- หน้าแรก
- นักอ่านของฉันมาจากสามพันโลก
- บทที่ 235 ตัวละครในนิยายที่เขียนโดยมีฉันเป็นต้นแบบ
บทที่ 235 ตัวละครในนิยายที่เขียนโดยมีฉันเป็นต้นแบบ
บทที่ 235 ตัวละครในนิยายที่เขียนโดยมีฉันเป็นต้นแบบ
บทที่ 235 ตัวละครในนิยายที่เขียนโดยมีฉันเป็นต้นแบบ
เหวินทิงอ่านข้อความแต่ละย่อหน้า หัวใจก็ยิ่งหล่นวูบ
เหมือนกันเป๊ะ
ทำไมถึงบรรยายได้แม่นยำขนาดนี้ ข้อมูลที่เธอทดสอบออกมาก็ตรงกันหมดเลย
เหวินทิงไปเปิดดูตอนอื่นๆ เน้นไปที่ท่อนที่บรรยายถึงเทคโนโลยีในยุคดวงดาว
หึๆ อันนี้ก็เคยเห็นเหมือนกัน
หึๆ อันนี้อยู่ในมือผู้อาวุโสซู
หึๆ แผงวงจรคริสตัลชิ้นนี้เธอเคยหยิบขึ้นมาดูด้วย
...
บ้าเอ๊ย ผีหลอกชัดๆ
ทำไมไรท์เตอร์คนนี้ถึงไม่มีจรรยาบรรณนักเขียนเอาซะเลย เขียนนิยายไม่พอยังชอบตัดจบให้ค้างคา แล้วยังแอบยัดของส่วนตัวลงไปเงียบๆ อีกเหรอ?
ใครสั่งใครสอนให้เธอเขียนนิยายแบบนี้กัน?
ไม่รู้หรือไงว่าจะไม่มีใครเชื่อว่าเป็นเรื่องจริงน่ะ!
เธอโกรธแล้วจริงๆ นะ!
—
ผู้เฒ่าหยางมองดูแตงโมในห้องเย็น เกาหัวแกรกๆ นับแล้วนับอีก
"แปลกจัง เมื่อวานมันจำนวนเท่านี้เหรอ? ทำไมฉันรู้สึกว่าแตงโมในห้องเย็นมันลดลงทุกวันเลยล่ะ?"
ผู้ช่วยที่อยู่ข้างๆ ก้มหน้าหลบสายตา ตอบอ้อมแอ้มว่า "บางทีท่านอาจจะจำผิดไปเองก็ได้นะครับ"
ผู้เฒ่าหยางเอามือไพล่หลัง "ฉันแก่จนเลอะเลือนขนาดนั้นเลยเหรอ แค่ตัวเลขทำไมถึงจำผิดทุกวันล่ะ?"
"นี่มีคนแอบมาขโมยซากศพแตงโมหรือเปล่าเนี่ย?"
ผู้ช่วยหัวเราะแห้งๆ "จะขโมยซากศพไปทำไมล่ะครับ ถ้าจะขโมยก็ต้องขโมยพืชเป็นๆ สิ"
"แต่ว่านะ" ผู้เฒ่าหยางหันไปเผชิญหน้ากับแตงโมที่เหลือเพียงหยิบมือเดียวในห้องเย็น
"ฉันจำได้ว่าวันนั้นแตงโมกองพะเนินเป็นภูเขาเลยนะ นายลองเอาแตงโมสิบเจ็ดลูกในห้องเย็นมากองเป็นภูเขาให้ฉันดูหน่อยสิ"
"..."
ไม่ใช่สิ ทำไมพวกเขาถึงตะกละกันขนาดนี้ แอบกินนิดๆ หน่อยๆ ก็ว่าไปอย่าง แต่นี่แอบกินจนเหลือแค่สิบเจ็ดลูก คนเป็นอัลไซเมอร์ยังดูออกเลยว่ามันผิดปกติ!
