- หน้าแรก
- อสูรวิญญาณสะท้านภพ
- อสูรวิญญาณสะท้านภพ เล่มที่ 2 บทที่ 290 ราชาปีศาจจากขุมนรกชั้นที่เก้า
อสูรวิญญาณสะท้านภพ เล่มที่ 2 บทที่ 290 ราชาปีศาจจากขุมนรกชั้นที่เก้า
อสูรวิญญาณสะท้านภพ เล่มที่ 2 บทที่ 290 ราชาปีศาจจากขุมนรกชั้นที่เก้า
เล่มที่ 2 บทที่ 290 ราชาปีศาจจากขุมนรกชั้นที่เก้า
เพลิงสีขาวยังเผาไหม้ดวงวิญญาณของฉูมู่ ในตอนแรกฉูมู่ยังคงมีสติและความคิดหลงเหลืออยู่บ้าง แต่เมื่อพลังของวารีมรกตไหลเวียนไปถึงทุกส่วนของร่างฉูมู่อย่างแท้จริง เหตุผลเพียงหนึ่งเดียวที่ยังเหลืออยู่ในแววตาว่างเปล่าคู่นั้นก็ถูกเผาจนค่อยๆ เลือนหายไป และสายตาที่ไร้เหตุผลโดยสิ้นเชิงเช่นนี้ มอบให้ผู้คนได้เพียงความหวาดกลัวอันบริสุทธิ์ที่สุด เพราะด้วยพลังอำนาจอันแข็งแกร่งของมัน สามารถบดขยี้ชีวิตใดๆ ให้แหลกเป็นผงได้อย่างง่ายดาย!
เวลานี้ต้วนซินเหอกำลังเผชิญหน้ากับสายตาเช่นนั้นของฉูมู่ ความหนาวเย็นที่ไม่เคยมีมาก่อนแทรกซึมไปทั่วทั้งร่าง แม้เขาจะยังไม่ทันได้สัมผัสกับเพลิงวิญญาณของฉูมู่ ก็รู้สึกได้แล้วว่าดวงวิญญาณสั่นระริกเพราะความเย็นเยียบอันน่าขนลุกนั้น!
ต้วนซินเหอเป็นราชันจิตวิญญาณอสูรขั้นเก้า ห่างจากระดับจักรพรรดิจิตวิญญาณอสูรเพียงก้าวเดียว จิตวิญญาณของเขาแข็งแกร่งกว่าคนทั่วไปมากเพราะราชินีร้อยอสูร แต่เมื่อต้วนซินเหอพบว่า ครึ่งอสูรตรงหน้ากำลังเดินเข้ามาหาตน เขากลับรู้สึกเหมือนทาสวิญญาณที่เห็นนายผู้ครอบครองวิญญาณ สั่นเทิ้มหวาดผวา ไม่มีแม้แต่ความคิดจะต่อต้านสักนิด
เปลวเพลิงสีขาวลุกไหม้อย่างเงียบงัน ไม่ได้เผาทำลายสิ่งใดรอบข้าง ใบหน้าของฉูมู่ก็ถูกเปลวเพลิงเติมเต็มเช่นกัน ใบหน้าคมเข้มสง่างามนั้นดูราวกับสวมหน้ากากสีเงินที่หล่อขึ้นจากวัสดุร้อนหลอมสดๆ ไม่จำเป็นต้องเผยสีหน้าใดๆ ใบหน้าเช่นนี้ก็ชั่วร้ายที่สุดในโลกแล้ว!
