- หน้าแรก
- ทำฟาร์มปลูกผักชิลๆ แต่ไหงกลายเป็นเซียนไร้พ่าย
- บทที่ 38 คอกหมู เลเวล 2
บทที่ 38 คอกหมู เลเวล 2
บทที่ 38 คอกหมู เลเวล 2
บทที่ 38 คอกหมู เลเวล 2
เจ้าเกาะผีตายตกไปแล้ว ธงค่ายกลจึงกลายเป็นของไร้เจ้า
จี้หยวนคว้ามันขึ้นมาแล้วเริ่มทำการหลอมรวมทันที... เมื่อธงค่ายกลสั่นสะเทือนเบาๆ ในที่สุดมันก็ยอมรับเขาเป็นเจ้านายคนใหม่สำเร็จ
"หือ?"
หลังจากจี้หยวนสัมผัสถึงสิ่งที่อยู่ภายใน ธงผีทมิฬ ได้อย่างชัดเจน เขาก็ต้องประหลาดใจเล็กน้อย เขาขยับกระแสจิตเพียงครู่ เงากะโหลกหมอกดำสองสายก็พุ่งออกมาจากธง แล้วบินวนเวียนรอบกายเขาในทันที
"ในธงผีทมิฬนี่ ยังมีผีทมิฬหลงเหลืออยู่ถึงสองตน!"
นี่คือสิ่งที่จี้หยวนคาดไม่ถึง เดิมทีเขาคิดว่าหลังจากสังหารเงาผีสองตนนั้นไปแล้ว ธงผีทมิฬจะเหลือเพียงหน้าที่ของธงค่ายกลเพียงอย่างเดียวเสียอีก
ทว่าในเมื่อผีทมิฬยังอยู่ มันก็ยังสามารถนำมาใช้งานในฐานะนิติอาวุธได้
จี้หยวนผู้ได้รับสืบทอดความรู้บางส่วนของสำนักผีทมิฬย่อมรู้ดีว่า การมีผีทมิฬสองตนนี้อยู่ ก็เท่ากับว่าเขามีผู้ช่วยในระดับฝึกปราณขั้นกลางเพิ่มขึ้นมาฟรีๆ ถึงสองคน
เหมือนตอนที่เขาปะทะกับเจ้าเกาะผีไม่มีผิด
ผีทมิฬทั้งสองตนนี้สามารถพุ่งเข้ากัดงับกระบี่บินระดับกลางได้โดยตรง
หลังจากตรวจสอบผีทมิฬเสร็จ จี้หยวนก็รีบเรียกพวกมันกลับเข้าสู่ธง... ในธงมีที่ว่างสำหรับผีถึงสี่ตน ไม่รู้ว่าเจ้าเกาะผีคนนั้นสังหารผู้คนไปมากมายเพียงใดตลอดหลายปีที่ผ่านมา
การกระทำของเขาในครั้งนี้ ถือว่าได้ช่วยกำจัดภัยร้ายให้ชาวบ้านไปในตัว
จี้หยวนยังไม่รีบร้อนทดสอบอานุภาพของค่ายกลผีทมิฬ เขาหันมาหลอมรวม นาวาวายุทมิฬ จนสมบูรณ์เสียก่อน เมื่อสามารถสั่งการได้โดยไร้ซึ่งอุปสรรคแล้ว เขาจึงปักธงผีทมิฬลงบนผืนดินในดงพงหญ้าคาแห่งนี้ จากนั้นจึงขยับกระแสจิต พริบตาเดียว หมอกดำก็แผ่กระจายปกคลุมรัศมีหนึ่งหลี่ในทันที
คราวก่อนจี้หยวนติดอยู่ในค่ายกลจนหลงทิศทาง
ทว่ายามนี้เขาเป็นคนควบคุมค่ายกลด้วยตนเอง ทุกสิ่งทุกอย่างภายในรัศมีนี้จึงกระจ่างแจ้งอยู่ในสายตาของเขาทั้งหมด
ค่ายกลผีทมิฬหากมองอย่างผิวเผิน มันคือค่ายกลลวงตา เหมือนที่จี้หยวนเคยโดนเล่นงานจนติดแหง็กอยู่ข้างใน หากไม่มีเลือดหงอนแดงของดีนั่น ป่านนี้เขาคงยังหาทางออกไม่เจอ
ทว่าหากเพิ่มผีทมิฬเข้าไปในค่ายกล มันจะกลายเป็นค่ายกลสังหารทันที
ผีทมิฬที่อาศัยอยู่ในค่ายกลจะเปรียบเสมือนปลาที่ได้น้ำ
อานุภาพของมันจะทวีความรุนแรงขึ้นมหาศาล
แต่ในขณะเดียวกัน มันก็ผลาญพลังปราณมหาศาลเช่นกัน มิเช่นนั้นเจ้าเกาะผีคงใช้ไม้ตายนี้ปลิดชีพจี้หยวนไปนานแล้ว
"แต่เดี๋ยวนะ... ปกติค่ายกลต้องใช้ศิลาวิญญาณเป็นแหล่งพลังงานไม่ใช่รึ ทำไมค่ายกลผีทมิฬนี่ถึงต้องใช้พลังปราณของตัวเองในการควบคุมล่ะ?"
