เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 411 - วันหยุดกองทัพเรือและสันนิบาตชาติ (ตอนจบ)

บทที่ 411 - วันหยุดกองทัพเรือและสันนิบาตชาติ (ตอนจบ)

บทที่ 411 - วันหยุดกองทัพเรือและสันนิบาตชาติ (ตอนจบ)


บทที่ 411 - วันหยุดกองทัพเรือและสันนิบาตชาติ (ตอนจบ)

สันนิบาตชาติคืออะไรกันแน่? พูดง่ายๆ ก็คือมันเป็นบรรพบุรุษของ "องค์การสหประชาชาติ" ที่ทุกคนคุ้นเคยกันดีนั่นเอง

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 กลุ่มผู้สนับสนุนสันติภาพของชนชั้นนายทุนในสหรัฐอเมริกาได้ผลักดันให้มีการจัดตั้งองค์กรเพื่อไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่างประเทศอย่างจริงจัง ประธานาธิบดีวิลสันของสหรัฐฯ เห็นพ้องกับข้อเสนอนี้อย่างมาก จึงได้บรรจุลงใน "หลักการ 14 ประการ" ของเขา โดยมุ่งมั่นที่จะก่อตั้งสันนิบาตชาติขึ้นมา แม้ว่าในประวัติศาสตร์เดิม องค์กรนี้จะถูกริเริ่มโดยสหรัฐฯ แต่เนื่องจากชาวแยงกี้เคยถูกอังกฤษและฝรั่งเศสหลอกจนเข็ดขยาด สุดท้ายพวกเขาก็ไม่ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกเลย

ในยุคต่อมา แม้ "องค์การสหประชาชาติ" จะถูกล้อเลียนว่าเป็น "คณะกรรมการหมู่บ้าน" แต่ก็ยังพอมีบทบาทเชิงบวกในกิจการระหว่างประเทศอยู่บ้าง ทว่า "สันนิบาตชาติ" กลับดูไร้ตัวตนยิ่งกว่านั้น ในเวทีโลกมันแทบไม่มีความหมายใดๆ เลย มันคือองค์กรเดียวกับที่ท่านผู้นำเจียงในโลกเดิมมักกล่าวอ้างหลังจากถูกญี่ปุ่นรุกรานว่า "ขอให้สันนิบาตชาติเข้าแทรกแซง" ซึ่งทุกคนคงทราบดีว่ามันไร้ประสิทธิภาพและเปล่าประโยชน์เพียงใด

ความล้มเหลวของมันมีหลายปัจจัย ประการแรกคือบรรดามหาอำนาจหลายประเทศไม่ได้เข้าร่วม สหรัฐฯ ไม่ได้เข้าร่วมตั้งแต่ต้น ต่อมาอิตาลีและญี่ปุ่นก็ถอนตัวเพื่อความสะดวกในการขยายอำนาจรุกรานของตนเอง ส่วนสหภาพโซเวียตเพิ่งเข้าเป็นสมาชิกในปี 1934 และถูกขับออกในช่วงสงครามโซเวียต-ฟินแลนด์ ประการที่สองคือการออกแบบระบบที่ค่อนข้าง "แย่" เนื่องจากมติทั้งหมดต้องได้รับความเห็นชอบอย่างเป็นเอกฉันท์จากประเทศสมาชิกทุกประเทศ ใช่แล้ว มันคือ "ระบบ 1 เสียงคัดค้าน" ที่เป็นประชาธิปไตยจนเกินพอดี นอกจากนี้ยังขาดกองกำลังประจำการ ทำให้การตอบสนองต่อวิกฤตการณ์ระหว่างประเทศเป็นไปอย่างล่าช้า

สรุปง่ายๆ คือองค์กรนี้เป็นเพียงเครื่องประดับฉากเท่านั้น

แน่นอนว่าที่กล่าวมาข้างต้นหมายถึงสันนิบาตชาติในโลกเดิม แต่ในโลกคู่ขนานนี้ สันนิบาตชาติกลับเปลี่ยนไป อย่างน้อยในเรื่องของความครอบคลุมก็ถือว่าดีกว่าเดิมมาก เพราะมหาอำนาจหลักต่างเข้าร่วมกันอย่างครบถ้วน ทว่าการจะหวังให้มันมีอำนาจในการขับเคลื่อนจริงๆ นั้นคงเป็นไปได้ยาก และมีแนวโน้มจะกลายเป็นเวทีแห่งการโต้เถียงกันรุนแรงกว่าเดิมเสียอีก สถานการณ์ภายในสันนิบาตชาติของโลกนี้ซับซ้อนกว่ามาก ในโลกเดิมมันถูกควบคุมโดยอังกฤษและฝรั่งเศส แต่ในตอนนี้กลับมีขั้วอำนาจหลายฝ่าย แค่ลำพังจีน สหรัฐฯ อังกฤษ และเยอรมนี ก็มีเรื่องให้ปะทะกันมากพออยู่แล้ว

