- หน้าแรก
- ราตรีนิรันดร์
- ฟรี บทที่ 145 จากนรกสู่ยอดเมฆ
ฟรี บทที่ 145 จากนรกสู่ยอดเมฆ
ฟรี บทที่ 145 จากนรกสู่ยอดเมฆ
บทที่ 145 จากนรกสู่ยอดเมฆ
ทั่วร่างของวิหคเผิงทมิฬราวกับหล่อหลอมจากเหล็กนิล มันยืนตระหง่านอยู่บนยอดเขา ก้มมองที่ราบเบื้องล่างภายใต้ความมืดมิด ขณะกำลังเดินพลังรักษาบาดแผล คลื่นพลังงานน่าสะพรึงกลัวก็แผ่ซ่านออกมารอบตัว
"น้องสาม เจ้านี่มันร้ายไม่เบานะ ถึงกับชักศึกเข้าบ้าน เรียกปีศาจข้ามถิ่นมาเลยรึไง!" วิหคเผิงทมิฬสบถอย่างหัวเสีย โชคดีที่มันฟื้นตัวได้ไวพอจะรักษาชีวิตรอด ไม่อย่างนั้นคงโดนพวกขาใหญ่จากถิ่นอื่นมาลูบคมแหงๆ
ลาแก่รีบแก้ตัวพัลวัน "พี่ใหญ่ ข้ากลัวนี่! ไอ้เด็กนั่นมันกำลังสกัดเลือดสีเงินของน้องสี่ ขืนปล่อยไว้มันต้องเก่งขึ้นกว่าเดิมแน่"
ทางด้านราชสีห์กิเลนเพลิงที่มีรูปร่างกำยำใหญ่โตยิ่งกว่าช้างสาร เกล็ดสีแดงฉานของมันกำลังส่องประกาย มันเองก็กำลังรักษาบาดแผลอยู่เช่นกัน ทั่วร่างถูกอาบย้อมไปด้วยแสงเพลิง พร้อมกับส่งเสียงคำรามต่ำในลำคอออกมาเป็นระยะ
ขืนเปลี่ยนเป็นปราชญ์ภายนอกคนอื่นโดนทะลวงกะโหลกแบบนี้ คงได้ไปเฝ้ายมบาลตั้งนานแล้ว แม้มันจะเจ็บปวดเจียนตายจนคลุ้มคลั่งไปพักใหญ่ แต่ตอนนี้อาการก็เริ่มดีขึ้น รูโหว่เลือดสาดบนหน้าผากกำลังค่อยๆ สมานตัว
ภายในร่างของมัน มีเลือดแท้ประหลาดปริมาณน้อยนิดกำลังส่องประกาย ต้นขั้วสายเลือดของมันสามารถสืบสาวกลับไปได้ถึงสิ่งมีชีวิตระดับสุดยอดที่อาศัยอยู่ในส่วนลึกสุดของโลกแห่งหมอกราตรี... นั่นก็คือ กิเลนเพลิง
วิหคเผิงทมิฬเอ่ยปาก "ในเมื่อเจ้าเรียกพวกมาแล้ว งั้นก็ใช้ชื่อข้าออกประกาศจับตายไปเลย ไปเกณฑ์สหายร่วมรบมาปิดล้อมมันให้มากกว่านี้ ห้ามปล่อยให้มันรอดออกไปจากที่ราบเทพมรณะเด็ดขาด!"
