- หน้าแรก
- ผมขนเทคโนโลยีมาปฏิวัติราชวงศ์ชิง
- บทที่ 431 - ศึกชิงแผ่นดินขาวแดงยุติลงชั่วคราว
บทที่ 431 - ศึกชิงแผ่นดินขาวแดงยุติลงชั่วคราว
บทที่ 431 - ศึกชิงแผ่นดินขาวแดงยุติลงชั่วคราว
บทที่ 431 - ศึกชิงแผ่นดินขาวแดงยุติลงชั่วคราว
ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและฝรั่งเศสที่เคยกระเตื้องขึ้นจากการส่งออกแรงงาน กลับต้องมามัวหมองอีกครั้งเพราะกรณีพิพาทเรื่อง "ภาษีการแต่งงานออกนอกประเทศ" แม้ภายใต้การประท้วงอย่างหนักของจีน ฝรั่งเศสจะยอมถอยก้าวหนึ่งโดยการลดภาษีลงเหลือ 1,000 ฟรังก์ แต่พวกเขาก็เริ่มใช้สื่อเพื่อปลูกฝังแนวคิดในหมู่ชาวบ้านว่า "ความแตกต่างทางวัฒนธรรมจะนำไปสู่ความล้มเหลวในชีวิตคู่" อะไรทำนองนั้น
แน่นอนว่าหากมองในมุมของฝรั่งเศส การทำเช่นนี้ก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิดเสียทีเดียว เพราะเป็นเรื่องปกติที่คนทั่วไปจะไม่ค่อยพอใจนักเมื่อมีชาวต่างชาติมาพรากหญิงสาวในบ้านเกิดของตนไป ทว่าพวกเราย่อมรู้ดีว่าท่านประธานเหวินไม่เคยเป็นนักนานาชาตินิยม เขาไม่ได้มีจิตวิญญาณอันยิ่งใหญ่พอที่จะมาห่วงใยความสุขของชนชาติอื่น การกระทำของฝรั่งเศสจึงส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองชาติเย็นชามองหน้ากันไม่ติดอย่างรวดเร็ว
ทว่าในปีนี้ กรณีภาษีการแต่งงานนั้นถือว่าเป็นเพียงเรื่องตลกเรื่องหนึ่งเท่านั้น เมื่อเทียบกับเหตุการณ์ใหญ่ระดับโลกเรื่องอื่นแล้ว มันเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยที่ไม่สลักสำคัญอะไรเลย
ความจริงแล้ว ประเทศที่นำเข้าแรงงานจากจีนไม่ได้มีเพียงฝรั่งเศส แต่ยังมีอิตาลี เบลเยียม ยูเครน โปแลนด์ และรัสเซียขาว ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่สูญเสียประชากรไปอย่างมหาศาล และหากนับจำนวนแรงงานที่นำเข้าจริง ฝรั่งเศสไม่ใช่กลุ่มที่นำเข้ามากที่สุด แต่เป็นรัสเซียขาวต่างหาก
ปัจจุบันรัสเซียขาวควบคุมพื้นที่ตั้งแต่แนวเทือกเขาอูราลไปจนถึงไซบีเรียกลาง มีพื้นที่ประมาณ 4.9 ล้านตารางกิโลเมตร แม้จะดูเหมือนมีพื้นที่มากกว่ารัสเซียโซเวียตที่มีอยู่ 4.52 ล้านตารางกิโลเมตร แต่จำนวนประชากรกลับเทียบกันไม่ได้เลย เพราะย่านเศรษฐกิจและประชากรหลักของรัสเซียนั้นตั้งอยู่ทางตะวันตกของอูราลบนที่ราบยุโรปตะวันออก ในตอนนี้รัสเซียโซเวียตควบคุมประชากรได้ประมาณ 80 ล้านคน ในขณะที่รัสเซียขาวมีไม่ถึง 16 ล้านคน ซึ่งในจำนวนนี้ยังมีส่วนหนึ่งที่เป็นผู้อพยพที่หนีมาจากฝั่งโซเวียตด้วย
จากการเปรียบเทียบจะเห็นได้ชัดว่ารัสเซียขาวตกเป็นรองอย่างสมบูรณ์ หากไม่มีจีนคอยหนุนหลังอยู่เบื้องหลัง พวกเขาไม่มีทางต้านทานการรุกคืบของรัสเซียโซเวียตได้เลย แต่ถึงกระนั้น พวกเขาก็ยังต้องรักษากองทัพขนาดใหญ่ไว้ ซึ่งเมื่อผู้คนต้องไปเป็นทหารกันหมด ภาคการผลิตก็ไม่มีคนทำ แล้วจะทำอย่างไรได้? สุดท้ายก็ต้องขอแรงงานจากจีนอย่างไรเล่า
