- หน้าแรก
- เซียนคำนวณป่วนยุทธภพ
- บทที่ 470 ความขัดแย้งระหว่างชนเผ่า
บทที่ 470 ความขัดแย้งระหว่างชนเผ่า
บทที่ 470 ความขัดแย้งระหว่างชนเผ่า
ดวงตะวันขึ้นแล้วก็ตกดิน เผลอครู่เดียว ลั่วหงก็หลบซ่อนตัวอยู่ในเผ่าชางลู่มาได้ครึ่งเดือนกว่าแล้ว
ผ่านการพักฟื้นมาหลายวัน ในที่สุดอาการบาดเจ็บที่จิตวิญญาณดั้งเดิมของเขาก็ทรงตัว อาการปวดแปลบอย่างรุนแรงที่มักจะกำเริบขึ้นเป็นระยะๆ ก็ได้หายไปแล้ว
"เซียนซือจัว! เซียนซือจัว! พวกเรามาถึงแล้วเจ้าค่ะ!"
เสียงร้องด้วยความดีใจของเด็กหญิงดังแว่วมาจากด้านนอกรถม้า ตามมาด้วยม่านรถที่ถูกเปิดออก เผยให้เห็นศีรษะเล็กๆ ของอิงชานชะโงกเข้ามา
"เข้าใจแล้ว"
ลั่วหงไม่ได้ลืมตาขึ้น เพียงแค่ตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
อิงชานไม่ได้เก็บมาใส่ใจ ช่วงครึ่งเดือนมานี้ นางชินกับนิสัยแบบนี้ของลั่วหงแล้ว นางยังคงพูดด้วยใบหน้ายิ้มแย้มว่า
"คืนนี้ท่านปู่จะจัดงานเลี้ยง เพื่อฉลองที่พวกเราเดินทางมาถึงทุ่งหญ้าแห่งใหม่ได้อย่างปลอดภัย เซียนซือจัวก็มาร่วมงานด้วยกันนะเจ้าคะ!"
"《เคล็ดเปลี่ยนวสันต์》 ที่ข้าถ่ายทอดให้เจ้า มีตรงไหนที่เจ้ายังไม่เข้าใจบ้างหรือไม่?"
จู่ๆ ลั่วหงก็เปลี่ยนเรื่องมาพูดถึงการฝึกฝนของอิงชาน
อิงชานไม่เข้าใจว่าทำไมถึงเปลี่ยนเรื่องปุบปับ นางชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะแหะๆ แล้วพูดว่า
"มีอยู่สองสามจุดที่ข้าคิดยังไงก็คิดไม่ออก ขอเซียนซือจัวช่วยชี้แนะด้วยเจ้าค่ะ"
จากนั้นอิงชานก็แจกแจงข้อสงสัยในการฝึกฝนออกมาทีละข้อ ลั่วหงชี้แนะเพียงสองสามคำ ก็ทำให้นางกระจ่างแจ้งในทันที นางรีบวิ่งกลับไปที่รถม้าของตัวเองด้วยความดีใจเพื่อไปนั่งสมาธิ
เมื่ออิงชานจากไปแล้ว ลั่วหงก็ลืมตาขึ้นและลุกยืน เดินออกมาจากห้องโดยสารรถม้าที่เขาหมกตัวอยู่มานานกว่าครึ่งเดือน
เมื่อทอดสายตามองออกไป ก็เห็นทุ่งหญ้าสีเขียวขจีทอดยาวสุดลูกหูลูกตา แม้ปราณวิญญาณในอากาศจะเบาบาง แต่มันก็สดชื่นมากทีเดียว ทำให้ลั่วหงรู้สึกปลอดโปร่งสบายใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
"ท่านพี่ลั่ว เมื่อครู่นี้ที่ท่านชี้แนะเด็กคนนั้นไป เป็นเพราะท่านเตรียมตัวจะจากไปแล้วใช่หรือไม่?"
เมื่อได้เห็นทิวทัศน์อันงดงามตรงหน้า อารมณ์ของหยวนเหยาก็ดูเหมือนจะดีขึ้นมาก น้ำเสียงของนางไม่มีความเศร้าหมองเหมือนก่อนหน้านี้แล้ว
"ในเมื่ออาการบาดเจ็บทรงตัวแล้ว ก็ถึงเวลาต้องกลับเทียนหนานเสียที ต้นกล้าของสมุนไพรโอสถวิญญาณโบราณในถุงหมื่นสมบัติเหล่านั้น ต้องรีบนำไปมอบให้ศิษย์น้องฮั่นโดยเร็ว"
ลั่วหงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะส่งเสียงทางจิตตอบกลับไป
"แต่ทว่าท่านพี่ลั่ว ช่วงหลายวันนี้กลับไม่มีเซียนซือเผ่าทูอู๋มาค้นหาตามที่ท่านบอกเลย เรื่องนี้จะมีแผนการร้ายอะไรซ่อนอยู่หรือไม่?"
