เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 22 พรสวรรค์

บทที่ 22 พรสวรรค์

บทที่ 22 พรสวรรค์


บทที่ 22 พรสวรรค์

จี้หยวนพยักหน้าตอบรับก่อนจะขอตัวลา กว่าจะกลับถึงบ้าน ท้องฟ้าก็เริ่มเปลี่ยนเป็นสีดำสลัวเสียแล้ว

ขณะที่เขากำลังล้วงกุญแจออกมาเปิดประตูรั้ว ประตูบ้านตระกูลหลินที่อยู่ติดกันก็พลันเปิดออก อู๋ฉินโผล่หน้าออกมาครึ่งตัว

“พี่... พี่จี้” อู๋ฉินร้องเรียกเสียงเบา

“มีอะไรหรือ?”

“หลินหู่... คืนนี้หลินหูตามเติ้งอวิ๋นเหลียงไปที่ตลาดสกุลเจิง บอกว่าคืนนี้จะไม่กลับบ้าน...”

อู๋ฉินยิ่งพูดยิ่งเสียงเบาลงเรื่อยๆ พอพูดจบ นางก็ก้มหน้าลงจนคางชิดอก

จี้หยวนชะงักไปครู่หนึ่ง แม้แต่จังหวะการเปิดประตูก็หยุดไปชั่วอึดใจ แต่เขาก็ได้สติอย่างรวดเร็ว

“คงจะมีธุระอะไรกระมัง”

จี้หยวนยิ้มบางๆ แล้วผลักประตูรั้วบ้านตนเองเข้าไป

“ไม่... ไม่ใช่แบบนั้น หลินหู่แอบไปโดยไม่บอกข้า ข้ากังวลว่าพวกเขาจะไปทำเรื่องไม่ดี”

“ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็ควรหาทางเตือนเขาให้มากกว่านี้”

จี้หยวนพูดจบก็เดินเข้าบ้านแล้วปิดประตูทันที อู๋ฉินมีเลศนัยในคำพูด เขาฟังออก แต่เขาไม่อยากยุ่ง และยุ่งไม่ไหว

ในตลาดสกุลเจิงแห่งนี้ เรื่องไม่ดีมันมีตั้งกี่อย่าง?

เยอะจนนับไม่ถ้วนเชียวละ

อีกอย่าง ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะเลือกเส้นทางชีวิตของตนเอง จี้หยวนจะไม่เข้าไปก้าวก่ายหรือชี้หน้าสั่งสอนใคร

อู๋ฉินมองดูประตูรั้วบ้านข้างๆ ที่ถูกลงกลอนจากด้านใน นางยืนนิ่งอยู่นานโดยไม่พูดจา สุดท้ายก็ได้แต่ถอนหายใจและปิดประตูบ้านตนเองลงอย่างเงียบเชียบ

เมื่อกลับถึงบ้าน จี้หยวนสำรวจความเรียบร้อยรอบๆ ก่อน เมื่อมั่นใจว่าสิ่งก่อสร้างทั้งหลายไม่มีอะไรผิดปกติ เขาจึงหยิบ “คัมภีร์ยันต์เบื้องต้น” ออกมา

แม้ว่าเมื่อคืนจะไม่ได้นอนทั้งคืน แต่จี้หยวนก็ไม่ได้รู้สึกอ่อนเพลียแต่ย่างใด

ทั้งฝึกบำเพ็ญเพียรทั้งขัดเกลากายา แค่ไม่ได้นอนสองคืนถือเป็นเรื่องขี้ผง

เขาใช้เวลาค่อนคืนศึกษาจนในที่สุดก็เริ่มมีความเข้าใจในวิถีแห่งยันต์ของโลกผู้ฝึกตนบ้างแล้ว