ด้วยเหตุนี้ บริษัทจีนนับร้อยแห่งและชาวจีนกว่า 1 ล้านคนจึงหลั่งไหลเข้าสู่รัสเซียขาวเพื่อดำเนินงานในโรงงานและฟาร์ม ซึ่งจำนวนนี้ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง พวกเขาทำหน้าที่ส่งกำลังบำรุงให้แก่กองทหารรัสเซียขาวที่กำลังสู้ศึกอย่างหนักหน่วงอยู่ในแนวหน้า และผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคให้แก่ประชาชนทั่วไป เมื่อมีชาวจีนเข้ามาช่วยควบคุมการผลิต รัสเซียขาวจึงสามารถประคองการผลิตในภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรมให้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาได้ ภาคการเกษตรสามารถพึ่งพาตนเองได้ ขณะที่ปืนใหญ่และอาวุธเบารวมถึงกระสุนขนาดเล็กก็สามารถผลิตได้เอง ซึ่งสถานะนี้ถือว่าดีกว่าฝั่งรัสเซียแดงเสียด้วยซ้ำ ทางฝั่งโซเวียตนั้นแม้จะยึดครองพื้นที่อุดมสมบูรณ์ไว้ได้ แต่ด้วยนโยบายบางประการกลับทำให้ภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรมตกต่ำลงอย่างมาก ในช่วงหลายปีมานี้พวกเขาจึงต้องอาศัยการนำเข้าอาหารเพื่อเลี้ยงดูประชากร
เมื่อรวมผลกระทบจากสงครามโลกและสงครามกลางเมืองที่สู้รบกันมานานถึงสี่ปี ชายฉกรรจ์ในรัสเซียจึงล้มตายไปเป็นจำนวนมหาศาล แม้ข้อมูลที่แน่นอนจะยังคำนวณได้ยาก แต่ตามการคาดการณ์ขั้นต่ำ รัสเซียได้สูญเสียประชากรไปมากกว่า 10 ล้านคน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชายวัยฉกรรจ์ สิ่งนี้จึงก่อให้เกิดปรากฏการณ์ที่ "น่ายินดี" สำหรับเหล่าชายโสดในจีน นั่นคือมีหญิงสาวชาวรัสเซียล้นตลาดอย่างมาก
ชายชาวจีนที่ไปทำงานอยู่ที่นั่นย่อมไม่ปล่อยโอกาสให้หลุดมือ พวกเขาอาศัยจังหวะจากการทำงานพาสาวรัสเซียกลับมาด้วยไม่น้อย จนถึงตอนนี้ในบรรดาหญิงต่างชาติที่แต่งงานเข้ามาในจีน สาวรัสเซียครองอันดับหนึ่งอย่างทิ้งห่าง ในบรรดาลูกสะใภ้ชาวจีนเหล่านี้ ไม่ได้มีเพียงหญิงชาวบ้านธรรมดาเท่านั้น แต่ยังมีลูกหลานขุนนางชั้นสูง และที่น่าทึ่งที่สุดคือแม้แต่องค์หญิงองค์น้อยสองพระองค์ก็กลายเป็นสะใภ้จีนไปแล้ว โดยองค์หญิงมาเรียทรงอภิเษกกับเย่มู่หยี ร้อยเอกทหารบกจีน ส่วนองค์หญิงอนาสตาเซียองค์เล็กสุดทรงอภิเษกกับหวังซื่อซิง แพทย์หลวงประจำราชสำนักรัสเซียคนปัจจุบัน
ทว่ารัสเซียขาวในขณะนี้ต้องพึ่งพาจีน จึงไม่กล้าใช้วิธีการที่รุนแรงเฉกเช่นฝรั่งเศส อีกทั้งพวกเขายังหวังว่าการเกี่ยวดองกันระหว่างสองชาติผ่านการสมรสจำนวนมากเช่นนี้ จะช่วยให้จีนให้การสนับสนุนพวกเขามากยิ่งขึ้นไปอีก
จนถึงปัจจุบัน ศึกระหว่างฝ่ายขาวและฝ่ายแดงได้ดำเนินมานานสี่ปีแล้ว ทั้งสองฝ่ายต่างสะบักสะบอมจนแทบไม่มีเรี่ยวแรงจะรบต่อ ตั้งแต่วันขึ้นปีใหม่ของปีนี้ ทั้งสองฝ่ายจึงเริ่มมีการหยุดยิงกันอย่างไม่เป็นทางการ โดยมีแม่น้ำโวลกาและแม่น้ำคามาเป็นแนวแบ่งเขต ต่างฝ่ายต่างตั้งป้อมจันหน้ากันอยู่แต่เพียงระยะไกล