มุมปากของผู้ช่วยกระตุก "ฮะ ฮ่าๆ บางทีน้องแตงโมอาจจะมีวิธีจัดการกับความตายในแบบของมันเองก็ได้นะครับ"
ผู้เฒ่าหยางตีหน้าขรึม "ให้โอกาสนายพูดความจริงมาอีกครั้ง อ้อ แล้วก็เช็ดเมล็ดแตงโมที่มุมปากออกด้วย"
"..."
ผู้เฒ่าหยางเรียกประชุมทุกคนด่วน ยืนอยู่บนโพเดียมด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
"ฉันรู้เรื่องทั้งหมดแล้ว นี่เป็นเรื่องที่ร้ายแรงมาก ในยุคดวงดาวไม่เคยเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมาก่อน ถึงแม้ว่ามันจะเป็นแค่ซากศพของแตงโม แต่มันก็ไม่ใช่สิ่งที่พวกนายจะเอาเข้าปากได้ ความรักและการปกป้องพืชของชาวดวงดาวควรจะสลักลึกอยู่ในสายเลือด ไม่ใช่แค่พูดเอาดีเข้าตัว"
"ไรท์เตอร์เก่งกาจถึงขนาดปลูกพืชออกมาได้ตั้งมากมาย ปากของเธอ พวกเราห้ามไม่ได้ แต่พวกนาย เอาสิทธิ์อะไรมากิน!"
"พวกนายทำแบบนี้รู้สึกละอายใจต่อพืชไหม ละอายใจต่อประชาชนชาวยุคดวงดาวไหม ละอายใจต่อตัวเองไหม!"
"กระบวนการกินแตงโมทั้งหมด ฉันสืบจนรู้แจ้งเห็นจริงหมดแล้ว ใครที่เคยกินแตงโมให้ยืนขึ้นยอมรับสารภาพมาเอง ถ้าปล่อยให้ฉันต้องเป็นคนลากตัวออกมา บทลงโทษจะไม่เหมือนกันนะจะบอกให้"
ผู้เฒ่าหยางเพิ่งจะพูดจบ คนข้างล่างก็เริ่มค่อยๆ ยืนขึ้นอย่างอิดออด
คนที่ยืนขึ้นเป็นกลุ่มแรกๆ ล้วนหน้าแดงก่ำด้วยความอับอายขายหน้า ก้มหน้างุด ห่อตัวเข้าหากัน ไม่กล้าสบตาใครเลยแม้แต่น้อย
แต่เมื่อมีคนยืนขึ้นมากขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายคนเกือบทั้งห้องประชุมก็พากันยืนขึ้น เบียดเสียดกันจนมองจากบนเวทีลงไปเห็นแต่หัวคนดำมืดไปหมด
คนที่เคยรู้สึกละอายใจจนแทบแทรกแผ่นดินหนี จู่ๆ ก็ยืดอกขึ้นมาทันที
ออร่าของคนทั้งห้องก็เปลี่ยนไป จากที่เคยหดหู่หวาดกลัว กลับกลายเป็นมั่นใจและผ่อนคลายราวกับไม่ได้ทำอะไรผิด
"เชี่ยเอ๊ย แกก็กินด้วยเหรอ คืนนั้นที่แกไม่ได้อยู่หอ ก็คือแอบไปขโมยแตงโมกินใช่ไหม ทีแกกินแกยังไม่ชวนฉันเลย"
"ทีแกกินแกก็ไม่ได้บอกฉันเหมือนกันนั่นแหละ จะเรียกว่าแอบกินได้ยังไง คืนนั้นมันเป็นเวรฉันพอดี ฉันกินอย่างเปิดเผยเว้ย"