การเขียนยันต์แบ่งออกเป็นสามขั้นตอน ขั้นแรกคือการวาดหัวยันต์เพื่อกำหนดจุดรวมพลัง

ขั้นที่สองคือการวาดมุมยันต์เพื่อสลักอักขระกักปราณ

และขั้นตอนสุดท้ายซึ่งสำคัญที่สุดก็คือ การปลุกวิญญาณยันต์

ดูเหมือนจะง่าย... และความจริงมันก็ดูเหมือนจะไม่ยากเลยสักนิด จี้หยวนหยิบชุดพู่กัน หมึก กระดาษ และแท่นฝนหมึกออกมาจากถุงเก็บของ แล้วเปิดคัมภีร์ไปที่หน้าของ “ยันต์สงบใจ”

เขาอ่านทบทวนซ้ำไปซ้ำมาหลายรอบ จากนั้นก็ลองใช้กระดาษธรรมดาหัดวาดตาม เมื่อมั่นใจว่าไม่ผิดเพี้ยนจึงได้เริ่มหยิบพู่กันไม้ไผ่เขียวขึ้นมา

กระดาษคือกระดาษยันต์ปอเขียว หมึกคือหมึกนิลชาด

หลังจากเตรียมทุกอย่างพร้อม จี้หยวนก็โคจรพลังปราณเข้าสู่พู่กันไม้ไผ่เขียว ทันใดนั้น ด้ามพู่กันก็เปล่งแสงสีเขียวจางๆ ออกมา

เขาทำสมาธิให้มั่นคง จากนั้นก็ลงพู่กัน... ตามแบบในคัมภีร์

มือนิ่งสนิท ปลายพู่กันตวัดวาดตามลวดลายอย่างต่อเนื่อง พลังปราณส่งผ่านพู่กันไม่ขาดสาย ลายเส้นที่ปรากฏดูราวกับมังกรทะยานสลับกับพยัคฆ์หมอบ

จี้หยวนแอบดีใจในใจ ดูท่าข้าก็น่าจะมีพรสวรรค์ด้านการเขียนยันต์อยู่เหมือนกันนะเนี่ย

ทว่าเพียงแค่ใจวอกแวกไปชั่วขณะ ปลายพู่กันที่กำลังตวัดก็ขาดช่วงไปนิดเดียว ทันใดนั้นกระดาษยันต์ปอเขียวทั้งแผ่นก็ลุกไหม้ขึ้นเองโดยไม่มีไฟ

เขามองดูแผ่นยันต์ที่กลายเป็นเถ้าถ่านมลายหายไปต่อหน้าต่อตา

จี้หยวนรีบดึงสติให้กลับมาเย็นเยือกทันที นี่มันไม่ใช่การเผากระดาษ แต่มันคือการเผาเงินชัดๆ!

ผ่านไปครู่ใหญ่ หลังจากสงบจิตสงบใจได้แล้ว จี้หยวนจึงเริ่มจับพู่กันอีกครั้ง

ด้วยประสบการณ์จากคราวแรก คราวนี้จิตใจของเขาจึงนิ่งสงบราวกับน้ำในสระ

มือตวัดพู่กันไม้ไผ่เขียว เพียงอึดใจเดียวทุกอย่างก็เสร็จสิ้นในรวดเดียว

เขามองดูยันต์สงบใจที่เกือบจะสมบูรณ์แบบบนโต๊ะ ในที่สุดก็เผยรอยยิ้มออกมาบ้าง

ดูเหมือนว่าในด้านการเขียนยันต์ ข้าจะมีพรสวรรค์อยู่ไม่น้อยจริงๆ

เหลือเพียงขั้นตอนสุดท้าย... การปลุกวิญญาณยันต์

การปลุกวิญญาณยันต์คือการอัดพลังปราณเข้าไปในแผ่นยันต์ เพื่อกระตุ้นพลังปราณที่ทิ้งรอยไว้ก่อนหน้านี้ให้ตื่นขึ้น ทำให้ยันต์ทั้งแผ่นมีความขลังและทรงพลัง หากทำสำเร็จ ยันต์แผ่นนี้จึงจะถือว่าใช้การได้

จี้หยวนรอจนใจสงบนิ่งที่สุด แล้วจึงจรดพู่กันลงไปเบาๆ อัดพลังปราณเข้าไป

แผ่นยันต์... ลุกไหม้อีกรอบ

“มารดามันเถอะ!”

