- หน้าแรก
- ราตรีนิรันดร์
- ฟรี บทที่ 160 การแลกเปลี่ยนที่แสนจะ 'เป็นมิตร'
ฟรี บทที่ 160 การแลกเปลี่ยนที่แสนจะ 'เป็นมิตร'
ฟรี บทที่ 160 การแลกเปลี่ยนที่แสนจะ 'เป็นมิตร'
บทที่ 160 การแลกเปลี่ยนที่แสนจะ 'เป็นมิตร'
ต่อให้ข้างนึงเนี่ยนะ? คำพูดแบบนี้หลุดออกมาปุ๊บ ไม่ใช่แค่หลี่เต้าเฉิงหรอกนะ แต่พวกศิษย์ฟางไว่คนอื่นๆ ก็ถึงกับนั่งไม่ติด ลุกพรวดขึ้นมาจากอัฒจันทร์กันหมด
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อมองลงไปบนพื้นหินสีน้ำเงินแกมทอง เห็นไอ้หนุ่มชุดเขียวเอามือไพล่หลังข้างนึง ชูมืออีกข้างขึ้นมา แถมยังฉีกยิ้มกว้างอย่างกวนอวัยวะเบื้องล่างสุดๆ
คนโดนท้าอย่างหลี่เต้าเฉิงจะทนได้ไง? เกิดมายังไม่เคยมีใครกล้าหยามน้ำหน้ามันขนาดนี้มาก่อน
"ผู้อาวุโส โปรดให้ข้าลงไปเถอะขอรับ! ข้าฝึกคัมภีร์สยบเซียน ผสานวิถีทั้งสองสายเข้าด้วยกัน ข้าไม่เคยกลัวศิษย์จากสำนักไหนทั้งนั้น!" มันร้องขออย่างหนักแน่น
ผู้อาวุโสของแดนเซียนหรี่ตาลง ในใจรู้สึกหงุดหงิดสุดๆ ปกติมีแต่คนของวิถีเซียนอย่างพวกเขานี่แหละที่เดินกร่างไปทั่ว แต่วันนี้กลับโดนไล่ต้อนซะจนมุม
"ช่างมันเถอะ วันนี้พอแค่นี้แหละ" ผู้อาวุโสส่ายหน้า ยืนกรานไม่ให้หลี่เต้าเฉิงลงสนาม
แกรู้สึกว่าต่อให้หลี่เต้าเฉิงลงไป ก็ใช่ว่าจะชนะเสมอไป ถ้าเกิดแพ้ขึ้นมาอีก คราวนี้คือตายหมู่แบบหมดรูป หน้ากากที่อุตส่าห์ปั้นมาอย่างดีคงโดนกระชากขาดวิ่นไม่มีเหลือ
ตอนนี้อยู่ในถิ่นของสำนักปราณหกวิถี แกก็เลยไม่กล้าแผ่พลังจิตออกไปตรวจสอบไอ้หนุ่มชุดเขียวซี้ซั้ว เพราะไอ้ตาแก่ที่หัวเกือบจะล้านนั่นกำลังจ้องแกเขม็งอยู่
แต่สัญชาตญาณอันเฉียบแหลมของแกบอกว่า ไอ้เด็กนี่มัน 'ตัวอันตราย' ชัดๆ น่าจะเป็นไพ่ตายที่สำนักปราณหกวิถีซ่อนไว้ แล้วจงใจปล่อยออกมาเพื่อกวาดล้างผู้ท้าประลองโดยเฉพาะ
"ข้าเอามือไพล่หลังทั้งสองข้างเลยก็ได้นะ!" ฉินหมิงพูดขึ้นมาอีกครั้ง สะบัดแขนเสื้อกว้าง แล้วเอามือทั้งสองข้างไพล่หลังไว้จริงๆ
หลายคนถึงกับหน้าเปลี่ยนสี นี่หมายความว่าจะใช้แค่เท้าสู้รึไงวะ?
ศิษย์ของสำนักปราณหกวิถีพากันฮือฮา รู้สึกว่าศิษย์พี่คนนี้แม่งโคตรห้าว ไม่ได้เห็น 'เมล็ดพันธุ์' ที่ดุดันแบบนี้มานานหลายปีแล้ว
บอกตรงๆ เลยว่า พวกเขารู้สึกสะใจและโล่งอกสุดๆ!
