เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ฟรี บทที่ 125 คัมภีร์ที่ทำให้ปรมาจารย์ทุกยุคสมัยต้องยอมแพ้

ฟรี บทที่ 125 คัมภีร์ที่ทำให้ปรมาจารย์ทุกยุคสมัยต้องยอมแพ้

ฟรี บทที่ 125 คัมภีร์ที่ทำให้ปรมาจารย์ทุกยุคสมัยต้องยอมแพ้


บทที่ 125 คัมภีร์ที่ทำให้ปรมาจารย์ทุกยุคสมัยต้องยอมแพ้

ฉินหมิงหัวเราะเบาๆ เอ่ยว่า "ชิงเยว่เคยบอกข้าไว้เหมือนกัน แต่ไม่คิดว่าจะเอามาให้เร็วขนาดนี้"

"ถ้านอกจากนางแล้วจะเป็นใครไปได้ล่ะ?" เมิ่งซิงไห่เร่งเร้าให้เขารีบไป "ลองวิชา"

ฉินหมิงพยักหน้า ตอบว่า "ความจริงก็มีคนอื่นอยู่อีกนะ อย่างพวกศิษย์หลัก... ถังซวีหมี, หูถิงเหวิน, ซูจิ้งซู พวกนั้นก็ยังติดค้างคัมภีร์วิชาชื่อดังข้าอยู่อีกเล่มนึง"

คนพวกนั้นเคยบอกไว้ว่า เคยไปเจอคัมภีร์ 'ปราณพญาวานร' ฉบับไม่สมบูรณ์ในหอคัมภีร์ ซึ่งเป็นปราณแสงสวรรค์ที่เลื่องชื่อลือนามมาก

แต่ก็ไม่รู้เหมือนกัน ว่าพวกนั้นจะรักษาคำพูดหรือเปล่า แถมถึงจะไม่เบี้ยว ก็คงเอาไปส่งให้หลีชิงเยว่ก่อนอยู่ดี

เมิ่งซิงไห่เอ่ย "เจ้าหนูนี่ร้ายไม่เบานะ ออกไปข้างนอกเที่ยวเดียว กอบโกยกลับมาได้เป็นกอบเป็นกำเลยนี่"

ฉินหมิงพยักหน้ารับ การเดินทางครั้งนี้เก็บเกี่ยวผลประโยชน์มาได้มหาศาล เขาพอใจมากแล้วล่ะ

เขาไม่รอช้า รีบตามเมิ่งซิงไห่ไปพบคนผู้นั้นทันที

ภายในห้องรับแขกแนวโบราณ มีต้นไม้สัมฤทธิ์ กระถางธูปสามขา และของโบราณอื่นๆ วางประดับอยู่ กำยานสงบใจในกระถางธูปกำลังเผาไหม้อย่างช้าๆ ส่งควันหอมกรุ่นลอยอวลเป็นสาย

ชายชราคนหนึ่งกำลังนั่งจิบชาอยู่ที่นี่ อายุอานามก็ไม่ใช่น้อยๆ แล้ว ถึงแม้ผมจะหงอกขาวโพลนทั้งหัว แต่ใบหน้ากลับแดงปลั่ง ดูแข็งแรงกระฉับกระเฉงสุดๆ

พอเมิ่งซิงไห่เห็นหน้าเขา ก็เอ่ยทักทายว่า "ท่านอาหลี"

พอฉินหมิงเห็นแบบนั้น ก็รู้หน้าที่ทันที รีบก้มหัวทำความเคารพผู้อาวุโสท่านนี้อย่างนอบน้อมเช่นกัน

ยามที่ชายชราหรี่ตาและลืมตาขึ้นมา นัยน์ตาคู่นั้นสาดประกายดุจตะเกียงทองคำ พลังปราณพลุ่งพล่านเหลือล้น เขาลุกขึ้นยืนพยักหน้ายิ้มๆ เอ่ยว่า "ดีๆ เป็นเด็กดีจริงๆ ที่ข้าอุตส่าห์ดั้นด้นมาถึงที่นี่ ก็เพื่อจะมาขอบใจเจ้าเป็นพิเศษเลยนะ เสี่ยวฉิน ที่ช่วยให้ชิงเยว่ได้ของวิเศษในตำนานมาครอบครองได้สำเร็จ"