จี้หยวนไล่เรียงความทรงจำในหัวอีกครั้ง แล้วเขาก็ได้รับคำตอบในไม่ช้า... ค่ายกลนี่มันก็ไม่สมบูรณ์เหมือนกัน!
"มารดามันเถอะ!"
ที่ค่ายกลผีทมิฬในตอนนี้สามารถใช้พลังปราณควบคุมได้ ก็น่าจะเป็นผลมาจากการที่เจ้าเกาะผีพยายามงมหาทางซ่อมแซมส่วนที่ขาดหายไปเองจนใช้งานได้ในระดับนี้
จะบอกว่าเจ้าเกาะผีไม่มีไหวพริบ แต่มันก็ซ่อมค่ายกลจนใช้งานได้
จะบอกว่ามันฉลาด แต่มันดันเปลี่ยนค่ายกลที่ควรใช้ศิลาวิญญาณให้มาผลาญพลังปราณตัวเองแทน... ไม่รู้ว่าข้าจะมีไหวพริบพอจะแก้ไขมันได้ไหมนะ
แต่ถึงไม่มีก็ไม่เป็นไร กลับไปคราวนี้ จี้หยวนตั้งใจจะสร้าง ห้องบรรลุธรรม ให้ตัวเองสักห้อง
เขาสะบัดมือเก็บธงค่ายกล หมอกดำรอบกายสลายตัวไปทันที เขาโดดขึ้นเหนือผิวน้ำ
ในจังหวะที่ร่างกำลังจะร่วงลง นาวาวายุทมิฬก็ปรากฏขึ้นมารองรับ จี้หยวนแปะยันต์เลี่ยงวารีใส่ตัวเอง โน้มตัวไปข้างหน้า นาวาวายุทมิฬมุดลงสู่ใต้น้ำแล้วหายวับไปอย่างไร้ร่องรอยในอึดใจเดียว
การเคลื่อนที่ใต้น้ำรวดเร็วและมั่นคงราวกับเดินบนพื้นราบ
จี้หยวนชมทัศนียภาพใต้น้ำของบึงเมฆาพิรุณไปพลางๆ ทว่าเดินทางไปได้ไม่ไกล เขาก็เหลือบไปเห็นปลาวิญญาณตัวหนึ่งกำลังพักผ่อนอยู่ท่ามกลางดงสาหร่าย
ดัชนีหยดวารี ไป!
เขาดีดนิ้ววูบหนึ่ง มัจฉาเลือดเย็นตัวนั้นไหวตัวทัน มันสะบัดหางกวาดเอาตะกอนทรายคลุ้งกระจายไปทั่ว
"คิดจะหนีรึ?!"
จี้หยวนเบนหัวเรือไล่ตามไป เพียงไม่กี่อึดใจ เขาก็มองดูมัจฉาเลือดเย็นในถุงเก็บของพลางทอดถอนใจ
โลกนี้มันก็แค่ปลาใหญ่กินปลาเล็ก ผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่จะอยู่รอด
คนจับปลาที่มีเรือนิติอาวุธระดับกลางในน้ำแห่งนี้ ก็ไม่ต่างอะไรกับการเดินเก็บศิลาวิญญาณบนบก ในขณะที่พวกคนจับปลาระดับฝึกปราณขั้นต้นต้องดิ้นรนเจียนตาย แถมยังเสี่ยงชีวิตอยู่ตลอดเวลา
ทว่าพอลองคิดดู ทั่วทั้งตลาดสกุลเจิงจะมีคนจับปลาที่มีเรือระดับกลางอยู่สักกี่คนกันเชียว?