เพื่อหลีกเลี่ยงการค้นหาของชาวทูอู๋ ในคืนแรกที่เดินทางมาถึงเผ่าชางลู่ ลั่วหงก็ได้ให้หยวนเหยาใช้วิชาลับสะกดวิญญาณ ปรับเปลี่ยนความทรงจำของอิงลู่และคนอื่นๆ ที่เคยสัมผัสใกล้ชิดกับเขา
ทำให้เขากลายสภาพจากเซียนซือระดับสูงผู้มีระดับการบำเพ็ญเพียรลึกล้ำยากหยั่งถึง กลายมาเป็นเพียงเซียนซือพเนจรที่ถูกดึงดูดมาด้วยข้อเสนอของเผ่าชางลู่ในพริบตา
ส่วนเหตุผลที่อิงลู่ดึงตัวเขามา ก็เพื่อต้องการให้เขาช่วยชี้แนะและนำพาอิงชานเข้าสู่วิถีแห่งการบำเพ็ญเพียร
ด้วยเหตุนี้ อิงชานถึงได้มีท่าทีที่ดูเป็นกันเอง แตกต่างไปจากความตึงเครียดและหวาดกลัวในตอนแรกอย่างสิ้นเชิง
อิงลู่เองก็ถึงกล้าเอ่ยปากเชิญเขาไปร่วมงานเลี้ยงของคนธรรมดา ท้ายที่สุดแล้ว เซียนซือระดับล่างก็ยังต้องกินต้องดื่มอยู่ดี
ด้วยวิธีนี้ ขอเพียงไม่ใช่บรรดาต้าเซียนซือเผ่าทูอู๋ลงมาค้นหาด้วยตัวเอง ลั่วหงก็สามารถตบตาคนอื่นๆ ได้อย่างง่ายดาย
แต่สิ่งที่ลั่วหงคาดไม่ถึงก็คือ การจัดฉากที่เขาลงทุนลงแรงไปอย่างมากมายนี้ กลับไม่ได้ถูกนำมาใช้เลย เพราะไม่มีเซียนซือเผ่าทูอู๋หน้าไหนโผล่มาค้นหาที่เผ่าชางลู่เลยแม้แต่คนเดียว
"เรื่องนี้น่าสงสัยจริงๆ นั่นแหละ แต่ทว่าในตอนนี้อาการบาดเจ็บของพี่ทรงตัวแล้ว ขอเพียงไม่เดินทะเล่อทะล่าเข้าไปในวงล้อมของพวกต้าเซียนซือเผ่าทูอู๋เข้า ก็สามารถรับประกันความปลอดภัยของตัวเองได้แล้ว"
ลั่วหงเองก็รู้สึกว่าพวกชาวทูอู๋กำลังเล่นแผน 'แสร้งทำเป็นผ่อนคลายแต่ภายในคุมเข้ม' เพื่อรอให้เขาไปติดกับดัก
ท้ายที่สุด เขาก็สังหารคนของพวกเขาไป แย่งชิงกระถางศักดิ์สิทธิ์ของพวกเขามา แถมยังมีผลึกเขตแดนจำนวนมากอยู่กับตัวอีก อีกฝ่ายคงไม่ยอมปล่อยเขาไปง่ายๆ อย่างแน่นอน
แต่ก็อย่างที่เขาบอก ด้วยอิทธิฤทธิ์ในปัจจุบันของเขา หากเขาตั้งใจจะหลบหนีจริงๆ ก็ไม่มีชาวทูอู๋หน้าไหนรั้งเขาไว้ได้หรอก
ดังนั้น ไม่ว่าชาวทูอู๋จะมีแผนการอะไร ก็ไม่อาจทำให้ลั่วหงเปลี่ยนแผนได้
ตอนนี้ เขาเพียงแค่รอให้ตกดึก จากนั้นให้หยวนเหยาลบความทรงจำที่เกี่ยวกับเขาออกจากหัวของอิงลู่และคนอื่นๆ เขาก็สามารถออกเดินทางได้แล้ว
ในขณะที่ลั่วหงกำลังคิดอยู่นั้น จู่ๆ เขาก็ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายดังมาจากที่ไกลๆ จากนั้นก็เห็นซางเต๋อวิ่งหน้าตั้งตรงมาที่รถม้าของเขา