“เจ้า…เจ้าเป็นตัวอันใดกันแน่!! เจ้า…เจ้าไม่มีทางเป็นมนุษย์!!!” รูม่านตาแดงก่ำของต้วนซินเหอเต็มไปด้วยความหวาดกลัวลึกที่สุด
จากเด็กหนุ่มวัยรุ่นที่ตนฆ่าได้ตามใจชอบ กลายเป็นครึ่งอสูรที่พอจะต้านทานแมลงกลืนกินระดับเก้าของตนได้ แล้วตอนนี้กลับกลายเป็นราชาปีศาจสะเทือนโลกผู้กุมดวงวิญญาณไว้ในมือ ต้วนซินเหอแทบจะคลุ้มคลั่ง ไข่มังกรฟ้าอยู่ใกล้แค่เอื้อม แต่ไม่คิดเลยว่าจะเข้าใกล้สิ่งมีชีวิตทรงพลังที่ไม่อาจอธิบายด้วยสามัญสำนึกได้ถึงเพียงนี้
ต้วนซินเหอเริ่มหนี
เขาถึงขั้นไม่มีความสามารถจะเรียกอสูรวิญญาณได้แล้ว ร่างกายของเขาเป็นเพียงการวิ่งตามสัญชาตญาณเอาชีวิตรอด ยิ่งอยู่ห่างจากครึ่งอสูรตนนี้เท่าไร เขาก็ยิ่งห่างจากความตายเท่านั้น
ครึ่งอสูรฉูมู่ไม่ได้ไล่ตาม ความเป็นมนุษย์ของเขาราวกับถูกเผาจนเกลี้ยงไปตั้งแต่วินาทีก่อน แปรเปลี่ยนเป็นราชาปีศาจที่คลานขึ้นสู่โลกนี้จากใต้ขุมนรกชั้นที่เก้า ดวงตาว่างเปล่าของเขาจ้องมองต้วนซินเหอที่กำลังหนี สัญชาตญาณแห่งการสังหารทำให้เขายกมือขวาขึ้น
หลังกลายเป็นครึ่งอสูร มือของฉูมู่ยาวเรียวขึ้น ความเรียวยาวนั้นมีความงามแบบสตรีอยู่หลายส่วน ขณะเดียวกันนิ้วขาวคมก็แฝงความเย็นเยียบที่ไร้สิ่งใดต้านทานได้ มือขวาของฉูมู่ยกขึ้นแล้ว ฝ่ามือแย้มครึ่งหนึ่ง นิ้วยาวชี้ไปยังต้วนซินเหอที่กำลังหนีสุดชีวิต
เปลวเพลิงเคลื่อนไหวตามความคิดของครึ่งอสูร ฉูมู่เพียงขยับเจตจำนงและล็อกเป้าหมาย เพลิงสีขาวอันทรงพลังก็จะพุ่งออกไปตามคำสั่งของเขาอย่างสมบูรณ์ บางทีในหัวของฉูมู่อาจจำไม่ได้แล้วว่าตนเป็นใคร แต่เขากลับมีสำนึกแห่งการต่อสู้ที่ใกล้เคียงสัญชาตญาณติดตัวอยู่ตลอด สำนึกแห่งการต่อสู้นี้ไม่ใช่ความสามารถการต่อสู้เดิมที่ฉูมู่เคยมี หากแต่เป็นพลังโดยกำเนิดหลังแปรเป็นครึ่งอสูร!
แสงสีขาวซีดสองสายอ่อนริบหรี่ราวแสงหิ่งห้อย ค่อยๆ ลอยไปอยู่ข้างกายต้วนซินเหอที่กำลังหนี ต้วนซินเหอวิ่งออกไปไกลมากแล้ว ถึงขั้นเริ่มรู้สึกโล่งใจว่าเจ้าสิ่งไร้ความคิดนั้นดูเหมือนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าการไล่ล่าคือสิ่งใด
ทว่าในทันใด แสงหิ่งห้อยที่ไม่สะดุดตาสองสายนั้นกลับเกิดความเปลี่ยนแปลง แทรกซึมเข้าไปในร่างของเขาอย่างประหลาด! ในตอนแรก ต้วนซินเหอไม่ได้รู้สึกไม่สบายอันใดเลย มีเพียงความรู้สึกประหลาดบางอย่างโผล่ขึ้นมาในท้องเป็นพักๆ เท่านั้น แต่เมื่อเขาค่อยๆ รู้สึกว่ามันรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ต้วนซินเหอก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า