ที่ผ่านมา พวกคนจากโลกฟางไว่มักจะทำตัวเหนือกว่าและเย่อหยิ่งใส่พวกเขามาตลอด แต่วันนี้ สถานการณ์มันกลับตาลปัตรไปหมดแล้ว พวกเขากลายเป็นฝ่ายที่ได้เปรียบและเหนือกว่าบ้างแล้วสิ
ภายในลานประลอง มีเมฆหมอกและแสงสีรุ้งลอยวนอยู่ทั่วไปหมด ซึ่งทั้งหมดนั้นก็เกิดจากน้ำพุเพลิงที่ระเหยกลายเป็นไอ ทำให้บรรยากาศดูสวยงามตระการตา ส่งผลให้ไอ้หนุ่มชุดเขียวที่ยืนอยู่ตรงนั้นดูราวกับเทพเซียนที่ประทับอยู่บนสวรรค์ชั้นฟ้า
ฉินหมิงยืนเอามือไพล่หลัง เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย
"หมอนั่นอวดดีเกินไปแล้ว!" เด็กสาวชุดขาว ลั่วเหยา เอ่ยขึ้น นางถึงกับกัดฟันกรอดด้วยความโมโห แต่ก็ทำอะไรไม่ได้
ส่วนหลี่เต้าเฉิงที่ได้ยินคำพูดแบบนั้น ย่อมต้องควันออกหูยิ่งกว่าเก่า
อันที่จริง ศิษย์ของแดนเซียนทุกคนต่างก็หมดความอดทนแล้ว มีศิษย์หัวกะทิระดับสูงบางคนถึงกับขออาสาลงไปสู้ โดยบอกว่าจะใช้วิชาของพวกฟางไว่จัดการมันเอง
หลายปีที่ผ่านมา พวกเขามีความรู้สึกเหนือกว่าอยู่ลึกๆในใจเสมอ มองพวกที่เดินบนเส้นทางสายผลัดกายด้วยหางตา คิดมาตลอดว่าเส้นทางนั้นมีไว้สำหรับพวกขี้แพ้ที่สอบตกวิถีเซียน
แต่ผลคือ วันนี้พวกเขากลับโดนหยามหน้าซะเอง!
อย่างไรก็ตาม ผู้อาวุโสมู่หวยจิ่นกลับยิ่งมั่นใจว่าไอ้หนุ่มชุดเขียวกลางลานประลองนั่นต้องมีของดีซ่อนอยู่แน่ๆ และเป้าหมายของมันในตอนนี้ก็คือการคว่ำศิษย์ฟางไว่ให้หมดทุกคน
มู่หวยจิ่นกวาดสายตามองพวกศิษย์ แล้วเอ่ย "ในฐานะศิษย์แห่งวิถีเซียน ทำตัววู่วามแบบนี้ใช้ได้ที่ไหน นี่มันเรื่องอะไรกัน? ก็แค่การประลองแลกเปลี่ยนเล็กๆน้อยๆเท่านั้น ไม่เห็นต้องไปใส่ใจเลย!"
