เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 63 ให้ความร่วมมือมากเกินไป

บทที่ 63 ให้ความร่วมมือมากเกินไป

บทที่ 63 ให้ความร่วมมือมากเกินไป


อย่างไรก็ตาม ความกังวลของชูเหลียงนั้นไม่จำเป็น อารมณ์ของตี้หนิวเฟิ่งนั้นอยู่ได้ไม่นาน

และไม่นานนักก็มีนกน้อยสีฟ้าบินเข้ามาตกลงบนยอดศาลาของตี้หนิวเฟิ่ง

นั่นคือนกสีฟ้าจากยอดเขาตงเทียน การปรากฏทุกครั้งของมันหมายความว่ามีเรื่องสําคัญเกิดขึ้นและต้องการผู้เชี่ยวชาญระดับสูงมารวมตัวกันที่วังไร้พรมแดน

เนื่องจากไม่ใช่วันประชุมใหญ่ประจําของยอดเขา การชุมนุมอย่างกะทันหันนี้น่าจะเป็นเพราะการกลับมาของเทพปีศาจ

เมื่อชูเหลียงเพิ่งกลับมาที่ยอดเขาในวันนั้น เขาได้รายงานการค้นพบเรื่องนี้ต่ออาจารย์และผู้รับผิดชอบคนอื่นแล้ว แต่มันยังไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณะในเวลานั้นและดูเหมือนจะยังไม่เร่งด่วน อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ทุกคนทราบเรื่องนี้แล้ว ดังนั้นทางฉูซานจําเป็นต้องกําหนดกลยุทธ์ที่เหมาะสมในการรับมือ

ตั้งแต่หอคอยปีศาจหายไป สถานะของนิกายฉูซานก็ลดลงเรื่อยๆ ผู้คนไม่ถือว่านิกายฉูซานเป็นผู้กอบกู้โลกอีกต่อไป ถึงกระนั้น สมาชิกทุกคนของนิกายฉูซานยังคงถือว่าการปกป้องโลกมนุษย์เป็นหน้าที่หลักของพวกเขา หน้าที่นี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเป็นเวลาหลายพันปีแล้ว

มันเป็นความรับผิดชอบของนิกายเซียนอมตะที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน

แม้ฟ้าจะถล่มลงมา แต่ก็มีคนสูงใหญ่คอยประคับประคอง พายุยังคงก่อตัวขึ้นในระดับสูง ชูเหลียงไม่ยอมเสียพลังงานใดๆ ที่จะคิดเกี่ยวกับสิ่งที่เขาควบคุมไม่ได้

เขาเห็นว่านี่เป็นเวลาเกือบเที่ยงแล้ว เขาจึงมุ่งหน้าไปยังยอดเขาฝ้ายแดง

เขาหาเงินไปพลางบ่มเพาะไปพลาง เขาทําภารกิจสองอย่างในเวลาเดียวกันให้สําเร็จได้ ดังที่สุภาษิตโบราณกล่าวไว้ว่า ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว

บนยอดเขาฝ้ายแดงคึกคัก ทันทีที่ชูเหลียงมาถึง ชายคนหนึ่งที่รออยู่แล้วก็จําได้ทันทีว่าเขาเป็นคนขายชาผลไม้เมื่อวานนี้

มีคนตะโกนขึ้นมาทันทีว่า “ท่านขอรับ วันนี้ท่านชงชาผลไม้มาเท่าใดหรือ เมื่อวานข้าต่อแถวกว่าครึ่งวันแล้วก็ยังไม่ได้ลิ้มรสมันเลย”

“ไม่ต้องห่วง” ชูเหลียงตอบด้วยรอยยิ้ม “แต่ข้ามีไม่มากนักหรอก”

รอยยิ้มบนใบหน้าของชูเหลียงและคําพูดในปากดูเหมือนจะขัดแย้งกันเล็กน้อย ชายคนนี้ตกตะลึงและเดินตามหลังชูเหลียงไปอย่างรวดเร็ว