จี้หยวนมองดูเปลวไฟวาบหนึ่งบนโต๊ะแล้วอดไม่ได้ที่จะสบถออกมา

ทำอย่างไรได้ ในเมื่อพลาดก็ต้องเริ่มใหม่

ยังดีที่นี่เพิ่งจะเป็นกระดาษแผ่นที่สอง จี้หยวนจึงยังไม่รู้สึกเสียดายเท่าไหร่นัก

ทว่าแผ่นที่สาม แผ่นที่สี่ แผ่นที่ห้า... จนกระทั่งกระดาษไหม้ไปสิบแผ่นติดต่อกัน จี้หยวนเริ่มปวดใจขึ้นมาจริงๆ แล้ว

มันไม่ถูกต้อง มันต้องมีอะไรผิดพลาดแน่ๆ

จี้หยวนวางพู่กันลง พลางขบคิดถึงสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น ขั้นตอนการวาดลายยันต์นั้นไม่มีปัญหาแน่นอน

ปัญหามันอยู่ที่ขั้นตอนการปลุกวิญญาณยันต์ต่างหาก

คิดอะไรไม่ออก ก็เปิดตำรา

จี้หยวนเปิดคัมภีร์ยันต์เบื้องต้นอีกครั้ง อ่านทีละตัวอักษรเพื่อตรวจสอบความถูกต้อง... แต่มันก็ไม่มีตรงไหนผิดนี่หว่า

เวลาล่วงเลยไปจนเช้า จี้หยวนลองเขียนอีกหลายรอบ แต่ผลลัพธ์ก็ยังคงเหมือนเดิม

พอมองกองเถ้าถ่านเล็กๆ บนโต๊ะ ในที่สุดเขาก็ต้องยอมจำนนต่อความจริง

มิน่าเล่า โลกผู้ฝึกตนถึงให้ความสำคัญกับการสืบทอดวิชานัก หากไม่มีอาจารย์คอยชี้แนะ แม้แต่เรื่องพื้นฐานอย่างการเขียนยันต์ก็ยังเข้าไม่ถึงประตู... จี้หยวนคลึงหัวคิ้วอย่างเคร่งเครียด

หรือข้าจะต้องไปกราบใครสักคนเป็นอาจารย์จริงๆ?

ยันต์... ทันใดนั้น ชื่อของคนคนหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในหัว

ลู่หวั่น!

นางคืออัจฉริยะด้านการเขียนยันต์ของตลาดสกุลเจิง แถมยังเป็นศิษย์ของหวูเหวินปินผู้เป็นอาจารย์ชื่อดัง เรื่องเล็กน้อยแค่นี้นางน่าจะช่วยไขข้อข้องใจให้เขาได้

แต่ไม่รู้ว่าเรื่องนี้จะเกี่ยวพันไปถึงความลับของสำนักหรือเปล่า... เอาเถอะ ลองไปถามดูก่อนก็แล้วกัน

ถ้าไม่ได้จริงๆ ค่อยคิดเรื่องหาอาจารย์ใหม่

หลังจากที่จี้หยวนให้อาหารไก่เขียวเหลืองและสุกรวิญญาณเสร็จ พร้อมกับเก็บไข่วิญญาณเตรียมตัวจะออกจากบ้าน เขาก็ได้ยินเสียงหัวเราะดังลั่นของเติ้งอวิ๋นเหลียงและหลินหู่ดังมาจากหน้าบ้าน

ทั้งคู่ไปค้างที่ตลาดสกุลเจิงมาทั้งคืน พอฟ้าสว่างก็เพิ่งจะกลับมา

ดูจากท่าทางแล้ว ดูเหมือนจะสนุกกันมากทีเดียว?