จากนั้น เขาก็พูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "มันไม่มีวาสนาได้เดินบนวิถีแห่งเซียน ทำได้แค่อาศัยการกลายพันธุ์ของร่างกายเพื่อยกระดับตัวเอง การที่ช่วงแรกๆ มันจะพัฒนาได้เร็วและดุดันกว่าก็เป็นเรื่องปกติ แต่พอเริ่มเข้าสู่ระดับแผ่ซ่าน ความเร็วของคนพวกนี้ก็จะช้าลง แล้วพวกเจ้าก็จะทิ้งห่างมันไปอย่างรวดเร็ว และพอไปถึงระดับที่สาม มันก็ทำได้แค่มองแผ่นหลังของพวกเจ้าแล้ว"
พอได้ฟังผู้อาวุโสพูดแบบนี้ พวกศิษย์ฟางไว่ก็รู้สึกดีขึ้นเยอะ ความหงุดหงิดพลุ่งพล่านในใจค่อยๆสงบลง และกลับมาเยือกเย็นอีกครั้ง
มู่หวยจิ่นเอ่ยต่อ "ดีไม่ดี พอไปถึงช่วงท้ายๆ มันอาจจะต้องไปแข่งกับลูกศิษย์หรือศิษย์หลานของพวกเจ้าด้วยซ้ำ เพราะความเร็วในการเลื่อนระดับของมันจะยิ่งช้าลงเรื่อยๆ อืม... พอถึงระดับต่อไป พวกเจ้าก็มีสิทธิ์เลือกคนแบบนี้มาเป็นผู้คุ้มกันได้แล้ว เพราะงั้น การที่พวกเจ้าจะลงไปสู้อย่างเอาเป็นเอาตายกับมันในตอนนี้ ต่อให้จะสู้กันได้อย่างสูสีก็เถอะ แต่พอเวลาผ่านไปหลายปี พวกเจ้าก็จะรู้เองแหละ ว่ามันไม่คุ้มค่าเอาซะเลย"
แน่นอนว่า คำพูดพวกนี้เขาใช้การส่งเสียงทางจิตเท่านั้น ขืนพูดออกเสียงไป มีหวังพวกตาแก่ของสำนักปราณหกวิถีได้เดินมา "สั่งสอน" เขาถึงที่แน่
ทันใดนั้น พวกศิษย์ฟางไว่ก็พากันปลงตก คิดซะว่าการใช้วิชาสายผลัดกายมาสู้แล้วแพ้มัน ก็เป็นแค่สีสันเล็กๆน้อยๆ ระหว่างทางบนวิถีเซียนของพวกเขาเท่านั้นแหละ
แต่ทำไมไอ้ "สีสัน" ที่ว่านี่มันถึงได้แสบตาขัดใจขนาดนี้นะ?
แล้วไอ้หมอนั่นดันเปิดปากพูดอีกครั้ง ทำเอาพวกเขาแทบจะกระอักเลือดด้วยความโมโห!
"ข้า... ฉีจื้อไจ้ ขอยืนหยัดอยู่ตรงนี้ ขอถามคำเดียวสั้นๆเลย มีลูกศิษย์จากแดนเซียนคนไหน กล้าลงมาสู้กับข้าบ้าง?!" ฉินหมิงประกาศกร้าว
ตอนแรกเขากะจะตั้งชื่อปลอมว่า อู๋จื้อไจ้ (อู๋ แปลว่า ไม่มี หรือ ห้า) แต่คิดไปคิดมา คำว่า อู๋ มันพ้องเสียงกับเลขห้า ขืนไปอยู่หน้าชื่อ ลู่จื้อไจ้ (ลู่ แปลว่า หก) มันคงดูไม่งามเท่าไหร่ เลยเปลี่ยนเป็น ฉีจื้อไจ้ (ฉี แปลว่า เจ็ด) ดีกว่า
ฉีจื้อไจ้ทั้งอวดดี ทั้งเย่อหยิ่ง แถมยังเป็นตัวแทนของสำนักปราณหกวิถีอีกต่างหาก แล้วมันเกี่ยวอะไรกับฉินหมิงอย่างเขาด้วยล่ะ?