ในเรื่องนี้ อังกฤษและฝรั่งเศสมีบทบาทสำคัญอย่างมาก พวกเขาต้องการสร้างความลำบากให้แก่กลุ่มประเทศพันธมิตรเดิมและถ่วงดุลอำนาจของจีน จึงออกมาสวมบทเป็นคนกลางเพื่อไกล่เกลี่ยระหว่างทั้งสองฝ่าย สำหรับเรื่องศักดิ์ศรีนั้นพวกเขาโยนทิ้งไปนานแล้ว ประหนึ่งว่าก่อนหน้านี้ไม่เคยปฏิเสธที่จะยอมรับรัฐบาลโซเวียตมาก่อน
เพื่อให้รัสเซียโซเวียตยอมตกลงหยุดยิง พวกเขาได้เสนอเงื่อนไขที่ล่อใจเป็นอย่างมาก ประการแรกคือการยอมรับว่ารัสเซียโซเวียตเป็นรัฐบาลที่ถูกต้องตามกฎหมาย และแน่นอนว่ารวมถึงรัสเซียขาวด้วย "มีห่านสองตัว ตัวหนึ่งสีแดงตัวหนึ่งสีขาว พวกคุณต่างก็เป็นปีกให้ฉันทั้งคู่" อังกฤษและฝรั่งเศสกล่าวเช่นนั้น
บางคนอาจจะสงสัยว่า การยอมรับรัฐบาลรัสเซียสองแห่งพร้อมกันเช่นนี้มันช่างไร้จรรยาบรรณสิ้นดี? แต่มันไม่ใช่เรื่องแปลกเลย เพราะเรื่องที่ไร้ยางอายกว่านี้อังกฤษและฝรั่งเศสก็ทำมานักต่อนักแล้ว สำหรับประเทศที่เป็นเหมือน "มหาโจร" ของโลก จรรยาบรรณเป็นสิ่งที่มีเหลือน้อยนิด แม้ก่อนหน้านี้จะเกลียดชังโซเวียตเข้าไส้ แต่ขอเพียงมีผลประโยชน์เพียงพอ พวกเขาก็พร้อมจะเปลี่ยนโซเวียตให้กลายเป็นเพื่อนรักได้ทันที
นี่แหละคือการเมือง
ส่วนรัสเซียขาวจะคิดอย่างไรนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง หากไม่พอใจล่ะก็ มีปัญญาพวกคุณก็รบกลับไปสิ ถ้าทำลายรัสเซียแดงได้พวกเราก็จะยอมรับพวกคุณเพียงแห่งเดียวเอง
เงื่อนไขที่สองคือการยอมล้างหนี้ทั้งหมดให้แก่รัสเซียโซเวียต แม้จะเจ็บปวดลึกๆ แต่ในเมื่อโซเวียตทำตัวไร้ยางอายจะเบี้ยวหนี้ให้ถึงที่สุดแล้ว พวกเขาจะทำอย่างไรได้? อังกฤษและฝรั่งเศสในโลกนี้ไม่มีพละกำลังเหลือพอจะรวมตัวกันติดอาวุธเพื่อทวงหนี้เหมือนในประวัติศาสตร์เดิมอีกต่อไป เพราะกำลังหลักในการทวงหนี้อย่างสหรัฐฯ และญี่ปุ่น ในตอนนี้ต่างพากันไปทำฟาร์มอยู่ในแอฟริกาจนไม่มีเวลามายุ่งเรื่องนี้
สหรัฐฯ เองก็ไม่ใช่คนโง่ แม้พวกเขาจะมีหนี้ในรัสเซียกว่า 100 ล้านดอลลาร์ แต่การจะไปสู้ตายกับโซเวียตเพื่อเงินเพียงเท่านี้ดูยังไงก็ไม่คุ้มค่า สหรัฐฯ ไม่โง่พอจะทิ้งผลประโยชน์อันมหาศาลในแอฟริกาเพื่อไปต่อกรกับหมีขาวขั้วโลกที่ดุร้ายแต่ไม่มีเงินทองให้กวาดต้อน ยิ่งไปกว่านั้นหนี้ส่วนใหญ่อยู่ที่อังกฤษและฝรั่งเศส สหรัฐฯ ไม่ใช่พ่อพระที่จะไปยอมตายแทนคนอื่น ญี่ปุ่นเองยิ่งไม่คิดจะไป เพราะพวกเขาไม่มีหนี้ในรัสเซีย แถมยังมีดินแดนกว้างใหญ่ในมั่วซานรอการบุกเบิก จะหาเรื่องไปรบกับพวกหัวแดงทำไมให้เหนื่อยแรง