"ซางเต๋อ จัวผู้นี้อยู่ที่นี่"
ลั่วหงส่งเสียงเรียกชายหนุ่มหน้าตาซื่อบื้อเอาไว้ได้ทันท่วงที
"เซียนซือจัว ท่านหัวหน้าเผ่าให้ข้ามาเชิญท่านไปหาขอรับ เผ่าของเรากำลังเจอปัญหา คงต้องรบกวนยืมพลังของท่านเสียแล้ว"
ซางเต๋อหอบแฮ่กๆ ขณะเอ่ย
"อืม นำทางไปสิ"
ในฐานะเซียนซือระดับล่างที่รับหน้าที่เป็นผู้พิทักษ์ให้กับเผ่าชางลู่ การออกแรงช่วยเหลือในเวลาแบบนี้ถือเป็นเรื่องสมเหตุสมผล ลั่วหงจึงตอบตกลงอย่างง่ายดาย
อย่างไรเสีย เมื่อครู่นี้เขาก็ได้ใช้สัมผัสเทวะตรวจสอบดูแล้ว ต่อให้ต้องเจอกับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด สำหรับเขามันก็เป็นเพียงแค่ปัญหาเล็กน้อยที่ไม่ควรค่าแก่การใส่ใจเท่านั้น
ไม่นาน ลั่วหงก็ถูกซางเต๋อพามาถึงหน้าขบวนรถของเผ่า
ในเวลานี้ มีคนสองกลุ่มกำลังจ้องหน้ากันอย่างเอาเป็นเอาตาย เห็นได้ชัดว่ากำลังมีเรื่องขัดแย้งกันอยู่
"อ๋าวอวิ๋น เผ่าชางลู่ของข้ามาถึงที่นี่ก่อน เจ้ามีสิทธิ์อะไรมาห้ามไม่ให้พวกข้าปล่อยสัตว์เลี้ยงที่นี่!"
อิงลู่ที่นั่งอยู่บนหลังม้า ท่ามกลางวงล้อมของชายฉกรรจ์เผ่าชางลู่ ตะคอกใส่หัวหน้าเผ่าร่างกำยำฝั่งตรงข้ามด้วยความโกรธเกรี้ยว
"หึ! ทัพหน้าของเผ่าหมาป่าขาวของข้ามาถึงที่นี่ตั้งแต่เมื่อวานแล้ว ที่ดินผืนนี้ย่อมต้องตกเป็นของเผ่าหมาป่าขาวสิ!"
อ๋าวอวิ๋นเถียงกลับอย่างไม่เกรงใจ ขณะที่พูด ใบหน้าที่เต็มไปด้วยไขมันก็บิดเบี้ยว ดูดุร้ายน่ากลัวยิ่งนัก
ทุ่งหญ้าที่พวกเขาเหยียบอยู่นี้ ไม่เพียงแต่อุดมสมบูรณ์เท่านั้น แต่เซียนซือประจำเผ่าของเขายังบอกอีกว่า ที่แห่งนี้อาจจะมีชีพจรวิญญาณขนาดเล็กซ่อนอยู่ จึงได้มีปราณวิญญาณที่เข้มข้นถึงเพียงนี้
หากลองค้นหาดูให้ดีๆ อาจจะพบเหมืองแร่ศิลาวิญญาณขนาดจิ๋วก็เป็นได้ ถ้าเป็นเช่นนั้น อย่างน้อยๆ ก็ต้องได้ศิลาวิญญาณสักห้าร้อยหรือหกร้อยก้อนแน่ๆ!
เผ่าชางลู่เป็นเพียงแค่เผ่าเล็กๆ ที่เพิ่งจะแยกตัวออกมาได้ไม่นาน ความแข็งแกร่งห่างชั้นกับเผ่าหมาป่าขาวของเขาตั้งหลายเท่า ในเวลานี้เขาจึงไม่มีความเกรงกลัวใดๆ และแสดงท่าทีแข็งกร้าวบีบบังคับอีกฝ่ายอย่างชัดเจน
"พูดแบบนี้ แสดงว่าวันนี้เจ้าไม่คิดจะคุยกันด้วยเหตุผลแล้วใช่ไหม อ๋าวอวิ๋น?"
