- หน้าแรก
- ผู้อัญเชิญลำดับหนึ่ง
- ตอนที่ 363 คนในครอบครัวของข้า
ตอนที่ 363 คนในครอบครัวของข้า
ตอนที่ 363 คนในครอบครัวของข้า
นางพลันนึกถึงคำคำหนึ่งขึ้นมาได้
ดึงพลังล่วงหน้า
เด็กหนุ่มดูเหมือนจะมองออกถึงความกังวลของนาง จึงเอ่ยว่า
"หากตัวเจ้าในอีกสามเดือนข้างหน้าต้องเผชิญกับอันตราย ก็สามารถใช้วิธีนี้เพื่อดึงพลังวิญญาณของเจ้าในอีกสี่เดือนข้างหน้ามาใช้ได้เช่นกัน"
"แล้วไม่มีผลข้างเคียงอันใดตามมาเลยรึ?"
เสิ่นเยียนช้อนตาขึ้นจ้องมองเขา
"ย่อมต้องมีอยู่แล้ว"
เด็กหนุ่มแสดงท่าทีไม่แยแส เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"หากดึงพลังวิญญาณมาใช้บ่อยครั้งเข้า ร่างกายตลอดจนอายุขัยของเจ้าก็จะเสื่อมถอยและสั้นลง หากเจ้ากังวลใจ ก็ไม่ต้องใช้วิธีนี้ หรือใช้น้อยลงหน่อยก็ได้"
ไป๋เจ๋อขมวดคิ้ว เขาปรายตามองเด็กหนุ่มแวบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยกับเสิ่นเยียนด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"นายท่าน วิธีเติมเต็มพลังวิญญาณนี้ หากเลี่ยงได้ก็เลี่ยงเถิด"
เพราะวิธีการเช่นนี้ เทียบเท่ากับวิชาต้องห้าม ไม่ช้าก็เร็วร่างกายย่อมถูกสูบจนกลวงโบ๋
เสิ่นเยียนย่อมตระหนักถึงผลลัพธ์ที่จะตามมาเป็นอย่างดี
นางพยักหน้ารับ
นางจึงถือโอกาสเอ่ยถามขึ้นมาประโยคหนึ่ง
"ไป๋เจ๋อ เจ้าต้องใช้เวลาอีกนานเท่าใด จึงจะจัดการธุระในแดนต่างมิติเสร็จสิ้น?"
"ใกล้แล้วล่ะ"
ไป๋เจ๋อมิได้ระบุเวลาที่แน่ชัด
ส่วนเด็กหนุ่มในเวลานี้เอาแต่จ้องมองเสิ่นเยียนเขม็ง
"พาข้าออกไป"
เสิ่นเยียนสัมผัสได้ถึงความร้อนรนของเขา นางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยถาม
"เจ้าไม่อยากกลับไปแดนปรโลกแล้วรึ?"
คำกล่าวนั้นทำให้ใบหน้าของเด็กหนุ่มฉายแววลังเลขึ้นมาวูบหนึ่ง ดูเหมือนเขาจะใช้ความคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงเอ่ย
"ข้ากลับไปแดนปรโลกก่อนก็แล้วกัน"
หยุดชะงักไปครู่หนึ่ง เขาก็เงยหน้าขึ้น สายตาลึกล้ำยากหยั่งถึง พลางเอ่ยเสริม
"เจ้าต้องจำไว้นะ ว่าต้องอัญเชิญข้ามา"
"ตกลง"
เสิ่นเยียนรับคำ
เพียงไม่นาน นางก็ส่งตัวไป๋เจ๋อและจี๋กลับไปจนหมด
นางรั้งพลังจิตกลับคืนมา จิตสำนึกหวนคืนสู่ความเป็นจริง นางค่อยๆ ลืมตาขึ้น พบว่าลำคอแห้งผากเล็กน้อย จึงลุกจากตั่งนุ่ม เดินไปที่โต๊ะเพื่อรินน้ำหนึ่งจอก แล้วดื่มรวดเดียวจนหมด
ความเหนื่อยล้าแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย
อันดับแรกนางตรวจสอบดูว่ามีผู้ใดส่งข้อความมาหานางหรือไม่ เมื่อพบว่าพวกเวินอวี้ชูยังไม่ได้ติดต่อมา นางจึงล้มตัวลงนอนบนเตียง
เตรียมตัวพักผ่อนสักงีบหนึ่งก่อน
การฝึกฝนอย่างหนักหน่วงในช่วงครึ่งเดือนกว่าที่ผ่านมานี้ ทำให้ทั้งร่างกายและจิตใจของนางเหนื่อยล้าอยู่บ้าง
...