"ได้เลยขอรับ!" ลาแก่รีบพยักหน้ารับคำ
ภายใต้ความมืดมิดบนที่ราบเทพมรณะ เสียงสัตว์ร้ายคำรามกึกก้องดังระงม นกนักล่าจำนวนมหาศาลกางปีกบินโฉบเฉี่ยว แหวกทะลวงหมอกราตรีหนาทึบ บินร่อนวนอยู่เหนือป่าดงดิบ
เมื่อประกาศจับตายถูกส่งออกไป อาณาเขตภายใต้การปกครองของสี่ปีศาจเฒ่าก็เกิดความปั่นป่วนวุ่นวายสุดขีด ทั่วทุกหนแห่งเต็มไปด้วยสัตว์ประหลาดสุดแกร่งเดินเพ่นพ่าน รวมถึงเหล่านักผจญภัยเผ่ามนุษย์กลุ่มเล็กๆ ด้วยเช่นกัน
ทางด้านฉินหมิง หมอกแสงสีเงินที่ลอยวนเวียนอยู่รอบกายถูกเขาดูดซับเข้าไปจนหมดเกลี้ยง กลิ่นหอมของยาวิเศษแทรกซึมเข้าสู่ร่างกาย การผลัดกายครั้งที่เจ็ดได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว!
เขาสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่า บาดแผลเริ่มตกสะเก็ด กระดูกที่หักกำลังสมานต่อกัน ทั่วร่างร้อนผ่าวราวกับถูกไฟสุม เลือดเนื้อราวกับได้รับการชำระล้างให้บริสุทธิ์ มีละอองแสงสีรุ้งลอยวน พลังชีวิตและจิตวิญญาณของเขาพุ่งสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ภายในอวัยวะภายในทั้งห้าและเครื่องในทั้งหกของเขา เต็มไปด้วยหมอกแสงและไอหมอกเซียน กลิ่นอายชีวิตทรงพลังถือกำเนิดขึ้น ราวกับวสันตฤดูมาเยือน สรรพสิ่งแข่งขันกันผลิบาน
กระดูกที่หักของเขากำลังสมานเชื่อมต่อและงอกใหม่ด้วยความเร็วสูงสุด หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ไม่ต้องรอให้การผลัดกายเสร็จสิ้น กระดูกก็คงติดกันเรียบร้อยแล้ว
เมื่อปราศจากกลิ่นหอมของหัวใจสีเงินคอยชี้เป้า สถานการณ์ของฉินหมิงก็ดีขึ้นกว่าก่อนหน้านี้มาก เขาใช้วิชาซ่อนประกายกลืนธุลี กลมกลืนไปกับป่าทึบภายใต้ความมืดมิด เขายืนนิ่งไม่ไหวติงมาเป็นเวลาหนึ่งเค่อ(15 นาที)แล้ว
ทว่าความสงบสุขก็อยู่ได้ไม่นาน ดินแดนแห่งนี้มีพวกภูตผีปีศาจชุกชุมเกินไป เพียงไม่นานก็มีตัวประหลาดดมกลิ่นเจอเขาเข้าจนได้
มันคือแพะตัวหนึ่ง ขนดำขลับราวกับน้ำหมึก ส่วนสูงปาเข้าไปถึงสิบเมตร รูปร่างกำยำใหญ่โตยิ่งกว่าราชสีห์กิเลนเพลิงเสียอีก เขาทั้งสองบนหัวดูขรุขระ ไม่ได้แหลมคมอะไรนัก
แต่ฉินหมิงกลับสัมผัสได้ถึงความอันตรายอย่างรุนแรงจากมัน
ก็ตามคาด แพะดำตัวนี้พิเศษสุดๆ มันไม่ได้ระเบิดปราณปีศาจออกมาเลยแม้แต่น้อย อาศัยเพียงพละกำลังจากกล้ามเนื้อล้วนๆ ก็สามารถบดขยี้ทุกสิ่งให้ราบเป็นหน้ากลอง มันพุ่งพรวดเข้ามา ชนต้นไม้ใหญ่หักโค่นระเนระนาด
ฉินหมิงสงสัยว่า แพะดำตัวนี้น่าจะฝึกวิชา 'เสื้อเกราะเหล็ก' (เถียปู้ซาน) มาแน่ๆ เพราะทั่วทั้งร่างของมันถูกปกคลุมด้วยแสงสีดำบางๆ ทำให้ร่างกายแข็งแกร่งดุจเหล็กกล้า ฟันแทงไม่เข้า ทรงพลังและดุดันสุดๆ
เขาอยู่ในช่วงกำลังผลัดกาย กระดูกที่หักก็เพิ่งจะเริ่มเชื่อมต่อกัน เขาไม่อยากจะปะทะกับสิ่งมีชีวิตที่แข็งแกร่งตัวไหนในตอนนี้หรอก กลัวว่ากระดูกจะเคลื่อนอีกรอบ ก็เลยหันหลังวิ่งหนีทันที
โครม!
