เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ฟรี บทที่ 140 ดินแดนสุดขอบโลก

ฟรี บทที่ 140 ดินแดนสุดขอบโลก

ฟรี บทที่ 140 ดินแดนสุดขอบโลก


บทที่ 140 ดินแดนสุดขอบโลก

ภายในเวลาเพียงหนึ่งวัน การเดินทางข้ามระยะทางสี่หมื่นหลี้ ฝ่าผืนแผ่นดินมืดมิดไร้ขอบเขต นกยักษ์สองตัวก็พาผู้คนทั้งหมดมาถึงดินแดนสุดขอบโลก

แม้ว่าทุกคนจะมีสภาพร่างกายที่แข็งแกร่ง และผ่านการผลัดกายมาแล้วหลายครั้ง แต่เด็กหนุ่มบางคนก็ยังรู้สึกคลื่นไส้วิงเวียน ใบหน้าซีดเผือด จนกระทั่งสองเท้าแตะพื้นดิน ถึงค่อยรู้สึกอุ่นใจขึ้นมาบ้าง

"ทำไมถึงไม่บินเข้าไปในเมืองเลยล่ะขอรับ?" มีคนเอ่ยถามขึ้นมา

ที่นี่เป็นพื้นที่รกร้าง หมอกราตรีหนาทึบ มีต้นไม้เก่าแก่อยู่เต็มไปหมด กิ่งก้านสาขาที่รุงรังแผ่ขยายไปทั่วทุกสารทิศ ไกลออกไปมีแสงสว่างริบหรี่ลอดผ่านมา น่าจะเป็นเมืองสักแห่ง

"พอมาถึงที่นี่แล้ว ข้าจะสอนบทเรียนแรกให้พวกเจ้า" ผู้อาวุโสแห่งสำนักปราณหกวิถีเอ่ยปาก

เขามีนามว่า โจวเทา ผมหงอกขาวที่ขมับทั้งสองข้าง นัยน์ตามีประกายสีทองไหลเวียน พลางกล่าวว่า "เมื่อเข้าใกล้ดินแดนสุดขอบโลก ห้ามบินทะลวงหมอกราตรีเข้าเมืองตรงๆ เด็ดขาด มิเช่นนั้นจะถูกมองว่าเป็นการลอบโจมตีของศัตรู ต่อให้เป็นสัตว์ประหลาดระดับสูง ก็โดนเกาทัณฑ์หน้าไม้ชนิดพิเศษยิงพรุนเอาง่ายๆ!"

หลังจากนั้น ทุกคนก็ได้รับรู้ว่าสถานที่แห่งนี้คือที่ใด... มันคือดินแดนแนวหน้าในยุคแห่งการบุกเบิกครั้งยิ่งใหญ่ในอดีต!

แน่นอนว่า เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนผ่าน การบุกเบิกพื้นที่ก็ถูกระงับไปนานแสนนาน ที่นี่จึงไม่มีภาพบรรยากาศคึกคักที่เต็มไปด้วยผู้คนและยอดฝีมือเหมือนในอดีตอีกแล้ว

ฉินหมิงเหม่อลอยไปเล็กน้อย ไม่นึกเลยว่าแค่วันเดียว จะเดินทางมาไกลถึงสี่หมื่นลี้ จนมาถึงสถานที่แบบนี้ได้ มันเหนือความคาดหมายของเขาจริงๆ

เขาคิดว่ายุคแห่งการบุกเบิกครั้งยิ่งใหญ่น่าจะยังอยู่อีกไกล ไม่นึกเลยว่าตัวเองจะได้มาสัมผัสดินแดนแบบนี้ก่อนเวลาควร

ผู้คนต่างซุบซิบวิพากษ์วิจารณ์กันเซ็งแซ่ ขณะเดินฝ่าหมอกราตรีมุ่งหน้าสู่เมืองแห่งนั้น

เมืองนี้ไม่ได้ใหญ่โตอะไรมากมาย กำแพงเมืองดูเก่าแก่ทรุดโทรม บนกำแพงหินทองดำที่แข็งแกร่งดุจเหล็กกล้า มีรอยขีดข่วนและรอยแตกหักให้เห็นอยู่ประปราย บางจุดก็มีรอยกรงเล็บที่น่าสะพรึงกลัว ขนาดใหญ่ตั้งหลายเมตร ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน

รอยขีดข่วนนี้ทำเอาหลายคนหน้าถอดสี จินตนาการได้เลยว่าในยุคแห่งการบุกเบิกครั้งยิ่งใหญ่ที่ล่วงเลยไปแล้วนั้น มันมีฉากการต่อสู้น่าสะพรึงกลัวและระทึกขวัญมากเพียงใด กลิ่นคาวเลือดและเปลวเพลิงแห่งอดีตราวกับกำลังพัดโชยมาปะทะหน้า

โจวเทาเหมือนจะเดาออกว่าพวกเขากำลังคิดอะไรอยู่ จึงยิ้มบางๆ แล้วกล่าวว่า "ไอ้รอยพวกนี้มันแค่เรื่องจิ๊บๆ รอยข่วนแมวที่ทิ้งไว้ช่วงไม่กี่ปีมานี้เองแหละ"

"เอ๊ะ หรือว่ายุคแห่งการบุกเบิกครั้งยิ่งใหญ่รอบใหม่ เริ่มต้นขึ้นแล้วเหรอขอรับ?" มีคนทนไม่ไหวเอ่ยถามขึ้นมา

"ยังหรอก" ศิษย์หนุ่มคนหนึ่งส่ายหน้า

จากนั้นเขาก็พูดต่อ "พวกเจ้าคิดว่าปกติที่นี่มันจะสงบสุขงั้นเรอะ?"

หลังจากกลุ่มคนผ่านการตรวจสอบตัวตน ก็เดินเข้าเมืองได้อย่างราบรื่น และระหว่างทางพวกเขาก็พอจะเข้าใจสถานการณ์คร่าวๆ แล้ว

แนวหน้าของการบุกเบิกครั้งยิ่งใหญ่นั้นมีอาณาเขตยาวเหยียด และที่นี่ก็เป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวหนึ่งเท่านั้น

ด้วยเหตุนี้เอง ในดินแดนสุดขอบโลกยาวเหยียดสุดลูกหูลูกตา จึงมักจะมีสิ่งมีชีวิตแปลกประหลาดสารพัดชนิดบุกรุกเข้ามาก่อกวนชาวบ้านตามชายแดนอยู่เสมอ ป้องกันได้ยากยิ่งนัก

สถานการณ์เลวร้ายลงเรื่อยๆ มีเหตุการณ์นองเลือดร้ายแรงเกิดขึ้นบ่อยครั้ง

ดังนั้น เบื้องบนจึงเริ่มทนไม่ไหว คิดจะเปิดฉากการบุกเบิกครั้งยิ่งใหญ่อีกครั้ง

ส่วนตอนนี้ การเตรียมการต่างๆ ก็กำลังดำเนินไปอย่างเป็นระบบระเบียบ

"พวกเจ้าเกิดมาในยุคที่เต็มไปด้วยความท้าทาย ทันทีที่ยุคแห่งการบุกเบิกครั้งยิ่งใหญ่มาถึง การกรีธาทัพบุกทะลวงเข้าสู่ส่วนลึกของโลกแห่งหมอกราตรีกว้างใหญ่ไพศาล จะทำให้มีโอกาสมากมายปรากฏขึ้น ทรัพยากรและโชคลาภมีอยู่นับไม่ถ้วน พวกเจ้าจะได้เป็นประจักษ์พยานในตำนานบทใหม่ บางคนก็อาจจะเจริญรุ่งเรืองแบบก้าวกระโดด กลายเป็นยอดฝีมือที่เข้าใกล้ความเป็นเซียน หรือไม่ก็วิวัฒนาการจนกลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่เกือบจะเทียบเท่าเทพเจ้าเลยก็เป็นได้"

"ทุกครั้งที่มีการบุกเบิกครั้งยิ่งใหญ่ จะมีคนหน้าใหม่ผงาดขึ้นมาเสมอ สว่างไสวดุจดั่งสุริยันแผดเผากลางนภากาศ สาดแสงส่องโลกแห่งหมอกราตรี จนสามารถยืนหยัดเคียงบ่าเคียงไหล่กับพวกยักษ์ใหญ่รุ่นก่อนได้เลยทีเดียว"

"เผลอๆ ในหมู่พวกเจ้า อาจจะมีปรมาจารย์วัยเยาว์ผู้กรุยทางให้สำนักซ่อนตัวอยู่ก็ได้!"