"ปากก็บอกว่าเป็นวิถีแห่งเซียน แสงสว่างเจิดจ้าสาดส่องไปทั่วราตรี แต่กลับไม่มีใครกล้าลงมาสู้เลยสักคนเนี่ยนะ?!" ฉินหมิงพูดแทงใจดำอีกรอบ
เด็กสาวชุดขาว ลั่วเหยา กำหมัดแน่น หลี่เต้าเฉิงเส้นผมสีม่วงปลิวไสวด้วยความโกรธ ศิษย์คนอื่นๆ ก็แค้นจนควันออกหู
ฟันธงได้เลยว่า ชื่อของ ฉีจื้อไจ้ จะต้องตามหลอกหลอนพวกมันไปอีกนานแสนนาน ประสบการณ์ในวันนี้คงลบออกจากความทรงจำไม่ได้ง่ายๆ แน่
มู่หวยจิ่นอุตส่าห์กล่อมซะตั้งนาน ปรากฏว่าพวกศิษย์ที่เพิ่งจะสงบสติอารมณ์นั่งลงไป โดนยั่วโมโหจนลุกพรวดขึ้นมากันหมดอีกแล้ว
"ฉีจื้อไจ้ ข้าขอรับคำท้า..." ศิษย์หัวกะทิคนหนึ่งตะโกนขึ้น
"นั่งลง!" มู่หวยจิ่นเอามือกดบ่าเขาไว้
ฉินหมิงถอนหายใจยาว เขากะจะยั่วให้หลี่เต้าเฉิงลงมาสู้แบบเอาจริงเอาจัง เพื่อกระตุ้นให้อารมณ์ของมันพลุ่งพล่าน เขาอยากได้คัมภีร์สยบเซียนเล่มนั้นใจแทบขาด
แต่ผู้อาวุโสของแดนเซียนระวังตัวแจ ขนาดเขายั่วโมโหหนักหนาขนาดนี้ อีกฝ่ายก็ยังไม่ยอมรับคำท้า ควบคุมอารมณ์ได้เก่งสุดๆ
พอเห็นเขายืนทำหน้าเซ็ง มู่หวยจิ่นเองก็เกือบจะทนไม่ไหวอยากลงไปอัดมันเองซะเลย
"ที่แท้ศิษย์น้องก็ชื่อฉีจื้อไจ้นี่เอง อายุน้อยแต่เก่งกาจขนาดนี้ อนาคตต้องไปได้ไกลแน่ๆ เผลอๆ อาจจะเป็นปรมาจารย์ผู้ฟื้นฟูสำนักปราณหกวิถีของพวกเราให้กลับมายิ่งใหญ่ได้เลยนะ!"
ศิษย์ของสำนักปราณหกวิถีจับกลุ่มคุยกันอย่างออกรส แน่นอนว่าอารมณ์ของพวกเขาต่างจากพวกแดนเซียนลิบลับ ตอนนี้ทุกคนทั้งตื่นเต้นและคึกคักกันสุดๆ
มีแค่ลู่จื้อไจ้คนเดียวที่หน้าเจื่อน ชื่อที่หมอนี่ตั้งมันจะโอหังเกินไปหน่อยไหม
ยิ่งพอเห็นฉินหมิงยื่นมือออกมาอีกครั้ง เขาก็รู้สึกว่ามันชักจะไปกันใหญ่แล้ว นี่มันทำภารกิจ "เกินเป้า" ไปเยอะแล้วนะ ขืนปล่อยให้ทำต่อคงไม่ดีแน่ ต้องรีบเรียกตัวกลับด่วน
เพราะตอนนี้ฉินหมิงกำลังยื่นมือออกมาช้าๆ แล้วค่อยๆ หดนิ้วทั้งสี่กลับไป เหลือนิ้วชี้ชูขึ้นฟ้า แค่เห็นท่าทางก็เดาได้เลยว่า ไอ้หมอนี่ต้องเตรียมพ่นคำพูดกวนส้นเท้าอะไรออกมาอีกแน่ๆ
"พอได้แล้ว รีบลงมาซะ" มีคนส่งเสียงทางจิตไปบอกฉินหมิง ขืนทำตัวกร่างเกินไปเดี๋ยวจะซวยเอา
ฉินหมิงไม่มีทางเลือก ได้แต่ค่อยๆ เก็บนิ้วชี้ลง หันหลังกลับ แล้วเดินจากไปอย่างช้าๆ ทิ้งแผ่นหลังอันสง่างามและน่าจดจำไว้ให้ทุกคนได้ดูต่างหน้า
เบื้องหลังของเขา ศิษย์รุ่นเยาว์ของสำนักปราณหกวิถีต่างพากันตะโกนเรียกชื่อเขาเสียงดังกึกก้อง
ตอนที่ฉินหมิงพ่นคำพูดโอหังพวกนั้นออกไป เขาไม่ได้รู้สึกกระดากปากเลยสักนิด ทำตัวกร่างแล้วไงล่ะ? ก็ตอนนี้เขาเป็น ฉีจื้อไจ้ ไม่ใช่ ฉินหมิง ซะหน่อย
เขานึกว่างานประลองจะจบแค่นี้ แต่ใครจะไปรู้ว่าผ่านไปไม่นาน ก็มีผู้อาวุโสมาตามตัวเขา บอกว่ายังมีงานแลกเปลี่ยนวิชาที่รอให้เขาไปเข้าร่วมอีก
ฉินหมิงหน้าเหวอ นี่ยังไม่จบอีกรึ?