หินยักษ์ที่ขวางทางอยู่บนที่ราบ โดนแพะดำตัวนี้เตะทีเดียวแหลกละเอียดเป็นผุยผง บริเวณที่เขาขรุขระคู่นั้นกวาดผ่าน ต้นไม้โบราณสูงเสียดฟ้าต่างระเบิดกระจุยเป็นหย่อมๆ ท่าทางของมันราวกับจะแทงทะลุสวรรค์ให้เป็นรู
"ข้าหยางติ่งเทียน ได้ยินมาว่าในมือเจ้ามีหัวใจสีเงินอยู่ ข้าอุตส่าห์ถ่อมาเพื่อฮุบมันโดยเฉพาะ ส่งมันมาซะ แล้วข้าจะไว้ชีวิตเจ้า" มันพูดขึ้น
"ข้ากินมันเข้าไปแล้ว!" ฉินหมิงตอบกลับ
หยางติ่งเทียนวิ่งไล่บี้พลางตะคอก "งั้นข้าจับเจ้าไปเคี่ยวสกัดเอาก็ได้เหมือนกัน! ในระยะเวลาสั้นๆ สรรพคุณยายังไม่หายไปไหนหรอก!"
ตู้ม! ฉินหมิงกระโจนลงไปในแม่น้ำสายใหญ่ ทว่าเพิ่งจะว่ายออกไปได้ไม่กี่ลี้ ก็โดนปลาโคร่งขนาดยาวกว่าสิบเมตรในน้ำไล่บี้จนต้องตะเกียกตะกายขึ้นฝั่ง
หลังจากนั้นไม่นาน ลิงยักษ์ตัวหนึ่งก็โผล่มา มันคือสัตว์ยักษ์ของแท้ สูงถึงสิบห้าเมตร ไม่ต้องพูดถึงปราณแสงสวรรค์ของมันหรอก แค่พละกำลังมหาศาลที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด ก็ไม่ใช่สิ่งที่ปราชญ์ภายนอกธรรมดาจะรับมือได้แล้ว
ลิงยักษ์ตัวนี้โดนฉินหมิงหมายหัวจดลงบัญชีแค้นเรียบร้อย!
เขากำลังโดนลิงยักษ์วิ่งควบไล่กวด ฝ่าตีนมหึมาของมันกระทืบลงมาอย่างต่อเนื่อง หลายครั้งที่เกือบจะเฉียดร่างของฉินหมิงไปหวุดหวิด
ผืนดินปริแตก ต้นไม้หักโค่น ลิงยักษ์หิ้วดาบกระดูกที่ฝนขึ้นมาจากซี่โครงของสัตว์ยักษ์ ฟาดฟันลงมาแต่ละทีเล่นเอาฟ้าถล่มแผ่นดินทลายของจริง
ฉินหมิงไม่อยากลงมือ เขาต้องประคองกระดูกที่หักให้เชื่อมสนิทเสียก่อน สุดท้ายเขาก็กระโจนลงไปในทะเลสาบขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง
แต่ไม่ทันไร เขาก็ต้องแยกเขี้ยวหน้าเหยเก ตะเกียกตะกายขึ้นฝั่งอย่างทุลักทุเลอีกรอบ ในทะเลสาบดันมีปลาไหลไฟฟ้าฝูงใหญ่ยั้วเยี้ยไปหมด ยังดีที่พลังของพวกมันไม่ได้แก่กล้าอะไรนัก
ตลอดทั้งวัน ฉินหมิงต้องใช้ชีวิตอยู่กับการหนีตายหัวซุกหัวซุน
พอตกดึก เขาก็หาที่หลบซ่อนตัวได้อย่างเงียบสงบ ต้องทนเหม็นกลิ่นคาวเลือด เข้าไปหลบซ่อนตัวอยู่ในปากของจระเข้ยักษ์ตัวหนึ่ง เขาไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่า เพื่อความอยู่รอด เขาจะต้องมาตกระกำลำบากถึงขั้นนี้
