- หน้าแรก
- ราตรีนิรันดร์
- ฟรี บทที่ 155 ลู่จื้อไจ้
ฟรี บทที่ 155 ลู่จื้อไจ้
ฟรี บทที่ 155 ลู่จื้อไจ้
บทที่ 155 ลู่จื้อไจ้
หน้าภูเขาหิน บ่อน้ำพุเพลิงกลายเป็นลำธารไหลรินพาดผ่าน มีดงไผ่เขียวมรกตประดับประดา สถานที่แห่งนี้ทั้งสดชื่นและเงียบสงบ
เด็กหนุ่มในชุดผ้าป่านหยาบมองฉินหมิง เดินวนรอบตัวเขาครึ่งรอบ ก่อนจะตวาดเบาๆ ว่า "ไอ้แก่ อย่ามาแอ๊บเด็ก! ชิ เผยร่างจริงของเจ้าออกมาซะ!"
เขาพ่นแสงสีทองออกจากปาก น้ำเสียงดังกึกก้องราวกับอสนีบาตฟาด รัศมีพลังเต็มเปี่ยม แต่ทว่า... กลับไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยสักนิด
ฉินหมิงมองด้วยสายตาแปลกประหลาด เด็กหนุ่มผู้มีกลิ่นอายเซียนคนนี้เคยไปที่ราบเทพมรณะ แล้วโดนหลี่ชงเซียวเตะอัดกบาลมาหรือไงวะเนี่ย
เด็กหนุ่มชุดผ้าป่านขมวดคิ้ว กวาดสายตามองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า พลางเผยสีหน้าครุ่นคิด
"ตกลงเราสองคน ใครกันแน่ที่ดูแปลกๆ?" ฉินหมิงเอ่ยถามหน้าตาย
"เจ้านั่นแหละที่แปลก" เด็กหนุ่มเป็นคนที่มีความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้า เขามองหน้าฉินหมิงแล้วพูดว่า "เจ้ายังอยู่ในระดับผลัดกายแท้ๆ แต่อายุขัยของเจ้ากลับทะลุเกินระดับที่เจ้าอยู่ในตอนนี้ไปตั้งเยอะ"
จากนั้นเขาก็จ้องฉินหมิงเขม็ง "ข้ามีสัมผัสที่ไวต่อเรื่องการต่ออายุขัยและความเป็นอมตะมาก ข้าสงสัยว่าเจ้าคือตาแก่ที่ตัดร่างในอดีตทิ้ง สั่งสมกลิ่นอายชีวิต แล้วกลับมาเกิดใหม่ในร่างเด็กหนุ่มล่ะสิ"
"มีคนแบบนี้ด้วยงั้นเรอะ?" ฉินหมิงตกใจจริงๆ
"ขนาดคนที่ข้ามภพข้ามชาติมายังมีเลย นับประสาอะไรกับเรื่องแค่นี้" เด็กหนุ่มไม่ใส่ใจ เขาสบตาฉินหมิงเพื่อแยกแยะให้ชัดเจน ก่อนจะรู้สึกว่าอีกฝ่ายดูไม่เหมือนพวกปีศาจเฒ่าจริงๆ
ฉินหมิงเริ่มสนใจขึ้นมาทันที "งั้นเจ้าลองเล่าเรื่องพวกนั้นให้ฟังหน่อยสิ อ้อ แล้วตอนนี้ข้ามีอายุขัยเท่าไหร่ล่ะ?"