เพลิงวิญญาณได้พุ่งเข้าไปในร่างกายของเขาแล้ว และกำลังเผาผลาญดวงวิญญาณกับอวัยวะภายในของเขาอย่างบ้าคลั่ง! ในชั่วขณะนั้นต้วนซินเหอพลันรู้สึกเจ็บปวดขึ้นมาทันที เขาใช้พลังวิญญาณที่เหลืออยู่น้อยนิดปกป้องตัวเอง ทว่าพลังวิญญาณกลับถูกระเหยหายไปในเวลาอันสั้น พอพลังวิญญาณถูกใช้จนหมด เพลิงสีขาวก็เริ่มกลืนกินดวงวิญญาณและอวัยวะภายในของเขาอีกครั้ง
ไม่ไกลออกไป บนนิ้วชี้ของฉูมู่ มีกลุ่มเพลิงสีขาวพิเศษก้อนหนึ่งกำลังลุกไหม้อย่างรุนแรง เพลิงเล็กๆ ก้อนนี้เองคือสิ่งที่แทนเพลิงวิญญาณซึ่งกำลังลุกโชนอยู่ภายในร่างของต้วนซินเหอ คุณสมบัติสายพิเศษของอสูรฝันร้ายสีขาวทำให้ฉูมู่ผู้เป็นครึ่งอสูรสามารถข้ามผ่านระยะทางได้ด้วยซ้ำ! ไม่นาน เปลวไฟบนปลายนิ้วชี้ของฉูมู่ก็ค่อยๆ หม่นลงไป ฉูมู่ใช้สายตาเลื่อนลอยจ้องมองท้องฟ้ายาวไกลที่ลมเมฆแปรเปลี่ยนไม่หยุด จ้องมองมังกรฟ้าผู้แข็งแกร่งที่บอบช้ำไปทั้งตัวแต่ยังอาบเลือดสู้สุดชีวิต จ้องมองอสูรวิญญาณที่แข็งแกร่งที่สุดเหล่านั้นซึ่งกำลังรุมโจมตีมังกรฟ้า
ชั่วขณะนี้ ในแววตาของฉูมู่เกิดระลอกคลื่นขึ้น นั่นคือระลอกที่ถูกปลุกให้ไหวเพราะการต่อสู้ เมื่อเห็นพลังปะทะพลัง เห็นพลังงานระเบิดใส่พลังงาน ฉูมู่ในสภาพครึ่งอสูรราวกับได้เห็นจุดหมายสุดท้ายของตน!!
“ฉูมู่…” เสียงอ่อนโยนดังมาอย่างช้าๆ ปะปนด้วยความกังวลและความไม่สบายใจของเย่ชิงจือ เย่ชิงจือยืนอยู่ใกล้ฉูมู่มาก นางสามารถมองเห็นการแสดงออกและใบหน้าสีเงินของฉูมู่ได้อย่างชัดเจน ทว่านั่นยังเป็นฉูมู่หรือไม่ แม้แต่เย่ชิงจือก็ไม่กล้ายืนยัน
โลกใบนี้ พลังทั้งหมดของผู้ฝึกสอนอสูรวิญญาณล้วนมาจากอสูรวิญญาณ แต่เย่ชิงจือกลับได้เห็นครึ่งอสูรที่แปรเปลี่ยนมาจากมนุษย์อย่างน่าตะลึง ผู้กุมพลังที่ชั่วร้ายและแข็งแกร่งที่สุดในโลกใบนี้! ก่อนตาย ต้วนซินเหอปฏิเสธว่าฉูมู่เป็นมนุษย์ และในตอนนี้ เย่ชิงจือเองก็ยากจะเชื่อว่าฉูมู่เป็นมนุษย์คนหนึ่งแล้ว!
เย่ชิงจือรู้สึกแปลกหน้า แต่ก็เป็นเพียงเวลานี้ที่นางตระหนักว่าเมื่อครั้งอยู่ที่ตระกูลฉูสาขาหลัก ฉูมู่รอดชีวิตจากราชันระดับเก้ามาได้อย่างไร และเหตุใดหลังจากนั้นดวงวิญญาณของเขาจึงอยู่ในสภาพถูกแผดเผาอย่างรุนแรงเช่นนั้น ร่างตรงหน้าที่ทั่วทั้งกายอัดแน่นด้วยเพลิงสีขาว ได้มอบคำตอบที่ตรงที่สุดและความสั่นสะเทือนทางจิตใจที่รุนแรงที่สุดให้แก่เย่ชิงจือแล้ว
“สวรรค์ นั่นมันคือสิ่งใด เป็นอสูรฝันร้ายสีขาวหรือ!!” ทันใดนั้น ไม่ไกลออกไปก็มีเสียงร้องอย่างหวาดผวาดังขึ้น