โจวเทาและศิษย์หนุ่มจากสำนักปราณหกวิถีอีกหลายคน ใช้คำพูดเพียงไม่กี่ประโยคก็สามารถวาดภาพโครงร่างเลือนรางของยุคสมัยยิ่งใหญ่ขึ้นมาได้

กลุ่มเด็กหนุ่มต่างรู้สึกใจเต้นระส่ำ เลือดลมสูบฉีดพลุ่งพล่าน

แต่ก็ยังมีบางส่วนที่ยังคงรักษาความเยือกเย็นเอาไว้ได้ หัวใจวัยรุ่นของพวกเขาไม่ได้เต้นแรงตามไปด้วย เพราะรู้ดีว่า ในยุคสมัยรุ่งโรจน์เช่นนั้น ก็ย่อมมีคนล้มตายเป็นเบือเช่นกัน

ที่นี่คือเมืองระดับอำเภอ มีบ่อน้ำพุเพลิงระดับสาม ประชากรมีเพียงแสนกว่าคนเท่านั้น

ฉินหมิงและคนอื่นๆ เริ่มจะรู้ตัวแล้วว่า การทดสอบที่พวกเขากำลังจะต้องเผชิญนั้น มันคืออะไร และพวกเขาจะต้องไปจัดการกับพวกสัตว์ประหลาดและภูตผีปีศาจแบบไหนกันบ้าง!

"หลังจากการบุกเบิกครั้งยิ่งใหญ่คราวที่แล้ว ก็มีการอพยพผู้คนมาตั้งถิ่นฐานที่นี่ ช่วงแรกๆ ก็อุดมสมบูรณ์ดีแหละ ทรัพยากรเพียบ พื้นที่กว้าง คนน้อย แต่ตอนนี้กลับต้องทนทุกข์ทรมาน พวกตัวประหลาดบุกข้ามแดนมาไม่เว้นแต่ละวัน ก่อกวนจนอยู่ไม่เป็นสุข เหตุการณ์นองเลือดมีแต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ถึงขั้นมีเหตุสลดฆ่าล้างหมู่บ้านเลยทีเดียว"

กลุ่มเด็กหนุ่มต่างเข้าใจแจ่มแจ้งแล้วว่า ที่โจวเทาบอกว่าไม่อยากให้พวกเขากัดกันเองมันหมายความว่ายังไง การมาล่าสัตว์ที่ดินแดนสุดขอบโลกเพื่อช่วยแก้ปัญหาความไม่สงบตามชายแดนแบบนี้ มันดีกว่าเยอะ

"พวกเจ้าจะจับกลุ่มกันหรือจะลุยเดี่ยวก็ได้ ใครที่ฆ่าสัตว์ร้ายได้เก่งกาจกว่า เด็ดหัวปีศาจได้มากกว่า ก็จะได้รับคะแนนประเมินสูงกว่า"

จากนั้น บางคนก็เริ่มปรึกษาหารือเพื่อจับกลุ่มกัน ในขณะที่บางคนเลือกที่จะนิ่งเงียบ เตรียมตัวฉายเดี่ยว

โจวเทาเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม "ข้าจะแบ่งเขตพื้นที่ให้ตามความแข็งแกร่งของพวกเจ้า ก่อนจะแยกย้ายกันไป ให้พวกเจ้าอ่านข้อมูลพวกนั้นอย่างละเอียดเสียก่อน และจงประเมินกำลังของตัวเองให้ดีๆ"

เขาเอ่ยเตือนด้วยความหวังดีว่า ตอนนี้ถ้าใครอยากถอนตัวก็ยังทัน มิเช่นนั้น จะต้องมีคนตายแน่นอน หากใครที่ไม่เคยผ่านการต่อสู้เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายมาก่อน ก็อย่าได้เข้าร่วมเลย พวกมือใหม่นี่แหละที่มักจะตายก่อนใครเพื่อน

ในมือของแต่ละคนปรากฏปึกกระดาษข้อมูลพื้นที่ใกล้เคียง เมื่อดูจากวันที่แล้ว บางข้อมูลก็เก่ากึก บางข้อมูลก็เพิ่งเกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ ล้วนแต่บันทึกเหตุการณ์นองเลือดที่ชาวบ้านในท้องถิ่นรายงานขึ้นมาทั้งสิ้น