ส่วนอังกฤษและฝรั่งเศสยิ่งไม่ต้องพูดถึง พวกเขาต้องสูญเสียประชากรไปถึงหนึ่งรุ่น ทำให้กระแสต่อต้านสงครามภายในประเทศรุนแรงมาก หากใครยังกล้าเสนอให้ไปรบกับพวกฝ่ายแดงอีกละก็ รับรองว่าจะต้องเกิดการจลาจลหรือการปฏิวัติขึ้นแน่นอน ในเมื่อหนี้ก้อนนี้ทวงคืนไม่ได้ การทำเป็นใจกว้างยอมยกหนี้ให้เพื่อแลกกับบุญคุณย่อมเป็นทางเลือกที่ดีกว่า
ตามมาด้วยเงื่อนไขอย่างการให้เงินกู้ การช่วยเหลือทางเทคโนโลยี และสนธิสัญญาการค้า เมื่อได้รับข้อเสนอเหล่านี้ รัสเซียโซเวียตจึงยอมตกลงหยุดยิง ผู้นำโซเวียตรุ่นนี้เป็นพวกที่ยึดถือความเป็นจริง พวกเขาไม่เคยฝืนตัวเองเพื่อรักษาหน้าตาที่กินไม่ได้ และเป็นกลุ่มคนที่รู้จักปรับตัวตามสถานการณ์ได้ดีเยี่ยม
จากนั้นพวกเขาก็ติดต่อฝ่ายรัสเซียขาวเพื่อให้ยอมตกลงหยุดยิง โดยเสนอเงื่อนไขล่อใจมากมายเช่นกัน เช่น การล้างหนี้... ใช่แล้ว ล้างหนี้เหมือนกันนั่นแหละ ในเมื่อยอดเงินมันมหาศาลขนาดนั้น จะล้างหนี้กี่รอบผลลัพธ์ก็แทบไม่ต่างกัน เป็นเพียงการใช้คำพูดให้ดูดีเท่านั้น ต่อมาคือการคืนเงินฝากและทรัพย์สินอัญมณีของราชสำนักซาร์ที่เคยฝากไว้ในอังกฤษและฝรั่งเศส ซึ่งก่อนหน้านี้ทั้งสองประเทศพยายามหาข้ออ้างบ่ายเบี่ยงไม่ยอมคืนมาโดยตลอด แต่คราวนี้จำต้องยอมคืนให้เพื่อตัดรำคาญ มิฉะนั้นด้วยนิสัยของรัสเซียขาว หากไม่มีผลประโยชน์มาล่อใจ พวกเขาย่อมไม่มีวันยอมตกลงอย่างแน่นอน
ฝ่ายจีนเองก็สนับสนุนเรื่องนี้เช่นกัน เพราะที่ผ่านมาฝ่ายรัสเซียขาวอยู่รอดได้ด้วยการหนุนหลังของจีน ซึ่งต้องสิ้นเปลืองทรัพยากรไปมหาศาล เพื่อที่จะต่อสู้กับฝ่ายแดง รัสเซียขาวได้ขายทุกอย่างเท่าที่จะขายได้จนแทบไม่เหลืออะไรให้จีนขูดรีดอีกแล้ว หากจีนไม่ส่งกองกำลังลงสนามเอง ลำพังกำลังของรัสเซียขาวก็ทำได้เพียงแค่ตั้งรับ การจะบุกถล่มฝ่ายแดงจึงเป็นไปไม่ได้เลย ในเมื่อการรบยืดเยื้อมาจนถึงจุดนี้ หากดึงดันรบต่อไปก็เท่ากับว่าจีนต้องเสียเงินไปโดยเปล่าประโยชน์
พวกเราล้วนเป็นผู้ที่เจริญแล้ว จะรบกันไปทำไม? มานั่งลงทำฟาร์ม หาเงิน และทำธุรกิจร่วมกันไม่ดีกว่าหรือ?
ภายใต้มติร่วมกันของกลุ่มประเทศมหาอำนาจอย่างอังกฤษ ฝรั่งเศส จีน และเยอรมนี ตัวแทนของฝ่ายแดงและฝ่ายขาวจึงได้ขึ้นไปบนเรือสำราญลำหนึ่งที่จอดอยู่กลางแม่น้ำโวลกาในวันที่ 10 มีนาคม เพื่อลงนามในข้อตกลงหยุดยิงอย่างเป็นทางการ ตั้งแต่นั้นมา "ศึกชิงแผ่นดินขาวแดง" ที่ดำเนินมานานกว่า 4 ปีจึงได้ปิดฉากลงชั่วคราว แน่นอนว่านี่เป็นเพียงการหยุดยิงชั่วคราว ไม่ใช่สันติภาพถาวร หากฝ่ายใดเห็นว่าสบโอกาส ศึกครั้งนี้ก็พร้อมจะเปิดฉากขึ้นใหม่ได้เสมอ
ทว่าทั้งฝ่ายแดงและฝ่ายขาวต่างก็ไม่พอใจกับผลลัพธ์นี้ แต่ถึงจะไม่พอใจแล้วจะทำอย่างไรได้? ในเมื่อต่างฝ่ายต่างก็ไม่มีเรี่ยวแรงจะรบกันต่อแล้วนี่นา