“ไม่ใช่อสูรฝันร้ายสีขาว นี่ไม่ใช่อสูรฝันร้ายสีขาวเด็ดขาด!” สมาชิกวัยกลางคนของวังฝันร้ายคนหนึ่งกล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นใจที่สุด ขณะนี้บนใบหน้าของเขาเองก็เต็มไปด้วยความตะลึงงัน จนแทบไม่กล้าเชื่อสายตาตัวเอง
“เหตุใดจึงไม่รู้สึกถึงกลิ่นอายใดๆ เลย อสูรวิญญาณรูปร่างมนุษย์ตัวนี้ไม่มีกลิ่นอายเลย หรือว่าจะเป็นอสูรวิญญาณวัยเยาว์!” ผู้ฝึกสอนอสูรวิญญาณวัยกลางคนที่มีความสามารถด้านการรับรู้สูงคนหนึ่งกล่าว
กลุ่มคนที่มาถึงในเวลานี้ ก็คือสมาชิกวัยกลางคนจากขุมอำนาจต่างๆ ที่เย่หวานเซิงเรียกมา โดยมีเจตนาจะสังหารต้วนซินเหอ เมื่อเทียบกับการต่อสู้ระหว่างมังกรฟ้ากับเหล่ายอดฝีมือ พวกเขาสนใจผลประโยชน์มหาศาลของไข่มังกรฟ้ามากกว่า
ทว่า เมื่อพวกเขาปรากฏตัวที่นี่ กลับไม่ได้เห็นต้วนซินเหอ แต่กลับเห็นสิ่งมีชีวิตลึกลับที่คล้ายอสูรฝันร้ายสีขาว หากแต่ชั่วร้ายเย็นยะเยือกยิ่งกว่าอสูรฝันร้ายสีขาวเสียอีก สิ่งมีชีวิตชนิดนี้ถึงกับทำให้ทุกคนแยกไม่ออกเลยว่า เขาเป็นมนุษย์ที่กำลังใช้ทักษะวิญญาณ หรือเป็นอสูรวิญญาณหายากยิ่งชนิดหนึ่งที่มีรูปร่างคล้ายมนุษย์! แม้ว่าในที่นั้น ผู้ฝึกสอนอสูรวิญญาณทุกคนจะเผยสีหน้าตกตะลึง ทุกคนเต็มไปด้วยความสงสัยและความพิศวง แต่ก็ไม่มีผู้ฝึกสอนอสูรวิญญาณคนใดกล้าเข้าใกล้ฉูมู่ที่อยู่ในสภาพกึ่งอสูรอย่างแท้จริง เพราะไม่มีใครรู้ว่า หากเข้าไปใกล้ราชาปีศาจจากขุมนรกผู้นี้แล้ว จะถูกฆ่าตายทันทีหรือไม่!
“ชิงจือ…ชิงจือ…หนีเร็ว ยังยืนอึ้งอยู่ไย!!”
ในที่สุด ก็มีคนพุ่งเข้าไป เย่หวานเซิงเพิ่งตระหนักขึ้นอย่างฉับพลันว่า น้องสาวของตนอยู่ใกล้ราชาปีศาจมากจนเกินไป เขาตกใจจนหน้าซีดเผือด ยิ่งไม่สนอันตราย วิ่งตรงไปหาเย่ชิงจือทันที
“พี่ อย่าเข้ามา!” เย่ชิงจือไม่อาจแน่ใจได้ว่า ตอนนี้ฉูมู่ยังคงมีความเป็นมนุษย์อยู่หรือไม่ พอเห็นเย่หวานเซิงพุ่งเข้ามาอย่างหุนหัน นางก็ร้องเรียกด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
“ฟู่ ฟู่ ฟู่~~~~~~”
เพลิงสีขาวเปลี่ยนทิศทางการลุกไหม้อย่างประหลาด เกิดการเอียงไปเล็กน้อย ใบหน้าเล็กของเย่ชิงจือซีดขาวไปทั้งแผ่น เพราะนางพบว่า เวลานี้สายตาของฉูมู่ได้เก็บกลับจากท้องฟ้าแล้ว ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไร เขาหันหน้าไปทางเย่หวานเซิงที่วิ่งเข้ามาโดยไม่คิดชีวิต นิ้วปีศาจเรียวยาวที่แม้แต่ราชันจิตวิญญาณอสูรขั้นเก้าก็ยังถูกเผาตายได้อย่างง่ายดาย ค่อยๆ ยกขึ้น และชี้ไปที่เย่หวานเซิงแล้ว!