นี่คือคนของตระกูลที่เร้นกายจากโลกภายนอก แถมดูทรงแล้ว น่าจะเป็นญาติผู้ใหญ่ที่สนิทชิดเชื้อกับหลีชิงเยว่มากทีเดียว

"อันที่จริง ข้าก็ไม่ได้ช่วยอะไรเป็นชิ้นเป็นอันหรอกขอรับ ต่อให้ไม่มีข้า ท้ายที่สุดชิงเยว่ก็ต้องเป็นผู้ชนะอยู่ดี" ฉินหมิงถ่อมตัว

ชายชราหัวเราะร่วน ไม่ได้ต่อความยาวสาวยืดเรื่องนี้อีก เอ่ยว่า "คราวนี้ ข้าเอาคัมภีร์วิชาพิเศษบทหนึ่งมาให้ด้วย ที่มาที่ไปไม่ธรรมดาเลยล่ะ แถมยังฝึกยากสุดๆ"

เขาหยิบกระดาษออกมาสามแผ่น พลางเอ่ย "เจ้าลองเอาไปอ่านดู ค่อยๆ ทำความเข้าใจไป ไม่ต้องรีบร้อน"

พอฉินหมิงได้ยินแบบนั้น ก็ชักจะอยากรู้ขึ้นมาแล้วสิ ว่ามันเป็นคัมภีร์วิชาอะไรกันแน่? ถึงขนาดทำให้ผู้อาวุโสระดับนี้ต้องถ่อมาส่งให้ด้วยตัวเอง

เขารับคัมภีร์มาถือไว้ มองแวบเดียวก็รู้เลยว่าเพิ่งคัดลอกมาใหม่ๆ กลิ่นน้ำหมึกยังลอยแตะจมูกอยู่เลย

หลีชิงอวิ๋นเอ่ยปาก "นี่คัดลอกมาจากต้นฉบับเป๊ะๆ เลยนะ แม้แต่การตวัดพู่กันแต่ละขีดแต่ละเส้น ก็ยังเลียนแบบมาทุกกระเบียดนิ้ว เพื่อป้องกันไม่ให้มีเคล็ดลับอะไรซ่อนอยู่แล้วตกหล่นไป"

ฉินหมิงได้ยินผู้อาวุโสพูดแบบนี้ ก็อดทึ่งไม่ได้ ดูท่าทางจะให้ความสำคัญกับคัมภีร์เล่มนี้มาก แสดงว่ามันต้องมีดีอะไรสักอย่างแน่ๆ

ยังไม่หมดแค่นั้น หลีชิงอวิ๋นหยิบแผ่นทองแดงออกมาอีกสามแผ่น แต่ละแผ่นสลักรูปภาพโครงร่างมนุษย์เลือนลาง มีเส้นสายเล็กๆ ลากโยงไปมาเต็มไปหมด ซึ่งสอดคล้องกับเนื้อหาบนกระดาษทั้งสามแผ่นพอดิบพอดี

เขาอธิบายต่อ "แผ่นทองแดงสามแผ่นนี้ คือรูปภาพประกอบที่สอดคล้องกับเนื้อหาบนกระดาษสามแผ่นนั้น คัดลอกมาในสัดส่วนที่เท่ากันเป๊ะ ขนาดรอยเลือนลางของภาพก็ยังทำมาให้เหมือนต้นฉบับเปี๊ยบเลยล่ะ"

ฉินหมิงพยักหน้ารับ อีกฝ่ายใส่ใจรายละเอียดขนาดนี้ เขาเองก็ต้องจริงจังขึ้นมาบ้างแล้วล่ะ

เขาถือกระดาษไว้ในมือ เทียบกับรูปบนแผ่นทองแดง แล้วตั้งใจอ่านอย่างละเอียด

ทว่า ไม่นานเขาก็ขมวดคิ้วมุ่น นี่มันคัมภีร์ของใครกันเนี่ย? เขียนกว้างเป็นแม่น้ำเลย เนื้อหาเอาแต่พูดถึงเรื่องร่างกายกับจิตใจ อธิบายซะใหญ่โต เป้าหมายทะลุฟ้าไปนู่น