"ไอ้น้องชาย แกไม่ได้บอกเหรอว่าคนที่กินแตงโมคือคนที่ละอายต่อครอบครัวและสหพันธ์น่ะ"
"ฉันเป็นเด็กกำพร้า"
"มิน่าล่ะวันนั้นปากแกถึงได้แดงเถือก แกยังบอกอีกว่าแกชอบทาลิปสติก"
"บนหน้าแกก็มีเมล็ดแตงโมติดอยู่เหมือนกันไม่ใช่หรือไง แกก็โกหกฉันว่าเป็นไฝนี่นา"
"เดี๋ยวนะ ใครขโมยได้ทุเรศขนาดนี้วะ เยอะขนาดนั้นเหลือแค่สิบกว่าลูกเอง ถ้าขโมยน้อยลงหน่อยพวกเรายังพอกินต่อได้อีกสักพักนะ"
"จบเห่แล้ว โดนประหารแน่เลย ก่อนตายขอชิมอีกสักชิ้นได้ไหม"
"ก็แตงโมแช่เย็นพร้อมกินมันวางอยู่ตรงนั้น ฉันจะไปปฏิเสธลงได้ยังไงล่ะ ผู้เฒ่าหยางไม่เคยชิมก็เลยไม่รู้ไง ไม่อย่างนั้นเขาเองก็คงห้ามใจไม่ไหวเหมือนกัน"
เสียงที่ดังมาจากข้างล่างทำเอาผู้เฒ่าหยางปูดเส้นเลือดที่ขมับ ไอ้พวกเด็กหนุ่มสาวพวกนี้มันช่างไม่ได้เรื่องเลยจริงๆ
ไม่เคยใส่ใจพืชเลยสักนิด
"เงียบ——"
ผู้เฒ่าหยางตวาดลั่น "ฉันไม่มีทางกินแตงโมเด็ดขาด! พืชไม่ว่าจะเป็นหรือตาย ก็ควรจะได้รับการประคบประหงมจากชาวดวงดาวอย่างพวกเรา ไม่ใช่เอาเข้าปาก พืชไม่ใช่อาหาร!"
"คนหนุ่มสาวรุ่นพวกนายไม่เคยผ่านยุคสมัยที่พืชสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ ตั้งแต่เกิดมาก็แทบไม่เคยเห็นพืชเลย เลยไม่รู้สึกผูกพันกับการปกป้องพืช ถึงได้ทำเรื่องอกตัญญูแบบนี้ออกมาได้!"
"ก็คงมีแต่พวกคนแก่ๆ อย่างพวกเรานี่แหละที่ยังคงยึดมั่นในอุดมการณ์เดิม ปฏิบัติต่อพืชอย่างเสมอต้นเสมอปลาย"
ผู้เฒ่าหยางสะบัดมืออย่างแรง แต่หางตากลับเหลือบไปเห็นเพื่อนเก่าที่ยืนอยู่ข้างๆ กำลังพยักหน้าหงึกๆ
"นายยืนทำไม ยังไม่ถึงตานายพูดสักหน่อย"
ผู้เฒ่าเฟ่ยมีสีหน้ากระอักกระอ่วน "ฉันก็ชิมไป...นิดนึงเหมือนกัน"
เหมือนมีฝ่ามือที่มองไม่เห็นตบลงบนหน้าผู้เฒ่าหยางอย่างจัง
ผู้เฒ่าเฟ่ยพยายามเกลี้ยกล่อม "ไรท์เตอร์ก็บอกแล้วไม่ใช่เหรอ ว่าทิ้งไว้นานๆ มันก็เน่าเสียอยู่ดี ถ้าไม่กินก็เสียของเปล่าๆ นายจะลองชิมดูสักหน่อยไหม? รับรองว่าจะเปิดโลกใบใหม่ให้นายเลยล่ะ"
คนแก่เริ่มจะเสียหน้า มือไม้คันยิบๆ อยากจะตบคนพวกนี้ให้ตายซะจริงๆ
ผู้เฒ่าหยางตัดสินใจกลืนคำพูดของตัวเองกลับลงไป แล้วพูดว่า "ต่อให้คนทั้งโลกจะทรยศพืช ฉันก็ไม่มีวัน!"