"ข้อมูลเกี่ยวกับสัตว์ประหลาดยักษ์และพวกภูตผีปีศาจระดับสูง ข้าจะไม่ให้พวกเจ้าหรอกนะ ขืนปล่อยให้พวกเจ้าไปตายเอาดาบหน้าที่นั่น ก็มีแต่รนหาที่ตายเปล่าๆ"

โจวเทาบอกกับพวกเขาว่า ความเสี่ยงย่อมมาพร้อมกับโอกาส สิ่งมีชีวิตประหลาดบางชนิดมีสารพลังวิเศษเข้มข้นอยู่ในตัว เช่น สิ่งมีชีวิตสีเงินที่วิวัฒนาการล้มเหลว เลือดสีเงินที่ตกค้างอยู่ในตัวพวกมันนั้นมีมูลค่ามหาศาลเลยทีเดียว

นั่นก็หมายความว่า พวกมันตรายสุดๆ เช่นกัน

นอกจากนี้ สิ่งมีชีวิตต่างเผ่าพันธุ์บางชนิด เขาหยกหรือกระดูกวิเศษของพวกมันอาจนำมาทำเป็นยา หรือเป็นวัสดุชั้นยอดสำหรับใช้หลอมของวิเศษได้ ล้วนมีค่าควรเมืองทั้งสิ้น อย่าปล่อยให้หลุดมือไปเชียว

เด็กหนุ่มบางคนที่มีเลือดรักความยุติธรรมพุ่งปรี๊ด เอ่ยถามขึ้นมาว่า "ผู้อาวุโสโจว ในเมื่อชาวบ้านตามชายแดนต้องทนทุกข์ทรมานมาตลอดหลายปีนี้ ทำไมพวกท่านไม่กวาดล้างพวกมันให้ราบคาบไปเลยล่ะขอรับ? พวกเราน่ะระดับพลังยังต่ำต้อยนัก จะช่วยแก้ปัญหาได้สักกี่น้ำเชียว"

โจวเทาตอบกลับไปว่า "ใครบอกว่าคนระดับพวกข้าไม่ทำอะไรเลย? เจ้าคิดว่าเนื้อวิเศษที่พวกข้ากินอยู่ทุกวันมันลอยมาจากฟ้าหรือไง? ถ้าไม่ลงมือทำเองให้ปากท้องอิ่ม ต่อให้เป็นผู้อาวุโสก็ต้องมีวันหมดตัวนั่งกินบุญเก่าจนไส้แห้งอยู่ดี"

ศิษย์หนุ่มคนหนึ่งอธิบายเสริมว่า ปัญหาหลักคือแนวชายแดนที่หลงเหลือจากการบุกเบิกครั้งยิ่งใหญ่คราวก่อนมันยาวเหยียดสุดลูกหูลูกตา พื้นที่ที่พวกเขายืนอยู่รวมถึงเมืองอีกสองสามเมืองรอบๆ นี้ นับเป็นแค่เศษเสี้ยวเล็กๆ ของทั้งหมดเท่านั้น

ดังนั้น รายงานเหตุการณ์นองเลือดและคดีสยองขวัญต่างๆ ก็เลยกองพะเนินเทินทึกเป็นภูเขาเลากา กำลังคนจากสำนักและลัทธิต่างๆ ก็มีไม่พอที่จะไปจัดการปัญหาพวกนี้ได้ทั่วถึง

ที่สำคัญที่สุดก็คือ พวกสัตว์ประหลาดที่ข้ามพรมแดนเข้ามาก่อกวนน่ะ ส่วนใหญ่ก็เป็นแค่พวกลูกกระจ๊อก ปลาซิวปลาสร้อย ที่หลบหนีและเอาตัวรอดเก่งสุดๆ ส่วนพวกระดับสูงๆ หรือยอดฝีมือตัวจริงน่ะ ต่างก็เพ่งเล็งไปที่ส่วนลึกของโลกมืดมิดกันหมด ไม่มีใครมาสนใจเรื่องหยุมหยิมพวกนี้หรอก

ด้วยเหตุนี้เอง ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พวกเบื้องบนถึงได้คิดจะบุกเบิกพื้นที่กันอีกครั้ง กะจะล้มกระดาน แล้วยกทัพบุกตะลุยเข้าไปกวาดล้างให้ราบคาบไปเลยทีเดียว