เดิมทีฝ่ายขาวเสนอให้ฝ่ายแดงส่งตัวผู้สนับสนุนฝ่ายขาวที่อาศัยอยู่ในเขตพื้นที่ของฝ่ายแดงกลับคืนมา พวกเขารู้สึกว่าประชากรของตนเองนั้นน้อยเกินไป พื้นที่กว้างใหญ่เกือบ 5 ล้านตารางกิโลเมตรกลับมีประชากรอาศัยอยู่ไม่ถึง 15 ล้านคน ซึ่งถือว่าน้อยมากจริงๆ เนื่องจากประชากรคือรากฐานสำคัญของชาติ หากขาดแคลนกำลังพลย่อมมิอาจขับเคลื่อนสิ่งใดได้ แต่ทางฝ่ายแดงกลับปฏิเสธทันควันโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด พวกเขาไม่ใช่คนโง่ที่จะยอมเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ศัตรู ฝ่ายแดงมองว่าการส่งตัวคนเหล่านั้นไปใช้แรงงานในเหมืองจนตัวตาย ยังดีเสียกว่าการส่งมอบให้แก่ฝ่ายขาว
ในท้ายที่สุด ภายใต้แรงกดดันจากอังกฤษและฝรั่งเศส ฝ่ายแดงจึงจำยอมยอมรับในหลักการที่จะส่งตัวเฉพาะผู้ที่ "สมัครใจ" จะข้ามฝั่งไปเท่านั้น แต่ขณะเดียวกันก็เรียกร้องให้ฝ่ายขาวส่งตัวผู้สนับสนุนฝ่ายแดงกลับคืนมาด้วยเช่นกัน
ส่วนเรื่องการแลกเปลี่ยนเชลยศึกนั้น ทั้งสองฝ่ายไม่ได้หยิบยกขึ้นมาหารือเลยแม้แต่น้อย เพราะไม่มีความจำเป็นและไม่หลงเหลือเชลยอยู่อีกต่อไป ทั้งสองฝ่ายต่างเข่นฆ่ากันด้วยความโกรธแค้นจนถึงที่สุด หากมีผู้ใดตกเป็นเชลย ส่วนใหญ่มักจะรักษาชีวิตไว้ได้ไม่พ้นคืนนั้น
คาซาน, สถานสงเคราะห์ชั่วคราว
ภายหลังจากตกลงในเรื่องการแลกเปลี่ยนผู้สนับสนุนของแต่ละฝ่าย รัสเซียขาวและรัสเซียแดงก็ได้เริ่มกระบวนการรวบรวมและส่งมอบผู้อพยพ ภายใต้การตรวจสอบอย่างใกล้ชิดของคณะผู้สังเกตการณ์จากสันนิบาตชาติ ทั้งสองฝ่ายได้จัดตั้งสถานสงเคราะห์ชั่วคราวขึ้นบริเวณใกล้กับเส้นแนวเขตควบคุม เพื่อใช้เป็นจุดพักคอยสำหรับผู้ที่จะถูกส่งตัวข้ามแดน ทั้งฝ่ายขาวและฝ่ายแดงต่างออกประกาศให้ผู้ที่มีความประสงค์จะข้ามไปยังอีกฝั่งมารายงานตัว เพื่อรวมกลุ่มและเคลื่อนย้ายไปยังสถานสงเคราะห์ชายแดนเพื่อรอขั้นตอนการส่งมอบต่อไป
สถานสงเคราะห์ชั่วคราวของฝ่ายแดงตั้งอยู่ที่เมืองคาซาน ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งของกองบัญชาการคณะผู้สังเกตการณ์สันนิบาตชาติประจำฝั่งโซเวียตด้วย โดยทูตพิเศษที่รัฐบาลจีนส่งมาทำหน้าที่คือ กู้เหวยจวิน ผู้อำนวยการกรมยุโรปแห่งกระทรวงการต่างประเทศ
การส่งมอบผู้อพยพในช่วงสองสามกลุ่มแรกดำเนินไปได้อย่างราบรื่น ปราศจากเหตุการณ์รุนแรงใดๆ ทว่าเมื่อถึงเช้าตรู่ของวันนี้ ทูตพิเศษกู้กลับได้รับแจ้งข่าวสารที่สร้างความตกตะลึงอย่างยิ่ง
"อะไรนะ? ตายหมดแล้วเหรอ?" กู้เหวยจวิน ถามด้วยความตกใจ
"ครับ ทั้งหมดหมื่นสามพันกว่าคน ตายเรียบครับ..." เลขานุการกล่าวด้วยใบหน้าซีดเผือด
"กู้... กู้..." ในขณะนั้นเอง ชาวต่างชาติหลายคนต่างพากันวิ่งพรวดพราดเข้ามาด้วยความลนลาน
"พวกบัดซบบอลเชวิคพวกนั้นมันบ้าไปแล้ว! คนในสถานสงเคราะห์หมื่นสามพันกว่าคนถูกพวกมันวางยาตายหมด! ต่อหน้าต่อตาพวกเราเลย!"
"นี่คือการท้าทายจักรวรรดิบริเตนอย่างร้ายแรง! เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้!"
