- หน้าแรก
- เนตรซ้ายทะลุฟ้า ชะตาพลิกสวรรค์
- บทที่ 29 : ช่องทางทำเงินอีกทางหนึ่ง
บทที่ 29 : ช่องทางทำเงินอีกทางหนึ่ง
บทที่ 29 : ช่องทางทำเงินอีกทางหนึ่ง
"โจวหยาง ชิ้นไหนคือของล้ำค่าเหรอคะ?"
พอขึ้นรถปุ๊บ จีหลานเยียนก็เริ่มยิงคำถามทันที
โจวหยางคาดเข็มขัดนิรภัยให้เรียบร้อยก่อน จากนั้นก็หยิบของที่เพิ่งซื้อมาเมื่อครู่ออกมา
ในขณะที่จีหลานเยียนคิดว่าของดีของเด็ดคือขวดใส่นัตถุ์ใบนั้น โจวหยางกลับหยิบเหรียญทองแดงขึ้นมาเหรียญหนึ่ง
"แค่เหรียญทองแดงเนี่ยนะ? มันจะไปมีมูลค่าสักเท่าไหร่กันเชียว?"
ในความทรงจำของจีหลานเยียน เหรียญทองแดงแบบนี้มักจะไม่ได้มีราคาค่างวดอะไรมากมาย ถูกๆ ก็แค่หลักสิบ แพงหน่อยก็หลักร้อยหลักพันก็มี
ดังนั้นราคาในใจของเธอจึงคิดว่าน่าจะอยู่ราวๆ ไม่กี่พันหยวน ไม่อย่างนั้นโจวหยางคงไม่ยอมควักเงินแปดร้อยหยวนเพื่อซื้อของชิ้นนี้มาหรอก
"นี่ไม่ใช่เหรียญทองแดงธรรมดานะครับ เหรียญทองแดงเหรียญนี้มีชื่อเต็มว่า อีแปะเจิ้นคู่ไคหยวนทงเป่า ส่วนจะล้ำค่าขนาดไหน ก็คงต้องแล้วแต่มุมมองของแต่ละคนแล้วล่ะครับ"
"ผมจะอธิบายให้ฟังง่ายๆ แบบนี้นะครับ ถ้าอิงตามมาตรฐานเงินเดือนสองหมื่นหยวนของคุณ เหรียญทองแดงเหรียญนี้เหรียญเดียว ก็มากพอจะจ่ายเงินเดือนคุณไปได้ครึ่งปีเลยล่ะครับ"
จีหลานเยียนจ้องมองโจวหยางนิ่งๆ พูดกันตามตรง เธอแทบไม่อยากจะเชื่อเลย
สองคนแค่ไปเดินเล่นเตร็ดเตร่ด้วยกันแป๊บเดียว ใช้เวลาต่อปากต่อคำหน้าแผงลอยแค่สิบยี่สิบนาที ก็หาของหลุดจำนำฟันกำไรมาได้เป็นแสนๆ หยวนเลยเหรอ?
พอโจวหยางเห็นสีหน้าของผู้หญิงคนนี้ ก็รู้ได้ทันทีว่าเธอกำลังกังขาอยู่ เขาจึงเริ่มอธิบายความหมายของอีแปะเจิ้นคู่ให้เธอฟัง
"อีแปะเจิ้นคู่นี้ ไม่ใช่เหรียญทองแดงทั่วไปหรอกนะครับ มันเป็นสกุลเงินชนิดพิเศษในวัฒนธรรมการหล่อเงินตราของยุคโบราณ"
"โดยปกติแล้ว ก่อนที่จะมีการเปิดเตาหลอมเพื่อผลิตเงินตราสำหรับใช้หมุนเวียนอย่างเป็นทางการ จะมีการหล่อเหรียญชนิดพิเศษนี้ขึ้นมาเพื่อใช้เป็นเครื่องบรรณาการ เป็นที่ระลึก หรือเพื่อขับไล่สิ่งชั่วร้ายครับ"
"คุณลองดูดีๆ สิครับ เหรียญเงินเหรียญนี้ดูแตกต่างจากเหรียญทองแดงทั่วไปใช่ไหมครับ"
"แถมราคาหลักแสนนี่ยังถือว่าถูกๆ แล้วนะครับ บางเหรียญราคาพุ่งไปถึงหลักล้านเลยก็มี หลักๆ ก็ขึ้นอยู่กับความเก่าแก่และความหายากของมันน่ะครับ"
พอได้ฟังคำอธิบายของโจวหยาง จีหลานเยียนก็รีบรับเหรียญทองแดงมาพิจารณาดู และก็เป็นอย่างที่เขาบอกจริงๆ มันมีความแตกต่างอยู่เล็กน้อย
เหรียญทองแดงเหรียญนี้ดูสวยงามประณีตกว่าเหรียญทองแดงทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด
"หลานเยียน ขอเลขบัญชีหน่อยสิครับ เดี๋ยวผมแบ่งให้คุณครึ่งนึง!"