"เจ้าอยู่ได้อย่างน้อยๆ ก็สองร้อยห้าสิบปีนั่นแหละ" เด็กหนุ่มตอบด้วยน้ำเสียงมั่นใจสุดๆ
"สองร้อยหกสิบเว้ย!" ฉินหมิงแก้ให้ทันควัน รู้สึกเหมือนโดนด่าเนียนๆ ยังไงก็ไม่รู้
"ก็ราวๆ นั้นแหละ" เด็กหนุ่มชุดผ้าป่านที่มีดวงตาดำขลับราวกับแต้มสี พยักหน้าอย่างจริงจัง
ฉินหมิงลอบสังเกตอีกฝ่ายอย่างละเอียด กลับพบว่าคนผู้นี้ลึกล้ำจนหยั่งไม่ถึง เป็นผู้ที่มีพลังจิตและสติปัญญาแข็งแกร่งมากจนไม่มีความผันผวนทางอารมณ์ใดๆ ให้สั่นพ้องได้เลย
"เจ้าคงไม่ได้เป็น 'ผู้อาวุโส' หรอกนะ?" เขาใช้วิธีเดียวกับเด็กหนุ่มชุดผ้าหยาบ มองประเมินอีกฝ่าย พร้อมกับตั้งคำถาม
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อฉินหมิงมองไปที่เรือนผมสีดำขลับของเขาอีกครั้ง ก็เห็นชัดเจนว่าโคนผมเป็นสีขาวโพลนจริงๆ
เขายิ่งสงสัยหนักขึ้นไปอีก หรือว่าหมอนี่จะเป็นตาแก่ปลอมตัวมาจริงๆ?
เด็กหนุ่มหัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้ "ข้าเพิ่งจะสิบแปด! แค่ฝึกวิชาผิดพลาดนิดหน่อย เดี๋ยวก็กลับเป็นปกติแล้ว!"
จากนั้นเขาก็กลับมาทำหน้าขรึม จ้องสำรวจฉินหมิงอีกรอบ "เจ้าเป็นแค่ผู้ผลัดกาย ทำไมถึงมีอายุขัยยืนยาวขนาดนี้ได้?"
"ก็ข้ามันพรสวรรค์ล้ำเลิศไงล่ะ!" ฉินหมิงมองหน้าเขาแล้วเดาอีกรอบ "หรือว่าเจ้าจะเป็นพวกโดนสิงร่างแบบถาวร?"
บนร่างของเด็กหนุ่มไร้ซึ่งกลิ่นอายความร่วงโรย ดวงตากระจ่างใส เขาส่ายหน้าปฏิเสธ
ฉินหมิงสูดลมหายใจเข้าลึก รอบกายมีประกายแสงสีเขียวไหลเวียน เขาใช้วิชาลับจากคัมภีร์อี่มู่ตรวจสอบเด็กหนุ่มคนนี้ กลิ่นอายสดชื่นของต้นไม้ใบหญ้าแผ่ซ่านออกไป
คัมภีร์อี่มู่นั้นพิเศษมาก มันสามารถต่ออายุขัยได้ จึงมีความรู้ความเข้าใจในด้านนี้อย่างลึกซึ้ง
ฉินหมิงมั่นใจแล้วว่า บนร่างของเด็กหนุ่มมีกลิ่นอายชีวิตที่พวยพุ่ง และพลังจิตและสติปัญญาก็มีกลิ่นอายเฉพาะตัวของคนหนุ่มสาว ไม่มีร่องรอยของความผุพังหรือร่วงโรยเลยแม้แต่น้อย
"เจ้ามีลูกไม้เยอะเหมือนกันนี่ เจ้าบอกว่าตัวเองพรสวรรค์ล้ำเลิศ งั้นข้าจะขอลองทดสอบเจ้าดูหน่อย ว่าจะรับฝ่ามือของข้าได้หรือไม่" เด็กหนุ่มชุดผ้าป่านกล่าว
ระหว่างที่พูด ท่วงท่าของเขาก็เปลี่ยนไป เขาเงื้อมือขึ้นข้างหนึ่ง ราวกับมีดวงจันทร์ส่องสว่างโผล่พ้นผิวน้ำทะเลขึ้นมาครอบคลุมร่างเขาไว้ แสงจันทร์นวลผ่องไหลเวียน ทำให้เขาดูสง่างามและหลุดพ้นจากทางโลก
ฉินหมิงแอบตกใจ แค่ลงมือก็สร้างปรากฏการณ์ผิดธรรมชาติได้แล้ว อัจฉริยะวัยเยาว์ในสำนักปราณหกวิถีแข็งแกร่งกันขนาดนี้ทุกคนเลยหรือไง?