"เราเห็นว่าควรมีการลงโทษโซเวียตอย่างจริงจัง นี่มันเห็นเราไม่มีตัวตนชัดๆ"
เหล่านักการทูตจากมหาอำนาจต่างพากันแสดงสีหน้าบิดเบี้ยวและตะโกนลั่นห้อง โดยเฉพาะทูตพิเศษ แอนสัน จากอังกฤษที่โกรธจนหน้าเขียว
เช้าวันนี้มีเหตุการณ์สะเทือนขวัญเกิดขึ้นในสถานสงเคราะห์ชั่วคราว เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบของสันนิบาตชาติพบว่า ผู้นิยมฝ่ายขาวกลุ่มนี้ที่เตรียมจะถูกส่งมอบได้เสียชีวิตลงทั้งหมด 13,000 กว่าคน โดยไม่มีใครรอดชีวิตแม้แต่คนเดียว ผลการตรวจพบว่าทุกคนตายเพราะสารพิษ และคำอธิบายจากฝั่งโซเวียตก็คือ: อาหารเป็นพิษ ใช่แล้ว อาหารเป็นพิษ...
คณะผู้สังเกตการณ์จากนานาชาติจึงระเบิดอารมณ์ออกมาด้วยความโกรธแค้น เพราะนี่คือการตบหน้ากันอย่างชัดเจน อาหารเป็นพิษงั้นเหรอ? พิษบ้าอะไรจะฆ่าคนนับ 10,000 คนพร้อมกันได้ขนาดนี้!
สาเหตุของเรื่องนี้เรียบง่ายมาก ทางฝั่งรัสเซียขาวมีผู้สนับสนุนฝ่ายแดงน้อยมาก เพียงส่งมอบไม่กี่กลุ่มแรกก็หมดสิ้นแล้ว แต่ในฝั่งรัสเซียแดงกลับมีผู้ที่อยากย้ายไปอยู่กับฝ่ายขาวเป็นจำนวนมาก จนพวกบอลเชวิคถึงกับเสียวสันหลัง เพราะหากปล่อยคนเหล่านี้ไปหมด สัดส่วนประชากรของทั้งสองฝ่ายอาจจะพลิกผันได้ทันที
พวกเราต่างรู้ซึ้งถึงประโยคที่ว่า "หมีขาวเชื่อถือได้ ปรบมือให้หมูขึ้นต้นไม้ยังง่ายกว่า" นิสัยของหมีเจ้านี้ไม่แบ่งแยกแดงหรือขาว เมื่อเห็นว่ามีคนจะแปรพักตร์มากขนาดนั้น รัสเซียแดงจึงเริ่มเปลี่ยนใจ
ชนชาติที่เน้นการต่อสู้ก็คือชนชาติที่เน้นการต่อสู้ พวกเขาไม่ถนัดและไม่อยากทำอะไรที่อ้อมค้อม จึงเลือกใช้วิธีที่ตรงไปตรงมาและได้ผลที่สุด ภายใต้แนวคิดที่ว่า "สิ่งใดที่เราไม่ได้ ศัตรูก็อย่าหวังจะได้ไป" ดังนั้น เหล่าผู้แปรพักตร์ที่เตรียมจะไปหาฝ่ายขาวจึงต้องมีอาการ "อาหารเป็นพิษ" ไปตามระเบียบ
เหตุการณ์นี้ทำให้ทั้งสองฝ่ายที่เพิ่งสงบศึกต้องกลับมาเตรียมรบกันอีกครั้ง และเหล่ามหาอำนาจที่ยอมไม่ได้กับการถูกตบหน้าก็เริ่มเคลื่อนไหว อังกฤษและเยอรมนีถึงกับส่งกองเรือผสมเข้าไปในทะเลบอลติก ใช่แล้ว แม้แต่เยอรมนีเองก็โกรธจัด แม้เดิมทีพวกเขาจะสนับสนุนฝ่ายแดง แต่คราวนี้กลับรู้สึกเหมือนถูกตบหน้าจนชาไปหมด ส่วนกองเรือของอังกฤษ ฝรั่งเศส ตุรกี และกรีซ ก็มุ่งหน้าเข้าสู่ทะเลดำเช่นกัน
ไม่เพียงแต่ทัพเรือเท่านั้น แม้แต่ทัพบกก็มีการเคลื่อนไหว กองทัพของจีน เปอร์เซีย ยูเครน และโปแลนด์ ต่างเริ่มมาสมทบกันที่ชายแดนรัสเซีย
คราวนี้ฝ่ายแดงเล่นใหญ่เกินไปหน่อย จนทำให้มหาอำนาจทั่วโลกต้องหน้าแหกไปตามๆ กัน
ในเมื่อเป็นมหาอำนาจ เมื่อถูกตบหน้าเช่นนี้จะนิ่งเฉยได้อย่างไร? ย่อมต้องมีการตรึงกำลังที่ชายแดนเพื่อกดดันให้ฝ่ายรัสเซียแดงออกมาให้คำอธิบาย แน่นอนว่าพวกเขาไม่ได้ทำไปเพื่อ "มนุษยธรรม" อะไรนั่นหรอก มันก็แค่คำขวัญสวยหรูที่ใครเชื่อก็บ้าแล้ว พวกเขาทำไปเพียงเพราะต้องการรักษาหน้าของตนเองเท่านั้น