พอได้ยินคำพูดของโจวหยาง จีหลานเยียนก็ไม่ได้มีท่าทีดีอกดีใจอะไรนัก กลับกัน ใบหน้าของเธอยิ่งดูเรียบเฉยลงไปอีก
จนโจวหยางแอบคิดไปแวบหนึ่งว่าตัวเองพูดอะไรผิดไปหรือเปล่า
"โจวหยาง ขอบคุณสำหรับความหวังดีนะคะ แต่ของที่ไม่ใช่ของฉัน ฉันไม่รับหรอกค่ะ"
"แล้วก็เรื่องเงินที่คุณให้ฉันยืม รวมถึงค่ารักษาพยาบาลก่อนหน้านี้ด้วย ถ้าฉันสะดวกเมื่อไหร่ ฉันจะคืนให้คุณทั้งหมดแน่นอนค่ะ!"
โจวหยางเข้าใจแล้ว ผู้หญิงคนนี้มีความหยิ่งทระนงในแบบของตัวเอง
เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิด เขาจึงเริ่มอธิบาย
"คุณอย่าเพิ่งเข้าใจผิดสิครับ ผมรู้ว่าคุณมีเงิน ครอบครัวคุณยิ่งมีเงินมหาศาล แต่ความจริงในตอนนี้ก็คือ คุณกำลังช็อตเงิน!"
"ขนาดฮ่องเต้ยังเคยมีช่วงเวลาตกอับเลย นับประสาอะไรกับคนธรรมดาอย่างพวกเราล่ะครับ เพราะงั้นผมไม่ได้มีเจตนาจะเวทนาหรือหัวเราะเยาะคุณเลยนะครับ เพราะทรัพย์สมบัติอันน้อยนิดของผมเนี่ย คุณอาจจะไม่เห็นอยู่ในสายตาเลยด้วยซ้ำ"
"แต่ในสถานการณ์ตอนนี้ ผมสามารถช่วยเหลือคุณได้จริงๆ พวกเราเป็นเพื่อนกันไม่ใช่เหรอครับ? การที่เพื่อนช่วยเหลือซึ่งกันและกัน มันก็เป็นเรื่องปกติธรรมดามาก"
"เหมือนที่คุณพูดไว้ตอนอยู่โรงพยาบาลไงครับ รอให้วันไหนคุณรวยแล้ว ก็ค่อยเอามาคืนผมเป็นร้อยเท่า แบบนั้นก็สิ้นเรื่องแล้วไม่ใช่เหรอครับ?"
"ถ้าทำแบบนี้ ผมก็ถือว่าได้ลงทุนไปแล้ว อนาคตผมจะได้อยู่บ้านพักตากอากาศหลังใหญ่โตไหม ก็คงต้องฝากความหวังไว้ที่คุณแล้วล่ะครับ!"
"พรืด!"
จีหลานเยียนหลุดหัวเราะออกมาเพราะคำพูดของโจวหยาง เธอเข้าใจความหมายของเขาดี
ที่บ้านเธอมีฐานะร่ำรวยจริงๆ นั่นแหละ ตัวเธอเองก็มีเงินเก็บอยู่เหมือนกัน เพียงแต่เพราะเหตุผลบางอย่าง ทำให้ตอนนี้เงินก้อนนั้นถูกอายัดและใช้งานไม่ได้
มันก็เหมือนกับการที่คุณมีเงินฝากอยู่ในธนาคาร แต่บัตรประชาชนหรือเอกสารสำคัญหายไป แถมตอนนี้คุณก็กำลังต้องการใช้เงินด่วน แต่มันดันถอนออกมาไม่ได้ นั่นแหละคือหลักการเดียวกัน
โจวหยางใช้วิธีนี้เพื่อยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ พูดง่ายๆ ก็คือ เขากำลังช่วยรักษาหน้าของเธออยู่นั่นเอง
จีหลานเยียนเปรียบเสมือนนกยูงที่หยิ่งยโส แต่เธอก็รับรู้ได้ถึงความหวังดีของโจวหยาง เพียงแต่ว่าวิธีการแสดงความหวังดีของแต่ละคนมันไม่เหมือนกันก็เท่านั้น
"โจวหยาง ขอบคุณนะคะ!"
