- หน้าแรก
- อสูรวิญญาณสะท้านภพ
- อสูรวิญญาณสะท้านภพ เล่มที่ 2 บทที่ 296 เผชิญศึก กึ่งจักรพรรดิระดับสิบ
อสูรวิญญาณสะท้านภพ เล่มที่ 2 บทที่ 296 เผชิญศึก กึ่งจักรพรรดิระดับสิบ
อสูรวิญญาณสะท้านภพ เล่มที่ 2 บทที่ 296 เผชิญศึก กึ่งจักรพรรดิระดับสิบ
เล่มที่ 2 บทที่ 296 เผชิญศึก กึ่งจักรพรรดิระดับสิบ
ผู้ที่อยู่ ณ ที่นี้ล้วนเป็นตัวตนชั้นสูงกันทั้งนั้น วารีมรกตหมายถึงสิ่งใด ไม่มีใครไม่เข้าใจ!
“เหล่าหลี…คำพูดของท่านเป็นความจริงหรือ?” ผู้อาวุโสเซวียเป็นคนแรกที่ตั้งสติได้ สายตาจ้องเขม็งไปที่ผู้เฒ่าหลี ก่อนเอ่ยถามด้วยความตื่นเต้นเล็กน้อย
ทุกคนที่นี่ต่างรู้ดีว่า เมื่อพวกเขาเสริมแกร่งคุณสมบัติของอสูรวิญญาณจนถึงระดับราชันแล้ว หากจะหาสมบัติทางจิตญญาณมายกระดับอสูรวิญญาณให้เป็นราชันชั้นกลาง ราชันชั้นสูง หรือราชันขั้นสูงสุดนั้น ยากยิ่งนัก หรือจะพูดให้ชัดก็คือ ในบรรดาอสูรวิญญาณทั้งหมดที่อยู่ ณ ที่นี้ นอกจากจักรพรรดิปีศาจฉืออวี่และราชาวานรเมฆาของผู้เฒ่าหลีที่มีลำดับชั้นเข้าใกล้สายพันธุ์จักรพรรดิแล้ว อสูรวิญญาณของคนอื่นๆ ส่วนใหญ่ต่างก็วนเวียนอยู่แค่ระดับราชัน
เมื่อพลังของอสูรวิญญาณยิ่งสูงขึ้น ทรัพยากรก็ยิ่งหาได้ยากขึ้น สำหรับอสูรวิญญาณระดับราชัน การยกระดับขั้นต้องอาศัยการต่อสู้เป็นหลัก คุณสมบัติแทบไม่อาจเสริมแกร่งด้วยสมบัติทางจิตญญาณใดๆ ได้อีก ดังนั้น ต่อให้เป็นสมบัติทางจิตญญาณที่ทำให้พลังต่อสู้ยกระดับจากราชันชั้นต่ำเป็นราชันชั้นกลางได้ ก็ยังทำให้หลายขุมอำนาจแย่งชิงกันจนหัวแตกเลือดไหล
แล้วสมบัติทางจิตญญาณที่สามารถยกระดับได้หนึ่งลำดับชั้นเต็มๆ มูลค่าของมันหมายถึงสิ่งใด ใครๆ ก็ย่อมเข้าใจ เพียงชำระล้างให้อสูรวิญญาณที่มีพลังต่อสู้ระดับราชันหนึ่งตัว ก็จะได้อสูรวิญญาณสายพันธุ์จักรพรรดิหนึ่งตัว! สายพันธุ์จักรพรรดิ!!
ผู้ฝึกสอนอสูรวิญญาณชั้นยอดนับไม่ถ้วนล้วนคลั่งไคล้จนเสียสติ อสูรวิญญาณสายพันธุ์จักรพรรดิปรากฏขึ้นเมื่อใด ไม่เคยมีครั้งไหนที่ไม่ก่อให้เกิดพายุเลือดฝนสังหาร ลุกลามไปทั่วทุกทิศ!
ผู้ฝึกสอนอสูรวิญญาณขั้นต้น นักรบจิตวิญญาณอสูร ผู้บัญชาการจิตวิญญาณอสูร ราชันจิตวิญญาณอสูร จักรพรรดิจิตวิญญาณอสูร ห้าขอบเขตใหญ่ ผู้ฝึกสอนอสูรวิญญาณส่วนมากอยู่ในขอบเขตนักรบจิตวิญญาณอสูร แค่ก้าวเข้าสู่ขอบเขตผู้บัญชาการจิตวิญญาณอสูรก็นับว่ามีความเหนือกว่าผู้อื่นอยู่บ้าง และหากบรรลุถึงขอบเขตราชันจิตวิญญาณอสูร นั่นจึงจะเป็นผู้แข็งแกร่งอย่างแท้จริง!