เขารีบพูดขึ้นมา "เดี๋ยวก่อน อย่างเจ้าน่าจะอยู่ระดับแผ่ซ่านเป็นอย่างต่ำ ส่วนข้ายังอยู่แค่ระดับผลัดกาย จะไปรับมือเจ้าไหวได้ยังไง"
เด็กหนุ่มชุดผ้าป่านส่ายหน้า "วางใจเถอะ ข้าใช้แค่ปราณแสงสวรรค์ในระดับผลัดกายเท่านั้น ไม่ได้เกินขอบเขตหรอก"
ฉินหมิงยิ้มมุมปาก "ถ้าเป็นงั้นล่ะก็ เจ้าเองนั่นแหละที่ต้องระวังตัวให้ดี"
"มั่นหน้าดีนี่ เข้ามา!" เด็กหนุ่มวาดมือ เขายืนอยู่ท่ามกลางแสงจันทร์นวล ดูสง่างามเหนือโลก เผยให้เห็นสง่าราศีระดับปรมาจารย์ ช่างโดดเด่นไม่เหมือนใครจริงๆ
ฉินหมิงเปลี่ยนสีหน้าเป็นจริงจัง "ระวังตัวด้วยนะ!"
หมัดของเขาระเบิดแสงสีทองบาดตาออกมา ราวกับจะบิดเบือนมิติให้บิดเบี้ยว เพื่อเป็นการให้เกียรติเด็กหนุ่ม เขาจึงลงมืออย่างเอาจริงเอาจัง
เขารู้สึกตงิดๆ ว่าเด็กหนุ่มคนนี้แปลกประหลาด จึงไม่กล้าประมาท
"มีฝีมือเหมือนกันนี่!" เด็กหนุ่มกดฝ่ามือข้างเดียวลงมา
ตู้ม! ราวกับมีอสนีบาตฟาดเปรี้ยงลงมาตรงนี้ ไม่ว่าจะเป็นเสียงกึกก้องหรือแสงสว่างวาบก็เหมือนสายฟ้าไม่มีผิด แสงสีทองและแสงศักดิ์สิทธิ์สีขาวบริสุทธิ์ปะทะกัน ก่อนจะระเบิดออก
นี่คือปราณแสงสวรรค์ที่รุนแรงเกินพิกัด เป็นสิ่งที่หาดูได้ยากยิ่งในระดับผลัดกาย!
เด็กหนุ่มตกใจสุดขีด เพราะตัวเขากำลังถูกกระแทกจนถอยร่นไป หนึ่งก้าว สองก้าว... เจ็ดก้าว!
เรื่องนี้ทำให้เขารู้สึกเหลือเชื่อราวกับเห็นผี นี่มันใช่สภาพของศิษย์ที่เพิ่งก้าวเท้าเข้าประตูสำนักปราณหกวิถีมางั้นเรอะ?
ฉินหมิงทำหน้าเคร่งเครียด "เจ้าแข็งแกร่งขนาดนี้เลยเรอะ?!"
เด็กหนุ่มชุดผ้าป่านถึงกับชะงัก ประโยคนี้มันควรจะเป็นบทของเขาไม่ใช่หรือไง? ไอ้หมอนั่นดันชิงพูดตัดหน้าไปซะได้
ฉินหมิงพึมพำเบาๆ "ถอยหลังไปแค่นั้นเอง สำนักปราณหกวิถีนี่ซ่อนมังกรซ่อนพยัคฆ์ไว้จริงๆ"
เด็กหนุ่มเริ่มรู้สึกหมั่นไส้ตงิดๆ เจ้าเป็นคนอัดข้าจนกระเด็นแท้ๆ แต่ดันไปยืนพิจารณาทบทวนตัวเองหน้าตาเฉย แบบนี้มันหยามกันชัดๆ!