ทว่า ดินแดนลี้ลับนั้นกว้างใหญ่ไร้ขอบเขต ต่อให้เป็นปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งของแต่ละสำนักก็ยังไม่แน่ใจเลยว่าข้างหน้ามันจะมีอะไรรออยู่

การบุกเบิกครั้งก่อนถือว่าค่อนข้างราบรื่น และกอบโกยผลประโยชน์กลับมาได้มหาศาล

แต่อนาคตใครจะไปรับประกันได้? เกิดตีลึกเข้าไปแล้วดันไปเจออาณาจักรแห่งเทพ หรือไม่ก็ดินแดนของพวกจอมปีศาจเข้าล่ะก็ งานนี้มีหวังได้บันเทิงกันถ้วนหน้าแน่ๆ รับรองว่าต้องสูญเสียอย่างหนักและนองเลือดกันแบบสุดๆ แน่นอน

กลุ่มเด็กหนุ่มกำลังศึกษาข้อมูลคดีเลือดและเหตุการณ์สะเทือนขวัญต่างๆ ที่มีอยู่ไม่น้อย บางคดีก็โหดร้ายทารุณจนน่าสยดสยอง ทำเอาอ่านแล้วรู้สึกอึดอัดแน่นหน้าอกไปตามๆ กัน

ภายในห้องเงียบ โจวเทาสั่งการให้ลูกศิษย์หลายคนแบ่งพื้นที่ให้กลุ่มเด็กหนุ่มตามระดับความแข็งแกร่งของแต่ละคน

เขาเอ่ยเตือนว่า "ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎเกณฑ์ ห้ามทำเกินขอบเขต ห้ามล้ำเส้นเด็ดขาด พวกเจ้าเข้าใจไหม?"

ศิษย์หนุ่มหลายคนพยักหน้ารับคำ

โจวเทากล่าวต่อ "อัจฉริยะพวกนี้ มีแนวโน้มจะได้เป็นศิษย์หลักของพวกเราในอนาคต ต้องขัดเกลาให้ดีๆ ข้าจะลงมือจัดเตรียมด้วยตัวเอง เพิ่มแรงกดดันให้พวกเขาสักหน่อย ไม่งั้นเดี๋ยวจะหาว่าการทดสอบของสำนักปราณหกวิถีมันง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก"

พูดจบ เขาก็ดึงเอาข้อมูลของพวกอัจฉริยะวัยเยาว์มาดูอย่างละเอียดถี่ถ้วน

"พวกเจ้าพักผ่อนที่นี่สักคืนเถอะ พรุ่งนี้ค่อยแยกย้ายกันไปสางคดีเลือดพวกนั้น ถือซะว่าเป็นการปกป้องแผ่นดินและปราบปรามความวุ่นวายก็แล้วกัน ถ้าใครคิดว่าตัวเองแน่พอ ก็ลองไปลุยป่าลึกดูได้เลย ผลงานของพวกเจ้าจะถูกสะท้อนออกมาในการประเมินอย่างยุติธรรมแน่นอน!"

โจวเทาตักเตือนพวกเขา ห้ามไม่ให้เข่นฆ่ากันเองเด็ดขาด ใครกล้าลงมือกับเพื่อนร่วมทาง จะถูกตัดสิทธิ์จากการทดสอบทันที เผลอๆ อาจถึงขั้นโดนจับมาบั่นคอทิ้งซะด้วยซ้ำ

"ถ้าเกิดมีใครลอบกัดข้าก่อน ข้าจะสวนกลับได้ไหมขอรับ? แบบนี้จะถือว่าตีกันเองหรือเปล่า?" มีคนกระซิบถาม

"โดนขนาดนั้นแล้วยังจะไม่สวนกลับอีกเรอะ? เลือดนักสู้มันหายไปไหนหมด! แค่ป้องกันตัวโดยชอบธรรมแค่นั้นเอง" พูดจบ โจวเทาก็หยิบกระดาษคัมภีร์ออกมาแจกจ่ายให้ทุกคน

เขาพูดเสริมว่า "นี่คือเคล็ดวิชาลับชั้นสูงที่ชื่อว่า 'ปราณแสงสว่าง' (หมิงกวงจิ้ง) เหมาะมากๆ สำหรับเอาไว้ใช้ตอนสู้กับพวกสัตว์ประหลาด ถือว่าเป็นของขวัญเล็กๆน้อยๆ จากข้าก็แล้วกันนะ สำหรับคนที่ทำผลงานได้โดดเด่น ถึงแม้ว่านี่จะเป็นแค่การทดสอบรอบแรก แต่พอกลับไปแล้ว ข้าจะอนุญาตให้พวกเจ้าเข้าไปศึกษาเคล็ดวิชาที่ทรงพลังยิ่งกว่านี้ ในลานฝึกสมาธิของสำนัก 'ปราณหกวิถี' ได้เลย"

วันต่อมา กลุ่มเด็กหนุ่มก็ออกเดินทาง!