ฝ่ายผู้อาวุโสของสำนักปราณหกวิถีเองก็คาดไม่ถึงเหมือนกัน ตอนแรกพวกเขาก็แค่ยิ้มๆ แล้วลองชวนดูตามมารยาท ไม่นึกว่าอีกฝ่ายจะตอบตกลงรับคำเชิญอย่างเต็มใจซะงั้น
เหตุผลหลักๆก็คือ มู่หวยจิ่นและคนอื่นๆอยากจะเห็นหน้า ฉีจื้อไจ้ ใกล้ๆนี่แหละ หรือว่าสำนักปราณหกวิถีที่กำลังจะผุพังแห่งนี้ จะมีปรมาจารย์ผู้มากอบกู้สำนักปรากฏตัวขึ้นมาจริงๆ?
ภายในตำหนักขนาดมหึมาที่สร้างจากหินสีน้ำเงินแกมทองนั้นกว้างขวางมาก เสาแต่ละต้นสลักลวดลายสิ่งมีชีวิตคล้ายเทพเจ้า ดูเก่าแก่และขลังสุดๆ
บนโต๊ะชาไม้จันทน์ดำ มีกลิ่นหอมของชาลอยขึ้นมา บรรยากาศในงานดูชื่นมื่น พวกตาแก่คุยกันไปหัวเราะกันไป
ฉินหมิงแปลกใจมาก พวกศิษย์ฟางไว่ก็มากันหมด รวมถึงเด็กสาวชุดเกราะเงินที่โดนอสนีเพลิงตำหนักม่วงของตัวเองตีกลับด้วย พวกคนเจ็บก็มากันครบเลยแฮะ
ถึงผู้อาวุโสทั้งสามคนของฟางไว่จะยิ้มอยู่ แต่ในใจไม่ได้สบอารมณ์เลยสักนิด เพราะข้างกายของแต่ละคนมีตาแก่สภาพเหมือนผีดิบนั่งประกบติดแจ ชนิดที่แทบจะกอดคอคุยกันอยู่แล้ว
คนของสำนักปราณหกวิถีตั้งใจประกบติดเพื่อป้องกันไม่ให้พวกมันแผ่พลังจิตมาแอบดูรากฐานศิษย์ของตนนั่นเอง
งานนี้ไม่ได้มีแค่ฉินหมิงหรอก จั๋วหย่าและชุยชงเสวียนก็มาด้วย ฝั่งสำนักปราณหกวิถีมีศิษย์มาร่วมงานสิบกว่าคนเลยทีเดียว
โจวซื่อเจ๋อเอ่ยขึ้น "ข้าว่าปล่อยให้เป็นพื้นที่ของพวกเด็กๆดีกว่า ขืนพวกเราอยู่ด้วย เด็กๆคงทำตัวไม่ถูก"
ท้ายที่สุด เขาก็เชิญมู่หวยจิ่นและคนอื่นๆ ไปจิบชาที่อื่น
แววตาของฉินหมิงเป็นประกาย ในใจตื่นเต้นสุดๆ
เขากวาดสายตามองไปฝั่งตรงข้าม ทุกคนต่างก็จ้องมองเขาด้วยสายตาที่ไม่เป็นมิตรเอาซะเลย
"ถึงแม้ว่าตอนแรกพวกเราอาจจะมีเรื่องขัดแย้งกันบ้าง แต่ก็ถือซะว่าเป็นการทำความรู้จักกันก็แล้วกันนะ ข้าขอใช้ชาจอกนี้ ดื่มเพื่อเป็นการขอโทษและแสดงความเสียใจต่อทุกท่านก็แล้วกัน" ฉินหมิงลุกขึ้นยืน พอพวกตาแก่เดินออกไป เขาก็ยิ่งตั้งตารอคอยงานแลกเปลี่ยนครั้งนี้มากขึ้นไปอีก
ข้างๆกัน ศิษย์ของสำนักปราณหกวิถีต่างก็ทึ่งในความกล้าของเขา ที่กล้าถือจอกชาเดินดุ่มๆ เข้าไปดงศัตรูหน้าตาเฉย
"ศิษย์พี่ฉี ช่างเป็นยอดคนและแบบอย่างที่ดีของพวกเราจริงๆ!" ชุยชงเสวียนถอนหายใจเบาๆ แววตาเป็นประกาย เขาดูการประลองมาตลอด เห็นฉีจื้อไจ้กวาดล้างคู่ต่อสู้อย่างดุดัน ก็ทำเอาเขาเลื่อมใสสุดๆ
ฝั่งแดนเซียน ทุกคนเคยโดนหยามหน้ามาแล้ว ตอนนี้บางคนถึงกับคันไม้คันมืออยากจะซัดกับเขาสักตั้ง
บางคนถึงกับมีแสงเรืองรองแผ่ออกมาจากร่าง ชุดเกราะที่สวมใส่ส่งเสียงกระทบกันดังกริ๊กๆ
แต่ฉินหมิงไม่สนหรอก ในถิ่นของสำนักปราณหกวิถี พวกมันจะกล้าทำอะไรบุ่มบ่ามได้ไง?