"เข้ามา คราวนี้ข้าเอาจริงแล้ว!" เด็กหนุ่มกดเสียงต่ำ ตอนที่เขาอยู่ระดับผลัดกาย ไม่เคยมีประวัติพ่ายแพ้ให้ใครมาก่อน แต่นี่ดันมาโดนดูถูกคาถิ่นตัวเองเนี่ยนะ!
"พี่ชาย ไม่ทราบว่าท่านมีนามว่าอะไร?" ฉินหมิงเอ่ยถามอย่างจริงจัง เพราะคิดว่าหมอนี่ต้องไม่ธรรมดาแน่ๆ
"ลู่จื้อไจ้ แล้วเจ้าล่ะ?" เด็กหนุ่มถามกลับส่งๆ
"ฉินหมิง"
"คราวนี้ข้าจะกะซวกเจ้าแบบเน้นๆ เลย" ลู่จื้อไจ้กล่าว รังสีพลังเปลี่ยนไปอีกครั้ง ทั่วร่างสาดแสงเจิดจรัส ราวกับยืนอยู่ท่ามกลางดวงอาทิตย์แผดเผา แสงเหล่านั้นทิ่มแทงตาจนเจ็บปวดแทบจะหลั่งน้ำตาออกมา
ฉินหมิงสีหน้าเคร่งขรึม คู่ต่อสู้คนนี้พิเศษเกินไปแล้ว ก่อนหน้านี้ไม่ได้โม้เลยสักนิด เพราะตอนลงมือครั้งแรก เด็กหนุ่มไม่ได้เอาจริงเลยด้วยซ้ำ
ลู่จื้อไจ้ราวกับเป็นบุตรแห่งสุริยเทพ สาดแสงส่องประกายไปทั่วสิบทิศ ปราณแสงสวรรค์น่าสะพรึงกลัวยังไม่ทันถูกปลดปล่อย ก็เกิดเสียงฟ้าผ่ากึกก้องจนหูแทบหนวก!
ไกลออกไป โจวเทาและโจวซื่อเจ๋อได้ยินเสียงความเคลื่อนไหว จึงรีบรุดมาดูทันที
แต่พอเห็นฉากตรงหน้า ทั้งสองคนก็มองปราดเดียว ก่อนจะถอยฉากกลับไปอย่างเงียบเชียบ
ฉินหมิงระเบิดพลัง แสงสว่างจ้าสาดส่องไปทั่วเช่นกัน เขาเป็นฝ่ายชิงลงมือปล่อยหมัดออกไปก่อน
กลางอากาศ หมัดทั้งสองข้างปะทะกัน แสงสีทองบาดตาสาดกระจาย ราวกับสายฟ้าหลายเส้นตัดกันไปมาในอากาศ ครอบคลุมและกลืนกินร่างของพวกเขาทั้งสอง
โขดหินและหน้าผาบริเวณใกล้เคียง มีเศษผงร่วงกราวลงมา สิ่งใดก็ตามที่ถูกคลื่นพลังสัมผัส จะแตกหักและหลุดลอกออกมาราวกับใบมีดคมกริบขูดขีดลงบนไม้ผุๆ
ครั้งนี้ ลู่จื้อไจ้ถึงกับอ้าปากค้าง เพราะเขากระเด็นถอยหลังไปอีกสามก้าว! นี่มันลบล้างความเชื่อของเขาไปหมดสิ้น เพราะเขาไม่เคยแพ้ใครในระดับนี้มาก่อนเลยจริงๆ!
ภายในใจของฉินหมิงสั่นสะท้านอย่างหนัก สำนักปราณหกวิถีซ่อนคมไว้ลึกกว่าที่เขาคิดไว้มาก แค่เดินสุ่มๆ ยังเจอเด็กหนุ่มเก่งกาจขนาดนี้ ท้ายที่สุดเขาก็ทำได้เพียงถอนหายใจแล้วชมว่า "ร้ายกาจจริงๆ!"
