- หน้าแรก
- เซียนคำนวณป่วนยุทธภพ
- บทที่ 460 ปิดล้อม
บทที่ 460 ปิดล้อม
บทที่ 460 ปิดล้อม
"พี่เวิน ในค่ายกลเกิดอะไรขึ้นกันแน่?"
การที่ผู้ฝึกตนฝ่ายวิถีธรรมสามารถมั่นใจได้ขนาดนี้ว่าไม่มีใครแอบเข้าไปได้ ล้วนเป็นเพราะเชื่อมั่นในอิทธิฤทธิ์ของค่ายกลธุลีไท่อี ทว่าตอนนี้ปรากฏการณ์ประหลาดที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันกลับแผ่ออกมาจากต้นไม้เทพใจสวรรค์อย่างเห็นได้ชัด ทุกคนจึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากซักถาม
"ค่ายกลไม่มีปฏิกิริยาอะไรเลยจริงๆ เวินผู้นี้ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าผู้มาเยือนแอบเข้าไปได้อย่างไร!"
ในเวลานี้เวินเคอจะกล้ายอมรับได้อย่างไรว่าตนเองจงใจปกปิด มิฉะนั้นย่อมต้องถูกทุกคนโกรธแค้นอย่างแน่นอน
ทว่าเขาก็ไม่กลัวว่าจะความแตก เพราะในตอนนี้ผู้ฝึกตนทั้งฝ่ายวิถีธรรมและวิถีมารต่างก็อยู่ห่างจากต้นไม้เทพใจสวรรค์ระยะหนึ่ง อีกทั้งในมือของอินเฉี่ยวก็มียันต์หมื่นลี้อยู่ กว่าทุกคนจะไปถึง นางก็คงหนีไปอย่างไร้ร่องรอยแล้ว
"ศิษย์พี่หญิงอินก็เหลือเกิน ในเมื่อมีแผนจะแย่งชิงผลใจสวรรค์ แล้วเหตุใดถึงไม่บอกกล่าวข้าสักคำ หรือนางจะไม่รู้ใจข้า คิดว่าข้าจะไปแย่งชิงกับนางงั้นหรือ?
ยังดีที่ข้าไหวพริบดี มิฉะนั้นคงทำให้เสียการใหญ่เป็นแน่"
แม้ในใจของเวินเคอจะมีความขุ่นเคืองอยู่บ้าง แต่ส่วนใหญ่กลับเป็นความยินดีมากกว่า
เรื่องที่เขามีใจให้อินเฉี่ยวนั้น ในสำนักไท่อีก็มีเพียงสองสามคนเท่านั้นที่รู้เรื่องนี้
"อย่าหวังว่าจะสำเร็จ!"
จิตวิญญาณดั้งเดิมของโฉวอู๋จี๋นั้นแข็งแกร่งมาก คลื่นวิญญาณที่แผ่ออกมาจากผลใจสวรรค์ ส่งผลกระทบต่อเขาได้เพียงชั่วอึดใจเดียวเท่านั้น
และจากข้อมูลของพวกหลินอิ๋นผิง เขาก็รู้ว่าลั่วหงมีอิทธิฤทธิ์ประเภทเคลื่อนย้ายพริบตาผ่านมิติ ดังนั้นจึงมีการเตรียมการรับมือไว้ล่วงหน้าแล้ว
ในตอนนี้เขารู้ตัวแล้วว่า อีกฝ่ายน่าจะได้ผลใจสวรรค์ไปแล้วแปดส่วน จึงรีบกระตุ้นธงเล็กที่เอวทันที
วินาทีต่อมา ธงเทียนหมัวที่เดิมทีซ่อนอยู่กลางอากาศก็ส่องแสงสีเทาสว่างวาบ ปราณมารพวยพุ่ง
มารฟ้าต่างแดนจำนวนมากที่ถูกกักขังอยู่ภายใน ส่งเสียงร้องโหยหวนที่สัมผัสเทวะเท่านั้นถึงจะรับรู้ได้ คลื่นคำสาปไร้รูปลักษณ์พุ่งทะลักออกมา ทันใดนั้นก็ทำให้มิติรอบๆ เกิดแรงกระเพื่อมเป็นระลอกคลื่น
ในเวลานี้ ผู้ฝึกตนที่อยู่ท่ามกลางระลอกคลื่น อย่าว่าแต่จะเคลื่อนย้ายพริบตาผ่านมิติเลย หากไม่รีบใช้อิทธิฤทธิ์ป้องกันตัว ร่างกายก็จะถูกระลอกคลื่นมิติฉีกกระชากเป็นชิ้นๆ ทันที!
