- หน้าแรก
- เซียนคำนวณป่วนยุทธภพ
- บทที่ 490 ข่มขู่บังคับ
บทที่ 490 ข่มขู่บังคับ
บทที่ 490 ข่มขู่บังคับ
"ศิษย์น้องฮั่น เจ้าทำแบบนี้มันไม่น่าสนใจเลยนะ..."
ลั่วหงเพิ่งจะอ้าปากบ่นฮั่นเหล่าม๋อไปได้ไม่กี่คำ เสียงของหยวนเหยาก็ดังขึ้นในใจอย่างเย็นชาว่า
"แล้วแบบไหนล่ะเจ้าคะ ที่ท่านพี่คิดว่าน่าสนใจ?"
"อะแฮ่ม! ศิษย์น้องฮั่นพูดถูก! เวลากระชั้นชิดนัก ไม่มีเวลามาล้อเล่นจริงๆ นั่นแหละ สหายเต๋าจื่อหลิงเป็นเพียงคนเดียวที่สามารถหลอมโอสถสรรค์สร้างได้ เพื่อรักษาชีวิตของเจ้า ลั่วผู้นี้ขอมอบผ้าแพรสีม่วงผืนนี้ให้ก็แล้วกัน"
รอยยิ้มบนใบหน้าของลั่วหงแข็งค้างไปในทันที ก่อนจะรีบปั้นหน้าขรึม แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังเป็นอย่างยิ่ง
นอกจากฮั่นเหล่าม๋อที่พอจะรู้เรื่องราวอยู่บ้าง สายตาของจื่อหลิงและคนอื่นๆ ต่างก็ทอประกายแปลกประหลาดออกมา แต่หญิงสาวทั้งสามก็ฉลาดพอที่จะไม่ถามอะไรให้มากความ
หลังจากรับผ้าแพรบางสีม่วงที่ลั่วหงโยนมาให้ จื่อหลิงก็นำไปทำการหลอมรวมด้วยความเบิกบานใจ เพียงไม่นานนางก็พันมันไว้รอบเอวเรียว
จากนั้น ทุกคนก็เริ่มปรึกษาหารือเรื่องการเข้าหุบเขาไปเก็บผลเทียนวิญญาณเพื่อนำมาหลอมโอสถ
ตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา จื่อหลิงสามารถรวบรวมวัตถุดิบเสริมสำหรับใช้หลอมโอสถสรรค์สร้างได้สิบกว่าชุดแล้ว ตราบใดที่พวกเขาสามารถหาผลเทียนวิญญาณที่เป็นวัตถุดิบหลักในหุบเขาปีศาจร่วงหล่นพบ นางก็จะสามารถเปิดเตาหลอมโอสถได้ทันที
เพื่อการนี้ จื่อหลิงยอมเสียเวลาไปหลายปี เพื่อศึกษาค้นคว้าวิธีหลอมโอสถสรรค์สร้างโดยเฉพาะ
เรียกได้ว่า ขอเพียงแค่โชคของพวกเขาไม่เลวร้ายจนเกินไป ถึงตอนนั้นทุกคนก็จะได้รับโอสถสรรค์สร้างกันคนละเม็ดอย่างแน่นอน
"ท่านพี่ โอสถสรรค์สร้างคือสมุนไพรวิญญาณชนิดใดหรือเจ้าคะ? เหตุใดทั้งน้องหญิงจื่อหลิงและพี่ฮั่น ถึงได้อยากได้มันนักล่ะเจ้าคะ?"