"อายุขัยยืนยาวดั่งฟ้าดิน ไร้ซึ่งจุดสิ้นสุด..." ฉินหมิงอ่านมาถึงตรงนี้ ก็พ่นลมหายใจยาวออกมา เขายังเพิ่งเริ่มฝึกปราณแสงสวรรค์ เพิ่งจะก้าวเท้าเข้าสู่เส้นทางสายผลัดกายแท้ๆ แต่ไอ้กระดาษสามหน้านี่ ดันเอาแต่พร่ำเพ้อเรื่องความเป็นอมตะซะแล้ว

ต้องรู้ก่อนว่า ต่อให้เป็นพวกผู้อาวุโสแห่งดินแดนฟางไว่ หรือยอดฝีมือระดับสูงของลัทธิลี้ลับ ก็ไม่มีใครหนีความตายพ้นหรอก ถึงยังไงก็ต้องมีวันที่ชีวิตเดินมาถึงจุดจบอยู่ดี

แถมอายุขัยของคนพวกนั้น ก็ไม่ได้ยืนยาวอะไรขนาดนั้นด้วย

ที่สำคัญที่สุดคือ ฉินหมิงรู้สึกว่าคัมภีร์สามหน้านี้ มัน 'เพ้อเจ้อ' ชัดๆ!

เพราะมันไม่มีเคล็ดวิธีฝึกฝนแบบเจาะจงเลยสักนิด คำอธิบายบนกระดาษก็เขียนกว้างๆ ตีความได้ครอบจักรวาล แถมยังมีภาพประกอบเบลอๆ อีกสามภาพ จะจับแพะชนแกะตีความไปยังไงก็ได้ทั้งนั้น

ถ้าคนตรงหน้าไม่ใช่ญาติผู้ใหญ่ของหลีชิงเยว่ล่ะก็ เขาคงคิดว่าเป็นพวกต้มตุ๋นสิบแปดมงกุฎไปแล้ว

หลีชิงอวิ๋นจิบชาพลางเอ่ย "ไม่ต้องกดดันตัวเองไปหรอก เวลาเหลือเฟือ คัมภีร์บทนี้เล่นเอาผู้คนกุมขมับมานักต่อนักแล้ว ต่อให้มีคนบรรลุได้บ้าง แต่สิ่งที่แต่ละคนได้ไป ก็ไม่เหมือนกันเลยสักคน"

"แล้วคนอื่นเขาบรรลุอะไรกันไปบ้างขอรับ?" ฉินหมิงถาม

หลีชิงอวิ๋นตอบ "น้อยคนนักที่จะบรรลุอะไรเป็นชิ้นเป็นอันจากมันได้ แต่ถ้าใครได้อะไรไปล่ะก็ ล้วนกลายเป็นบุคคลชื่อดังก้องโลกทั้งนั้นแหละ ในบรรดาคนเหล่านั้น บางคนอายุอานามก็ปาเข้าไปบั้นปลายชีวิตแล้ว แต่อยู่ๆ อายุขัยก็เพิ่มขึ้นมาฮวบฮาบ ต่อชีวิตตัวเองไปได้อีกครึ่งค่อนชาติ บางคนแต่ก่อนโง่ทึ่ม แต่อยู่ดีๆ ก็เบิกเนตรปัญญาแตกฉานขึ้นมาซะงั้น บางคนพรสวรรค์ธรรมดาๆ แต่จู่ๆ ก็พลิกเปลี่ยนรากฐานกระดูกได้ราวกับปาฏิหาริย์ บางคนร่างกายแก่หง่อมผุพังไปแล้ว แต่ดันใช้พลังจิตสร้างชีวิตที่สองขึ้นมาได้เฉยเลย"

เขาเล่าไปก็ทำหน้าเคลิบเคลิ้มไป พลางถอนใจอย่างใฝ่ฝัน

เมิ่งซิงไห่ที่อยู่ข้างๆ ช่วยเสริมว่า "คนที่พูดถึงเมื่อกี้น่ะ ล้วนเป็นบุคคลระดับตำนานทั้งนั้นเลยนะ อย่างเช่นปรมาจารย์ผู้กอบกู้วังหยางบริสุทธิ์, อดีตเจ้าสำนักแห่งอารามหยินหยาง, แล้วก็ปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งวังเบญจธาตุด้วย"

ฉินหมิงได้ยินแบบนั้น ก็ถึงกับสะดุ้งเฮือก เนื้อหาบนกระดาษสามแผ่นนี้ เบื้องหลังยิ่งใหญ่กว่าที่เขาคิดไว้เยอะเลยแฮะ ถึงกับเกี่ยวข้องกับคนดังในประวัติศาสตร์ด้วย