ฉินหมิงเป็นพวกฉายเดี่ยว ไม่ได้จับกลุ่มกับใคร เขาได้รับมอบหมายให้ไปทำภารกิจในพื้นที่ที่อยู่ห่างจากตัวอำเภอไปเกือบร้อยลี้ เขาเดินทางไปตามแผนที่และป้ายบอกทาง ฝ่าฟันความมืดมิดยามค่ำคืนไปด้วยความเร็วสูง

"การผลัดกายรอบที่เจ็ด และการลุยป่าลึก ข้ามาแล้ว!" เขาอยากจะเห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของโลกใบนี้ที่ยังไม่ถูกเปิดเผยจริงๆ

ทว่าเขาก็ต้องดึงสติตัวเองให้กลับมาเยือกเย็นอีกครั้ง เตือนตัวเองว่าต้องระวังตัวให้มาก ห้ามประมาทเด็ดขาด เผื่อพลาดท่าเสียทีตกระกำลำบากระหว่างการทดสอบขึ้นมาจะยุ่งเอา

เขาออกเดินทางค่อนข้างเช้า แถมยังวิ่งเร็วปร๋อ ก่อนที่ช่วงราตรีตื้นจะมาเยือน เขาก็มาถึงใกล้จุดหมายปลายทางแล้ว

ณ หมู่บ้านตระกูลหลัว ควันไฟลอยอ้อยอิ่ง ชาวบ้านเริ่มเตรียมอาหารเช้ากันแล้ว

ที่นี่ค่อนข้างสว่างไสว หมู่บ้านที่มีประชากรแค่ไม่กี่ร้อยคน แต่มีบ่อน้ำพุเพลิงระดับสองซะด้วย สมกับเป็นดินแดนที่กว้างใหญ่แต่คนน้อย ทรัพยากรเหลือเฟือจริงๆ

นอกหมู่บ้าน ทุ่งนาเพลิงผืนกว้างเต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์ หลังจากได้รับน้ำจากบ่อน้ำพุเพลิงสีแดงฉาน พืชผลเหล่านั้นก็เติบโตงอกงาม

ไกลออกไปคือป่าทึบกว้างใหญ่ไพศาล

พื้นที่ในแถบนี้ ซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของเมืองหลายแห่ง แทบจะมองไม่เห็นภูเขาสูงเลย ส่วนใหญ่เป็นที่ราบกว้างใหญ่ไพศาล ไม่เป็นทุ่งนาเพลิง ก็เป็นป่าทึบ

แต่แล้ว ความสงบสุขในยามเช้า ก็ถูกทำลายลงด้วยเสียงร้องไห้คร่ำครวญ

ชาวบ้านหลายคนหวาดผวาและตื่นตระหนกสุดขีด รีบปิดประตูลงกลอนกันให้วุ่น

มีหญิงสาวคนหนึ่งกำลังร้องไห้สะอึกสะอื้น "นายท่าน ท่าน... ท่านมาอีกแล้ว พวกข้าเสียลูกไปคนนึงแล้วนะเจ้าคะ ได้โปรดอย่าทำร้ายใครอีกเลย ถ้าจะเอา ก็เลือกเอาชีวิตของพวกข้าผัวเมียไปคนนึงเถอะ"

ฉินหมิงพุ่งตัวเข้าไปอย่างเงียบเชียบทันที เมื่อมองผ่านประตูรั้วที่เปิดอ้าอยู่ เขาก็เห็นหมาป่าสีเขียวตัวหนึ่งที่ยืนสองขาได้เหมือนมนุษย์ ความสูงของมันปาเข้าไปตั้งสองเมตร