หลังจากเดินทางใต้น้ำมาได้หนึ่งชั่วยาม จี้หยวนก็โผล่ขึ้นมาบนผิวน้ำอีกครั้ง เขาพยายามแยกแยะทิศทางในบริเวณใกล้เคียง เมื่อมั่นใจแล้วเขาก็มุ่งหน้าตรงไปยัง... ย่านไห่อิน ทันที
แม้เจ้าเกาะผีจะถูกเขาสังหารไปแล้ว แต่บนเกาะหมอกดำนั่นต้องมีของดีหลงเหลืออยู่ไม่น้อยแน่นอน
อย่างเช่นบุปผาเน่ากระดูกที่ยังไม่ได้เก็บเกี่ยว หรือวัตถุดิบในการขัดเกลาผีทมิฬ เป็นต้น
ตอนนี้คนภายนอกยังไม่รู้ว่าเจ้าเกาะผีตายแล้ว นี่คือช่วงเวลาทองในการไปฉกชิงสมบัติ หากรอจนข่าวแพร่สะพัดออกไป ทุกอย่างคงสายเกินไป
เพียงแต่ย่านไห่อินนั้นอยู่ไกลโข ต่อให้จี้หยวนจะเร่งเครื่องไปกลับอย่างรวดเร็วโดยไม่แวะพักที่ไหนเลย
กว่าเขาจะกลับมาถึงตลาดสกุลเจิงได้ ก็ล่วงเลยไปถึงห้าวันเต็ม...
แต่ผลตอบแทนก็นับว่าคุ้มค่า บุปผาเน่ากระดูกกว่าหกสิบดอก พร้อมด้วยเมล็ดพันธุ์บุปผาเน่ากระดูกถุงใหญ่
รวมถึงของอัปมงคลบางอย่างที่ใช้สำหรับขัดเกลาผีทมิฬด้วย
ส่วนของอย่างอื่นไม่มีเหลือแล้ว เพราะส่วนใหญ่น่าจะอยู่ในถุงเก็บของของเจ้าเกาะผีที่เขาชิงมาตั้งแต่วันแรก
ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีโพล้เพล้ จี้หยวนมองดูริมฝั่งหน้าบ้านจากระยะไกล เห็นเพื่อนบ้านทั้งสามหลังยังคงสงบสุขดี เขาก็ลอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
ออกไปข้างนอกนานขนาดนี้ สิ่งที่เขากังวลที่สุดก็คือสิ่งก่อสร้างในบ้านนี่แหละ
ทันทีที่ขึ้นฝั่งเก็บเรือนิติอาวุธ ยังไม่ทันจะได้เปิดประตูรั้วบ้าน ตระกูลหลินข้างบ้านก็มีคนเดินออกมาพอดี
"พี่จี้?!"
หลินหู่ที่เห็นจี้หยวนกลับมาก็แสดงอาการดีใจอย่างปิดไม่มิด เขารีบถูมือไปมาด้วยความตื่นเต้น
"พี่หายไปไหนมาหลายวันขอรับ พี่... พี่ไม่เป็นไรก็ดีแล้วขอรับ"
การได้รับความห่วงใยจากผู้อื่นมักจะทำให้รู้สึกดีเสมอ
จี้หยวนมองออกว่าหลินหู่เป็นห่วงความปลอดภัยของเขาจริงๆ ไม่ได้แฝงเจตนาอื่น
"ไปแถวเขตน้ำลึกมาน่ะ เลยเสียเวลาไปนานหน่อย" จี้หยวนยิ้มตอบ "ที่บ้านมีเรื่องอะไรไหม?"