"ข้าขอตั้งใจอ่านดูอีกรอบนะขอรับ" สีหน้าของเขาจริงจังขึ้นมาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ทุ่มเทสมาธิทั้งหมดลงไป ตั้งใจศึกษาความลี้ลับที่ซ่อนอยู่ในนั้น

หลีชิงอวิ๋นพูดปลอบใจ "ไม่ต้องรีบจริงๆ ข้าจะพักอยู่ที่นี่สักครึ่งเดือน เวลายังเหลือเฝือ ขอแค่ร่างกายหรือจิตใจของเจ้า มีความรู้สึกแปลกๆ ขึ้นมานิดหน่อย ก็แสดงว่าเจ้ากับคัมภีร์เล่มนี้มีวาสนาต่อกัน น่าจะได้อะไรติดไม้ติดมือกลับไปบ้างล่ะ เพราะบุคคลในประวัติศาสตร์พวกนั้นก็เป็นแบบนี้เหมือนกัน แรกเริ่มก็แค่รู้สึกผิดปกติขึ้นมานิดหน่อย แล้วก็อาศัยการฝึกฝนและทำความเข้าใจไปเรื่อยๆ ปีแล้วปีเล่า จนสุดท้ายก็เกิดการ 'ยกระดับ' ขนานใหญ่"

เมิ่งซิงไห่เล่าถึงที่มาของคัมภีร์เล่มนี้ให้ฟัง ว่ามันถูกพบในส่วนลึกของโลกแห่งหมอกราตรี ถูกบังเอิญค้นพบในช่วงยุคบุกเบิกครั้งยิ่งใหญ่ แต่มีเพียงหยิบมือเดียวเท่านั้นที่ได้อะไรจากมันไป

ต่อให้เป็นผู้ที่มีระดับพลังลึกล้ำ ก็ใช่ว่าจะทำความเข้าใจมันได้ อย่างเช่นปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งสำนักปราณค้ำฟ้า ท่านผู้นั้นเรียกได้ว่ามีพลังฝีมือสะท้านฟ้า พละกำลังทางกายแข็งแกร่งถึงขีดสุด ถึงขั้นฉีกกระชากท้องฟ้าได้เลยทีเดียว แต่พอเขาเอาคัมภีร์เล่มนี้ไปนั่งอ่านอยู่สามปี กลับไม่ได้ห่าอะไรเลยสักอย่าง สุดท้ายโมโหจัดจนเกือบจะฉีกคัมภีร์ทิ้งซะแล้ว

ถ้าไม่มีคนห้ามไว้ล่ะก็ ต่อให้คัมภีร์เล่มนั้นจะทำจากวัสดุพิเศษแค่ไหน ก็คงไม่รอดหรอก

ฉินหมิงนั่งอ่านอยู่ชั่วยามกว่าๆ ก็รู้สึกร้อนวูบวาบที่หว่างคิ้ว แถมยังปวดตุบๆ ขึ้นมานิดหน่อย เขาเลยต้องหยุดพักสักแป๊บ

หลีชิงอวิ๋นวางถ้วยชาลง เอ่ยว่า "ในแง่หนึ่ง คัมภีร์เล่มนี้ก็ถือว่าเป็นคัมภีร์แม่บทล่ะนะ ถึงแม้มันจะไม่ได้ให้เคล็ดวิธีฝึกฝนแบบเจาะจงกับเจ้า แต่มันอาจจะช่วยชี้แนะแนวทางและเปิดความเป็นไปได้ใหม่ๆ ให้เจ้าได้ไม่น้อยเลยล่ะ"

คัมภีร์เล่มนี้ถูกมองว่าเหมาะกับคนที่เดินเส้นทางสายผลัดกายมากที่สุด เพราะในประวัติศาสตร์ คนที่ได้ดีเพราะคัมภีร์เล่มนี้ ส่วนใหญ่ก็ล้วนเป็นคนดังที่เดินบนเส้นทางสายนี้ทั้งนั้น