เมื่อเห็นสถานการณ์เช่นนี้ สีหน้าของเวินเคอก็ย่ำแย่ลงทันที เขาครุ่นคิดอย่างหนักเพื่อหาวิธีรับมือ
ทว่าไม่นานเขาก็ไม่ต้องกังวลอีกต่อไป
เห็นเพียงเงาร่างหนึ่งพุ่งออกมาจากค่ายกลธุลีไท่อี กายเนื้อถูกห่อหุ้มด้วยแสงวิญญาณห้าสี พุ่งตรงไปยังต้นกำเนิดของระลอกคลื่นมิติ แล้วเอื้อมมือไปคว้าธงเทียนหมัวเอาไว้
"ตรึง!"
สิ้นเสียงคำสาปที่พ่นออกมาจากปากของเงาร่างนั้น ธงเทียนหมัวก็สงบลงทันที แสงวิญญาณห้าสีบนกายเนื้อของอีกฝ่ายก็สลายไปเช่นกัน
เมื่อเวินเคอมองดูให้ดี ก็พบว่าเป็นผู้ฝึกตนชายสวมหน้ากากเหล็กสีดำ สวมชุดของชาวมู่หลาน
เมื่อกวาดสายตามอง เขาก็สังเกตเห็นป้ายหยกที่คุ้นเคยห้อยอยู่ที่เอวของอีกฝ่าย หลังจากชะงักไปครู่หนึ่ง เขาก็ตวาดด้วยความโกรธเกรี้ยวว่า
"เจ้าเป็นใคร?!"
ความจริงแล้ว สิ่งที่เขาอยากถามลั่วหงมากที่สุดก็คือ ป้ายหยกของอินเฉี่ยวได้มาอย่างไร แต่ถ้าพูดประโยคนี้ออกไป คนอื่นก็จะรู้เรื่องตุกติกที่เขาทำก่อนหน้านี้ ดังนั้นในเวลานี้เขาจึงทำได้เพียงฝืนทนเอาไว้
ทว่าในเวลานี้ ลั่วหงจะมีเวลาว่างมาสนทนากับเวินเคอได้อย่างไร หลังจากใช้คำสาปตรึงร่างทำลายอิทธิฤทธิ์ของธงเทียนหมัวได้ชั่วคราว เขาก็ร่วมมือกับตาข่ายแผดเผาวิญญาณที่หยวนเหยาเรียกออกมา ผนึกธงเทียนหมัวเอาไว้ทันที
จากนั้น เขาก็หยิบยันต์เคลื่อนย้ายสี่ลักษณ์ออกมา หมายจะเคลื่อนย้ายหนีไป
ทว่าอย่างไรเสีย ผู้ที่เขาเผชิญหน้าอยู่ก็คือเหล่าผู้มีพรสวรรค์จากยอดสำนักแห่งต้าจิ้น เมื่อสัมผัสได้ถึงความผันผวนของมิติที่แผ่ออกมาจากยันต์เคลื่อนย้ายสี่ลักษณ์ พวกเขาก็งัดเอาวิธีการตอบโต้มาใช้ในทันที
เห็นเพียงตูซานโหวตบถุงสัตว์วิญญาณที่เอว สัตว์วิญญาณช้างหินตัวหนึ่งก็กลิ้งออกมา
ทันทีที่มันปรากฏตัว ก็เกิดเสียงดัง "ครืนๆ" รบกวนมิติของฟ้าดินแห่งนี้
ในเวลาเดียวกัน ทางฝั่งวิถีมารก็มีคนลงมือเช่นกัน
ซุนเจิ้นหยางแห่งสำนักจิ่วโยวผู้นั้น สะบัดแขนเสื้อ เรียกกระดิ่งเงินโบราณใบหนึ่งออกมา
เมื่อใช้พลังเวทกระตุ้น กระดิ่งใบนี้ก็ส่งเสียงดังก้องกังวานไปทั่วฟ้าดิน ทำให้มิติสั่นสะเทือนไม่หยุด
ที่น่ากลัวยิ่งกว่าก็คือ สองคนนี้เป็นเพียงคนที่ตอบสนองได้เร็วที่สุดเท่านั้น ในบรรดาผู้ฝึกตนฝ่ายวิถีธรรมและวิถีมารที่เหลือ ก็มีคนที่มีสมบัติวิเศษหรืออิทธิฤทธิ์ในการปิดผนึกมิติอยู่ไม่น้อย
"เทพธิดาอิ๋น พวกมันกล้ามาเอามะพร้าวห้าวมาขายสวนต่อหน้าท่าน เล่นสนุกกับพลังแห่งมิติ เหตุใดท่านถึงไม่สั่งสอนพวกมันสักหน่อยเล่า?"