"ที่บ้านไม่มีอะไรผิดปกติขอรับ อ้อ จริงด้วย เมื่อสองวันก่อนมีคนมาถามหาพี่ ถามว่ายังรับซื้อทรายเหล็กเย็นอยู่ไหม ข้าเลยไล่ตะเพิดไปเรียบร้อยแล้วขอรับ"
ในเมื่อมีบุปผาเน่ากระดูกแล้ว คอกหมู ก็สามารถอัปเกรดได้ทันที ส่วนบ่อปลาในภายหลังจี้หยวนตั้งใจจะใช้งานไปก่อน เรื่องทรายเหล็กเย็นย่อมไม่จำเป็นต้องรับซื้ออีกต่อไป หากต้องใช้จริงๆ จี้หยวนยอมไปขุดเองยังจะปลอดภัยกว่าการประกาศรับซื้อให้คนอื่นเพ่งเล็ง
"ดีมาก ลำบากเจ้าแล้ว"
จี้หยวนพยักหน้า ก่อนจะผลักประตูรั้วเข้าบ้านไป
ทุกอย่างในลานบ้านยังคงเหมือนเดิม เขาเปิดใช้งานผลวิญญาณของสิ่งก่อสร้างต่างๆ ภายในพริบตาห้องที่เคยมีฝุ่นจับก็กลับมาสะอาดเอี่ยมอ่อง
ตอนที่จากไป เขาเปิดไว้เพียงผลของ เล้าไก่ ส่วนที่เหลือปิดไว้หมด
ดังนั้นพวกปลากึ่งวิญญาณจึงไม่ได้เลื่อนระดับ มีเพียงเล้าไก่เท่านั้น... เมื่อจี้หยวนเปิดประตูเล้า เห็นไข่วิญญาณกองพะเนินเทินทึกอยู่หลายชั้น ตอนแรกเขาก็รู้สึกยินดี
ทว่าอึดใจต่อมา เขาก็เผลอขย้อนออกมาตามสัญชาตญาณ
วันละ 30 ฟอง เขาออกไป 8 วัน รวมแล้วมีไข่วิญญาณถึง 240 ฟอง มารดามันเถอะ ข้าต้องกินไปถึงชาติไหนกว่าจะหมดวะเนี่ย?
หากไม่กังวลว่าจะดึงดูดความสนใจเกินไป เขาแทบอยากจะหิ้วพวกมันไปขายเหมาที่ตลาดสกุลเจิงให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย
หลังจากเก็บไข่วิญญาณเสร็จ เขาก็เก็บดินวิญญาณที่สะสมอยู่ที่พื้นเล้าไก่มาด้วย จากนั้นเขาก็ไม่สนว่าฟ้าจะมืดหรือต้องพักผ่อนหรือไม่
เขาตรงดิ่งไปที่ข้าง คอกหมู ทันที ส่งกระแสจิตเรียก กระบี่วารีขาว ออกมา ปรับขนาดให้พอเหมาะแล้วเริ่มสลัก อักขระขจัดมลทิน ลงบนประตูคอกหมูอย่างต่อเนื่อง
ผ่านไปครู่ใหญ่ จี้หยวนเก็บกระบี่บินแล้วปรายตามองผลงาน
สมบูรณ์แบบ!
เขาจึงเรียกแผงผังออกมา
[คอกหมู เลเวล 2 (อัปเกรดได้)]
[ผลวิญญาณ: ผลิตผลึกโลหิตครึ่งตำลึงต่อวัน, สรรพคุณของเนื้อและเลือดเพิ่มขึ้น]
[เงื่อนไขอัปเกรด: ศิลาวิญญาณระดับต่ำ 50 ก้อน, บุปผาเน่ากระดูก 3 ต้น, สลักอักขระขจัดมลทิน (บรรลุแล้ว)]
ดิ้นรนไปมาอยู่นาน เฉียดตายไปก็รอบหนึ่ง ในที่สุดวันนี้เขาก็สามารถอัปเกรดคอกหมูได้เสียที จี้หยวนไม่รอช้าสั่งการทันที
สิ้นกระแสจิต ท่ามกลางแสงยามโพล้เพล้ คอกหมูทั้งหลังก็ถูกปกคลุมด้วยแสงสีแดงจางๆ
คอกหมูที่เคยมีมูลสุกรวิญญาณและดูสกปรกอยู่บ้าง กลับกลายเป็นสะอาดสะอ้านหมดจดภายใต้อานุภาพของอักขระขจัดมลทิน
ทว่ายังไม่ทันที่จี้หยวนจะได้ตรวจสอบผลวิญญาณของคอกหมูเลเวล 3 สายตาของเขาก็ถูกดึงดูดด้วยกลุ่มก้อนพลังงานสีแดงที่ปรากฏขึ้นกลางอากาศภายในคอกหมู มันคือผลึกโลหิตที่กำลังลอยเด่นอยู่นั่นเอง