หากจะพูดกันตามตรง ในตอนนั้นรัฐบาลรัสเซียแดงยังขาดความสุขุมทางการเมืองอย่างมาก วิธีการของพวกเขาช่างเรียบง่ายและรุนแรง เน้นเอาความสะดวกเข้าว่า แค่กระดกวอดก้าสักขวด พอเลือดเข้าหน้าก็ลงมือทันที ส่วนผลลัพธ์จะเป็นอย่างไรค่อยรอให้สร่างเมาแล้วค่อยว่ากัน แม้แต่ฝ่ายรัสเซียขาวที่มีประสบการณ์การบริหารมากกว่าก็ยังมักจะทำเรื่องประหลาดๆ ออกมาบ่อยครั้ง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงฝ่ายรัสเซียแดงที่แทบไม่มีประสบการณ์เลย
มิเช่นนั้น พวกเขาคงไม่สร้างปัญหาประหลาดๆ ออกมามากมาย เช่น "ระบบริบธัญพืชส่วนเกิน" ที่บีบให้เกษตรกรทั่วรัสเซียต้องหนีไปพึ่งศัตรู ดังนั้นการที่พวกเขาสร้างเรื่องวุ่นวายครั้งใหญ่ในครั้งนี้จึงไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับพวกเขาเลย
หมีรัสเซียนั้นมีความมั่นใจในตัวเองสูงเสมอ! ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายขาวหรือฝ่ายแดง
เมื่อเห็นปฏิกิริยาอันรุนแรงของนานาชาติ รัฐบาลรัสเซียแดงก็เริ่มตระหนักได้ว่าคราวนี้สงสัยจะดื่มหนักมือไปหน่อย ทว่าหมีก็คือหมี พวกเขารีบยอมรับผิดอย่างรวดเร็วว่า: "คราวนี้เป็นความบกพร่องของพวกเราจริงๆ ที่ปล่อยให้พวก 'ผู้ก่อวินาศกรรม' ที่หวังดีประสงค์ร้ายแอบแฝงเข้าไปในสถานสงเคราะห์ได้ ตอนนี้เราจับพวกมันได้แล้วนะ อะไรนะ? จะขอสอบสวนเหรอ? เสียใจด้วยนะ พวกมันขัดขืนการจับกุมเลยถูกวิสามัญไปหมดแล้ว"
ทางการโซเวียตนำศพที่อ้างว่าเป็นผู้ก่อวินาศกรรมมาแสดงต่อหน้าคณะผู้สังเกตการณ์ จากนั้นก็นำตัวผู้รับผิดชอบสถานสงเคราะห์ออกมา "แพะรับบาป" รายนี้ยอมรับสารภาพอย่างหน้าชื่นตาบานว่าได้สมคบคิดกับคนนอกเพื่อวางยาพิษในอาหาร และยอมรับผิดในอาชญากรรมที่ตนก่อแต่เพียงผู้เดียว สุดท้ายแพะรายนี้ก็ถูกประหารชีวิตด้วยการยิงเป้าต่อหน้าฝูงชน
เอาละ เรื่องราวมันก็จบลงเพียงเท่านี้ หากไม่จบจะให้ทำอย่างไรเล่า? จะให้ยกทัพไปรบกับพวกฝ่ายแดงจริงๆ หรือ? อย่าล้อเล่นน่า พวกเราคือมหาอำนาจ ไม่ใช่อัศวินผู้ทรงคุณธรรม ทุกคนต่างไม่ใช่คนโง่ ใครๆ ก็รู้ว่านั่นเป็นเพียงข้ออ้างของพวกหมีขาว แต่ตราบใดที่ช่วยรักษาหน้าตาให้มหาอำนาจมีทางลงได้ เรื่องราวก็ย่อมผ่านพ้นไปได้เอง
กระบวนการส่งมอบจึงดำเนินต่อ ทว่าการกระทำของฝ่ายแดงในครั้งนี้ แม้จะเกือบทำให้สถานการณ์บานปลาย แต่ก็ได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการอย่างดียิ่ง บรรดาผู้ที่เคยแห่กันไปสมัครย้ายไปฝั่งขาวต่างพากันขวัญหนีดีฝ่อและพากันถอนชื่อออกไปเกือบหมด พวกเขาต่างพากันประกาศว่า "รัสเซียแดงน่ะดีที่สุดแล้ว พวกเรารักรัสเซียแดงที่สุด รักสหายอูลิยานอฟที่สุด มีแต่คนโง่เท่านั้นแหละที่จะไปอยู่กับฝ่ายขาว!"