แต่นั่นเป็นเรื่องของอนาคต อย่างน้อยในตอนนี้ นอกจากเหวินเต๋อซื่อที่ล่วงรู้กระแสประวัติศาสตร์แล้ว คนอื่นๆ ต่างก็ฝากความหวังไว้กับองค์กรนี้มาก สงครามโลกครั้งที่ 1 ที่โหดร้ายทำให้ยุโรปเก่าหมดพยศ และไม่มีใครอยากให้มันเกิดขึ้นอีก การมีองค์กรไกล่เกลี่ยระหว่างประเทศแบบนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี

แม้ท่านประธานเหวินจะไม่ได้มองอนาคตขององค์กรนี้ในแง่ดีนัก แต่เขาก็ยังเสนอคำแนะนำที่มีประโยชน์หลายประการ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นรูปแบบองค์กรและกฎระเบียบของ "สหประชาชาติ" ในยุคหลัง

หลังจากที่เหวินเต๋อซื่อกล่าวคำแนะนำเหล่านั้นจบ บรรดาผู้นำประเทศต่างๆ ต่างก็พยักหน้าเห็นด้วย โดยเฉพาะลูกน้องอย่างตุรกีที่ชื่นชมไม่ขาดสาย ทันใดนั้น ลอยด์ จอร์จ นายกรัฐมนตรีอังกฤษก็ถามขึ้นว่า "ท่านประธานาธิบดีเหวิน ข้อเสนอของท่านเกี่ยวกับการจัดตั้งหน่วยงานประจำของสันนิบาตชาตินั้นดีมาก สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและความรวดเร็วในการตอบสนองต่อกิจการระหว่างประเทศได้ แต่ปัญหาเรื่องงบประมาณจะแก้ไขอย่างไร?"

"แน่นอนว่าต้องจ่ายโดยประเทศสมาชิกแต่ละประเทศ ข้อเสนอเบื้องต้นของผมคือ ค่าสมาชิกชุดแรกสามารถกำหนดงบประมาณออกมาล่วงหน้า แล้วแบ่งส่วนแบ่งให้ประเทศสมาชิกรับผิดชอบ" เหวินเต๋อซื่อกล่าว "นอกจากนี้ ผมขอเสนอให้จัดตั้งธนาคารโลกขึ้นมา โดยค่าใช้จ่ายประจำวันของสันนิบาตชาติจะได้รับการสำรองจ่ายโดยธนาคารโลก และสรุปยอดทุกครึ่งปี ค่าใช้จ่ายที่ใช้ไปจะถูกแบ่งตามสัดส่วนของประเทศสมาชิก แน่นอนว่านี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของหน้าที่ธนาคาร มันสามารถช่วยเหลือสมาชิกในการฟื้นฟูและสร้างเศรษฐกิจผ่านการลงทุนในภาคการผลิต ส่งเสริมประเทศที่กำลังพัฒนาในการใช้ทรัพยากร ขณะเดียวกันก็ช่วยสมาชิกเพิ่มขีดความสามารถในการผลิต ส่งเสริมการพัฒนาการค้าระหว่างประเทศที่สมดุล และปรับปรุงสถานะการชำระเงินระหว่างประเทศให้ดีขึ้น..." ท่านประธานเหวินถือโอกาสเสนอแนวคิด "ธนาคารโลก" ออกมาด้วย

"ท่านประธานาธิบดี แล้วสัดส่วนการแบ่งค่าสมาชิกจะกำหนดอย่างไร?" นายกรัฐมนตรีเบลเยียมถาม

"ผมคิดว่าการกำหนดสัดส่วนตามรายได้เฉลี่ยต่อหัวของประชากรแต่ละประเทศเป็นเรื่องที่ยุติธรรมมาก..." เหวินเต๋อซื่อกล่าวพลางยิ้ม อาวุธสังหารอย่างรายได้ต่อหัวนี่แหละคือที่สุด!

"นั่นไม่ยุติธรรม! ควรจะกำหนดสัดส่วนตามจำนวนประชากรทั้งหมดของประเทศและอาณานิคม!" นายกรัฐมนตรีอิตาลีรีบคัดค้านทันที เพราะอาณานิคมของพวกเขาเสียไปหมดแล้ว และประชากรก็มีไม่มากนัก การคำนวณตามจำนวนประชากรจึงเป็นประโยชน์ต่อพวกเขาที่สุด

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฮารา ทาคาชิ ของญี่ปุ่นก็ไม่ยอม เขาตะโกนเสียงดังว่า "สัดส่วนนี้ควรถูกกำหนดโดยรายได้รวมของประเทศ..." แม้ว่าสถานะทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นในโลกนี้จะดีกว่าในโลกเดิมมาก แต่เมื่อเทียบกับมหาอำนาจในยุโรปและอเมริกา พวกเขาก็ยังถือเป็นคนยากจน รายได้รวมของพวกเขายังไม่เท่ากับประเทศระดับสองในยุโรปอย่างสเปนหรือเนเธอร์แลนด์ด้วยซ้ำ