ในขณะเดียวกันนั้นเอง เหล่าสหายกลุ่มซิวหลัวแทบทุกคนต่างก็กำลังพักผ่อน
มีเพียงเผยอู๋ซูเท่านั้นที่ในใจรู้สึกกระวนกระวายเล็กน้อย
นับตั้งแต่พวกเขากลับมาถึงเรือนพักรับรอง ก็ผ่านไปเกือบสามชั่วยามแล้ว
ไม่รู้เหมือนกันว่าทางด้านเวินอวี้ชูสืบหาเบาะแสอันใดได้บ้างแล้วหรือไม่?
ยามนี้ทุกวินาทีที่ผ่านไป สำหรับเผยอู๋ซูแล้ว ล้วนเป็นความทุกข์ทรมานใจยิ่งนัก
เวลาล่วงเลยไปอีกสองเค่อ
เวินอวี้ชูก็มาเคาะประตูโดยตรง เรียกให้พวกเขาทั้งหมดมารวมตัวกันที่ห้องของเผยอู๋ซู ซึ่งแน่นอนว่ารวมถึงเสิ่นเยียนด้วย
เสิ่นเยียนเพิ่งจะได้งีบหลับไปครู่หนึ่ง สภาพจิตใจในยามนี้จึงดีขึ้นมาก นางสังเกตเห็นสีหน้าของเวินอวี้ชูที่เคร่งเครียดผิดปกติ จึงเอ่ยถามขึ้น
"ช่วงครึ่งเดือนกว่าที่ผ่านมานี้ ภายในเมืองแดนกลางเกิดเรื่องอันใดขึ้นงั้นรึ?"
เวินอวี้ชูปรายตามองเผยอู๋ซูแวบหนึ่ง เม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะเอ่ย
"ยามนี้ สถานการณ์ในเมืองแดนกลางคือ หกขุมกำลังชั้นนำได้แบ่งออกเป็นสามฝ่าย สมาพันธ์กุยหยวน ปราการศักดิ์สิทธิ์ และวิถีซานชิงรวมเป็นหนึ่งฝ่าย สวรรค์จุติและประตูสวรรค์เป็นอีกหนึ่งฝ่าย ส่วนสถาบันแดนกลางตั้งตัวเป็นกลาง"
"เป็นเพราะการตายของเซี่ยโหวเหว่ยงั้นรึ?"
เซียวเจ๋อชวนเอ่ยถาม
เวินอวี้ชูพยักหน้าเล็กน้อย
"การตายของเซี่ยโหวเหว่ยเป็นเพียงชนวนเหตุ แต่แท้จริงแล้ว สมาพันธ์กุยหยวนและสวรรค์จุติก็ไม่ค่อยจะลงรอยกันมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ส่วนเรื่องในวันพิธีศพของเซี่ยโหวเหว่ย..."
เมื่อพูดถึงตรงนี้ เวินอวี้ชูก็มองไปยังเผยอู๋ซูด้วยสีหน้าซับซ้อน
เผยอู๋ซูร่างกายแข็งเกร็ง
"เจ้าพูดมาเถิด"
เวินอวี้ชูกล่าว
"ปรมาจารย์ไท่ซุ่ยผู้นั้น มิได้สิ้นชีพในพิธีศพของเซี่ยโหวเหว่ยหรอก"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น จูเก่อโย่วหลินก็เอ่ยขึ้นด้วยความตื่นเต้น
"ว่าแล้วเชียว ตาเฒ่าไท่ซุ่ยนั่นต้องเป็นพวกเดียวกับสมาพันธ์กุยหยวน โชคดีนะอู๋ซู ที่เจ้าไม่ได้กระโดดลงไปในหลุมพราง!"
ร่างกายที่แข็งเกร็งของเผยอู๋ซูผ่อนคลายลงเล็กน้อย แต่เมื่อเขาเห็นสีหน้าของเวินอวี้ชูที่ดูแปลกไป ราวกับยังมีเรื่องที่พูดยังไม่จบ ลางสังหรณ์อันเลวร้ายก็พลันพวยพุ่งขึ้นมาในใจ ความรู้สึกหนักอึ้งเพิ่มทวีคูณ เขาจ้องมองเวินอวี้ชูเขม็ง
"แล้วเกิดอะไรขึ้นอีก?"