พอเห็นฉินหมิงวางกระดาษสามแผ่นลงชั่วคราว เมิ่งซิงไห่ก็เอ่ยขึ้นบ้าง "ในดินแดนฟางไว่ มียอดฝีมืออาวุโสท่านหนึ่ง อย่างอาจารย์ของหลี่ชิงซวีอยู่ด้วยนะ เมื่อร้อยกว่าปีก่อน ตอนที่เขายังหนุ่มๆ เลือดร้อน ทะนงตัวสุดๆ เขาก็เคยเอาคัมภีร์เล่มนี้ไปศึกษาอยู่ตั้งห้าปี แต่สุดท้ายก็คว้าน้ำเหลว ไม่ได้อะไรกลับมาเลย ว่ากันว่า พอรู้ผลลัพธ์ ตาแก่นั่นก็หน้าดำคร่ำเครียดไปตั้งครึ่งค่อนปีเลยล่ะ"

ฉินหมิงประหลาดใจ ดูท่าคัมภีร์เล่มนี้จะดังกระฉ่อนน่าดู

หลีชิงอวิ๋นพยักหน้า เอ่ยว่า "อืม ตอนนี้ต้นฉบับคัมภีร์เล่มนี้ถูกเก็บรักษาไว้ในดินแดนฟางไว่ โดนเอาไปดองทิ้งไว้ในหอคัมภีร์นั่นจนฝุ่นเกาะหนาเตอะมาหลายปีแล้วล่ะ"

นี่แหละที่น่าเจ็บใจ คัมภีร์ที่มีประโยชน์กับเส้นทางสายผลัดกาย กลับไปตกอยู่ในมือของศิษย์สายเทพเซียนซะงั้น นี่ก็เป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า สถานะและช่องว่างระหว่างสองเส้นทางนี้ในปัจจุบัน มันห่างชั้นกันขนาดไหน

เมิ่งซิงไห่กล่าว "ในยุคปัจจุบันนี้ เท่าที่มีบันทึกเปิดเผยออกมา มีเพียงแค่หยิบมือเดียวเท่านั้นแหละ ที่ได้อะไรติดไม้ติดมือไปจากการศึกษาคัมภีร์เล่มนี้"

"ดูท่าทางจะยากจริงๆ แฮะ ในยุคสมัยนึง มีแค่ไม่กี่คนเองที่พอจะเข้าใจมันได้บ้าง" ฉินหมิงหยิบคัมภีร์ขึ้นมาอ่านอีกรอบ แล้วเขาก็พบว่าหน้าผากตัวเองเริ่มร้อนวูบวาบขึ้นมาอีกแล้ว

เขาใจเต้นระรัว หรือว่านี่แหละคือความรู้สึกผิดปกติที่ว่า?

หลีชิงอวิ๋นพยักหน้า เอ่ยว่า "แค่นั้นก็ถือว่าเยอะแล้วนะ ลองมองย้อนกลับไปในช่วงพันปีที่ผ่านมาสิ มีสักกี่คนเชียวที่อ่านคัมภีร์เล่มนี้รู้เรื่อง? ถ้าจะพูดให้ถูกก็คือ ไม่มีใครหน้าไหนสามารถอ่านเข้าใจเนื้อหาได้ทั้งเล่มหรอก ทุกคนล้วนตีความและทำความเข้าใจได้แค่บางส่วนจากในนั้นเท่านั้นแหละ"

ฉินหมิงต้องหยุดพักอีกรอบ เขาหันไปจิบชาบ้าง เพื่อค่อยๆ ซึมซับสภาวะนั้น และลองสัมผัสดูว่าร่างกายตัวเองมีการเปลี่ยนแปลงผิดปกติอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า

เมิ่งซิงไห่เอ่ย "คราวนี้ตระกูลหลี่เชิญลู่เจิน ศิษย์หลักจากอารามหยินหยาง มาสวมรอยเป็นผู้พิทักษ์เกราะทองชั่วคราว เพื่อช่วยหลี่ชิงซวีแย่งชิงของวิเศษระดับตำนาน นอกจากตระกูลหลี่จะยอมประเคนของล้ำค่าให้อารามหยินหยางไปมากมายแล้ว ว่ากันว่ายังรับปากลู่เจินด้วยนะ ว่าจะช่วยจัดการเดินเรื่องให้เขาได้เข้าไปศึกษาคัมภีร์เล่มนี้ในดินแดนฟางไว่ด้วย"

ถึงแม้คัมภีร์เล่มนี้จะตกอยู่ในดินแดนฟางไว่ แต่มันก็ไม่ได้ถูกปิดผนึกห้ามแตะต้องเสียทีเดียว ขอแค่ยอมจ่ายค่าตอบแทนที่เหมาะสม ก็สามารถเข้าไปศึกษาได้