เป็นความจริงที่ว่า ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม เมื่อพูดถึงเรื่องเงิน ความสัมพันธ์ก็จะไม่ราบรื่น บรรดาผู้นำที่เพิ่งจะถ้อยทีถ้อยอาศัยกันเมื่อครู่ต่างก็หน้าดำคร่ำเครียดถกเถียงกันอย่างรุนแรง ไม่มีใครอยากเป็นคนโง่ที่จ่ายเงินมากกว่าคนอื่น ทุกคนต่างต้องการจ่ายน้อยที่สุดแต่ได้รับผลประโยชน์มากที่สุด

เมื่อเห็นบรรดาผู้นำ "พูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมา แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างเต็มที่ และเพิ่มความเข้าใจในแต่ละฝ่ายมากขึ้น" ประธานาธิบดีค็อกซ์ในฐานะเจ้าภาพจึงก้าวออกมาไกล่เกลี่ย

"เรื่องสัดส่วนการแบ่งจ่าย สามารถให้ผู้เชี่ยวชาญเป็นคนหารือกัน สหรัฐอเมริกาของเราสามารถสำรองจ่ายค่าใช้จ่ายประจำวันของสันนิบาตชาติไปก่อนได้..."

สมกับเป็นสหรัฐอเมริกาประเทศมหาเศรษฐี ค็อกซ์โบกมือเพียงครั้งเดียวก็พร้อมจะรับผิดชอบเองทั้งหมด แต่อังกฤษและเยอรมนีกลับไม่ยอม เพราะการใช้เงินของใครย่อมต้องทำงานให้คนนั้นถือเป็นเรื่องสามัญสำนึก หากสหรัฐฯ จ่ายค่าใช้จ่ายทั้งหมดของสันนิบาตชาติ แล้วสันนิบาตชาตินี้จะทำงานให้ใครกันแน่?

ดังนั้นจึงเริ่มมีการถกเถียงกันอีกครั้ง เรื่องนี้ไม่ว่าจะใช้มาตรฐานใดก็ไม่ได้รับความเห็นชอบจากคนส่วนใหญ่ สุดท้ายจึงต้องประนีประนอมกันด้วยมาตรฐานแบบผสมผสาน นั่นคือการพิจารณาจากปัจจัยหลายอย่างรวมกัน เช่น ผลิตภัณฑ์มวลรวมของชาติ จำนวนประชากร รายได้เฉลี่ยต่อหัว และความสามารถในการชำระเงิน

นอกจากนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ประเทศใดประเทศหนึ่งจ่ายมากหรือน้อยเกินไป ยังมีการกำหนดวงเงินการจ่ายขั้นสูงสุดและขั้นต่ำ โดยวงเงินสูงสุดต้องไม่เกิน 25% ของงบประมาณทั้งหมด และขั้นต่ำต้องไม่ต่ำกว่า 0.001% ข้อกำหนดนี้เป็นคำแนะนำของท่านประธานเหวิน ซึ่งเป็นการนำมาตรฐานของสหประชาชาติในโลกอนาคตมาใช่นั่นเอง

ในที่สุดโครงสร้างของ "สันนิบาตชาติ" ก็ได้รับการกำหนดโดยบรรดาผู้นำ ประกอบด้วย 8 ประเทศ ได้แก่ จีน สหรัฐฯ อังกฤษ เยอรมนี ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น อิตาลี และออสเตรีย ซึ่งทำหน้าที่เป็นสมาชิกถาวร และจะมีการกำหนดสมาชิกไม่ถาวรจากประเทศสมาชิกอื่นโดยหมุนเวียนกันประเทศละ 1 ปี กิจการประจำวันจะถูกจัดการโดยสมาชิกถาวรทั้ง 8 และสมาชิกไม่ถาวรอีก 5 ในการจัดการกิจการระหว่างประเทศทั่วไปจะใช้หลักเสียงข้างมาก ส่วนมติสำคัญต้องได้รับเสียงข้างมาก 2 ใน 3 โดยสมาชิกถาวรทั้ง 8 มีสิทธิ์ยับยั้งได้หนึ่งเสียง โดยพื้นฐานแล้วมันเปรียบเสมือนสหประชาชาติในรุ่นที่อ่อนแอกว่า แต่ก็ยังแข็งแกร่งกว่าสันนิบาตชาติในประวัติศาสตร์เดิมมาก