"ถึงแม้ปรมาจารย์ไท่ซุ่ยจะยังไม่ตาย แต่เขา..."
เวินอวี้ชูมีท่าทีอึกอัก ทอดมองเผยอู๋ซูด้วยความกังวลใจ เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วกล่าวต่อ
"เขาถูกทำลายวรยุทธ์จนหมดสิ้น ถูกถอนลิ้นออกอย่างโหดเหี้ยม และถูกจับแขวนประจานไว้บนกำแพงเมือง ต้องตากแดดตากฝน ทนรับแสงแดดแผดเผาทุกวี่วัน ซ้ำยังถูกคนของสมาพันธ์กุยหยวนเฉือนเนื้อออกไปวันละชิ้น จวบจนถึงวันนี้ ก็ล่วงเลยมาสิบกว่าวันแล้ว สมาพันธ์กุยหยวนประกาศกร้าวว่า หากเผยซู่แห่งสำนักเทียนฟางปรากฏตัวขึ้น ก็จะยอมปล่อยตัวไท่ซุ่ยไป"
ร่างของเผยอู๋ซูโงนเงนอย่างรุนแรง ริมฝีปากสั่นระริก ทว่าไม่อาจเปล่งเสียงใดออกมาได้แม้แต่ครึ่งคำ
ชั่วครู่ต่อมา เขาก็พลันยกมือขึ้นกุมหน้าอก ใบหน้าซีดเผือดราวกับกระดาษ ดวงตาค่อยๆ แดงก่ำ เผยให้เห็นถึงความเจ็บปวดรวดร้าว
เจียงเสียนเยวี่ยที่อยู่ด้านข้างยื่นมือเข้ามาประคองเขา ทว่ากลับพบว่าร่างกายของเขากำลังสั่นสะท้าน
ภายในห้องตกอยู่ในความเงียบงัน บรรยากาศกดดันจนแทบหายใจไม่ออก
พวกเขาทุกคนต่างมองไปยังเผยอู๋ซูด้วยความเป็นห่วง
ส่วนจูเก่อโย่วหลินยิ่งรู้สึกนึกเสียใจกับคำพูดที่ตนเพิ่งพลั้งปากออกไปเมื่อครู่
ลำคอของเผยอู๋ซูแห้งผาก
"ปรมาจารย์ไท่ซุ่ย มิใช่คนทรยศ"
เขาเคยสงสัยในตัวปรมาจารย์ไท่ซุ่ย ทว่าในช่วงเวลาที่พักอาศัยอยู่ในเมืองแดนกลาง เขาก็ค่อยๆ คาดเดาถึงความจำเป็นของปรมาจารย์ไท่ซุ่ยได้
ปรมาจารย์ไท่ซุ่ยทำไปเพื่อปกป้องเขาต่างหาก
ที่เขาไม่ได้เลือกไปร่วมงานศพของเซี่ยโหวเหว่ย เป็นเพราะเขาคิดว่าปรมาจารย์ไท่ซุ่ยได้รับความไว้วางใจจากสมาพันธ์กุยหยวนแล้ว ดังนั้น ต่อให้เขาไม่กระโดดลงไปในหลุมพราง ปรมาจารย์ไท่ซุ่ยก็คงไม่เป็นอันตรายใดๆ
เพียงแต่...
ความเป็นจริงมิได้เป็นเช่นนั้น
เผยอู๋ซูหลับตาแน่น สีหน้าเต็มไปด้วยความเจ็บปวด ภาพความทรงจำในอดีตยามที่ได้ใช้ชีวิตร่วมกับปรมาจารย์ไท่ซุ่ยพรั่งพรูเข้ามาในหัวราวกับกระแสน้ำหลาก
ใบหน้าอันเมตตาและอ่อนโยนของเขายังคงแจ่มชัดในความทรงจำ รอยยิ้มที่ทำให้รู้สึกอุ่นใจอยู่เสมอ ฝ่ามืออันหนาและอบอุ่นคู่นั้นที่เคยลูบไล้บนศีรษะของเขาอย่างแผ่วเบา หรือแม้แต่การจับมือถ่ายทอดเคล็ดวิชาเพลงดาบให้ อีกทั้งเรื่องราวอันน่าหลงใหลเหล่านั้น ล้วนเป็นสิ่งที่อาจารย์พร่ำบอกเล่าให้เขาฟัง...