แถมตอนนี้ก็ไม่มีผู้อาวุโสคอยคุมแล้วด้วย ใครจะกลัวใครล่ะ?
เขาทำเป็นไม่ใส่ใจ ส่งยิ้มกว้างแล้วพูดว่า "ทุกท่าน เรื่องประลองเมื่อกี้อย่าไปเก็บมาใส่ใจเลย ข้าลืมมันไปหมดแล้วล่ะ พวกท่านคงไม่ได้กะจะแบกความแค้นไว้จนหนักอึ้งหรอกนะ? หนทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล ถ้าอยากจะเข้าใกล้ความเป็นเซียน ก็ต้องมีใจที่กว้างขวางและปล่อยวางให้เป็นสิ"
ทุกคนที่อยู่ในงานถึงกับอึ้ง ไอ้จอมโอหังนี่ จู่ๆก็เปลี่ยนท่าทีไปเป็นคนละคน ทำเอาพวกเขาปรับตัวตามไม่ทันเลย แต่คำพูดของมันก็ฟังดูมีเหตุผลอยู่เหมือนกันนะ
ฉินหมิงชูจอกชาขึ้น "ทุกท่าน การฝึกฝนก็เหมือนการทลายภูเขาในใจทีละลูกนั่นแหละ พวกท่านควรจะปล่อยวางได้แล้ว เรื่องแพ้ชนะหรือหน้าตาชั่วคราว มันจะไปสำคัญอะไรนักหนา?"
ศิษย์ของสำนักปราณหกวิถีต่างพากันเลื่อมใส นี่แหละที่เรียกว่าวิสัยทัศน์กว้างไกล! ฉีจื้อไจ้สมชื่อจริงๆ ปล่อยวางและมีอิสระสุดๆ
สีหน้าของพวกคนจากแดนเซียนดูผ่อนคลายลงนิดหน่อย รู้สึกว่าไอ้จอมโอหังคนนี้ดูเป็นผู้เป็นคนขึ้นมาบ้างแล้ว
แต่ทว่า... ผ่านไปไม่กี่วิ พวกเขาก็ต้องเปลี่ยนความคิดทันที
ฉินหมิงพูดต่อ "ทุกท่านต้องพยายามเข้านะ ข้าไม่อยากให้ผ่านไปหลายปี แล้วพวกท่านต้องมามองแผ่นหลังข้าไกลลิบ ราวกับมีภูเขาและมหาสมุทรมากั้นขวางหรอกนะ!"
ศิษย์แดนเซียนบางคนที่กำลังจะจิบชาเพื่อตอบรับไมตรีของเขา ถึงกับสำลักน้ำชาขมๆพรวดออกมา ไอ้จอมโอหังนี่มันกวนประสาทหนักกว่าเดิมอีก!
ฝั่งสำนักปราณหกวิถีก็เหวอแดก ศิษย์พี่ฉีจื้อไจ้นี่ใจกล้าบ้าบิ่นเกินไปแล้ว ยืนอยู่กลางดงศัตรูแท้ๆ ยังกล้าพูดจาแบบนี้อีกเรอะ?