เรื่องสันนิบาตชาติถือว่ายุติลงแล้ว แต่ข้อเสนอเรื่อง "ธนาคารโลก" ของท่านประธานเหวินกลับเงียบหายไป ไม่ใช่ว่าประเทศต่างๆ ไม่สนใจ แต่เป็นเพราะพวกเขาสนใจมากเกินไปจนมหาอำนาจแต่ละรายต่างต้องการถือหุ้นในสัดส่วนใหญ่ ทำให้การแบ่งสัดส่วนหุ้นไม่สามารถตกลงกันได้ สุดท้ายจึงต้องล้มเลิกแผนการนี้ไป อย่างน้อยในระยะสั้นนี้ก็คงไม่มีความหวัง ซึ่งเหวินเต๋อซื่อก็ไม่ได้ฝืน เขาตั้งใจว่าเมื่อเดินทางกลับไปแล้วจะจัดตั้ง "ธนาคารสหภาพปฏิรูปมนุษยชาติ" ขึ้นมาเพื่อดำเนินการภายในกลุ่มของตนเองก่อน

ตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม บรรดาผู้นำที่บรรลุข้อตกลงเรื่องการก่อตั้งสันนิบาตชาติต่างทยอยเดินทางกลับประเทศ ส่วนการประชุมสนธิสัญญานาวีนั้นยังคงมีการโต้เถียงกันอย่างเผ็ดร้อน บรรยากาศในการประชุมครั้งนี้รุนแรงจนน่าตกใจ มีทั้งการปะทะด้วยวาจาและอารมณ์ที่ดุเดือด การถกเถียงยืดเยื้อยาวนานกว่าหนึ่งเดือนจนถึงวันที่ 21 เมษายน จึงได้ข้อสรุปที่ทุกคนพอจะยอมรับได้

เนื่องจากสถานการณ์ระหว่างประเทศที่แตกต่างกัน เนื้อหาของสนธิสัญญานี้จึงแตกต่างจากในประวัติศาสตร์เดิมอย่างมาก เมื่อเทียบกับ "สนธิสัญญาจำกัดอาวุธทางเรือวอชิงตัน" ในโลกเดิม สนธิสัญญาในโลกนี้มีขอบเขตครอบคลุมกว้างขวางกว่า ไม่เพียงแต่มีมหาอำนาจหลักเข้าร่วมเท่านั้น แต่ยังรวมถึงประเทศส่วนใหญ่ในโลกที่มีทางออกสู่ทะเล โดยไม่นับรวมอาณานิคมและเขตปกครองตนเองที่ไม่ได้เป็นอิสระ

นอกจากนี้ เนื้อหาของสนธิสัญญายังเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยไม่เพียงแต่จำกัดแค่เรือประจัญบานหลักและเรือบรรทุกเครื่องบินเท่านั้น แต่ยังจำกัดไปถึงเรือลาดตระเวน เรือพิฆาต และเรือดำน้ำด้วย ซึ่งในความเป็นจริงแล้วมันคือการนำเอาสาระสำคัญของสนธิสัญญาวอชิงตันและสนธิสัญญาลอนดอนมารวมเข้าไว้ด้วยกัน

เริ่มด้วยเรื่องสัดส่วนระวางขับน้ำ ปัจจุบันประเทศที่มีกำลังทางเรือแข็งแกร่งที่สุดคือจีน สหรัฐฯ อังกฤษ และเยอรมนี ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มที่หนึ่ง โดยมีสัดส่วนเป็น 10 รองลงมาคือญี่ปุ่นในกลุ่มที่สอง มีสัดส่วนเป็น 7 ส่วนฝรั่งเศส อิตาลี และออสเตรีย อยู่ในกลุ่มที่สาม มีสัดส่วนเป็น 4 ขณะที่บราซิล ชิลี อาร์เจนตินา รัสเซีย และตุรกี อยู่ในกลุ่มที่สี่ มีสัดส่วนเป็น 2 และประเทศขนาดเล็กอื่น ๆ จัดอยู่ในกลุ่มที่ห้า มีสัดส่วนเป็น 1 นั่นหมายความว่ากองทัพเรือโลกจะถูกแบ่งออกเป็นห้าลำดับขั้น โดยมีสัดส่วนขนาดคือ 10:7:4:2:1

ประเด็นเรื่องสัดส่วนนี้ถือเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันรุนแรงที่สุด โดยเวลาส่วนใหญ่ในการประชุมถูกใช้ไปกับเรื่องนี้ ในความเป็นจริงระวางขับน้ำที่ได้รับการจัดสรรตามสัดส่วนนี้มีหลายประเทศที่ใช้ไม่หมด เช่นในประวัติศาสตร์โลกเดิมที่ฝรั่งเศสและอิตาลีไม่ได้ใช้ส่วนแบ่งของตนจนครบกระทั่งสนธิสัญญาสิ้นสุดลง ทว่าการจะมีส่วนแบ่งนั้นไว้หรือไม่ถือเป็นเรื่องของหน้าตาและศักดิ์ศรีของชาติที่สำคัญอย่างยิ่ง ไม่มีประเทศใดที่ยอมถอยให้กัน หลังจากถกเถียงกันอย่างยาวนานจึงได้ข้อสรุปตามสัดส่วนนี้ แน่นอนว่าส่วนใหญ่เป็นเรื่องของมหาอำนาจทั้งแปดที่ถกเถียงกัน ส่วนประเทศเล็ก ๆ นั้นไม่ได้เข้าไปในห้องประชุมด้วยซ้ำ พวกเขาทำได้เพียงรอฟังผลลัพธ์เท่านั้น