เขาถูกสัตว์ยักษ์สารพัดชนิดไล่ล่า จนต้องหนีเข้าไปในบึงโคลน เอาโคลนตมมาละเลงทาตัวเพื่อพรางกลิ่น แต่ดันซวยไปเจอจระเข้ระดับปราชญ์ภายนอกเข้าอีก
คราวนี้เขาเหลืออด พุ่งปรี่เข้าไปในปากของจระเข้ยักษ์ด้วยตัวเอง แล้วใช้ปราณแสงสวรรค์ระเบิดทำลายอวัยวะภายในของมันจนตายสนิท โดยที่ร่างกายภายนอกไม่มีบาดแผลอะไรเลย
ฉินหมิงนอนแผ่หลาอยู่ในปากจระเข้ ในที่สุดเขาก็ได้ผ่อนคลายร่างกายเสียที
"การทดสอบศิษย์หลักของสำนักปราณหกวิถี..." เขาพึมพำเบาๆ
การทดสอบรอบนี้ ผู้อาวุโสท่านนั้นแบ่งสนามทดสอบตามระดับความแข็งแกร่งของพวกศิษย์
เขาที่อยู่ในระดับผลัดกาย สุดท้ายดันมาเจอของแข็งอย่าง วิหคเผิงทมิฬ, ราชสีห์กิเลนเพลิง, แพะดำหยางติ่งเทียน และปีศาจเฒ่าสุดสยองอีกเพียบ พลังฝีมือของพวกมันเหนือชั้นกว่าพวกปราชญ์ภายนอกทั่วไปลิบลับ
ถ้าข้าทะลวงเข้าสู่ระดับปราชญ์ภายนอกได้ การทดสอบคราวนี้จะไม่โดนจับโยนไปอยู่ในดงสัตว์ประหลาดระดับอาณาเขตวิญญาณเลยรึไง? ต้องไปเจอกับตัวเป้งระดับสามเลยเหรอ?
คืนนั้น ฉินหมิงหลับสนิทเป็นตาย ร่างกายของเขาเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างน่าตกตะลึง
บนร่างกายของเขา ราวกับมีเข็มทองคำและด้ายเงินคอยเย็บปะและซ่อมแซมบาดแผลต่างๆ ให้เขา มีโคลนสีเงินที่เป็นยาวิเศษพอกอยู่ทั่วทั้งร่าง
บาดแผลทั้งหมดของฉินหมิง รวมถึงกระดูกที่หัก ต่างก็ส่งเสียงดังกร๊อบแกร๊บเบาๆ หลังจากได้รับการ "เย็บปะ" และได้รับการบำรุงจากยาวิเศษ บาดแผลเหล่านั้นก็สมานตัวอย่างรวดเร็ว
เช้าวันรุ่งขึ้น เขาลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกกระปรี้กระเปร่า สภาพร่างกายฟิตปั๋งอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน!
นอกจากสภาพแวดล้อมส้นตีนในปากจระเข้แบบนี้แล้ว เขาก็ไม่มีอะไรให้บ่นอีก อาการบาดเจ็บทั้งหมดหายเป็นปลิดทิ้ง พละกำลังเพิ่มพูน ประสาทสัมผัสทั้งห้าเฉียบคม ปราณแสงสวรรค์อัดแน่น พลังจิตและปัญญาเทวะก็สั่งสมลึกล้ำยิ่งกว่าเดิม
"ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป อีกไม่ถึงครึ่งวัน การผลัดกายครั้งที่เจ็ดของข้าก็จะเสร็จสมบูรณ์แล้ว!"