ดวงตาของลู่จื้อไจ้ดำมืด นี่เอ็งกำลังชมคู่ต่อสู้อยู่จริงๆ เรอะ?!
"มาอีกรอบ!" เขากดเสียงต่ำ พระจันทร์กระจ่างและดวงอาทิตย์แผดเผาปรากฏขึ้นพร้อมกัน
"เจ้ายังรีดพลังได้อีกเรอะ?" ฉินหมิงรู้สึกถึงแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว เขาตกใจเข้าจริงๆ แล้ว
ลู่จื้อไจ้ฟังแล้วทะแม่งๆ ปกติเขามักจะเป็นคนวิจารณ์คนอื่นแบบนี้ไม่ใช่หรือไง? แต่วันนี้มันผิดผีไปหน่อย เขาดันมาเจอตอซะเอง
ไกลออกไป ศิษย์หลายคนได้ยินเสียงระเบิดดังสนั่น จึงตั้งใจจะแห่กันมาดู แต่ก็ถูกตาแก่โจวเทาและโจวซื่อเจ๋อขัดขวางเอาไว้ซะก่อน
ข้างกายลู่จื้อไจ้ พระจันทร์กระจ่างเปลี่ยนเป็นสีดำสนิท ส่วนดวงอาทิตย์แผดเผาก็สว่างจ้าจนกลายเป็นสีขาว จากนั้นทั้งสองก็พันเกลียวเข้าด้วยกัน วิ่งไล่กวดกันราวกับปลาสองตัวที่แหวกว่ายเป็นวงกลม
เพียงแค่เขายกมือขึ้น พลังหยินหยางทั้งสองสายก็เริ่มไหลเวียนล้อมรอบฝ่ามือนั้น
ฉินหมิงทำหน้าเคร่งเครียดแบบสุดๆ ถามป "ตกลงเจ้าเป็นใครกันแน่?"
แม้เขาจะไม่เคยเห็นคัมภีร์ใจหกวิถีฉบับสมบูรณ์ แต่ก็รู้ว่า คนผู้นี้มันน่าเหลือเชื่อเกินไป ในระดับผลัดกาย ต่อให้จะเชี่ยวชาญปราณสองวิถี ก็ยากที่จะเริ่มต้นจากหยินและหยางได้
"ข้าไม่ใช่ตาแก่พวกนั้นแบบที่เจ้าคิดหรอก แต่ข้าก็มีเบื้องหลังที่ไม่ธรรมดาจริงๆ นั่นแหละ" ลู่จื้อไจ้กล่าวอย่างเปิดเผย
ครั้งนี้ รอบกายฉินหมิงมีวงแหวนศักดิ์สิทธิ์ยี่สิบเจ็ดวงปรากฏขึ้นซ้อนทับกัน ร่างกายราวกับเหยียบย่างเข้าสู่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ เลือดเนื้อทั่วร่างปลดปล่อยแสงสว่างบาดตาออกมา
"ปราณแสงสวรรค์ของเจ้านี่ดูคุ้นๆ นะ รู้สึกเหมือนเคยเห็นที่ไหน" ลู่จื้อไจ้กลับพูดประโยคแบบนี้ออกมา
พริบตานั้น ทั้งสองคนก็ระเบิดการปะทะครั้งยิ่งใหญ่ในแบบที่ผู้ผลัดกายทั่วไปยากจะจินตนาการถึง!