ลำดับต่อมาคือการจำกัดระวางขับน้ำของเรือรบประเภทต่าง ๆ ซึ่งแบ่งได้ดังนี้ เรือประจัญบานหลักซึ่งรวมถึงเรือประจัญบานและเรือลาดตระเวนประจัญบานมีระวางขับน้ำ 1,000,000 ตัน, เรือบรรทุกเครื่องบิน 500,000 ตัน, เรือลาดตระเวนหนัก 400,000 ตัน, เรือลาดตระเวนเบา 400,000 ตัน, เรือลาดตระเวนบรรทุกเครื่องบิน 100,000 ตัน, เรือทำลายตอร์ปิโด 300,000 ตัน และเรือดำน้ำ 150,000 ตัน นี่คือส่วนแบ่งระวางขับน้ำสำหรับประเทศในกลุ่มที่หนึ่ง ส่วนประเทศอื่น ๆ จะได้รับส่วนแบ่งตามลำดับขั้นของตน เช่น ส่วนแบ่งของญี่ปุ่นคือเรือประจัญบานหลัก 700,000 ตัน, เรือบรรทุกเครื่องบิน 350,000 ตัน, เรือลาดตระเวนหนัก 280,000 ตัน, เรือลาดตระเวนเบา 280,000 ตัน, เรือลาดตระเวนบรรทุกเครื่องบิน 70,000 ตัน, เรือทำลายตอร์ปิโด 210,000 ตัน และเรือดำน้ำ 105,000 ตัน

อนึ่ง ในบรรดามหาอำนาจครั้งนี้ส่วนใหญ่ใช้ระบบเมตริก ได้แก่ จีน เยอรมนี ออสเตรีย อิตาลี ฝรั่งเศส และญี่ปุ่น มีเพียงอังกฤษที่ใช้ระบบอังกฤษ ส่วนสหรัฐฯ นั้นใช้ทั้งสองระบบปนกัน ดังนั้นระวางขับน้ำในสนธิสัญญานี้ทั้งหมดจึงหมายถึง "เมตริกตัน" ไม่ใช่ "อังกฤษตัน"

ต่อไปคือคำจำกัดความและข้อบังคับสำหรับเรือรบประเภทต่าง ๆ

ข้อบังคับสำหรับเรือประจัญบานหลักกำหนดไว้ว่า เรือประจัญบานหลักลำใหม่ที่สร้างขึ้นจะต้องมีระวางขับน้ำมาตรฐานไม่เกิน 45,000 ตัน และติดตั้งปืนหลักขนาดไม่เกิน 420 มิลลิเมตร สำหรับเรือที่สร้างเสร็จก่อนหน้านี้และมีขนาดเกินมาตรฐานจะได้รับข้อยกเว้น ส่วนเรือที่ยังสร้างไม่เสร็จ หากมีการก่อสร้างไปแล้วเกิน 50 เปอร์เซ็นต์ จะสามารถดำเนินการสร้างต่อได้แต่ต้องเปลี่ยนขนาดปืนหลักให้เป็นไปตามเกณฑ์ หากการก่อสร้างยังไม่ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ จะสามารถดัดแปลงเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินได้ แต่ต้องใช้โควตาระวางขับน้ำในส่วนของเรือบรรทุกเครื่องบินแทน ทั้งนี้ หากเรือลำใดมีระวางขับน้ำเกินกว่าสัดส่วนที่ได้รับจัดสรร จะต้องถูกปลดประจำการหรือแยกชิ้นส่วนทำลายทิ้ง

จีนได้ใช้เวลาถกเถียงกับประเทศมหาอำนาจอื่น ๆ อยู่นานในประเด็นที่ว่า "เรือลาดตระเวนหนักเกินมาตรฐานชั้นชิงเฉิง" ควรถูกนับรวมเป็นเรือประจัญบานหลักหรือไม่ ในท้ายที่สุดทั้งสองฝ่ายได้ยอมถอยคนละก้าว โดยจีนตกลงที่จะเปลี่ยนปืนหลักของเรือชั้นชิงเฉิงให้มีขนาดเท่ากับเรือลาดตระเวนหนักมาตรฐาน เพื่อที่จะได้ไม่ต้องนำไปนับรวมในโควตาเรือประจัญบานหลัก แต่ให้นับเป็นเรือลาดตระเวนหนักแทน