เมื่อเห็นว่าทุกคนปรึกษาหารือกันจนใกล้จะเสร็จแล้ว หยวนเหยาก็ทนเก็บความสงสัยไว้ไม่อยู่ ส่งเสียงทางจิตเอ่ยถามลั่วหง
"โอสถสรรค์สร้างเป็นสมุนไพรวิญญาณที่ลึกล้ำพิสดารมาก ว่ากันว่ามันสามารถทำให้ผู้ฝึกตนที่กินเข้าไป ได้สัมผัสถึงความรู้สึกของการมีระดับการฝึกฝนที่สูงกว่าในภาพลวงตา เพื่อช่วยให้ผู้ฝึกตนทะลวงผ่านจุดคอขวดในปัจจุบันไปได้ สรรพคุณของมันมีผลต่อผู้ฝึกตนที่อยู่ต่ำกว่าขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดทุกคน หากกินโอสถชนิดนี้เข้าไป ในภายภาคหน้าจื่อหลิงก็จะสามารถทะลวงผ่านจุดคอขวดของขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดได้ง่ายขึ้นมาก นางถึงได้ใส่ใจเรื่องนี้เป็นพิเศษอย่างไรล่ะ"
สำหรับโอสถสรรค์สร้าง ลั่วหงเองก็รู้สึกสนใจเป็นอย่างมาก เขาอยากรู้เหลือเกินว่าวิถีแห่งมวลของเขา จะปรากฏออกมาในรูปแบบใดในภาพลวงตา
"ตกลง เอาตามนี้ก็แล้วกัน ก่อนที่ข้ากับศิษย์พี่ลั่วจะไปหา พวกเจ้าสองคนก็หาสถานที่ลับตาซ่อนตัวไปก่อนนะ รอจนพวกเราไปสมทบกันแล้ว ค่อยออกเดินทางไปหาสถานที่ที่มีผลเทียนวิญญาณขึ้นอยู่พร้อมกัน"
คำพูดของฮั่นลี่ถือเป็นการปิดฉากการปรึกษาหารือในครั้งนี้ จากนั้นเขาก็ลุกขึ้นขอตัวลากลับพร้อมกับลั่วหง
แม้โอสถสรรค์สร้างจะดีเยี่ยมเพียงใด แต่มันก็ไม่ใช่เป้าหมายหลักในการเข้าหุบเขาปีศาจร่วงหล่นของพวกเขาทั้งสองคน ในเมื่อเวลาเข้าหุบเขาใกล้เข้ามาทุกที ฮั่นลี่จึงต้องพาลั่วหงไปพบกับโหวหนานหลงเสียก่อน
หลังจากบอกลาจื่อหลิงและพวกแล้ว ทั้งสองคนก็มุ่งหน้าตรงไปยังตลาดเซียนแห่งเทือกเขาว่านหลิงทันที
ฮั่นลี่ลอยตัวอยู่เหนือตลาดเซียน ใช้สัมผัสเทวะกวาดสำรวจเพียงครั้งเดียว ก็พบตัวศิษย์ของสำนักเทียนจี๋ที่เคยไปก่อกวนมู่เพ่ยหลิงในตอนนั้น
ฮั่นลี่ไม่พูดพร่ำทำเพลง พุ่งทะยานไปโผล่ตรงหน้าคนผู้นั้นทันที พร้อมกับโยนป้ายเทียนจี๋ที่ใช้เป็นของแทนตัวใส่หน้าอกของเขา
"อาจารย์ของเจ้ามีนัดกับฮั่นผู้นี้ รีบพาข้าไปพบเขาก่อนเถิด!"
"ที่แท้ก็ผู้อาวุโสฮั่นนี่เอง ท่านอาจารย์ได้สั่งความเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว... เอ๊ะ? แล้วผู้อาวุโสท่านนี้คือ..."
เมื่อสังเกตเห็นลั่วหงที่ยืนอยู่ข้างกายฮั่นลี่ ผู้ฝึกตนหนุ่มผู้นี้ก็เกิดความลังเลขึ้นมา
ท้ายที่สุดแล้ว ตอนที่โหวหนานหลงสั่งความเขาไว้นั้น อีกฝ่ายกำชับหนักหนาว่าให้พาฮั่นลี่ไปที่แหล่งกบดานของเขาเพียงคนเดียวเท่านั้น
"ว่าอย่างไร? พกยันต์วิญญาณที่ใช้ชื่อข้าติดตัวไว้แท้ๆ แต่กลับจำข้าไม่ได้อย่างนั้นรึ?"
ลั่วหงใช้สัมผัสเทวะตรวจสอบดู ก็สัมผัสได้ถึงยันต์ผู้อาวุโสสูงสุดหงในอกเสื้อของอีกฝ่าย จึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชาเล็กน้อย
เมื่อถูกเตือนเช่นนี้ ผู้ฝึกตนหนุ่มก็นึกถึงภาพเหมือนในร้านขายยันต์วิญญาณขึ้นมาได้ และจดจำลั่วหงได้ในที่สุด
"ที่แท้ก็คือผู้อาวุโสลั่ว ผู้น้อยเสียมารยาทแล้ว!"