อย่างเช่นชุยชงเสวียนที่ฝึกฝนปราณสายหกวิถี ตระกูลชุยก็กำลังวิ่งเต้นอย่างหนัก เพื่อเตรียมส่งเขาเข้าไปศึกษาที่นั่นสักครั้ง

ส่วนชุยชงเหอ ศิษย์หลักแห่งดินแดนฟางไว่ เมล็ดพันธุ์ชั้นยอดที่ไม่มีใครกังขาผู้นั้น เขาเคยศึกษาคัมภีร์เล่มนี้มาตั้งนานแล้ว ส่วนจะได้อะไรกลับไปบ้างนั้น คนนอกไม่มีทางรู้ได้เลย

ส่วนฉินหมิงที่เป็นคนนอก การที่เขาได้มีโอกาสมาอ่านคัมภีร์เล่มนี้ ย่อมเป็นผลงานจากการวิ่งเต้นอย่างสุดกำลังของหลีชิงเยว่แน่นอน

เมิ่งซิงไห่กลัวว่าฉินหมิงจะทำความเข้าใจไม่ได้แล้วจะกดดันตัวเอง เลยพูดปลอบใจไปว่า "การศึกษาคัมภีร์เล่มนี้ มันต้องพึ่งวาสนาล้วนๆ ขนาดปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งสำนักปราณค้ำฟ้ายังไม่เข้าใจมันเลย ถึงขั้นด่ากราดแล้วเขวี้ยงทิ้งออกนอกหน้าต่างนู่น ถ้าไม่ไหวจริงๆ พวกเราก็ค่อยไปหาเคล็ดวิชาขั้นสุดยอดเล่มอื่นมาเปลี่ยนก็แล้วกัน"

"ระดับปรมาจารย์ก็ทำตัวติดดินขนาดนี้เลยเหรอขอรับ?" ฉินหมิงประหลาดใจ

เมิ่งซิงไห่เอ่ย "นี่เจ้าจับประเด็นไม่ได้เลยใช่ไหมเนี่ย? ข้าพยายามจะให้เจ้าผ่อนคลายอยู่นะ"

"ข้าก็ผ่อนคลายอยู่นี่ไงขอรับ แค่รู้สึกร้อนๆ ตรงหว่างคิ้วนิดหน่อยเอง"

"ผ่อนคลายก็ดีแล้วล่ะ... หืม?!"

"เมื่อกี้เจ้าว่าไงนะ?!"

ทันใดนั้น ทั้งเมิ่งซิงไห่และหลีชิงอวิ๋นก็แทบจะวางถ้วยชาลงพร้อมกัน สายตาของทั้งคู่เริ่มสาดประกายเจิดจ้า จ้องเขม็งไปที่เขา

ฉินหมิงตอบ "เริ่มรู้สึกอะไรนิดๆ หน่อยๆ แล้วล่ะขอรับ แต่มันยังเลือนลางมาก ขอข้าลองทำความเข้าใจดูอีกสักพักนะขอรับ"

หลีชิงอวิ๋นเด้งตัวลุกพรวดขึ้นมาทันที คัมภีร์เล่มนี้ทำเอาบรรดาบุคคลระดับตำนานกุมขมับมานักต่อนักแล้วนะ! ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในคัมภีร์โบราณที่เข้าใจยากที่สุด การจะบรรลุคัมภีร์เล่มนี้ได้ ต้องพึ่ง 'วาสนา' ล้วนๆจริงๆ

อันที่จริง ไม่ใช่แค่ปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งสำนักปราณค้ำฟ้าเท่านั้น แม้แต่ปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งสำปราณหกวิถีเอง ก็เคยแอบย่องไป 'ลองของ' ดูเหมือนกัน แต่ผลก็คือมืดแปดด้านไปตามระเบียบ

ทว่า ปรมาจารย์ท่านนั้นค่อนข้างจะห่วงหน้าตาตัวเอง เลยสั่งห้ามเด็ดขาดไม่ให้คนที่รู้เรื่องนี้แพร่งพรายออกไป ไม่งั้นแกขู่ว่าจะใช้ปราณหกวิถี สับคนปากโป้งให้ขาดเป็นร้อยแปดชิ้นเลยทีเดียว

สมัยหนุ่มๆ หลีชิงอวิ๋นก็เคยอ่านกระดาษสามแผ่นนี้มาแล้วเหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้อะไรเลยสักอย่าง มาวันนี้กลับได้เห็นกับตาตัวเอง ว่ามีเด็กหนุ่มคนนึงอาจจะทำความเข้าใจอะไรบางอย่างจากมันได้ จะไม่ให้เขาตกตะลึงได้ยังไงล่ะ?