ลั่วหงที่คีบยันต์เคลื่อนย้ายสี่ลักษณ์ไว้ด้วยสองนิ้ว ไม่ได้แปลกใจกับสถานการณ์ที่ยากลำบากนี้เลย ในเมื่อเขาหนีไม่พ้นตั้งแต่แรก หากคิดจะใช้การเคลื่อนย้ายหนีอีก ก็เท่ากับไม่เห็นเหล่าผู้มีพรสวรรค์แห่งต้าจิ้นอยู่ในสายตาเกินไปหน่อยแล้ว
แต่ถ้าเทพธิดาอิ๋นยอมลงมือ ย่อมต้องสามารถสยบมิติแห่งนี้ให้เขาหนีไปได้อย่างแน่นอน
"หากเทพธิดาผู้นี้ยังสามารถใช้อิทธิฤทธิ์ได้ มีหรือจะตกมาอยู่ในมือของสหายเต๋าได้?
สหายเต๋าก็ขอให้ตัวเองโชคดีเถอะ หากผ่านด่านนี้ไปได้ พวกเราอาจจะมีโอกาสได้ร่วมมือกัน"
เทพธิดาอิ๋นแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่าจะยืนดูอยู่เฉยๆ ลั่วหงจะตายหรือไม่ก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับนางมากนัก
แม้ว่าลั่วหงจะไม่ได้คาดหวังอะไรอยู่แล้ว แต่เมื่อถูกปฏิเสธอย่างตรงไปตรงมาเช่นนี้ ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย
"หึๆ ดูเหมือนพวกมันจะรู้ตัวถึงความเข้าใจผิดก่อนหน้านี้แล้ว พวกมันพุ่งเป้ามาที่ข้ากันหมดเลย"
ลั่วหงมองดูฝ่ายวิถีธรรมและวิถีมารที่ยุติการต่อสู้ บินเข้ามาหาเขาด้วยท่าทีโอบล้อม ในใจก็แอบคิด
"ท่านพี่ ตอนนี้ควรทำอย่างไรดี?"
ภายในตันเถียน หยวนเหยาส่งเสียงทางจิตด้วยความตื่นตระหนกเล็กน้อย
ฝ่ายวิถีธรรมและวิถีมารรวมกันมีผู้ฝึกตนขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดระยะกลางถึงเจ็ดแปดสิบคน หากคนเหล่านี้ร่วมมือกัน เกรงว่าต่อให้เป็นผู้ฝึกตนขอบเขตแปลงเทพก็คงรับมือได้ยาก
แม้ลั่วหงจะมีอิทธิฤทธิ์มากมาย แต่เขาก็ยังเป็นเพียงผู้ฝึกตนขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดระยะกลาง พลังเวทไม่ได้มีมากมายไร้ขีดจำกัด หากคนเหล่านี้ใช้กลยุทธ์ผลัดกันโจมตี ก็สามารถทำให้เขาเหนื่อยตายได้แล้ว
"เหยาเอ๋อร์ เจ้าซ่อนตัวให้ดี สามีมีวิธีแก้หมากของตัวเอง"
ในเมื่อลั่วหงกล้าเร่งการเจริญเติบโตของผลใจสวรรค์ภายใต้สายตาของฝ่ายวิถีธรรมและวิถีมาร ย่อมไม่ได้พึ่งพาความโชคดี แต่มีไพ่ตายซ่อนอยู่
เดิมทีคิดว่าจะไม่มีโอกาสได้ใช้แล้ว พอดีเลย ถือโอกาสนี้ดูว่าอิทธิฤทธิ์วิชานี้จะร้ายกาจสักแค่ไหน
เมื่อคิดเช่นนี้ ลั่วหงก็เรียกสมบัติวิเศษหลายชิ้นออกมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงโล่เต่าวิญญาณและไข่มุกห้าสี ทำทีเหมือนจะต่อสู้หัวชนฝา
เมื่อผู้ฝึกตนคนอื่นๆ เหาะมาถึงห่างจากลั่วหงไปร้อยจั้ง หมิงตงเก๋อที่มีสีหน้าตื่นเต้นก็ชิงเอ่ยปากขึ้นก่อนว่า
"เบื้องลึกเบื้องหลังของชาวมู่หลาน สำนักอินหลัวของข้ารู้ดีที่สุด ไม่มีทางที่จะมีคนระดับเจ้าโผล่มาได้เด็ดขาด สรุปแล้วเจ้าเป็นใครกันแน่?!"