ตอนนี้ฉินหมิงมีความมั่นใจเต็มเปี่ยม ในที่สุดกระดูกที่หักก็สมานกันสนิทเสียที ไม่เป็นอุปสรรคต่อการต่อสู้อีกต่อไป!
เขาคลานออกมาจากปากจระเข้ยักษ์ ล้างคราบสกปรกในแอ่งน้ำใสหลายรอบ อันที่จริงมีแสงสวรรค์กางเป็นเกราะคุ้มกันอยู่ เขาจึงไม่ได้เปื้อนกลิ่นเหม็นคาวอะไรนัก
ฉินหมิงจับปลาไหลไฟฟ้ามาปิ้งกินหนึ่งตัว ตบท้ายด้วยผลไม้ป่าอีกนิดหน่อย นัยน์ตาของเขาทอประกายอำมหิตเยียบเย็น เขากำลังหมกมุ่นคิดแผนเอาคืนอยู่ เมื่อวานแม่งระยำตำบอนเกินไปแล้ว
พอคิดถึงพวกปีศาจเฒ่าเหล่านั้น เขาก็เดาว่าบนตัวของราชสีห์กิเลนเพลิงน่าจะมี 'เลือดมหัศจรรย์' ชนิดพิเศษอยู่ บางทีอาจจะช่วยเสริมรากฐานของเขาให้แข็งแกร่งขึ้นได้อีก
คืนหนึ่งผ่านพ้นไป ความกระตือรือร้นในการไล่ล่าของพวกภูตผีปีศาจก็หดหายไปตามๆกัน เพราะพวกมันคิดว่าเขาคงสูบเอาสรรพคุณของเลือดสีเงินไปจนหมดไส้หมดพุงแล้ว ขืนจับมาก็ไม่มีค่าอะไรให้สูบกินอีก
ยามเที่ยงตรง ช่วงเวลาที่ความมืดมิดเจือจางที่สุด บนที่ราบเทพมรณะมีหมอกลงจัด ฉินหมิงอารมณ์เบิกบานแจ่มใส การผลัดกายครั้งที่เจ็ดของเขาเสร็จสมบูรณ์ร้อยส่วนแล้ว
เขาสัมผัสได้จากสัญชาตญาณเลยว่า รากฐานศักยภาพของเขาได้ก้าวข้ามขีดจำกัดไปอีกขั้นเล็กน้อยแล้ว!
แต่ถึงกระนั้น ต่อให้เขาจะได้ 'เลือดมหัศจรรย์' มาถึงสองชนิดเพื่อเสริมรากฐานให้แน่นปึ้ก มันก็ไม่ได้ดีเลิศอย่างที่คิด เป็นเพียงการทำลายขีดจำกัดเดิมได้เล็กน้อยเท่านั้น
ดูท่าตอนผลัดกายครั้งแรก แขนทั้งสองข้างมีพละกำลังถึงหนึ่งพันห้าร้อยชั่ง(750 กิโลกรัม) รากฐานศักยภาพระดับนี้คงยากที่จะก้าวข้ามไปได้ง่ายๆ สินะ
เพราะดูเหมือนว่า บรรดายอดคนระดับปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งในอดีต ก็ยังไม่มีใครไปถึงขั้นนั้นได้เลย
หลังจากร่างกายของฉินหมิงผ่านการผลัดกายเจ็ดครั้ง พละกำลังของเขาก็พุ่งทะลุขีดจำกัดหนึ่งหมื่นห้าร้อยชั่ง(5,250 กิโลกรัม)ไปแล้ว แต่ก็ยังไม่ถึงหนึ่งหมื่นหนึ่งพันชั่ง(5,500 กิโลกรัม)
แน่นอนว่า นี่เป็นเพียงสัญชาตญาณการประเมินคร่าวๆ ของเขาเท่านั้น
"ถ้าอยากจะก้าวข้ามขีดจำกัด เสริมรากฐานให้แกร่งกว่านี้ ก็ต้องไปล่าเลือดมหัศจรรย์มาเพิ่มอีก!" ฉินหมิงค้นพบว่า ที่ราบเทพมรณะแห่งนี้ดูเหมือนจะพิเศษอยู่บ้าง สิ่งมีชีวิตที่มีสายเลือดสุดยอดไม่ได้หายากเหมือนงมเข็มในมหาสมุทร
อย่างน้อยที่สุด เขาก็หมายหัวตัวเป้งไว้ได้สามตัวแล้ว!