ส่วนขอบเขตจักรพรรดิจิตวิญญาณอสูรนั้น คือจุดสูงสุดของผู้ฝึกสอนอสูรวิญญาณอย่างแท้จริง มีเพียงคนส่วนน้อยยิ่งเท่านั้นที่ก้าวเข้าสู่ดินแดนนี้ได้ แต่ในหมู่จักรพรรดิจิตวิญญาณอสูร จะมีสักกี่คนที่ครอบครองอสูรวิญญาณสายพันธุ์จักรพรรดิจริงๆ?
แม้แต่สองอสูรวิญญาณที่แข็งแกร่งที่สุดของผู้เฒ่าหลี ในฐานะราชัน พลังต่อสู้ก็ถึงระดับ กึ่งจักรพรรดิ เท่านั้น ยังไม่ก้าวเข้าสู่สายพันธุ์จักรพรรดิอย่างแท้จริง ทว่าเขาอาศัยอสูรวิญญาณสองตัวนี้ ก็ยังทำให้ชื่อเสียงสะเทือนไปทั่วสารทิศ กลายเป็นเจ้าแดนหลีผู้ทรงอิทธิพลยิ่ง!
“พวกเจ้าคิดว่าวารีมรกตที่ตลาดเอาออกมาขายทุกเดือนมาจากไหนล่ะ นั่นคือของเลียนแบบวารีมรกต!” ผู้เฒ่าหลีรู้ดีว่าเรื่องนี้ปิดไม่มิดแล้ว จึงกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา
ผู้เฒ่าหลีพูดเช่นนี้ เหล่าผู้แข็งแกร่งจากหลายขุมอำนาจต่างก็ฉุกคิดขึ้นได้ทันที
เมืองหลีเฉิงมีเอกลักษณ์อย่างหนึ่ง นั่นคือแทบทุกเดือนจะมีวารีมรกตปรากฏขึ้นหนึ่งถึงสองขวด วารีมรกตเป็นสมบัติทางจิตญญาณที่ราคาแพงอย่างยิ่ง ใช้เสริมแกร่งอสูรวิญญาณวัยเยาว์สายสัตว์อสูรได้ ต่อให้อสูรวิญญาณระดับราชันใช้ ก็ยังเห็นผลเสริมแกร่งอย่างชัดเจน
หลายคนไม่เข้าใจว่าวารีมรกตนี้มาจากไหน ใครเป็นผู้ได้มา แต่ไม่คาดคิดเลยว่าผู้ได้ประโยชน์เบื้องหลังวารีมรกตจะเป็นผู้เฒ่าหลี และยิ่งไปกว่านั้น ยังเป็นวารีมรกตเทียมที่ผู้เฒ่าหลีให้ปรมาจารย์จิตวิญญาณระดับสูงสุดสร้างขึ้น!
คำพูดของผู้เฒ่าหลีเพียงประโยคเดียว ก็ทำให้ผู้แข็งแกร่งทั้งหมดที่อยู่ ณ ที่นี้สั่นสะเทือน ในเวลานี้ จะมีขุมอำนาจใดบ้างที่ไม่ตาแดงกับวารีมรกต!
“พลังของวารีมรกตมหาศาลยิ่งนัก ตั้งแต่ต้นจนจบ ข้ายังไม่เคยเปิดพลังของวารีมรกตอย่างแท้จริง พวกเราร่วมมือกัน ทิ้งมังกรฟ้าไว้ ชิงวารีมรกตกลับคืนมา ข้า หลีเซิง เจ้าแดนหลี รับปากว่าจะแบ่งวารีมรกตให้ทุกคนครึ่งหนึ่ง และผลประโยชน์ของมังกรฟ้าก็เป็นของทุกคนทั้งหมด!”
หลีเซิง เจ้าแดนหลีถึงกับทุ่มสุดตัวแล้ว นี่คือสิ่งล่อตาล่อใจที่ยิ่งใหญ่เกินประมาณ! เหล่ายอดฝีมือจากกองกำลังต่างๆ ที่เดิมคิดจะสลายตัวไป ในเวลานี้กลับลังเลขึ้นมาอีกครั้ง ผลประโยชน์จากการสร้างอสูรวิญญาณสายพันธุ์จักรพรรดิได้หนึ่งตัว พวกเขายากจะทนมองให้มันหลุดลอยไปต่อหน้าต่อตา!