แต่จะไปสนุกกับเรื่องอะไรนั้น ก็สุดแท้แต่จะเดา

จี้หยวนรออยู่ในลานบ้านครู่หนึ่ง จนกระทั่งเสียงปิดประตูบ้านทั้งสองฝั่งเงียบลง เขาจึงค่อยๆ ย่องออกจากบ้านไปอย่างเงียบเชียบ

จุดหมายแรกของเขาคือบ้านของลู่หวั่น เขาได้พบกับท่านอาลู่หรือลู่ซง

อาจเป็นเพราะการใช้ชีวิตอย่างสุขสบายมาหลายปี ประกอบกับไม่ได้ลงน้ำไปหาปลามานาน ลู่ซงที่ในความทรงจำของเขาเคยผอมแห้งกร้านแดด จึงกลายเป็นชายวัยกลางคนที่มีท่าทางภูมิฐานและเริ่มมีพุงเล็กๆ

เมื่อเห็นจี้หยวนมาหา ลู่ซงก็ดูจะแปลกใจไม่น้อย

“มาหาลู่หวั่นรึ? นางไปหาอาจารย์หวูแล้วล่ะ กว่าจะกลับก็คงค่ำๆ”

ทั้งสองครอบครัวสนิทสนมกันมานาน ความสัมพันธ์ระหว่างจี้หยวนกับลู่หวั่นก็ถือว่าดีมาตลอด ลู่ซงจึงไม่ได้ปิดบังและบอกความจริงออกมา

จี้หยวนเข้าใจดี เขาจึงนั่งคุยเรื่องเก่าๆ กับลู่ซงอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะปฏิเสธคำชวนกินมื้อเที่ยงตามมารยาทแล้วขอตัวลา

ลู่ซงยืนเอามือซุกแขนเสื้ออยู่ที่หน้าประตู มองส่งจี้หยวนจนลับสายตา

รออยู่ครู่หนึ่ง เสียงผู้หญิงจากในบ้านก็ดังขึ้น “ลูกชายของจี้ชิงหยุนรึ? หน้าตาหมดจดใช้ได้ทีเดียว แต่น่าเสียดายนะ ความหล่อมันกินไม่ได้”

คนที่พูดก็คือหลี่ชิวหลิง ภรรยาของลู่ซงและมารดาของลู่หวั่นนั่นเอง

แต่ต่างจากลู่ซงที่ยังรักษาความสัมพันธ์เก่าๆ ไว้ นางคร้านที่จะโผล่หน้าออกมาทักทาย ดังนั้นแม้จะเห็นจี้หยวนเมื่อครู่ นางก็ยังขดตัวอยู่ในบ้าน

ลู่ซงที่สวมชุดผ้าไหมชั้นดีส่ายหัวช้าๆ

“ไม่มีพ่อแม่คอยประคอง แต่ยังสามารถทะลวงเข้าสู่ฝึกปราณขั้นกลางได้ในวัยขนาดนี้... ดูท่าหน้าตาแบบนี้จะเริ่มมีราคาขึ้นมาแล้วล่ะ”

ลู่ซงฝึกปราณถึงขั้นที่ห้ามาตั้งนานแล้ว หลายปีมานี้เขายังเริ่มแตะถึงขอบเขตขั้นที่หกได้อีกด้วย

ประกอบกับเขาเป็นคนละเอียดรอบคอบ ผ่านโลกมามาก ต่อให้จี้หยวนจะพยายามซ่อนกลิ่นอายพลังเพียงใด เขาก็ยังสัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง

ผู้ฝึกปราณขั้นกลางในวัยเพียงเท่านี้ ถ้าไม่ใช่อัจฉริยะที่มีความสามารถล้นเหลือ ก็ต้องมีผู้หนุนหลังที่ยอดเยี่ยม

ไม่ว่าจะเป็นอย่างไหน ก็แสดงว่าจี้หยวนไม่ใช่คนธรรมดาอย่างที่คิด

“อะไรนะ? ถึงขั้นฝึกปราณขั้นกลางแล้วรึ?”