สำหรับประเทศที่มีเรือรบเกินมาตรฐานในหมวดเรือประจัญบานหลัก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ และเยอรมนี แน่นอนว่าทางฝั่งอังกฤษเพียงแค่ปลดประจำการเรือรบรุ่นเก่าจากยุคก่อนเดรดนอตออกไปก็เพียงพอที่จะปฏิบัติตามมาตรฐานใหม่ได้แล้ว ส่วนเยอรมนีแม้จะมีระวางขับน้ำของเรือประจัญบานหลักมากที่สุด แต่เนื่องจากพวกเขามีเรือรุ่นเก่าและเรือที่ยึดมาได้เป็นจำนวนมาก การปลดประจำการเรือเหล่านั้นจึงทำให้ผ่านเกณฑ์มาตรฐานได้ไม่ยากนัก ผู้ที่ต้องเผชิญกับภาระการแยกชิ้นส่วนเรือจริง ๆ คือสหรัฐอเมริกา เพราะเรือรบทั้งหมดของพวกเขาล้วนเป็นเรือรุ่นใหม่ ส่งผลให้ต้องแยกชิ้นส่วนเรือเดรดนอตออกไปมากกว่า 300,000 ตัน เพื่อให้เป็นไปตามข้อตกลง

ข้อบังคับสำหรับเรือบรรทุกเครื่องบินมีดังนี้ เรือบรรทุกเครื่องบินต้องมีระวางขับน้ำไม่น้อยกว่า 10,000 ตัน และห้ามติดตั้งปืนเรือที่มีขนาดเกิน 210 มิลลิเมตร หากขนาดของปืนเกิน 155 มิลลิเมตร จำนวนปืนทั้งหมดต้องมีไม่เกิน 10 กระบอก แต่ในกรณีที่ติดตั้งปืนขนาดไม่เกิน 155 มิลลิเมตร จะไม่มีการจำกัดจำนวนปืน และไม่ว่าในกรณีใดก็ตาม จะไม่มีการจำกัดจำนวนปืนต่อสู้อากาศยานรวมถึงปืนเรือที่มีขนาดไม่เกิน 130 มิลลิเมตร

ระวางขับน้ำมาตรฐานของเรือบรรทุกเครื่องบินที่สร้างใหม่ต้องไม่เกิน 35,000 ตัน ทว่าเนื่องจากจีนมีเรือบรรทุกเครื่องบินชั้นเหลียวหนิงขนาด 45,000 ตันประจำการอยู่แล้วถึง 4 ลำ ด้วยเหตุนี้ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ และเยอรมนี จึงได้รับอนุญาตให้สร้างหรือดัดแปลงเรือบรรทุกเครื่องบินขนาด 45,000 ตันได้ประเทศละ 4 ลำภายใต้สัดส่วนระวางขับน้ำของตน ส่วนญี่ปุ่นได้รับอนุญาตให้มีได้ 3 ลำ ฝรั่งเศส อิตาลี และออสเตรียมีได้ประเทศละ 2 ลำ และประเทศอื่น ๆ สามารถมีได้ประเทศละ 1 ลำ

การแบ่งประเภทเรือลาดตระเวนนั้นแตกต่างจากประวัติศาสตร์เดิม โดยแบ่งออกเป็นสามประเภท ได้แก่ เรือลาดตระเวนหนัก เรือลาดตระเวนเบา และเรือลาดตระเวนบรรทุกเครื่องบิน

เรือลาดตระเวนหนักต้องมีระวางขับน้ำไม่เกิน 15,000 ตัน และมีปืนเรือขนาดไม่เกิน 210 มิลลิเมตร ส่วนเรือลาดตระเวนเบาต้องมีระวางขับน้ำไม่เกิน 10,000 ตัน และมีปืนเรือขนาดไม่เกิน 155 มิลลิเมตร

สำหรับเรือลาดตระเวนบรรทุกเครื่องบินนั้นเป็นผลผลิตจากการประนีประนอม ซึ่งมหาอำนาจทั้งสามอย่างสหรัฐฯ อังกฤษ และเยอรมนี ต่างก็มีเรือลูกผสมประเภทนี้ แต่จีนกลับไม่มี ทว่าจีนกลับมีสิ่งที่เรียกว่า "เรือลำเลียงพลสะเทินน้ำสะเทินบก" ชั้นเจิ้งกั๋ว หรือก็คือ "เรือโจมตีสะเทินน้ำสะเทินบก" ซึ่งประเทศอื่นไม่มี