มันสวมชุดคลุมบัณฑิต แสยะยิ้มกว้างๆ แถมยังพูดภาษามนุษย์ได้ด้วย "อาหารเช้าต้องกินของดีๆ หน่อย ข้าว่าลูกบ้านเจ้ารสชาติอร่อยดีแฮะ วันนี้ก็เลยแวะมาอีกรอบไง"

เบื้องหน้ามัน สองสามีภรรยากำลังคุกเข่าอ้อนวอน ขอเอาชีวิตตัวเองแลกกับชีวิตลูก ส่วนข้างหลังพวกเขามีเด็กน้อยอายุไม่ถึงสิบขวบสองคน กำลังเบิกตากว้างด้วยความหวาดกลัวสุดขีด

เมื่อวานนี้เอง พวกเขาเพิ่งเสียพี่ชายไป วันนี้ก็จะถึงตาของพวกเขาสองคนแล้ว

"ไอ้เดรัจฉาน!" ฉินหมิงไม่เคยคิดเลยว่า หนึ่งในคดีเลือดที่เขาได้รับมอบหมาย มันจะโหดร้ายและน่าสลดใจถึงเพียงนี้ ไอ้หมาป่าเขียวตัวนี้มันเห็นที่นี่เป็นอะไรกัน?

มันเห็นลูกหลานชาวบ้านเป็นแค่อาหารเช้า แถมยังมากินซ้ำเป็นรอบที่สองอีก!

เหตุการณ์นองเลือดอื่นๆ ถึงจะรุนแรงเหมือนกัน แต่มันก็ไม่ได้ทำให้เขารู้สึกโกรธจัดจนไฟแทบจะพุ่งออกจากตาเหมือนเรื่องที่ครอบครัวนี้ต้องเจอ

ปกติเขาเป็นคนใจเย็นจะตาย แต่ตอนนี้เลือดขึ้นหน้า โมโหจนแทบทนไม่ไหวแล้ว

ฉินหมิงพุ่งพรวดเข้าไปในลานบ้าน จ้องเขม็งไปที่หมาป่ายักษ์ประหลาดด้วยสายตาเย็นชา รังสีอำมหิตแผ่กระจายออกมาแบบไม่คิดจะปิดบังเลยสักนิด

"หืม?" หมาป่ายักษ์สีเขียวตื่นตัวมาก รีบถอยกรูดทันที ถ้าฆ่าได้มันก็จะฆ่า แต่ถ้าฆ่าไม่ได้ มันก็เตรียมทางหนีทีไล่ไว้พร้อมแล้ว

มันแสยะยิ้ม เขี้ยวขาวจั๊วะ พลางกล่าวว่า "สหาย ข้ารู้นะว่าเจ้ามีภารกิจติดตัวอยู่ พวกเราต่างคนต่างถอยกันคนละก้าวดีไหม วันนี้ข้าจะยอมถอยไปก่อน ข้าเป็นลูกน้องของราชาหมาป่าขาวเชียวนะเว้ย"

"ใครเป็นสหายของเจ้าวะ?!" ฉินหมิงลงมือทันที ทั่วร่างไหลเวียนไปด้วยปราณแสงสวรรค์ หมัดซ้ายและฝ่ามือขวาระเบิดประกายแสงเจิดจ้าบาดตาออกมาพร้อมกัน

หมาป่าสีเขียวว่องไวมาก แต่ก็ยังโดนดักทางไว้ได้จนต้องจำใจสวนกลับ กรงเล็บยักษ์ตะปบเข้าใส่จนเกิดเสียงแหวกอากาศ หัวหมาป่าขนาดมหึมายื่นออกไปหวังจะขย้ำคอ

หมาป่าสีเขียวที่ยืนสองขาร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด กรงเล็บซ้ายของมันระเบิดกระจุย จากนั้นขาหน้าอีกข้างก็โดนฉินหมิงกระชากขาดวิ่น เลือดพุ่งกระฉูด พร้อมกับเสียงระเบิดดังตู้มมมมมมมม หัวของมันหายไปครึ่งซีก

"สิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์ระดับหกสินะ" ฉินหมิงประเมินพลังของมัน ไฟแค้นในใจค่อยๆ มอดลงไปบ้าง

ข้างหลังเขา ครอบครัวนั้นตกใจจนสติหลุดไปแล้ว ก่อนจะเปลี่ยนเป็นความดีใจสุดขีด เพราะรู้ว่าเด็กสองคนรอดจากการถูกกินแล้ว