หลังจากฉากที่ฝ่ายวิถีธรรมและวิถีมารร่วมมือกันขัดขวางการเคลื่อนย้ายของลั่วหงเมื่อครู่นี้ ผู้ฝึกตนทั้งสองฝ่ายก็ตระหนักได้ว่า อีกฝ่ายไม่ได้เป็นคนของฝ่ายวิถีมาร และไม่ได้เป็นคนของฝ่ายวิถีธรรม พวกเขาแค่ระแวงกันไปเองก่อนหน้านี้เท่านั้น!
แม้เรื่องนี้จะน่าอับอายและน่าโมโหมาก แต่เมื่อมีผลใจสวรรค์อยู่ตรงหน้า ทุกคนก็พร้อมใจกันเลือกที่จะวางหน้าตาทิ้งไปชั่วคราว
"หึๆ ข้าน้อยจัวปู้ฝาน เป็นเพียงผู้ฝึกตนอิสระจากเทียนหนาน ไม่ควรค่าแก่การเอ่ยถึงหรอก"
ลั่วหงกำลังต้องการเวลาในการใช้วิธีการที่เขาเตรียมไว้ จึงตอบกลับไปส่งๆ
"ผู้ฝึกตนจากเทียนหนาน? แล้วเจ้ามีความแค้นอันใดกับสำนักอินหลัวของข้า เหตุใดถึงได้ลงมือโหดเหี้ยมเช่นนี้?!"
หมิงตงเก๋อชะงักไปเล็กน้อย ในใจก็พลันหดหู่จนอยากจะกระอักเลือด
"ประมุขสำนักของพวกเจ้านำทัพมาช่วยชาวมู่หลานรุกรานโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรในเทียนหนานของข้าด้วยตัวเอง และถูกข้าน้อยสังหารไปแล้ว เจ้าว่าระหว่างข้าน้อยกับสำนักของพวกเจ้า มีความแค้นความเคืองอะไรกันล่ะ?"
ลั่วหงหัวเราะเยาะ เอ่ยถามกลับ
"ฮึ สหายเต๋าจัวช่างมีวิธีการที่ร้ายกาจนัก ถึงกับปั่นหัวทั้งฝ่ายวิถีธรรมและวิถีมารแห่งต้าจิ้นจนหัวปั่น!
แม้เปิ่นโหวจะโกรธแค้น แต่ก็ต้องขอบอกคำว่านับถือ!"
ตูซานโหวหน้าเขียวปัด ดวงตาคมกริบดุจกระบี่จ้องเขม็งไปที่ลั่วหงขณะพูด
"หึๆ พูดตามตรง ความเข้าใจผิดระหว่างพวกท่านทั้งสองฝ่าย จัวผู้นี้ไม่รู้เรื่องเลยแม้แต่น้อย แต่คิดว่าคงเป็นเพราะความเย่อหยิ่งของพวกท่าน ที่ดูถูกผู้ฝึกตนที่อยู่นอกต้าจิ้น ถึงได้ก่อให้เกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นมา"
ลั่วหงกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย แม้ว่าจะเผชิญกับการปิดล้อมของผู้ฝึกตนแห่งต้าจิ้นจำนวนมาก
----------