…
"(ง่ำๆๆ) ไอ้นี่มันสดชื่นดีจริงๆ (ง่ำๆๆ) ทำไมถึงมีพืชที่อร่อยขนาดนี้นะ (ง่ำๆๆ) น้ำก็เยอะหวานชื่นใจด้วย"
ผู้เฒ่าหยางอุ้มแตงโมครึ่งลูกกินจนน้ำแตงโมกระเด็นไปทั่ว "ซดน้ำเข้าไปอึกนึงรู้สึกเหมือนวิญญาณได้รับการยกระดับเลย นี่แหละของที่ต้องมีในหน้าร้อน"
"หลายสิบปีที่ผ่านมาฉันใช้ชีวิตลำบากยากเข็ญอะไรขนาดนี้นะเนี่ย"
"มีชีวิตมาจนป่านนี้ถึงเพิ่งจะได้ลิ้มรสความหวานแบบนี้"
ผู้เฒ่าเฟ่ยหัวเราะหึๆ "ไหนบอกว่าต่อให้คนทั้งโลกทรยศพืช นายก็ไม่มีวันทำไง"
ผู้เฒ่าหยางตีหน้าขรึม "แบบนี้เรียกว่าทรยศเหรอ ฉันทรยศตรงไหนกัน ฉันก็ตั้งใจปกป้องพืชที่เป็นๆ อยู่นี่ไง"
พูดจบ เขาก็เริ่มกล่าวโทษอีกครั้ง "ตอนแรกไรท์เตอร์ส่งพืชมาให้ตั้งเยอะแยะ นายดูสิว่าตอนนี้เหลืออยู่เท่าไหร่ พวกนายแอบกินแตงโมไปตั้งเยอะลับหลังฉัน ที่เหลือทั้งหมดต้องเป็นของฉัน"
ผู้เฒ่าเฟ่ยไม่พอใจ "ไม่ได้สิ ฉันเพิ่งจะกินไปแค่ห้าหกเจ็ดแปดลูกเอง ทำไมที่เหลือต้องเป็นของนายทั้งหมดด้วย ฉันต้องได้แบ่งครึ่งนึงสิ"
ผู้เฒ่าหยางแค่นเสียงหัวเราะเย็นชา "นายไม่รู้เหรอว่าแตงโมพวกนี้ไรท์เตอร์ส่งมาให้ฉันน่ะ"
ผู้เฒ่าเฟ่ยพูดว่า "ขี้โม้ไม่ดูตาม้าตาเรือ ก็เห็นๆ อยู่ว่าส่งมาให้ทุกคน ไรท์เตอร์เขารู้จักนายหรือไงถึงได้กล้าคุยโวเนี่ย"
ผู้เฒ่าหยาง: "ไม่เชื่อใช่ไหม เดี๋ยวฉันจะเอาหลักฐานให้ดู ตัวละครสำคัญในนิยายที่ชื่อหวังฮว๋า มองแวบเดียวก็รู้แล้วว่าเขียนขึ้นมาโดยมีฉันเป็นต้นแบบ นายยังกล้าพูดอีกเหรอว่าไรท์เตอร์ไม่รู้จักฉัน?"
ผู้เฒ่าเฟ่ย: "นายมันตัวประหลาดชัดๆ หวังฮว๋าหน้าตาเหมือนนายตรงไหน ถึงได้บอกว่ามีนายเป็นต้นแบบ? ไรท์เตอร์ก็บอกอยู่ว่านิยายไม่เกี่ยวกับชีวิตจริง นายมันชอบทึกทักเอาเองจริงๆ"
ผู้เฒ่าหยางพูดอย่างมั่นใจว่า "มีฉันเป็นต้นแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ นายดูสิ หวังฮว๋าก็มาจากสหพันธ์ยุคดวงดาว เป็นผู้นำของสหพันธ์ยุคดวงดาว แล้วก็เป็นผู้นำของทีมวิจัยพืชด้วย อายุอานามก็รุ่นราวคราวเดียวกับฉัน"
"ที่สำคัญที่สุดก็คือ คำบรรยายรูปลักษณ์ภายนอกก็เหมือนกับฉันเป๊ะเลยไม่ใช่หรือไง"
ผู้เฒ่าเฟ่ยมองดูคำบรรยายรูปลักษณ์ภายนอกที่มีผมหงอกขาวโพลนประโยคนั้น: "..."
นี่มันตาแก่คนไหนก็เอาไปสวมรอยได้ไม่ใช่หรือไง