“ข้ารู้ว่าทุกคนยังซ่อนพลังไว้ แต่สถานการณ์ตรงหน้าก็เห็นกันแล้ว อสูรลึกลับมีพลังเหนือกว่ามังกรฟ้า และภายในนั้นต้องซ่อนความลับมหาศาลเอาไว้แน่ มังกรฟ้ามีวารีมรกตอยู่ในมือ ในท้องมีไข่มังกร เรียกได้ว่าเป็นโอกาสที่หาได้ยากยิ่งในรอบพันปี ทุกคนงัดพลังที่แท้จริงออกมาเถอะ ไม่เช่นนั้นความสูญเสียจะมหาศาล!” ผู้เฒ่าหลีกล่าวต่อ
“ผู้เฒ่าหลีพูดถูก!” ยอดฝีมือชราผู้หนึ่งจากหอการค้ารีบยกมือเห็นด้วยทันที
“เช่นนั้นผู้เฒ่าก็จำต้องอัญเชิญอสูรวิญญาณหลักของตนแล้ว!” เจ้าตำหนักอสูรวิญญาณซึ่งแทบไม่ค่อยเข้าไปพัวพันความขัดแย้ง ก็ตัดสินใจเด็ดขาดเช่นกัน
“งัดฝีมือจริงออกมาสักหน่อย อย่าให้มังกรฟ้ามาอาละวาดบนถิ่นของพวกเรา…”
“วารีมรกตครึ่งหนึ่ง หลังจบเรื่องค่อยแบ่งมากแบ่งน้อยตามผลงาน!”
เมื่อผู้เฒ่าหลีโหมกระพือเช่นนี้ ยอดฝีมือจากทุกฝ่ายก็จุดไฟฮึกเหิมขึ้นมาอีกครั้ง ต่างพากันท่องคาถา เรียกอสูรวิญญาณที่แข็งแกร่งที่สุดของตนขึ้นสู่ท้องฟ้าแห่งนี้ เจตจำนงแห่งการต่อสู้ลุกโชนขึ้นใหม่ กลิ่นอายอสูรวิญญาณอันทรงพลังทั้งหลายยิ่งรวมตัวเป็นพายุบนฟากฟ้า กวาดกระหน่ำอย่างบ้าคลั่งเหนือเมืองหลีเฉิง!
“ผู้อาวุโสเซวีย?” หลีเซิงทอดสายตาไปหยุดที่ผู้อาวุโสเซวียทันที หวังให้ยอดคนสันโดษผู้นี้ทุ่มกำลังเต็มที่ในการต่อสู้ ผู้อาวุโสเซวียเองก็ตระหนักถึงความสำคัญของวารีมรกต จึงพยักหน้า
“เจ้าตำหนักอวี่?” หลีเซิงหันไปมองอวี่ซ่างแห่งวิหารวิญญาณสวรรค์อีกครั้ง
อวี่ซ่างจนถึงตอนนี้ยังไม่ตัดสินใจ เมื่อเผชิญคำถามของผู้เฒ่าหลี เขากลับไม่ตอบ
หากเป็นเมื่อก่อน สมบัติล้ำค่าอย่างวารีมรกตปรากฏขึ้น อวี่ซ่างไม่ว่าอย่างไรก็ต้องยื่นมือเข้าไปเกี่ยวข้อง แต่ไม่รู้เพราะเหตุใด อวี่ซ่างกลับรู้สึกว่า ครึ่งอสูร นั้นมอบความรู้สึกประหลาดอย่างยิ่งให้เขา ความรู้สึกนี้บีบคั้นให้เขาไม่อยากเป็นศัตรูกับมันอย่างแท้จริง
มังกรฟ้าก็สมกับเป็นมังกรฟ้า ไม่นานหลังจากรับการโจมตี บาดแผลบนร่างมันก็เริ่มสมานตัวอย่างชัดเจน พลังต่อสู้กำลังค่อยๆ ฟื้นกลับมา
มังกรฟ้าไม่นานก็สังเกตเห็นว่า วงล้อมที่เดิมเริ่มคลายตัวลงเล็กน้อยกลับกลายเป็นกดดันดุดันขึ้นอีกหลายส่วน ดวงตาสีครามคู่นั้นก็เฉียบคมขึ้นอีก ใช้พลังจิตสื่อสารกับฉูมู่ที่อยู่ในสภาพกึ่งอสูร
ความสามารถในการคิดของฉูมู่ตอนนี้ค่อยๆ ฟื้นกลับมาบางส่วน เขารู้ว่าวารีมรกตที่ผู้เฒ่าหลีพูดถึงนั้นอยู่ในร่างของตนเอง และมังกรฟ้าก็เพิ่งบอกเขาเมื่อครู่ว่า วารีมรกตเป็นสมบัติทางจิตญญาณที่พิเศษอย่างยิ่ง ความพิเศษของมันไม่ได้มีเพียงการยกระดับคุณสมบัติของอสูรวิญญาณเท่านั้น แต่ยังมีสรรพคุณพิเศษอีกอย่างหนึ่ง