พลังหยินหยางขาวดำกับวงแหวนศักดิ์สิทธิ์ที่ซ้อนทับกันพุ่งชนเข้าหากันอย่างจัง ก่อให้เกิดคลื่นกระแทกของปราณแสงสวรรค์ที่น่าสะพรึงกลัว บริเวณนี้ราวกับมีพายุสายฟ้าฟาด แม้แต่หมอกราตรียังถูกพัดจนสลายหายไป
โชคดีที่แสงสวรรค์ของพวกเขายังไม่สามารถแผ่ออกไปได้ไกลนัก มิฉะนั้นแล้ว พื้นที่ตรงนี้คงราบเป็นหน้ากลองจนไม่เหลือซากแน่
ร่างของฉินหมิงโอนเอนไปเล็กน้อย ส่วนลู่จื้อไจ้ต้องผงะถอยหลังไปหนึ่งก้าว
คราวนี้ฉินหมิงไม่ได้พูดอะไรออกไป ได้แต่มองหน้าอีกฝ่าย หรือว่ามันยังเก่งขึ้นได้อีก? ไอ้หมอนี่มันร้ายกาจเกินไปแล้ว เขารู้สึกได้เลยว่ามีอะไรทะแม่งๆ!
"เจ้านี่แข็งแกร่งจริงๆ!" ลู่จื้อไจ้เอ่ยชมจากใจ
จากนั้น ท่ามกลางพลังขาวดำของเขาก็มีปราณสีม่วงพวยพุ่งขึ้นมาอีกสายจริงๆ
ฉินหมิงรู้สึกเหมือนกำลังเผชิญหน้ากับศัตรูตัวฉกาจทันที นี่มันบ้าบอไปแล้ว ที่เขาประเมินสำนักปราณหกวิถีไว้สูงลิบลิ่วนั้นไม่ผิดเลยจริงๆ มีคนฝึกปราณสามวิถีสำเร็จด้วย!
ในพริบตา เขาก็ต้องแบกรับแรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัว ฝั่งตรงข้ามนั้น หลังจากมีปราณสีม่วงเพิ่มเข้ามาผสมกับพลังขาวดำ ปราณแสงสวรรค์ก็ได้รับการยกระดับคุณภาพขึ้นไปอีกขั้น
เป็นครั้งแรกที่ฉินหมิงเหงื่อตก แต่เขาก็ไม่มีเวลาเช็ด ได้แต่ตั้งท่ารับมืออย่างระแวดระวัง เตรียมรับการโจมตีที่น่าขวัญผวายิ่งกว่าเดิมจากอีกฝ่าย!
แต่ทว่า จู่ๆ ลู่จื้อไจ้ก็สลายปราณสีม่วงทิ้งไป ตามด้วยการเก็บพลังขาวดำกลับเข้าสู่ร่างกาย ทุกอย่างกลับสู่ความสงบเรียบร้อย เขาไม่ได้ฟาดฝ่ามือนั้นออกมา
"นั่นคือปราณสามวิถีงั้นรึ?" ฉินหมิงเอ่ยถามอย่างเคร่งเครียด
ลู่จื้อไจ้พยักหน้า "เจ้าไม่ต้องไปยึดติดหรอกว่าจะเป็นปราณกี่วิถี บางคนใช้แค่ปราณวิถีเดียวก็ทำลายปราณสองวิถีได้แล้ว ขอแค่บรรลุถึงแก่นแท้ของมันให้ได้ก็พอ ไม่ใช่แค่การเอาพลังมาสุมรวมกันทื่อๆ"
เขาเสริมอีกว่า "ปราณสองวิถีของข้า ก็สามารถทำลายปราณสามวิถีของคนอื่นได้สบายๆ"
"ข้ารู้ว่าเจ้าเก่ง ข้าแค่เอาปราณสามวิถีของเจ้ามาเปรียบเทียบกับปราณแสงสวรรค์ของข้า ทำไมเจ้าถึงหยุดล่ะ?" ฉินหมิงถาม
ลู่จื้อไจ้ส่ายหน้า "เจ้าเพิ่งจะผลัดกายครั้งที่เจ็ดเอง ขืนข้าใช้ปราณสามวิถีจัดการเจ้า มันก็เกินไปหน่อย ชนะไปก็ไม่น่าภูมิใจหรอก"
"เจ้ามองออกด้วยรึ?"