“อย่า…อย่าฆ่าเขา!” เย่ชิงจือรู้ดีว่าท่าทางของฉูมู่หมายถึงสิ่งใด นางไม่สนแล้วว่าเพลิงสีขาวบนร่างเขาจะเผาผลาญดวงวิญญาณของนางหรือไม่ พลันโผเข้ากอดฉูมู่ที่อยู่ในสภาพกึ่งอสูรทันที
ร่างของเย่ชิงจือทะลุผ่านชั้นเพลิงสีขาวอย่างง่ายดาย ร่างกายแนบชิดสัมผัสกับร่างแท้ของฉูมู่อย่างแน่นหนา และเพลิงปีศาจสีขาวที่สามารถเผาไหม้ดวงวิญญาณนั้น กลับไม่ซึมเข้าสู่ร่างของเย่ชิงจือ หากแต่ทะลุผ่านร่างนางไป และก็ยังลุกไหม้อย่างเงียบงัน
“ฉูมู่…อย่าฆ่าเขา เขาเป็นพี่ชายของข้า…” เย่ชิงจือตกใจจนมีน้ำตาไหล ดวงตาคู่นั้นชุ่มใสราวแอ่งน้ำ มองใบหน้าเย็นชาของฉูมู่ด้วยแวววิงวอน
ฉูมู่ไม่ได้มองเย่ชิงจือ เขาเหมือนราชาปีศาจผู้ชั่วร้าย ค่อยๆ ยกมือขึ้น ส่งคำสั่งให้พลังแห่งความตายที่ตนควบคุมอยู่ จุดแสงดาวสีขาวสองจุด ลอยละล่องอย่างสั่นไหว บินผ่านไปอย่างพิกลพิการ ดูราวกับแสงหิ่งห้อยมีชีวิตสองดวง ลอยผ่านไปอย่างไม่สะดุดตา
เมื่อเห็นทักษะที่ใช้สังหารต้วนซินเหอถูกปล่อยออกไป น้ำตาของเย่ชิงจือก็ยิ่งหยุดไม่อยู่ ไม่ว่าอย่างไรนางก็ไม่เคยคิดว่า ฉูมู่จะเสียสติจนคิดจะฆ่าเย่หวานเซิงที่กำลังตื่นตระหนก เย่หวานเซิงกลับไม่ตระหนักถึงอันตรายใดๆ เขารู้เพียงว่า เย่ชิงจือที่อยู่ใกล้ราชาปีศาจมากนั้นอันตราย ต่อให้ตนจะสู้ไหวหรือไม่ เขาก็ต้องปกป้องนาง
“ซู่ซู่~~~~~~~~”
ทันใดนั้น แสงหิ่งห้อยสองจุดพลัยลอยผ่านหน้าผากของเย่หวานเซิงไป ก้าวเท้าของเย่หวานเซิงหยุดชะงักลงอย่างฉับพลัน! ทั้งที่เป็นเพียงแสงหิ่งห้อยสองดวงที่ไม่สะดุดตา ลูบผ่านหน้าเขาไปเท่านั้น แต่ทั่วทั้งร่างของเย่หวานเซิงรวมถึงดวงวิญญาณ กลับเหมือนจมลงในน้ำเย็นจัด หนาวเยือกถึงขีดสุดจนแม้แต่ร่างกายก็ขยับไม่ได้! ความตายเฉียดผ่านหน้าเขาไปแล้ว! เย่หวานเซิงไม่รู้ว่านั่นคือสิ่งใด แต่เขามั่นใจอย่างยิ่งว่า ขอเพียงตนแตะต้องแสงหิ่งห้อยนั้นแม้แต่นิดเดียว เขาก็จะก้าวเข้าสู่ประตูแห่งความตายทันที!
“อ๊ากกก!!!”
ทันใดนั้น เสียงกรีดร้องอันน่าสะพรึงจนขนลุกพลันดังขึ้นจากด้านหลังของเย่หวานเซิง! เพลิงสีขาวลุกไหม้จากภายในร่างของผู้ฝึกสอนอสูรวิญญาณวัยกลางคนผู้หนึ่ง แม้แต่ใบหน้าก็ยังมีเพลิงสีขาวพุ่งออกมา! ครั้งนี้ ความเร็วในการเผาไหม้รวดเร็วอย่างยิ่ง หลังจากสมาชิกวัยกลางคนทั้งหมดรู้สึกถึงอันตรายและกระจายตัวหนีไป ผู้ฝึกสอนอสูรวิญญาณคนนั้นก็ถูกเผาจนกลายเป็นเถ้าถ่านไปแล้ว
ตาย! ราชันจิตวิญญาณอสูรขั้นแปดคนหนึ่งตายลงต่อหน้าทุกคนเช่นนี้เอง! บรรยากาศประหลาดสายหนึ่งกวาดผ่านเหล่ายอดฝีมือวัยกลางคนของทุกกองกำลัง ความตะลึงบนใบหน้าของพวกเขาเกินกว่าจะบรรยายได้อีกแล้ว