ทุกๆ ความทรงจำเปรียบดั่งคมมีดที่กรีดลึกลงไปในหัวใจของเขา
ยามเมื่อนึกถึงว่าปรมาจารย์ไท่ซุ่ยกำลังเผชิญกับความทุกข์ทรมานอันโหดร้ายไร้มนุษยธรรมเช่นนั้น ภายในใจของเขาก็ปวดร้าวราวกับถูกมีดนับพันนับหมื่นเล่มเฉือนเนื้อ
เผยอู๋ซูกำหมัดแน่น แววตาของเขาแน่วแน่และเด็ดเดี่ยว
เขาจะไปช่วยปรมาจารย์ไท่ซุ่ย
เขามองไปยังพวกเสิ่นเยียน ขอบตาแดงระเรื่อ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงสะอื้นไห้
"ขอโทษด้วย ข้าทำให้พวกเจ้าต้องผิดหวังอีกครั้งแล้ว"
"ข้าต้องไปช่วยเขาให้ได้ สำหรับข้าแล้ว เขาไม่ได้เป็นเพียงอาจารย์ผู้ถ่ายทอดวิชาดาบ แต่ยังเป็นดั่งคนในครอบครัว เป็นสายเลือดเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่บนโลกใบนี้ของข้า"
เขาเคยคิดว่าตัวเองยังมีเวลาอีกถมเถ ที่จะสามารถฝึกฝนตนเองให้แข็งแกร่ง แล้วค่อยไปรับมือกับสมาพันธ์กุยหยวน เพื่อชำระหนี้เลือดความแค้นอันลึกล้ำ นี้
ทว่า เวลาที่เหลืออยู่สำหรับเขานั้นมีไม่มากแล้ว
เพราะปรมาจารย์ไท่ซุ่ยรอไม่ได้อีกต่อไป
จู่ๆ เสิ่นเยียนก็ก้าวออกไปข้างหน้า คว้าคอเสื้อของเผยอู๋ซูเอาไว้แน่น แล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา
"เผยอู๋ซู ต่อให้เจ้ารู้ว่าการเดินทางครั้งนี้ มีแต่ไปไม่มีกลับ เจ้าก็ยังจะไปอีกรึ?"
"ไป"
เผยอู๋ซูจ้องมองนางอย่างลึกซึ้ง
"เสิ่นเยียน เจ้ารู้หรือไม่ว่ากฎเหล็กข้อแรกของสำนักเทียนฟางเราคือสิ่งใด?"
เขาเอ่ยตอบคำถามของตนเอง
"หากศิษย์ร่วมสำนักตกอยู่ในอันตราย จะต้องยื่นมือเข้าช่วยเหลือ ข้า เผยซู่ เกิดมาก็เป็นคนของสำนักเทียนฟาง"
เมื่อได้ยินถ้อยคำเหล่านั้น ภายในใจของพวกเสิ่นเยียนก็สั่นสะท้าน
มือของเสิ่นเยียนค่อยๆ คลายออกจากคอเสื้อของเขา
"หากคนในครอบครัวของพวกเจ้าต้องประสบเคราะห์กรรม พวกเจ้าจะสามารถทำตัวประหนึ่งไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้หรือ?"
พวกเขานิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง
คำตอบในใจของพวกเขา คงจะเป็นการปฏิเสธอย่างแน่นอน
เขาถอดหน้ากากพันหยกที่สวมใส่อยู่ออก ใบหน้าของเขาพลันแปรเปลี่ยนจากความธรรมดาสามัญ กลายเป็นหล่อเหลาเหนือชั้นในชั่วพริบตา คิ้วและดวงตางดงามราวกับภาพวาด โครงหน้าคมสันชัดเจน นัยน์ตาดำขลับลึกล้ำดุจดวงดารา ราวกับเด็กหนุ่มผู้เย่อหยิ่งเย็นชาที่เดินออกมาจากภาพวาด หล่อเหลาหาผู้ใดเปรียบ
เขาไม่คิดจะปิดบังใบหน้าอีกต่อไป
ตลอดจนตัวตนที่แท้จริง
"ไม่ว่าจุดจบจะเป็นเช่นไร แต่นับจากนี้ ข้าก็คือเผยซู่แล้ว"