ทุกคนต่างเข้าใจดีว่า แม้จะมีสันนิบาตชาติคอยคุม แต่ในเมื่อฝ่ายแดงกล้าทำครั้งแรก ใครจะประกันว่าจะมีครั้งที่สองหรือไม่? หากเกิด "ผู้ก่อวินาศกรรมวางยาพิษ" ขึ้นมาอีกรอบ จะไปร้องไห้กับใครได้? เมื่อเทียบกับอุดมการณ์บ้าบออะไรนั่นแล้ว ชีวิตน้อยๆ ของตนเองย่อมมีค่ากว่า
……………………………………………………………………
เมื่อเหวินเต๋อซื่อทราบเรื่องนี้ เขาก็ถึงกับยกนิ้วโป้งให้และกล่าวชมไม่ขาดปาก
"ฉันนึกไม่ถึงจริงๆ ว่าพวกบอลเชวิคจะคิด แผนทำลายล้าง แบบนี้ออกมาได้! ช่างมีความสามารถจริงๆ! วิธีเดียวจบปัญหาเรื่องความนิยมที่กำลังวิกฤตได้เลย"
"พวกคุณคิดว่านี่คือฝีมือของใคร?" เหวินเต๋อซื่อถามคนสนิท
ทุกคนพากันวิเคราะห์ บ้างก็ว่าเป็นอูลิยานอฟ บ้างก็ว่าสตาลิน หรือไม่ก็ทรอตสกี
จางลี่เจิงครุ่นคิดแล้วกล่าวว่า "บอกยากครับ ผู้นำระดับสูงของบอลเชวิคเหล่านั้นล้วนเป็นพวกเด็ดขาดและรุนแรง ยากจะระบุตัวว่าใครเป็นคนต้นคิด บางทีอาจจะเป็นมติร่วมกันของทุกคนก็ได้..."
"เอาเถอะ จะเป็นใครก็ช่าง อย่างน้อยครั้งนี้พวกเขาก็ชนะไปรอบหนึ่ง..." เหวินเต๋อซื่อโบกมือตัดบท เรื่องนี้ช้าเร็วก็ต้องรู้อยู่ดี ไม่ต้องรีบ
เขาหันไปถามคาฟูร์ "ท่านรัฐมนตรีคาฟูร์ เงื่อนไขของพวกเรา ทางโซเวียตว่าอย่างไรบ้าง?"
คาฟูร์ตอบว่า "ในหลักการพวกเขาก็ตกลงครับ แต่ขอให้เงื่อนไขนี้ไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ โดยทำเป็นสัญญาลับแทน นอกจากนี้ยังมีเรื่องของราคา พวกเขามองว่าค่าตอบแทนเดิมต่ำไปหน่อย จึงขอปรับราคาขึ้นครับ..."
เหวินเต๋อซื่อครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า "ไม่มีปัญหา ขอแค่พวกเขาตกลง จะเป็นสัญญาลับหรือไม่ก็ไม่สำคัญ เรื่องปรับราคาตกลงได้แต่อย่าให้มากเกินไป และพวกเราต้องจ่ายเป็นสินค้าหรือเงินหยวนเท่านั้น..."
"รับทราบครับ ผมจะรีบแจ้งให้กู้เหวยจวินไปเจรจาต่อทันที..."
สาเหตุที่กลุ่มสหภาพปฏิรูปมนุษยชาติที่มีจีนเป็นผู้นำยอมสงบศึกได้ง่ายขนาดนี้ ย่อมมีเงื่อนไขแลกเปลี่ยน รัสเซียโซเวียตในตอนนี้ไม่กลัวอังกฤษ ฝรั่งเศส หรือเยอรมนี เพราะรู้ดีว่าพวกนั้นดีแต่พูด แต่กับจีนนั้นต่างออกไป พวกเขาจึงแอบทำสัญญาลับกับจีน โดยจีนจะยอมปล่อยวางเรื่องนี้ไม่เอาความต่อ แลกกับการที่โซเวียตจะส่งมอบ "ทรัพยากรหญิงสาว" ให้แก่จีน...
เหตุการณ์แลกเปลี่ยนผู้สนับสนุนในครั้งนี้ ทำให้เห็นว่าในสังคมรัสเซียแดงยังมีพวก "ไส้ศึก" ที่ฝักใฝ่ฝ่ายขาวหลบซ่อนอยู่ไม่น้อย และรัสเซียแดงก็ไม่คิดจะเมตตาคนเหล่านี้ หากจะจับไปยิงเป้าทั้งหมดก็ดูจะเสียเปล่า สำหรับผู้ชายก็ส่งไปทำงานหนักจนตายได้ แต่สำหรับผู้หญิงพวกเธอทำอย่างนั้นไม่ไหว อีกอย่างผู้หญิงเหล่านี้เลี้ยงยังไงก็ไม่เชื่อง สู้ขายให้จีนแลกกับทรัพยากรและเงินทองยังจะได้ประโยชน์สองต่อ ตราบใดที่ไม่เป็นการไปเพิ่มกำลังให้รัสเซียขาวพวกเขาก็ยอมรับได้ และพวกเขาเชื่อว่าเมื่อจีนได้รับสาวๆ เหล่านี้ไปแล้ว ก็คงไม่ใจกว้างขนาดจะส่งพวกเธอไปให้ฝ่ายขาวหรอก
(จบแล้ว)