"ตอนนี้ฉันไม่ได้ขัดสนเรื่องเงินแล้วล่ะ ฉันเป็นคนขับรถของคุณแล้ว คุณก็แค่จ่ายเงินเดือนให้ฉันตรงเวลาก็พอค่ะ อ้อ จริงสิ คุณบอกว่าจะไปซื้อบ้านไม่ใช่เหรอคะ? พรุ่งนี้เดี๋ยวฉันไปเป็นเพื่อนนะคะ"
"ฉันอยู่ที่ห้องเช่านั่นไม่ค่อยจะชินแล้วล่ะ ฤดูร้อนแบบนี้มันร้อนจะตายอยู่แล้ว!"
โจวหยางดีดนิ้วดังเป๊าะ ตอนนี้ในใจของเขากำลังลิงโลดสุดๆ การที่จีหลานเยียนบอกว่าอยู่ห้องเช่านั่นไม่ค่อยชิน
นั่นก็หมายความว่า เธอตกลงที่จะมาอยู่ร่วมชายคาเดียวกับเขาแล้ว ถึงแม้การอยู่ร่วมชายคาในที่นี้จะแตกต่างจากความหมายที่คนทั่วไปเข้าใจกัน แต่สำหรับโจวหยางแล้ว เรื่องพวกนั้นมันไม่สำคัญเลย
พอรถเริ่มออกตัว ใกล้จะถึงหมู่บ้าน โจวหยางก็แวะซื้อกับข้าวมานิดหน่อย ป่านนี้ฟางเจี๋ยที่ไปเล่นไพ่นกกระจอกคงยังไม่กลับมาหรอก
เพราะงั้น โจวหยางก็เลยต้องลงมือทำมื้อเย็นด้วยตัวเอง
หลังจากจอดรถไว้ข้างนอก ทั้งสองคนก็เดินตามกันเข้าบ้าน และก็เป็นอย่างที่คิดไว้ ฟางเจี๋ยยังไม่กลับมาจริงๆ
โจวหยางจึงเริ่มซาวข้าวหุงข้าว ส่วนจีหลานเยียนก็คอยช่วยเด็ดผักอยู่ข้างๆ
"โจวหยาง ดูไม่ออกเลยนะคะว่าคุณจะทำกับข้าวเป็นด้วย!"
โจวหยางยักไหล่แล้วตอบว่า:
"การทำอาหารมันเป็นเรื่องกล้วยๆ ครับ ผมเริ่มทำกับข้าวมาตั้งแต่อายุสิบสามแล้ว เพียงแต่รสชาติมันจะอร่อยหรือเปล่าก็เท่านั้นเอง"
จังหวะนั้นเอง จีหลานเยียนก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเธอยังไม่รู้เรื่องราวภูมิหลังครอบครัวของโจวหยางเลย กำลังจะเอ่ยปากถาม ก็ได้ยินเสียงฟางเจี๋ยทักทายเพื่อนบ้านดังแว่วมาจากข้างนอกเสียก่อน
ฟังจากน้ำเสียงแล้ว ท่าทางวันนี้คงจะเสียพนันมาแหงๆ น้ำเสียงตอนเล่นได้กับตอนเล่นเสียนี่มันคนละเรื่องกันเลยล่ะ
"โจวหยาง หลานเยียนก็อยู่ด้วยเหรอ!"
พอฟางเจี๋ยกลับมาถึงก็เห็นทั้งสองคนกำลังเด็ดผักเตรียมมื้อเย็นกันอยู่ เธอไม่ได้รู้สึกว่าการที่ทั้งสองคนอยู่ด้วยกันมันมีอะไรผิดปกติ อาจจะเป็นเพราะช่วงสองสามวันนี้จีหลานเยียนไม่ค่อยสบาย
ดังนั้นการมากินข้าวที่ห้องนี้บ้างก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร
"พี่ฟางเจี๋ย ได้ยินว่าพี่ไปเล่นไพ่มา วันนี้ได้หรือเสียล่ะครับ?"