ผู้ฝึกตนหนุ่มรีบประสานมือขออภัย ใจเต้นราวกับรัวกลอง
คนผู้นี้มาหาท่านอาจารย์ทำไมกัน? หากเขามีเจตนาร้ายล่ะก็ ท่านอาจารย์และพรรคพวกคงไม่มีทางรอดแน่!
ผู้ฝึกตนหนุ่มรู้ดีว่า การที่โหวหนานหลงได้รับบาดเจ็บก่อนหน้านี้นั้น เป็นเพราะถูกคนลอบทำร้าย และหนึ่งในคนที่ทำร้ายเขาก็คือผู้อาวุโสสูงสุดของสำนักวิญญาณภูต
และสำนักหวงเฟิงกู่ก็ตั้งอยู่ติดกับสำนักวิญญาณภูตพอดี เรื่องนี้จึงยากที่จะไม่ทำให้คนคิดโยงไปในทางที่ไม่ดี
ความผันผวนของจิตวิญญาณดั้งเดิมของผู้ฝึกตนหนุ่ม ล้วนตกอยู่ในสายตาของลั่วหงอย่างชัดเจน ทำให้เขาสามารถเดาความคิดของอีกฝ่ายได้คร่าวๆ
ในเมื่อกลัว ก็จงกลัวให้มากกว่านี้เถอะ
คิดได้ดังนั้น ลั่วหงก็แค่นเสียงเย็นชา แล้วใช้วิชาคำสาปวาจาออกคำสั่งว่า
"เลิกพูดมากได้แล้ว รีบนำทางไปสิ!"
คำพูดเพียงประโยคเดียวของเขา ทำให้ผู้ฝึกตนหนุ่มถึงกับสะดุ้งเฮือก เหงื่อแตกซิกเต็มหน้าผากพลางรับคำว่า
"ขะ... ขอรับ! ผู้อาวุโสทั้งสองโปรดตามผู้น้อยมาทางนี้เลยขอรับ!"
ท่านอาจารย์ ข้าขอโทษด้วย ศิษย์ยังไม่อยากตาย!
เมื่อถูกวิชาคำสาปวาจาของลั่วหงเร่งรัด ผู้ฝึกตนหนุ่มก็ตัดสินใจได้ในทันที เขาบังคับอาวุธวิเศษพุ่งทะยานมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกของเทือกเขาว่านหลิง
ผ่านไปครึ่งชั่วยามเต็มๆ ผู้ฝึกตนหนุ่มถึงได้หยุดลงที่ภูเขาลูกเล็กๆ ลูกหนึ่งที่ถูกรายล้อมด้วยยอดเขาสูงตระหง่านหลายลูก
ในเวลานี้ มีผู้ฝึกตนหญิงสวมชุดขาวนางหนึ่งเหาะออกมาจากค่ายกลพุ่งตรงมาหาพวกเขาทั้งสามคน
"ศิษย์พี่ป๋าย ในที่สุดท่านก็กลับมาเสียที ผู้อาวุโสสองท่านนี้คือ..."
ผู้ฝึกตนหญิงชุดขาวมีหน้าตาธรรมดา แต่นางกลับมีดวงตาดอกท้อคู่สวย ตอนนี้นางกำลังมองผู้ฝึกตนหนุ่มด้วยสายตายั่วยวนเล็กน้อย
"ศิษย์น้องหลู่ ผู้อาวุโสสองท่านนี้ล้วนเป็นแขกคนสำคัญของท่านอาจารย์ รบกวนศิษย์น้องช่วยพาพวกเขาไปพบท่านอาจารย์ที ศิษย์พี่ยังมีธุระสำคัญต้องไปทำ ขอตัวก่อน"
ทันทีที่เห็นผู้ฝึกตนหญิงชุดขาว ผู้ฝึกตนหนุ่มก็พุ่งเข้าไปหาอย่างกระตือรือร้นราวกับเห็นฟางช่วยชีวิต แต่หลังจากสั่งความเสร็จ เขาก็รีบเหาะหนีไปอย่างรวดเร็ว
การกระทำที่บุ่มบ่ามเช่นนี้ ทำให้ผู้ฝึกตนหญิงชุดขาวถึงกับขมวดคิ้ว รู้สึกโกรธเคืองและสงสัยอยู่ในใจ
แต่ทว่า นางก็ไม่กล้าอาละวาดต่อหน้าผู้ฝึกตนระดับขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดถึงสองคน ทำได้เพียงข่มความไม่พอใจเอาไว้ชั่วคราว แล้วหันไปฉีกยิ้มหวานให้ลั่วหงกับฮั่นลี่พลางกล่าวว่า