นอกเหนือจากสมรรถภาพร่างกายที่พุ่งทะยานและพลังฝีมือที่แข็งแกร่งขึ้นอย่างก้าวกระโดดแล้ว ภายในเลือดเนื้อของเขายังมีแสงมหัศจรรย์เข้มข้นขึ้น หนำซ้ำข้างๆแสงนั้นยังมีกลุ่มหมอกแสงสีทองปรากฏขึ้นมา ดูราวกับดวงอาทิตย์ที่แตกกระจายแล้วหลอมรวมเข้ากับละอองแสง
นี่คือความสามารถชนิดหนึ่งที่เขาได้รับจากการผลัดกายครั้งที่เจ็ด!
ฉินหมิงสูดลมหายใจเข้าลึก ทำจิตใจให้สงบ พลังฝีมือของเขายังเลื่อนระดับไม่เสร็จสมบูรณ์หรอก... ถ้าจะพูดให้ถูก การเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพอย่างแท้จริง เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นต่างหาก!
เขากวาดสายตามองที่ราบกว้างใหญ่ที่เต็มไปด้วยป่าไม้ดงดิบ พลางเอ่ยขึ้น "ทำเลทองชัดๆ เหมาะจะเอาไว้ฝึกคัมภีร์อี่มู่พอดีเลย!"
เขานั่งขัดสมาธิลงกับพื้น เดินพลังตามเคล็ดวิชา พริบตานั้น กลิ่นอายบริสุทธิ์สดชื่นก็ไหลเวียนไปทั่วบริเวณ ต้นไม้ใบหญ้าสั่นไหวเสียงดังซู่ซ่า แสงสีเขียวจางๆ ค่อยๆ ไหลมารวมตัวกันที่ร่างของเขา
ฉินหมิงสำเร็จวิชาปราณอี่มู่มาตั้งนานแล้ว ตอนนี้เขาเริ่มกิน 'ผลที่ร่วงหล่น' เพื่อยกระดับเคล็ดวิชาปราณนี้
ภายในผลที่ร่วงหล่น แสงสวรรค์อันเข้มข้นแทบจะควบแน่นกลายเป็นของเหลว เมื่อตกลงสู่ปากของเขา มันก็ส่องประกายเจิดจรัส และยิ่งสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงเมื่อเข้าไปในร่างกาย หากเป็นคนธรรมดาทั่วไปรับรองว่าทนไม่ไหว ร่างกายคงสุกงอมไหม้เกรียมไปแล้ว
แต่ฉินหมิงสามารถทนทานมันได้ เมื่อเขากลืนผลที่ร่วงหล่นลงไปเม็ดแล้วเม็ดเล่า ปราณอี่มู่ของเขาก็ยกระดับขึ้นอย่างต่อเนื่อง ท้ายที่สุด ทั่วทั้งร่างของเขาก็ถูกอาบย้อมไปด้วยแสงสีเขียวขจี
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ป่าผืนนี้กำลังเกิดการสั่นพ้องกับตัวเขา คอยมอบกลิ่นอายชีวิตให้ไม่ขาดสาย สมแล้วที่เป็นเคล็ดวิชาขั้นสุดยอด มันสามารถใช้ต่ออายุขัย และยกระดับแก่นแท้แห่งชีวิตได้จริงๆ!