ในช่วงแรก นานาประเทศต่างเรียกร้องให้นับเรือชั้นเจิ้งกั๋วเป็นเรือบรรทุกเครื่องบิน ซึ่งจะส่งผลให้จำนวนเรือบรรทุกเครื่องบินของจีนเกินค่ามาตรฐาน แน่นอนว่าจีนย่อมไม่ยินยอม เพราะมีแต่คนโง่เท่านั้นที่จะตกลง อีกทั้งนี่ก็ไม่ใช่เรือบรรทุกเครื่องบินจริงๆ จีนจึงเสนอว่าประเทศอื่นก็สามารถสร้างเรือที่คล้ายกันได้ แต่กลับไม่มีใครเห็นด้วย เนื่องจากพวกเขามองว่าสิ่งที่เรียกว่า "เรือลำเลียงพลสะเทินน้ำสะเทินบก" นี้ไร้ประโยชน์ เป็นเพียงจินตนาการเพ้อฝันของคนจีนที่พวกเขาไม่แม้แต่จะชายตามอง

หลังจากถกเถียงกันอยู่นานหลายวัน ในที่สุดทุกฝ่ายก็บรรลุข้อตกลง โดย "เรือลำเลียงพลสะเทินน้ำสะเทินบก" ของจีนจะถูกนับรวมอยู่ในโควตาของเรือลาดตระเวนบรรทุกเครื่องบิน ส่วนประเทศอื่นๆ ก็สามารถเลือกสร้างได้ทั้งเรือลาดตระเวนบรรทุกเครื่องบินหรือ "เรือโจมตีสะเทินน้ำสะเทินบก" ขอเพียงไม่เกินส่วนแบ่งที่มีอยู่ ดังนั้นโควตาของเรือลาดตระเวนบรรทุกเครื่องบินจึงเป็นการรวมเรือรบทั้งสองประเภทนี้เข้าด้วยกัน

สำหรับคำจำกัดความของเรือลาดตระเวนบรรทุกเครื่องบินคือ มีระวางขับน้ำไม่เกิน 15,000 ตัน ติดตั้งปืนขนาด 210 มิลลิเมตรได้ไม่เกิน 6 กระบอก และต้องมีดาดฟ้าบินแบบตลอดลำหรือครึ่งลำ ทว่าเนื่องจากเรือชั้นเจิ้งกั๋วทั้ง 6 ลำของจีนมีระวางขับน้ำรวมถึง 108,000 ตัน และระวางขับน้ำต่อลำสูงถึง 18,000 ตัน ซึ่งเกินมาตรฐานทั้งสองข้อ จีนจึงให้คำมั่นสัญญาเป็นการชดเชยว่าจะไม่ติดตั้งปืนที่มีขนาดเกิน 130 มิลลิเมตรบนเรือชั้นนี้

ถัดมาคือเรือทำลายตอร์ปิโด โดยมีคำจำกัดความคือต้องมีระวางขับน้ำไม่เกิน 3,000 ตัน และมีปืนเรือขนาดไม่เกิน 130 มิลลิเมตร

การจำกัดเรือดำน้ำนั้นพุ่งเป้าไปที่เยอรมนีอย่างไม่ต้องสงสัย ฝ่ายสัมพันธมิตรโดยเฉพาะอังกฤษนั้นถูกเรือดำน้ำของเยอรมนีเล่นงานจนเข็ดขยาด สนธิสัญญากำหนดว่าเรือดำน้ำที่สร้างใหม่ต้องมีระวางขับน้ำไม่เกิน 3,500 ตัน และมีปืนเรือขนาดไม่เกิน 130 มิลลิเมตร อย่างไรก็ตาม แต่ละประเทศสามารถมีเรือดำน้ำขนาดใหญ่ที่มีระวางขับน้ำไม่เกิน 5,000 ตันได้จำนวน 6 ลำ ทว่าขนาดปืนเรือต้องไม่เกิน 155 มิลลิเมตร

ตามข้อกำหนดในสนธิสัญญา มีเรือรบสองประเภทที่ไม่ถูกจำกัดใดๆ และสามารถสร้างได้ตามความต้องการ ประเภทแรกคือเรือรบที่มีปืนหลักขนาดไม่เกิน 105 มิลลิเมตร และมีระวางขับน้ำไม่เกิน 1,200 ตัน ประเภทที่สองคือเรือรบที่มีระวางขับน้ำเกิน 1,200 ตันแต่ไม่เกิน 3,000 ตัน ติดตั้งปืนหลักขนาดไม่เกิน 76 มิลลิเมตร จำนวนไม่เกิน 4 กระบอก และต้องไม่มีการติดตั้งตอร์ปิโด โดยเรือประเภทแรกคือเรือคุ้มกัน ซึ่งประเทศที่เคยเผชิญกับภัยจากเรือดำน้ำอย่างอังกฤษ ฝรั่งเศส สหรัฐฯ และญี่ปุ่น ต่างก็คัดค้านการจำกัดเรือประเภทนี้ ส่วนประเภทที่สองหมายถึงเรือรักษาฝั่งหรือเรือลาดตระเวน ซึ่งไม่มีความจำเป็นต้องกำหนดขีดจำกัด