สรรพคุณนั้นคือการระเบิดพลังมังกร ทำให้อสูรวิญญาณสายสัตว์อสูรได้รับพลังอันแข็งแกร่งยิ่งอย่างมหาศาลได้ชั่วคราว
มังกรฟ้ามอบวารีมรกตให้ฉูมู่ ฉูมู่จำเป็นต้องใช้เวลาค่อนข้างนานจึงจะสามารถผ่านการชำระล้างของวารีมรกตได้อย่างแท้จริง สภาพที่ฉูมู่อยู่ตอนนี้เป็นเพียงเพราะพลังงานภายในวารีมรกตกำลังปลดปล่อยออกมา หากในกระบวนการนี้ถูกผู้อื่นควบคุมไว้ คนเหล่านั้นก็ยังสามารถดูดวารีมรกตที่เสริมความสามารถของฉูมู่แบบถาวรออกจากหลอดเลือดของฉูมู่ได้
“ร่างกายข้ายังดูดซับวารีมรกตไม่หมด เพียงแค่ครอบครองพลังมังกรชั่วคราว?” ฉูมู่เข้าใจความหมายของมังกรฟ้าแล้ว
“ซ่า ซ่า ซ่า ซ่า~~~”
มังกรฟ้าแสดงท่าทีว่า ยอมปลดปล่อยพลังงานทั้งหมดข้างใน ยอมมอบให้ฉูมู่เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของคุณสมบัติ ก็จะไม่ยอมให้มนุษย์โลภมากพวกนี้ได้ไปเด็ดขาด
“งั้นก็สู้เถอะ” ฉูมู่สัมผัสได้ว่า มีอสูรวิญญาณจำนวนมากและแข็งแกร่งกว่ากำลังเข้ามาล้อมเขากับมังกรฟ้าไว้อย่างแน่นหนาบนท้องฟ้าแห่งนี้แล้ว อาศัยพลังที่วารีมรกตปลดปล่อยออกมายังไม่สิ้นสุด ฉูมู่กับมังกรฟ้าก็จำต้องฝ่าการล้อมของคนโลภพวกนี้ฆ่าฟันเปิดทางเลือดออกไปให้ได้ ไม่เช่นนั้นทั้งเลือดของเขาและของมังกรฟ้าจะถูกสูบออกไปทั้งเป็น
“โอ๊วอ๊าว!!!”
สู้! เผ่ามังกรคือเผ่าพันธุ์ที่แข็งแกร่งที่สุดซึ่งถือกำเนิดมาเพื่อการต่อสู้ ต่อให้บาดแผลเต็มตัว มังกรฟ้าก็ไม่มีวันหวาดกลัวการต่อสู้! ไม่ว่าจะเป็นกึ่งอสูรฉูมู่ หรือฉูมู่ในร่างมนุษย์ ในกระดูกของฉูมู่ก็มีเลือดแห่งการต่อสู้ไหลเวียนอยู่ และครั้งนี้ไม่ใช่การต่อสู้ของอสูรวิญญาณของเขาอีกต่อไป หากเป็นศึกอันดุเดือดที่สุดที่เขาผู้แปลงกายเป็นกึ่งอสูรต้องเผชิญหน้ากับศัตรูแข็งแกร่งนับไม่ถ้วน! ร่างกายดุจปรอทลุกโชนด้วยเพลิงสีขาวยืนนิ่งอยู่ระหว่างเขามังกรของมังกรฟ้า สายตาของฉูมู่กวาดมองรอบด้านอย่างหยิ่งผยองไปยังอสูรวิญญาณที่อยู่เหนือระดับเก้าขึ้นไป
ระดับสิบ คือขีดจำกัดของการเติบโตและวิวัฒนาการของอสูรวิญญาณ ในบรรดาอสูรวิญญาณหลายสิบตัวที่อยู่ ณ ที่นี้ อย่างน้อยหนึ่งในสามได้ไปถึงระดับสิบแล้ว สิ่งเหล่านี้หากเป็นเมื่อก่อน ล้วนไม่ใช่สิ่งที่ฉูมู่จะเอาชนะได้ แต่ตอนนี้ ฉูมู่ในร่างกึ่งอสูรกลับต้องเผชิญหน้ากับอสูรวิญญาณระดับเก้าและระดับสิบมากมายถึงเพียงนี้ นี่คือการต่อสู้ที่ก้าวข้ามระดับขั้นอย่างมหาศาล เป็นศึกระดับสูงสุดที่ฉูมู่เคยจินตนาการไว้ และตอนนี้แม้จะทำได้เพียงชั่วครู่ ได้ลิ้มรสการประลองในฝันเช่นนี้เพียงชั่วครู่ สำหรับฉูมู่ก็เพียงพอให้เลือดเดือดพล่านแล้ว!!!