ละอองแสงสีเขียวลอยอวล หมอกแสงพวยพุ่ง กลิ่นอายชีวิตเข้มข้นหลั่งไหลมารวมตัวกันที่ฉินหมิง ทั่วทั้งผืนป่าส่งเสียงซู่ซ่าซัดสาด ราวกับกำลังเจรจาพาทีและสื่อสารกับเขา
ท้ายที่สุด ผิวพรรณของฉินหมิงก็ขาวสะอาดดุจหยกสลัก เส้นผมเปลี่ยนเป็นสีเขียวมรกต เปล่งประกายแวววาวทุกเส้นขน ราวกับกลายร่างเป็นภูตแห่งขุนเขาไปเสียแล้ว
เขาอาศัยผลที่ร่วงหล่น ผนวกกับการสั่นพ้องกับผืนป่าแห่งนี้ ฝึกคัมภีร์อี่มู่จนสำเร็จลุล่วงอย่างลึกซึ้ง และมาถึงขีดจำกัดสูงสุดที่ร่างกายในตอนนี้จะรับได้แล้ว
"คัมภีร์อี่มู่ ไม่เพียงแต่จะช่วยบำรุงร่างกายเท่านั้น แต่พลังทำลายล้างของมันก็แข็งแกร่งสุดๆ!" ฝ่ามือของฉินหมิงส่องแสงสีเขียว เขากระแทกฝ่ามือลงบนพื้นดินเบาๆ ตู้ม! ผิวดินแตกระแหงพังทลาย พลังทำลายล้างทะลวงลึกลงไปใต้ดินหลายชั้น
เขาสะบัดมือเบาๆ ปราณแสงสวรรค์สีเขียวไหลเวียน กวาดเฉียดหินยักษ์ก้อนหนึ่งที่อยู่ข้างๆ จนมันร่วงกราวกลายเป็นผุยผง
เมื่อหยุดโคจรคัมภีร์อี่มู่ เส้นผมของเขาก็กลับคืนสู่สีดำขลับดังเดิม
ถัดมา เขาก็เริ่มหันมาฝึกปราณวายุอัสนี นี่คือเคล็ดปราณจากตำราดาบวายุอัสนีที่เขาปล้นมาจากพังพอนเฒ่า เขาให้ความสำคัญกับมันมาก เพราะใฝ่ฝันอยากจะควบคุมพลังแห่งสายฟ้ามาตลอด
แม้ว่ามันจะไม่ใช่พลังอสนีบาตบริสุทธิ์ แต่มาคู่กับลมพายุ แต่แค่นี้ฉินหมิงก็พอใจมากแล้ว
วิชาดาบวายุอัสนีนี้ดูท่าจะเป็นสุดยอดวิชาของสำนักใหญ่ เคล็ดปราณของมันก็ชวนให้ตื่นตาตื่นใจไม่แพ้กัน บนร่างของฉินหมิงมีประกายแสงสายฟ้าพันเกี่ยว ผสานเข้ากับปราณวายุ เขาเพียงแค่ออกหมัดชกเบาๆ เสียงพายุและสายฟ้าก็ดังกึกก้องกัมปนาท!
ที่สำคัญที่สุดคือ พลังทำลายล้างของมันรุนแรงมากๆ!
หลังจากนั้น เขาก็ไปหลอมรวม 'ปราณสายฟ้า' ที่ได้มาจากวังเบญจธาตุ ถึงแม้มันจะไม่ใช่เคล็ดวิชาสายฟ้าขั้นสูงอะไรมากมาย แต่มันก็ถือว่าไม่ธรรมดาเหมือนกัน
ขั้นต่อไป ฉินหมิงก็ค่อยๆ ยกระดับเคล็ดปราณแสงสวรรค์ไปทีละวิชา ไล่ตั้งแต่ ปราณเส้าหยาง, ปราณวายุเพลิง, ปราณตัดทองคำ, ปราณกรงเล็บมังกร, ปราณแสงสว่าง และ ปราณประกายหยก
เขาอาศัยเคล็ดวิชาจากคัมภีร์ผ้าไหมมาเป็นตัวควบคุม หลอมรวมทุกสรรพวิชาให้เป็นหนึ่งเดียว!