พวกเขารีบเดินเข้าไปใกล้ๆ กลัวว่าจะเกิดมวยหมู่ขึ้นมาจริงๆ เตรียมพร้อมลุยเต็มที่!
แน่นอนว่าที่ฉินหมิงทำแบบนี้ ก็เพราะอยากได้คัมภีร์สยบเซียนนั่นแหละ เขาต้องปั่นหัวพวกมันให้อารมณ์พลุ่งพล่านปั่นป่วนสุดขีด ไม่งั้นเขาจะหาจังหวะลงมือได้ยังไงล่ะ
ข้างๆเขา เด็กสาวชุดขาว ลั่วเหยา ขมวดคิ้ว กำหมัดแน่น กัดฟันกรอด อยากจะชกหน้ายิ้มระรื่นของไอ้หมอนี่สักหมัด แต่พอคิดว่าตัวเองยืนอยู่ใกล้คนของสายผลัดกายขนาดนี้ นางก็รู้สึกว่าตัวเองอยู่ในจุดที่อันตรายกว่าซะอีก
ในขณะเดียวกัน นางก็รู้สึกว่าประโยคเมื่อกี้มันคุ้นๆหูยังไงชอบกล แล้วนางก็นึกขึ้นได้ว่า เมื่อหลายเดือนก่อน ตอนอยู่บนภูเขาขาวดำ นางเคยพูดประโยคคล้ายๆกันแบบนี้กับเด็กหนุ่มคนหนึ่งนี่นา
"นี่มัน..." นางอึดอัดจนแทบจะบ้าตาย ดันโดนพวกสายผลัดกายเอาคำพูดมาตอกหน้าซะเอง ที่สำคัญคือ สถิติการต่อสู้ของไอ้หมอนี่มันโคตรโหด เถียงไม่ออกเลยจริงๆ
"คัมภีร์สยบเซียนของพวกเจ้าก็ถือว่าเจ๋งดีนะ แต่พวกเจ้ายังฝึกกันไม่ถึงแก่นเลย" ฉินหมิงต้องตีเหล็กตอนกำลังร้อน เป้าหมายแรกของเขาคือหลี่เต้าเฉิง
เพราะหมอนี่เป็นยอดอัจฉริยะระดับสูง ต้องเป็นศิษย์หัวกะทิที่โดนปั้นมาอย่างดีแน่ๆ
แต่เขากลับต้องผิดหวัง ถึงหลี่เต้าเฉิงจะโกรธจัด แต่ในพลังจิตของมันกลับมีหมอกสีม่วงกลุ่มหนึ่งแผ่ซ่านไปทั่วร่าง ช่วยดึงสติมันให้กลับมาเยือกเย็นอีกครั้ง
ไอ้หมอนี่มันมีจิตใจที่เข้มแข็งและแน่วแน่สุดๆ!
ฉินหมิงไม่อยากเสียเวลา เลยหันหลังเดินหนีไปหาเป้าหมายรองทันที
เขาสนใจอสนีเพลิงตำหนักม่วงนั่นมาก ถ้าฝึกสำเร็จล่ะก็ มันจะเป็นไม้ตายก้นหีบที่น่ากลัวสุดๆ
เขาเรียนปราณวายุอัสนีมาแล้ว ถ้าบวกกับอสนีเพลิงตำหนักม่วงนี่เข้าไปอีก มันต้องเป็นการผสานวิชาที่สมบูรณ์แบบไร้ที่ติแน่ๆ
"ศิษย์น้องหญิงคนนี้ วิชาที่เจ้าฝึกนั้นนับว่าไม่ธรรมดาเลย แต่ข้ามองปราดเดียวก็รู้แล้วว่าแนวทางที่เจ้าฝึกมันผิดเพี้ยนไป เลยทิ้งผลข้างเคียงไว้เพียบ พอสู้จริงก็เลยโดนข้าตบคว่ำง่ายๆ ไงล่ะ"
เด็กสาวชุดเกราะเงินที่ปกติมีบุคลิกอ่อนโยนและสง่างาม ตอนนี้หน้าซีกนึงเขียวช้ำจนดำปิ๊ดปี๋ เพราะโดนเพลิงอสนีของตัวเองตีกลับ อาการสาหัสเอาการเลยล่ะ
ตอนนี้นางโมโหจนตาแทบจะลุกเป็นไฟ ไอ้จอมโอหังนี่ตบนางคว่ำยังไม่พอ ยังกล้าเดินมาสั่งสอนถึงที่อีก!