"มีคนส่วนน้อยมากๆ ที่มีประสาทสัมผัสเหนือมนุษย์ ถ้าคนพวกนั้นฝึกวิชาลับของสำนัก แล้วลองตรวจสอบเจ้าดูดีๆ ก็จะรู้สถานะของเจ้าได้ นี่เจ้าเพิ่งจะผลัดกายได้แค่เจ็ดครั้งเองงั้นรึ" ลู่จื้อไจ้กล่าว
"แล้วพวกผู้อาวุโสโจวเทารู้เรื่องนี้ไหม?" ฉินหมิงเริ่มรู้สึกไม่สบายใจ
"พวกเขาไม่ได้อยู่ในกลุ่มนั้นหรอก คนที่จะมีประสาทสัมผัสเหนือมนุษย์แบบนี้ อย่างน้อยๆ ก็ต้องเป็นยอดอัจฉริยะระดับสูงนู่น วิชาซ่อนประกายกลืนธุลีที่เจ้าใช้ปกปิดรากฐานมันยังไม่สมบูรณ์ ในเมื่อเจ้ากังวล งั้นข้าจะช่วยเติมเต็มให้ละกัน" ลู่จื้อไจ้ส่งเคล็ดวิชาท่อนหนึ่งให้เขาทางจิต
ฉินหมิงแสดงสีหน้าตกตะลึง "เจ้าไม่ใช่ปีศาจเฒ่าจริงๆเหรอ?"
"ข้าเพิ่งสิบแปดเว้ย!" ลู่จื้อไจ้ย้ำ ดูเหมือนเขาจะจริงจังเรื่องอายุของตัวเองเอามากๆ
"แล้วเจ้ามีแผนยังไงต่อล่ะ จะเข้าร่วมกับสำนักปราณหกวิถี หรือว่ามีความคิดอื่น?" ลู่จื้อไจ้ถาม
จากนั้นเขาก็ยิ้มบางๆ แล้วพูดต่อ "ไม่เป็นไร มีอะไรก็พูดมาเถอะ ข้าไม่เอาไปฟ้องใครหรอก เพราะข้าเองก็เตรียมตัวชิ่งเหมือนกัน"
"หา?" ฉินหมิงหน้าเหวอ คนเก่งระดับนี้จะออกจากสำนักเนี่ยนะ?
เขาถามต่อ "เจ้าเห็นว่าสำนักปราณหกวิถีมันเน่าเฟะ ตกต่ำลงแล้ว ก็เลยรีบตัดหางปล่อยวัดงั้นสิ?"
ลู่จื้อไจ้หัวเราะเยาะ "ใครบอกว่าสำนักปราณหกวิถีจะจบเห่แล้ว? มีแต่พวกโง่เท่านั้นแหละที่รนหาที่ตายมาลองดี เจ้าลองดูสิ ผู้ยิ่งใหญ่ตัวจริง มีใครกล้าโผล่หัวมาบ้างไหมล่ะ?"
เขาวิจารณ์ต่อ "ความวุ่นวายของสำนักปราณหกวิถีมันเริ่มมาจากภายในต่างหาก มีการแบ่งพรรคแบ่งพวกเยอะแยะไปหมด พวกผู้อาวุโสก็มีแต่อยู่ในตระกูลใหญ่ๆไม่กี่ตระกูล ขืนเป็นแบบนี้ต่อไป จะอยู่รอดได้ยังไง ถ้าวิถีการสืบทอดไม่ถ่ายเลือดใหม่สักรอบ ก็ไม่มีทางผลัดกายก่อเกิดใหม่ได้หรอก"
"ตกลงเจ้าเป็นใครกันแน่เนี่ย?" ฉินหมิงทนไม่ไหวอีกต่อไป เขาไม่เชื่อเด็ดขาดว่าหมอนี่จะเป็นแค่ศิษย์ธรรมดาๆ