์ขาดในรถของตัวเองเลยด้วยซ้ำ"
"แถมเขายังชอบไปขลุกอยู่ตามผับตามบาร์ อาศัยชื่อเสียงทายาทเศรษฐีหลอกล่อพวกสาวนั่งดริ๊งก์ที่อยากจะตกถังข้าวสารให้มาประเคนตัวให้ถึงที่ ในสายตาเขา ผู้หญิงก็คงเป็นแค่ของเล่นแก้ขัดนั่นแหละ"
จางเหยียนฟังแล้วถึงกับอึ้งไป จู่ๆ จิ๊กซอว์หลายๆ ชิ้นก็ปะติดปะต่อเข้าด้วยกันจนกระจ่างแจ้ง
มิน่าล่ะ ช่วงนี้จ้าวเจวิ้นถึงได้ดูหงุดหงิดและขี้เหนียวขึ้นทุกวัน คงเป็นเพราะถ้าขืนเปย์ต่อไปเขาต้องความแตกแน่ๆ ฐานะทางการเงินของเขา ไม่มากพอที่จะซื้อของขวัญให้เธอได้ตลอดหรอก
และก็ไม่แปลกเลย ที่วันนี้พอเขาเห็นรถเมอร์เซเดสเบนซ์ จีคลาส กับนาฬิกาปาเต็ก ฟิลิปป์ ของหลินชวนแล้ว เขาจะยิ่งหมดความอดทน ท้ายที่สุดแล้ว กำลังทรัพย์ระดับนี้ มันบดขยี้เขาจนจมดินไปแล้ว
หลิ่วถิงโมโหเป็นฟืนเป็นไฟขึ้นมาทันที
"แล้วทำไมเธอไม่บอกให้เร็วกว่านี้ ปล่อยให้เหยียนเหยียนกระโดดลงกองไฟไปได้ยังไง?"
หวงเซียงผิงโกรธจนเลือดขึ้นหน้า
"เดี๋ยวสิ ตั้งแต่แรกฉันก็เตือนแล้วไงว่าอย่าเพิ่งใจร้อน เมื่อวานก็ยังอุตส่าห์เตือนเธอว่าอย่าเพิ่งถลำลึกจนกว่าจะรู้ธาตุแท้ของจ้าวเจวิ้นดีพอ เป็นเธอเองไม่ใช่เหรอที่รับของขวัญเขามาแล้วก็เอาแต่พูดจาเข้าข้างเขาไม่หยุด พอตอนนี้ดันมาโทษฉันเนี่ยนะ?"
หลิ่วถิงเถียงคอเป็นเอ็น
"ยังไงซะก็เป็นความผิดของเธอนั่นแหละ โทษฐานที่แฟนเธอเป็นคนแนะนำจ้าวเจวิ้นให้เหยียนเหยียนรู้จักไง"
หวงเซียงผิงทนไม่ไหวอีกต่อไป
"นี่เธอช่วยเบิกตาดูความจริงหน่อยได้ไหม จ้าวเจวิ้นน่ะแฟนฉันเป็นคนแนะนำให้รู้จักงั้นเหรอ? งานปาร์ตี้วันนั้นพวกเธอตื๊ออยากจะไปเองต่างหาก ฉันถึงได้พาพวกเธอไป แฟนฉันก็ยังย้ำนักย้ำหนาแล้วด้วยซ้ำ ว่านักศึกษาอย่างพวกเรายังอ่อนต่อโลก เวลาเจอพวกคนในสังคมก็ต้องรู้จักระวังตัวให้มาก"
ซุนเซี่ยเหอก็ช่วยพูดสมทบ
"แฟนของเซียงผิงไม่ได้เป็นคนแนะนำจ้าวเจวิ้นให้รู้จักเลยนะ พวกเธอเป็นฝ่ายเข้าไปทำความรู้จักเขาเองต่างหาก"
จางเหยียนนั่งฟังพวกเธอทะเลาะกัน พลางนึกถึงความโง่เขลาของตัวเองที่ทิ้งหลินชวนไปหาจ้าวเจวิ้น และตอนนี้หลินชวนก็ลบเพื่อนเธอทิ้งไปแล้วด้วย เธอจึงปล่อยโฮออกมาด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจอีกครั้ง