ผู้บัญชาการระดับเก้าสำหรับฉูมู่กับมังกรฟ้าแล้วก็เป็นเพียงมดปลวก ทักษะของพวกมันสามารถเมินเฉยได้โดยสิ้นเชิง การโจมตีของผู้บัญชาการระดับสิบเริ่มมีภัยคุกคามอยู่บ้าง หากทักษะพิเศษและธาตุข่มกัน ก็ยังสามารถสร้างความเสียหายให้มังกรฟ้าและฉูมู่ได้ ราชันระดับเก้าก็พอๆ กับผู้บัญชาการระดับสิบ เพียงแต่ทักษะของราชันระดับเก้าแข็งแกร่งกว่า ภัยคุกคามต่อฉูมู่กับมังกรฟ้าจึงมากกว่า ราชันระดับสิบ นั่นคืออสูรวิญญาณทรงพลังที่สามารถคุกคามมังกรฟ้าและฉูมู่ได้อย่างแท้จริง เช่นอสูรวิญญาณสองตัวของท่านผู้อาวุโสเซวีย และอสูรวิญญาณระดับสิบสองตัวของเจ้าแดนหลีที่เข้าใกล้สายพันธุ์จักรพรรดิแล้ว จักรพรรดิปีศาจฉืออวี่กับราชาวานรเมฆากลายเป็นอสูรวิญญาณซึ่งสามารถต่อต้านฉูมู่กับมังกรฟ้าได้ทั้งสมรภูมิ!
เนตรวิญญาณถูกใช้ออก ดวงตาของฉูมู่หมุนวนส่องประกายแสงประหลาด สายตาของเขากวาดผ่านท้องฟ้าผืนนี้ ในสายตาเขา อสูรวิญญาณทั้งหมดแทบหยุดนิ่งอยู่ตรงนั้นในชั่วขณะนี้ พลังจิตของฉูมู่ยกระดับขึ้นสู่สภาวะที่แข็งแกร่งอย่างยิ่งด้วยวารีมรกต เขาสามารถใช้พลังจิตตัดสินได้ในเวลาอันสั้นยิ่งว่าอสูรวิญญาณตัวใดกันแน่ที่จะเป็นภัยคุกคามแท้จริงต่อเขา
“ปรากฏแล้ว อสูรวิญญาณคู่สัญญาสูงสุดของท่านผู้อาวุโสเซวีย ในที่สุดท่านผู้อาวุโสเซวียก็จะนำอสูรวิญญาณที่แข็งแกร่งที่สุดออกมาแล้ว!”
เสียงโห่ร้องดังขึ้นทันที เหล่ายอดฝีมือจำนวนมากต่างพากันจับจ้องไปยังวงเวทอสูรวิญญาณคู่สัญญาของท่านผู้อาวุโสเซวียในยามที่เขาเริ่มร่ายคาถาอัญเชิญอสูรวิญญาณ ท่านผู้อาวุโสเซวียเป็นผู้ฝึกตนสันโดษ ทว่าในเวลาเดียวกันเขายังเป็นยอดฝีมือที่ลาออกจากตำหนักอสูรวิญญาณและภาคีวิญญาณ สถานะของผู้เฒ่าผู้นี้ในโลกอสูรวิญญาณด้อยกว่าผู้เฒ่าหลีเพียงเล็กน้อย แล้วเขาจะไม่มีอสูรวิญญาณหลักที่ทรงพลังอย่างแท้จริงของตนเองได้อย่างไร!
เนตรวิญญาณของฉูมู่ล็อกเป้าไปยังวงเวทอัญเชิญของท่านผู้อาวุโสเซวียอย่างรวดเร็ว ไม่นานฉูมู่ก็ขมวดคิ้ว เพราะกลิ่นอายของอสูรวิญญาณที่ท่านผู้อาวุโสเซวียอัญเชิญนั้นไม่ได้ด้อยไปกว่าจักรพรรดิปีศาจฉืออวี่และราชาวานรเมฆาของเจ้าแดนหลีเลย ระดับที่ไปถึงก็คือ กึ่งจักรพรรดิระดับสิบ!