สีหน้าของอิงลู่เขียวคล้ำ น้ำเสียงที่ใช้ก็ไม่เป็นมิตรเอาเสียเลย
"หึๆ ท่านหัวหน้าเผ่าอิง ไม่จำเป็นต้องพูดจารุนแรงขนาดนั้นหรอก เผ่าหมาป่าขาวของข้ารักษากฎเกณฑ์ของวิหารศักดิ์สิทธิ์มาโดยตลอด พวกเราจะทำตามกฎทุกอย่าง"
การต่อสู้ระหว่างชนเผ่าไม่ใช่เรื่องที่จะทำกันได้สุ่มสี่สุ่มห้า อ๋าวอวิ๋นเองก็ไม่ได้เป็นหัวหน้าเผ่ามาแค่วันสองวัน ย่อมไม่ยอมพูดจาให้ตัวเองเสียเปรียบเป็นแน่
อิงลู่รู้ดีว่ากฎเกณฑ์ที่อ๋าวอวิ๋นพูดถึงคืออะไร
สำหรับชนเผ่าเล็กๆ ของเผ่าศักดิ์สิทธิ์อย่างพวกเขา หากเกิดข้อพิพาทขึ้น วิธีแก้ไขที่พบบ่อยที่สุดก็คือการให้เซียนซือที่เป็นผู้พิทักษ์ของทั้งสองเผ่ามาประลองกัน ผู้ชนะจะได้สิ่งที่ต้องการไป
การที่เผ่าหมาป่าขาวอพยพมาในเวลาไล่เลี่ยกันนี้ ย่อมไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เผ่านี้เดิมทีก็เป็นเพื่อนบ้านของเผ่าชางลู่อยู่แล้ว พวกเขาก็อพยพหนีเพื่อหลีกเลี่ยงคลื่นสัตว์อสูรและสัตว์อสูรที่อาจจะปรากฏตัวขึ้นหลังจากที่มังกรดินพลิกตัวเช่นเดียวกัน
ดังนั้น อิงลู่จึงรู้ซึ้งถึงความแข็งแกร่งของเผ่าหมาป่าขาวเป็นอย่างดี รู้ว่าอีกฝ่ายมีเซียนซือประจำการอยู่สองคนตลอดเวลา
หากเป็นเมื่อก่อน อิงลู่อาจจะสั่งให้คนในเผ่าถอยทัพไปเลย แต่ตอนนี้เขาเพิ่งจะได้เซียนซือพเนจรมาเข้าร่วมหมาดๆ
เมื่อรวมกับซวีจวินแล้ว ในสถานการณ์ที่จำนวนคนเท่ากัน หากประลองกันจริงๆ ก็ใช่ว่าจะแพ้เสมอไป
กฎเกณฑ์ของทุ่งหญ้าก็เป็นเช่นนี้ คนของทั้งสองฝ่ายไม่ได้โต้แย้งอะไรเลย พวกเขารีบถอยร่นเปิดพื้นที่ว่างตรงกลางทันที เพื่อให้เหล่าเซียนซือได้ทำการประลอง
ชายร่างใหญ่ขนหน้าอกรุงรังของเผ่าหมาป่าขาวกระโดดออกมาเป็นคนแรก ในมือถือดาบวงแหวนเล่มใหญ่ที่ไม่รู้ว่าเป็นอาวุธวิเศษหรืออาวุธเหล็กธรรมดา ร้องตะโกนท้าทายเสียงดังว่า
"สหายเต๋าแห่งเผ่าชางลู่ ยังไม่รีบออกมาให้ข้าอัดอีกรึ!"
ไม่ต้องรอให้อิงลู่เอ่ยปากเชิญ ซวีจวินก็ใช้วิชาตัวเบา ลอยลิ่วมาพร้อมกับสายลม แล้วร่อนลงกลางลานประลองทันที
"สหายเต๋าผู้นี้ วันนี้ซวีผู้นี้จะมาสั่งสอนปากเสียๆ ของเจ้าเอง!"
ซวีจวินลั่นวาจาอย่างห้าวหาญ ทำเอาลั่วหงที่ยืนดูอยู่ในฝูงชนถึงกับอดยิ้มมุมปากไม่ได้
"เหยาเอ๋อร์ เจ้าสร้างความทรงจำแบบไหนให้เขากัน ท่าทีของคนผู้นี้ถึงได้ดูประหลาดเช่นนี้?"
"คิกๆ ท่านพี่ลั่วสั่งให้ข้ามอบกระบี่บินเล่มนั้นให้เขาแบบเนียนๆ ข้าก็เลยแปลงกายเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ของเผ่าทูอู๋ แล้วเข้าไปในความฝันของเขาเพื่อบอกที่ซ่อนของกระบี่บินให้เขารู้เจ้าค่ะ อาจจะเป็นเพราะเหตุนี้กระมัง เขาถึงได้เข้าใจอะไรบางอย่างผิดไป?"
หยวนเหยาหัวเราะคิกคักพลางอธิบาย
เข้าใจอะไรผิดไปงั้นหรือ?
หึๆ เกรงว่าคงจะเข้าใจผิดไปไกลโขเลยล่ะ ดีไม่ดี ซวีจวินคนนี้อาจจะต้องซวยหนักในภายหลังก็ได้
ลั่วหงหัวเราะเบาๆ นึกค่อนขอดอยู่ในใจ
----------