หลี่ชิวหลิงถามออกมาด้วยความประหลาดใจ

การเป็นผู้ฝึกปราณขั้นกลางไม่ใช่เรื่องแปลก แต่การเป็นผู้ฝึกปราณขั้นกลางด้วยวัยไม่ถึงยี่สิบปี ในตลาดสกุลเจิงแห่งนี้ถือว่าหาได้ยากยิ่ง

เมื่อรวมกับหน้าตาที่หาได้ยากของจี้หยวนด้วยแล้ว หากจะยกย่องให้เขาเป็นยอดเยาวชนในตลาดสกุลเจิงก็คงไม่เกินความจริงนัก

จี้หยวนไม่รู้เรื่องเหล่านั้นเลย หลังจากสอบถามทางอยู่พักใหญ่ ในที่สุดเขาก็มาหยุดอยู่ที่หน้าประตูจวนใหญ่โตหรูหราแห่งหนึ่งในตลาดสกุลเจิง

คนที่สามารถครอบครองบ้านหลังใหญ่ขนาดนี้ในย่านการค้าได้ ย่อมต้องไม่ใช่คนธรรมดา ถ้าไม่รวยก็ต้องมีอำนาจ

ในฐานะนักเขียนยันต์ที่สามารถเขียนยันต์ระดับหนึ่งขั้นสูงได้... หวูเหวินปินย่อมถูกจัดอยู่ในประเภททั้งรวยและมีอำนาจ ไม่ต้องพูดถึงว่าเขายังมีลูกศิษย์ลูกหาที่เขียนยันต์เก่งๆ อยู่ในสังกัดอีกเพียบ ซึ่งแต่ละเดือนคนเหล่านี้ต้องแบ่งรายได้มาบรรณาการอาจารย์ไม่น้อย

ว่ากันว่าด้วยฝีมือการเขียนยันต์ของเขา เขาสามารถเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสำนักวารีมังกรได้เลยด้วยซ้ำ แต่เขากลับไม่ไป

ทุกคนต่างมีวิถีชีวิตเป็นของตนเอง หากไปอยู่ที่สำนักวารีมังกร เขาก็จะเป็นเพียงเบี้ยตัวหนึ่ง เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาที่ต้องคอยรับคำสั่งและโดนจิกหัวใช้

จะสู้ใช้ชีวิตสุขสบาย คอยชี้นิ้วสั่งคนในตลาดสกุลเจิงแห่งนี้ได้อย่างไร

จี้หยวนเคาะประตูใหญ่ของจวนตระกูลหวู ไม่มีคนรับใช้มาเปิดประตู แต่คนที่มาเปิดกลับเป็นหนึ่งในศิษย์ของหวูเหวินปินเอง

“เจ้ามาหาใคร?”

“ข้ามาหาลู่หวั่น” จี้หยวนประสานมือคารวะ

“มาหาศิษย์น้องลู่รึ?”

ชายในชุดขาวที่มาเปิดประตูจ้องมองจี้หยวนตาเขม็ง แววตาแฝงไปด้วยความระแวดระวังและไม่ค่อยเป็นมิตร

จี้หยวนไม่อยากเล่นบทแย่งชิงสาวงามให้เสียเวลา อีกอย่างเขาก็ไม่ได้คิดอะไรเกินเลยกับลู่หวั่นอยู่แล้ว จึงพูดเสริมไปประโยคหนึ่ง

“ขอรับ นางเป็นพี่สาวของข้า”

ได้ผลชะงัด พอคำพูดนี้หลุดออกมา แววตาของชายชุดขาวก็เปลี่ยนเป็นกระตือรือร้นและเป็นมิตรขึ้นมาทันที

“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง... สหายเชิญเข้ามาข้างในก่อน ศิษย์น้องลู่กำลังฝึกเขียนยันต์ระดับกลางอยู่ นางช่างมีพรสวรรค์เหลือล้นจริงๆ”

“อาจารย์ถึงกับเตรียมจะให้นางไปเข้าร่วมการคัดเลือกศิษย์ของสำนักวารีมังกรในปีหน้าเลยเชียวละ”

จบบทที่ บทที่ 22 พรสวรรค์

คัดลอกลิงก์แล้ว