พอได้ยินคำถามนี้ ฟางเจี๋ยก็เริ่มอารมณ์เสียขึ้นมาทันที
"อย่าพูดถึงมันเลย โคตรซวยเลย รุมกินโต๊ะฉันคนเดียว วันนี้ช่วงบ่ายเสียไปเป็นพันเลย ขาดทุนย่อยยับ!"
"คราวหน้าฉันไม่เล่นกับพวกมันแล้ว ช่วงสองสามวันนี้เล่นกับพวกมันไม่เคยชนะเลยสักตา ฉันรู้สึกเหมือนพวกมันสามคนฮั้วกันมาหลอกเอาเงินฉันแน่ๆ แต่ฉันไม่มีหลักฐานน่ะสิ!"
"แถมคืนนี้ยังจะมานัดฉันเล่นไพ่นกกระจอกอีก เล่นบ้าอะไรล่ะ!"
โบราณว่าไว้ คนพูดไม่คิด คนฟังจำฝังใจ!
ฟางเจี๋ยก็แค่บ่นระบายอารมณ์ไปอย่างนั้นแหละ แต่โจวหยางกลับปิ๊งไอเดียช่องทางทำเงินอีกทางหนึ่งขึ้นมาได้ นั่นก็คือการพนันนั่นเอง
แน่นอนว่าเขาคงไม่ไปเล่นพนันตามบ่อนกาสิโนหรอก เพราะเขารู้ดีว่าสถานที่พวกนั้นมันมืดมนแค่ไหน เรื่องการโกงไพ่ถือเป็นเรื่องปกติธรรมดามาก
ต่อให้คุณเล่นได้ ก็ใช่ว่าจะเอาเงินออกไปได้ง่ายๆ แต่ถ้าเล่นเสียล่ะก็ เงินก็ต้องสูญไปฟรีๆ อย่างแน่นอน
แต่ถ้าเป็นการเล่นสนุกๆ เล็กๆ น้อยๆ แบบนี้ล่ะก็ ไม่มีปัญหา อย่างน้อยๆ การช่วยฟางเจี๋ยเอาคืนเงินที่เสียไปในวันนี้ก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร
"พี่ฟางเจี๋ย คืนนี้พี่นัดพวกเขากลับมาเล่นไพ่นกกระจอกที่บ้านเราสิครับ ผมรับรองเลยว่าพี่จะได้เงินคืนแน่นอน"
"ผมไม่กล้ารับประกันว่าจะได้คืนมาเยอะแยะอะไร แต่เอาเงินที่พี่เสียไปช่วงสองสามวันนี้คืนมาได้สบายๆ แน่นอนครับ ส่วนที่เกินมาก็ถือซะว่าเป็นค่าตอบแทนที่พี่มักจะเรียกผมมากินข้าวด้วยก็แล้วกันครับ"
ฟางเจี๋ยชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็มองโจวหยางด้วยสายตาดูแคลน
"โจวหยาง ฉันเล่นไพ่นกกระจอกมาเป็นสิบปีแล้วนะ ในวงการนี้ฉันก็ถือว่ามีชื่อเสียงพอตัวเลยล่ะ แต่ฉันยังเอาชนะพวกมันสามคนไม่ได้เลย นับประสาอะไรกับนาย"
"ฉันว่าช่วงสองสามวันนี้นายคงจะพอมีเงินติดตัวนิดหน่อย ก็เลยเริ่มทำตัวกร่างแล้วล่ะสิ แต่ความหวังดีของนายฉันขอรับไว้ก็แล้วกัน แค่ได้ยินนายพูดแบบนี้ ฉันก็ชื่นใจแล้วล่ะ!"
เอาเถอะ โจวหยางถึงกับพูดไม่ออก การเล่นไพ่นกกระจอกน่ะ ใครๆ ก็เล่นเป็น โจวหยางเองก็เล่นเป็นเหมือนกัน
แต่เขาก็ยอมรับว่าไม่ได้เป็นมือโปรระดับฟางเจี๋ยจริงๆ นั่นแหละ แต่ความโปรไม่โปรมันไม่สำคัญหรอก ในเมื่อโจวหยางมีสูตรโกงติดตัว ถ้ากะอีแค่เอาชนะคนธรรมดาสามคนไม่ได้
แล้วเขาจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนล่ะ!