ทั้งครอบครัวกราบกรานขอบคุณแบบไม่หยุดปาก แทบจะก้มลงกราบเท้าฉินหมิงอยู่แล้ว แต่เขารีบห้ามไว้ทัน

ฉินหมิงดูออกว่า ดีใจได้ไม่ทันไร พวกเขาก็มีสีหน้ากังวลขึ้นมาอีก

ไม่นาน ผู้ใหญ่บ้านของหมู่บ้านหลัวก็รีบมาหา ทั้งดีใจและกังวลใจในเวลาเดียวกัน ดีใจที่มีคนมาปราบหมาป่ายักษ์ที่คอยสร้างความเดือดร้อนให้ แต่ก็กังวลว่า ในป่าทึบยังมีสันเขาหมาป่าอยู่ ซึ่งอย่างน้อยก็มีหมาป่าดุร้ายอยู่อีกตั้งหกตัว

ฉินหมิงซักไซ้ข้อมูลจากพวกเขาอย่างละเอียด ก่อนจะรีบมุ่งหน้าไปยังสันเขาหมาป่าที่ว่านั่นทันที

ในป่าทึบบนที่ราบกว้างใหญ่ ถ้ามีภูเขาโผล่มาสักลูก ก็มักจะถูกสัตว์ประหลาดบางตัวยึดครองทำเป็นรังนั่นแหละ

ผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมง ฉินหมิงก็เจอเป้าหมาย เขาปีนขึ้นไปบนสันเขา

"ใคร?"

"สหาย พวกเราเป็นลูกน้องของราชาหมาป่าขาว เจ้ามีธุระอะไรหรือเปล่า? เรามานั่งคุยกันดีๆ ได้นะ"

หมาป่าขาวและหมาป่าเทาตัวหนึ่งเอ่ยขึ้นตามลำดับ พวกมันดันพูดภาษามนุษย์ได้ด้วย

ปีศาจหมาป่าพวกนี้ระแวดระวังตัวมาก รู้สึกได้เลยว่าผู้มาเยือนไม่ได้มาดีแน่ๆ เด็กหนุ่มที่กล้าฉายเดี่ยวโผล่มาที่นี่ได้ ต้องไม่ใช่พวกกิ๊กก๊อกที่ไปแหยมด้วยง่ายๆ แน่นอน

"พวกแกเคยไปกินคนตามหมู่บ้านพวกนั้นมาใช่ไหม?" ฉินหมิงถาม

"เข้าใจผิดแล้ว พวกเราก็แค่เปื้อนเลือดนิดๆ หน่อยๆ นานๆ ที ข่มใจเก่งจะตาย..." หมาป่าเทาเอ่ยปาก

แคร้ง! ฉินหมิงขี้เกียจฟังต่อ ชักดาบออกมาอย่างเด็ดขาด ประกายแสงเจิดจ้าบาดตาสาดส่อง ฟันฉับเดียว หัวหมาป่าขนาดมหึมาก็หลุดกระเด็น

"เจ้ากล้าลงมือกับลูกน้องของราชาหมาป่าขาวเชียวรึ?!" หมาป่าตัวอื่นๆ ทำเก่งทั้งที่ในใจสั่นดิ๊กๆ แต่ลังเลอยู่พักเดียว พวกมันก็กระโจนเข้าใส่พร้อมกัน

ชั่วพริบตาเดียว ประกายดาบก็สาดแสงเจิดจ้า เลือดสาดกระเซ็นไปทั่วสันเขา หมาป่าดุร้ายหลายตัวไม่โดนตัดหัว ก็โดนฟันขาดครึ่งซีก

ฉินหมิงเก็บเขี้ยวหมาป่ามาสองสามเขี้ยว แล้วเดินลงเขา มุ่งหน้ากลับทางเดิม

"นักดาบชาวมนุษย์งั้นเรอะ มากวาดล้างพวกเราถึงถิ่นเลยเนี่ยนะ?" ในป่าทึบ พังพอนตัวสูงครึ่งคน สะพายดาบเล่มหนึ่งโผล่มาขวางทาง นัยน์ตาของมันมีแสงสีม่วงไหลเวียน แถมตามตัวยังมีกระแสไฟฟ้าจางๆ แลบแปลบปลาบอีกต่างหาก

จบบทที่ ฟรี บทที่ 140 ดินแดนสุดขอบโลก

คัดลอกลิงก์แล้ว