นี่มันฝีมือระดับเทียบเท่ากับคนดังในตำนานพวกนั้นเลยนะ!

เมิ่งซิงไห่ใจเต้นระทึก เสี่ยวฉินที่เขาหมายตาไว้ ดูเหมือนจะสร้างเรื่องประหลาดใจให้เขาได้ตลอดเลยแฮะ การมาแสดงฝีมือต่อหน้าท่านอาหลีแบบนี้ ทำให้เขารู้สึกได้หน้าไปด้วยจริงๆ

คราวนี้ เดิมทีเขากะไว้ว่าฉินหมิงน่าจะ 'ไปไม่เป็น' เหมือนกัน แต่ความจริงก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เสี่ยวฉินยังคงเก่งกาจดุดันไม่เปลี่ยน ขนาดต้องรับมือกับหนึ่งในคัมภีร์โบราณที่ยากที่สุด ก็ยังสามารถรีดเค้นเอาแก่นแท้บางส่วนออกมาได้

ฉินหมิงเอ่ย "วันนี้สภาพข้าไม่ค่อยเต็มร้อยเท่าไหร่ ทำความเข้าใจมันยากชะมัด หน้าผากก็เอาแต่ร้อนวูบวาบ ปวดตุบๆตลอดเลยขอรับ เดี๋ยวข้าขอลองเจาะลึกลงไปอีกนิดนะขอรับ เหมือนจะจับจุดอะไรบางอย่างได้แล้ว รูปภาพสามรูปนี้มันดูชัดเจนขึ้น ไม่เหมือนเดิมแล้วล่ะ"

"สภาพไม่เต็มร้อย ก็ยังสามารถทำความเข้าใจเนื้อหาบางส่วนของคัมภีร์โบราณเล่มนี้ได้งั้นรึ?" หลีชิงอวิ๋นชักจะสงสัยตะหงิดๆ อยากจะหันไปถามเมิ่งซิงไห่เหลือเกิน ว่าปกติไอ้เด็กนี่มันพูดจาแบบนี้ตลอดเลยเหรอ?

ฟังแล้วมันทะแม่งๆ ชอบกล ตัวเขาเองอุตส่าห์อาบน้ำชำระกาย จุดธูปหอม นั่งทำสมาธิทำใจให้สงบเพื่อทำความเข้าใจคัมภีร์แท้ๆ แต่กลับคว้าน้ำเหลว ฟังแล้วมันน่าโมโหชะมัด!

หลีชิงอวิ๋นรู้สึกเลยว่า ถ้าเรื่องนี้ไปเข้าหูอาจารย์ของหลี่ชิงซวี หรือให้พวกตาแก่พวกนั้นได้ยินคำพูดของฉินหมิงล่ะก็ คงอยากจะกระโดดออกมาอัดหมอนี่ให้ตายคามือแน่ๆ

"ปกติเวลาเขาทำความเข้าใจคัมภีร์วิชาก็ไวแบบนี้แหละขอรับ" เมิ่งซิงไห่กระแอมไอแก้เก้อแล้วตอบไป

"ข้ารู้สึกว่าตอนนี้ร่างกายข้ามันก็เริ่มร้อนผ่าวขึ้นมาแล้วเหมือนกันขอรับ" ฉินหมิงบอกความรู้สึกใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นให้ฟัง

หลีชิงอวิ๋นนั่งไม่ติดแล้ว จู่ๆ ไอ้เด็กนี่ก็มีความรู้สึกแปลกๆ เกิดขึ้นติดๆ กันถึงสองอย่างเลยเหรอเนี่ย อาการแบบนี้ไม่เคยได้ยินว่ามีใครเป็นมาก่อนเลยจริงๆ

จบบทที่ ฟรี บทที่ 125 คัมภีร์ที่ทำให้ปรมาจารย์ทุกยุคสมัยต้องยอมแพ้

คัดลอกลิงก์แล้ว