"ท่านปู่ทวดและผู้อาวุโสหนานหลงกำลังพักผ่อนอยู่ในถ้ำเซียน ผู้อาวุโสทั้งสองโปรดตามผู้น้อยมาทางนี้เลยเจ้าค่ะ"
ระหว่างที่พูด ผู้ฝึกตนหญิงชุดขาวก็หยิบป้ายจิ้นจื้อออกมา แล้วใช้มันยิงลำแสงสีขาวเข้าไปที่ผนังหินสีเขียวบานหนึ่ง
จากนั้น ผนังหินก็มีแสงสีเขียวสว่างวาบขึ้นมา เพียงไม่นานก็ปรากฏประตูหินสูงสองจั้งบานหนึ่งขึ้น พร้อมกับเสียงเย็นชาที่ดังลอดออกมาจากข้างใน
"สหายเต๋าฮั่น ตอนแรกโหวผู้นี้กับสหายเต๋าหลู่ตกลงนัดหมายกับเจ้าเพียงคนเดียวไม่ใช่หรือ แล้วตอนนี้ เจ้าพาสหายเต๋าลั่วมาด้วย หมายความว่าอย่างไร?"
"ฮั่นผู้นี้ก็แค่คิดว่าการเดินทางครั้งนี้อันตรายนัก จึงได้เชิญศิษย์พี่มาช่วยเสริมกำลังเท่านั้นเอง สหายเต๋าทั้งสองโปรดวางใจ ศิษย์พี่ลั่วไม่ต้องการสมบัติใดๆ จากศพของผู้ฝึกตนโบราณท่านนั้นเลยแม้แต่ชิ้นเดียว และจะไม่ส่งผลกระทบใดๆ ต่อความร่วมมือระหว่างพวกเราอย่างแน่นอน"
ฮั่นลี่หันไปพูดกับประตูหินบานนั้นด้วยสีหน้าเรียบเฉย
"สหายเต๋าฮั่นกำลังพูดตลกอยู่หรือ? แค่คำพูดลอยๆ ของเจ้า โหวผู้นี้กับสหายเต๋าหลู่จะเชื่อได้อย่างไร ท้ายที่สุดแล้ว ชื่อเสียงอันเกรียงไกรของสหายเต๋าลั่ว ก็เป็นที่เลื่องลือไปทั่วสารทิศ หากพวกเจ้าศิษย์พี่ศิษย์น้องเกิดมีความคิดอยากจะฆ่าคนชิงสมบัติขึ้นมา โหวผู้นี้กับสหายเต๋าหลู่ก็คงยากจะหนีรอดไปได้!"
พร้อมกับน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว ประตูหินสีเขียวก็ถูกผลักเปิดออก โหวหนานหลงกับชายชราสวมชุดคลุมสีเทาเดินก้าวออกมา
ในเวลานี้ สีหน้าของพวกเขาทั้งสองคนดูย่ำแย่มาก เห็นได้ชัดว่าพวกเขารู้สึกไม่พอใจและโกรธเคืองเป็นอย่างมากกับการกระทำของฮั่นลี่ที่พาลั่วหงมาด้วย
"หึๆ สหายเต๋าทั้งสองรู้จักประเมินตนเองดีนี่ แต่ลั่วผู้นี้ไม่ใช่ผู้ฝึกตนวิถีมาร และไม่เคยเป็นฝ่ายริเริ่มฆ่าคนชิงสมบัติใครก่อน สหายเต๋าทั้งสองวางใจได้เลย แต่ทว่า การเดินทางเข้าหุบเขาปีศาจร่วงหล่นในครั้งนี้ มีความสำคัญต่อศิษย์น้องฮั่นเป็นอย่างมาก หากสหายเต๋าทั้งสองไม่ยอมให้ความร่วมมือ ลั่วผู้นี้ก็อาจจะต้องใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด ขอสหายเต๋าทั้งสองอย่าได้หาเรื่องใส่ตัวเลย!"
ลั่วหงเอ่ยข่มขู่กลับไปอย่างเปิดเผยไม่อ้อมค้อม
----------