เรือสนับสนุนอย่างเรือเสบียง เรือขนส่ง เรือซ่อมบำรุง และเรือกวาดทุ่นระเบิด จะไม่ถูกจำกัดระวางขับน้ำและจำนวน แต่ต้องมีปืนหลักขนาดไม่เกิน 76 มิลลิเมตร จำนวนไม่เกิน 4 กระบอก และไม่สามารถติดตั้งตอร์ปิโดได้ นอกจากนี้ต้องไม่มีเครื่องดีดเครื่องบินเกิน 2 เครื่อง และไม่มีดาดฟ้าสำหรับจอดเครื่องบินทั่วไป ส่วนเรือบรรทุกเครื่องบินทะเลนั้นถือเป็นเรือพิเศษ ไม่มีการจำกัดระวางขับน้ำและจำนวนเช่นกัน โดยมีข้อกำหนดคล้ายกับเรือประเภทก่อนหน้า แต่มีการเพิ่มข้อห้ามเรื่องการมีดาดฟ้าบินแบบตลอดลำเรือ

นอกจากนี้ สนธิสัญญายังระบุว่า จีน สหรัฐฯ อังกฤษ เยอรมนี และญี่ปุ่น สามารถนำเรือประจัญบานหลัก 2 ลำ เรือลาดตระเวนหรือเรือทำลายตอร์ปิโด 4 ลำ และเรือดำน้ำอีก 2 ลำ มาดัดแปลงเป็นเรือฝึกได้ โดยจะไม่นับรวมในส่วนแบ่งระวางขับน้ำปกติ แต่เรือเหล่านี้ต้องถอดเกราะป้องกันออกทั้งหมด ถอดปืนหลักออกครึ่งหนึ่ง รวมถึงถอดอุปกรณ์การบินและตอร์ปิโดออกทั้งหมด พร้อมทั้งลดความเร็วลงเหลือไม่เกิน 18 นอต นอกจากนี้แต่ละประเทศยังสามารถมีเรือบรรทุกเครื่องบินสำหรับฝึกซ้อมได้อีก 1 ลำ โดยมีระวางขับน้ำไม่เกิน 12,000 ตัน

สำหรับเรือรบของแต่ละประเทศที่เกินจากส่วนแบ่งและมีกำหนดต้องถูกทำลายทิ้ง สามารถนำมาดัดแปลงเป็นเรือเป้าได้ แต่ต้องถอดอาวุธ ระบบควบคุมการยิง และอุปกรณ์วิทยุสื่อสารออกทั้งหมด อีกทั้งต้องมีการรับประกันว่าจะไม่มีการซ่อมแซมเรือเป้าหรือเรือฝึกเหล่านี้เพื่อนำกลับมาใช้ในการรบอีกครั้ง

ในตอนท้าย สนธิสัญญาได้กำหนดระยะเวลาสำหรับการเปลี่ยนทดแทนเรือรบ โดยเริ่มนับจากวันที่การต่อเรือเสร็จสิ้นอย่างเป็นทางการ และสามารถเปลี่ยนเรือลำใหม่ทดแทนเรือที่มีอายุการใช้งานเกิน 18 ปีได้ตามสัดส่วนที่มีอยู่ สนธิสัญญานี้มีผลบังคับใช้จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 1936 หากไม่มีประเทศสมาชิกใดแจ้งความประสงค์ขอยกเลิกก่อนสัญญาหมดลงเป็นเวลา 2 ปี สนธิสัญญาจะได้รับการต่ออายุโดยอัตโนมัติคราวละ 2 ปี จนกว่าจะมีประเทศสมาชิกเสนอขอยกเลิก ซึ่งจะส่งผลให้สนธิสัญญาสิ้นสุดลงในอีก 2 ปีถัดไป

"สนธิสัญญาหามรกองทัพเรือวอชิงตัน" ฉบับนี้ได้รับการลงนามอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 25 เมษายน 1921 นับเป็นจุดเริ่มต้นของช่วงเวลา "วันหยุดกองทัพเรือ" อย่างแท้จริง อังกฤษที่กำลังตกอยู่ในสถานการณ์ย่ำแย่ในที่สุดก็ได้มีโอกาสหยุดพักหายใจเสียที ขณะที่จีน สหรัฐฯ และเยอรมนี ต่างก็ไม่ได้ปรารถนาจะทำสงครามสะสมอาวุธกันต่อหลังจากผ่านพ้นศึกใหญ่มา พวกเขาจึงหันมาให้ความสำคัญกับการสร้างรายได้และพัฒนาประเทศแทน

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 411 - วันหยุดกองทัพเรือและสันนิบาตชาติ (ตอนจบ)

คัดลอกลิงก์แล้ว