ฉินหมิงยิ้มบางๆ "อย่าเพิ่งโมโหสิ ข้าพูดความจริงนะ แถมข้ายังบอกเคล็ดลับวิธีดึงปราณอสนีออกมาให้เจ้าได้ด้วย การมีแต่ไฟแต่ไม่มีสายฟ้า มันก็เป็นแค่วิชาครึ่งๆกลางๆ เจ้ายังเข้าไม่ถึงแก่นของมันหรอก"
เด็กสาวชุดเกราะสีเงินกัดฟันกรอด แล้วพูดประชด "เจ้านี่มันเย่อหยิ่งและอวดดีจริงๆ แค่ประลองกันไปยกเดียว เจ้าก็คิดว่าตัวเองเก่งพอที่จะมาสั่งสอนและชี้แนะวิธีฝึก 'อสนีเพลิงตำหนักม่วง' ให้ข้าได้แล้วงั้นเหรอ?"
"แน่นอนสิ!" ฉินหมิงยิ้มกว้างขึ้นเรื่อยๆ พยายามหลอกล่อให้นางหลงกลและระเบิดอารมณ์ออกมาให้มากที่สุด เพื่อที่เขาจะได้ "พูดคุยและแลกเปลี่ยนความรู้" กับนางได้อย่างเป็นกันเองและลึกซึ้งยิ่งขึ้น
ไม่นาน เด็กสาวชุดเกราะสีเงินก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ไอ้หมอนี่มันเป็นตัวประหลาดอะไรกันเนี่ย?! สิ่งที่เขาพูดมา มันสามารถจุดประกายความคิดและให้แรงบันดาลใจนางได้อย่างเหลือเชื่อเลยทีเดียว!
แน่นอนว่าฉินหมิงก็กอบโกยความรู้มาได้เพียบ ยิ่งคุยก็ยิ่งยิ้มกว้าง ท่าทางยิ่งดูเป็นมิตรสุดๆ!
แต่ในท้ายที่สุด สีหน้าของเขาก็กลับมาจริงจังอีกครั้ง เพราะยิ่งเขาทำความเข้าใจกับ 'อสนีเพลิงตำหนักม่วง' มากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งรู้สึกว่ามันไม่ธรรมดาเลยจริงๆ และดูเหมือนว่ามันยังสามารถนำไปพัฒนาและต่อยอดให้แข็งแกร่งขึ้นได้อีกด้วย
ในขณะเดียวกัน ลู่จื้อไจ้ก็เดินทางมาถึงสถานที่ลี้ลับแห่งหนึ่ง ในสำนักปราณหกวิถี ท่ามกลางหมอกหนาทึบ มีนกประหลาดขนาดมหึมาตัวหนึ่งซ่อนตัวอยู่ พอสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของเขา มันก็ลืมตาขึ้นมา แสงสีทองที่สาดส่องออกมาจากดวงตาของมัน ก็สามารถปัดเป่าหมอกยามค่ำคืนในบริเวณนั้นให้จางหายไปได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงขนของมันที่เริ่มจะเปล่งประกายแสงสว่างจ้า ราวกับจะแผดเผาท้องฟ้าให้ลุกเป็นไฟเลยทีเดียว
"เงียบๆ หน่อย" ลู่จื้อไจ้เอ่ย
นกประหลาดตัวนั้นก็รีบหรี่แสงลง แล้วก็ค่อยๆ หดตัวเล็กลงเรื่อยๆ จนสุดท้ายก็กลายเป็นนกสีทองตัวเล็กๆ ขนาดเท่าฝ่ามือ บินมาเกาะอยู่ที่ไหล่ของเขา
ลู่จื้อไจ้ถอนหายใจยาว "ช่วยไปส่งจดหมายให้ข้าทีสิ"