เมื่อวานนี้ เขาต้องเผชิญกับวิกฤตเฉียดตาย โดนสารพัดภูตผีปีศาจไล่ล่าหัวซุกหัวซุน ราวกับตกลงไปในก้นบึ้งของขุมนรก
มาตอนนี้ หลังจากผ่านการผลัดกายครั้งที่เจ็ด ผนวกกับการหลอมรวมเคล็ดปราณสายต่างๆ เขาก็ผงาดกลับขึ้นมาเหยียบเมฆอีกครั้ง
ฉินหมิงหลอมรวมเคล็ดวิชาปราณทั้งหมดเก้าชนิดเข้าด้วยกัน การหลอมรวมเยอะขนาดนี้ในครั้งเดียว เป็นสิ่งที่ไม่เคยมีใครทำได้มาก่อนแน่!
เคล็ดวิชาส่วนใหญ่ ก็เป็นวิชาที่เขาได้มาจากซากโบราณสถานภูเขาเซียนหลัวฝู ตอนที่ไปช่วยหลีชิงเยว่แย่งชิงของวิเศษในตำนานนั่นแหละ
อันที่จริง ในมือเขายังเหลือปราณแสงสวรรค์อีกสามชนิดที่ยังไม่ได้ยกระดับหรือหลอมรวม เหตุผลหลักก็เพราะ ผลที่ร่วงหล่นโดนสูบลงกระเพาะไปเกลี้ยงแล้วน่ะสิ
เมิ่งซิงไห่อุตส่าห์เตรียมผลที่ร่วงหล่นมาให้เขาตั้งหลายถุง แต่ก็ยังไม่พอใช้อยู่ดี เพราะว่าคราวนี้เขาฝึกเคล็ดวิชาที่ทรงพลังมากๆ ทั้งนั้น ก็เลยต้องใช้พลังงานเยอะเป็นพิเศษ
อีกอย่าง ตอนนี้ฉินหมิงก็ยัดผลที่ร่วงหล่นไม่ลงแล้วจริงๆ นี่เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกว่าตัวเองก็มีขีดจำกัดเหมือนกัน ตอนนี้มัน "จุก" จนล้นคอหอยแล้ว ขืนยัดห่าลงไปอีก เขาคงได้ตัวระเบิดตายคาที่แน่ๆ
จนถึงตอนนี้ เขาได้หลอมรวมสุดยอดวิชาสี่ชนิด รวมเป็นปราณแสงสวรรค์ทั้งหมดถึงยี่สิบเจ็ดชนิด!
ยามที่ฉินหมิงหยัดกายลุกขึ้น ปราณแสงสวรรค์ที่หลอมรวมเป็นหนึ่งก็แผ่ซ่านออกจากร่าง เห็นได้ชัดเลยว่ามันเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพ ทรงพลังกว่าเมื่อก่อนลิบลับ!
ปราณแสงสวรรค์นี้สว่างไสวเจิดจ้ามาก ทำให้เขาดูเหมือนกำลังอาบแสงสวรรค์จากโลกภายนอกอยู่ ราวกับสวมชุดเกราะศักดิ์สิทธิ์ ดูเหมือนเทพบุตรวัยเยาว์ที่เดินออกมาจากดวงอาทิตย์เจิดจรัส ทุกท่วงท่ากิริยาล้วนเหนือชั้น ในขณะเดียวกันก็แผ่กลิ่นอายความกดดันอันแข็งแกร่งออกมาด้วย
"ได้เวลาออกโรงแล้ว!" ฉินหมิงออกเดินทางอีกครั้ง เขาถือดาบหยกเหล็กมันแกะ เดินลุยเดี่ยวไปตามที่ราบเทพมรณะอย่างองอาจ