ชูเหลียงเดินไปที่เดิมและกางผ้าผืนเล็กพร้อมจัดป้าย

"ชาผลไม้ถ้วยแรกของฤดูใบไม้ผลิ"

ในไม่ช้า คนที่พลาดชาของเขาเมื่อวานนี้ก็เข้าร่วมอย่างรวดเร็วด้วยความอยากรู้อยากเห็น

จริงๆ แล้วคนที่มาเข้าแถวเมื่อวานมีเพียงไม่กี่คนที่มาวันนี้ อย่างไรก็ตาม ธรรมชาติของมนุษย์ก็เริ่มทำงาน เมื่อเห็นการต่อแถวรุมล้อมขึ้นมาอย่างผิดปกติ คนอื่นๆ ก็ถามอย่างสงสัยว่าชูเหลียงขายอะไร นั่นเพราะสถานการณ์นี้ไม่ค่อยเกิดขึ้นในตลาดฝ้ายแดงนัก

จากนั้นมีการชี้แจงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและพูดถึงรอยยิ้มของนางฟ้าเจียง

ไม่นานนัก ผู้คนก็สนใจในชาผลไม้มากขึ้น

ชาผลไม้กว่า 30 กระบอกที่เขานำมาวันนี้ขายหมดอย่างรวดเร็ว บางคนถูกทิ้งไว้ข้างหลัง บรรยากาศเต็มไปด้วยการร้องเรียนไม่พอใจ

ชูเหลียงจึงต้องลุกขึ้นกราบกรานอีกครั้ง "ข้าขอโทษด้วย แต่กรุณามาเร็วกว่านี้ในวันพรุ่งนี้นะขอรับ"

ชายคนหนึ่งเข้ามาใกล้และถามว่า "นายท่าน ข้าจะให้เงินท่านเป็นสองเท่า ท่านจะขายให้ข้าโดยไม่ต้องรอต่อแถวได้หรือไม่"

"ขออภัยขอรับ" ชูเหลียงยิ้มและส่ายหัว

การละเมิดกฎที่จัดตั้งขึ้นสำหรับเหรียญกระบี่ของเขาจะทำลายความสมบูรณ์ของธุรกิจของเขาไป

มันไม่คุ้มค่าที่จะเสี่ยงกับการสูญเสียครั้งใหญ่เพื่อผลประโยชน์เพียงเล็กน้อย

อย่างไรก็ตาม ขณะที่ชูเหลียงกำลังเก็บแผงขายของเพื่อเตรียมเดินทางกลับในวันนี้ มันได้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น

...

คนสามคนเดินเข้ามาใกล้และล้อมชูเหลียง

"หืม" ชูเหลียงพึมพํากับตัวเอง

เขาเงยหน้าขึ้นและเห็นแต่เป็นศิษย์หนุ่มร่างสูงคนหนึ่ง เขามีสีหน้าไม่เป็นมิตรและดูเหมือนจะมีรอยยิ้มปลอมๆ บนใบหน้าของเขา

คนเหล่านี้แต่งกายด้วยเสื้อปักตราดาบไขว้ แสดงถึงสัญลักษณ์ของหอวินัย

พวกเขาเป็นศิษย์แห่งหอวินัยงั้นหรือ

หอวินัยมีหน้าที่ควบคุมไกล่เกลี่ยความเรียบร้อยในนิกายฉูซาน พวกเขาจะส่งศิษย์ไปยังที่ต่างๆ ในบางคราวเพื่อตรวจตราความเรียบร้อย ที่ยอดเขาฝ้ายแดงเองก็เช่นกัน

ชูเหลียงที่ทําตัวดีมาตลอดไม่เข้าใจว่าเหตุใดคนของหอวินัยจึงเข้าหาเขา

“ข้าเฝ้าดูท่านมาสองวันแล้ว” ผู้ที่ดูเหมือนเป็นหัวหน้าศิษย์กล่าว “สองวันนี้ชื่อเสียงท่านดีพอสมควรเลยนะขอรับ”

"ข้าเพียงตั้งแผงค้าขายตามปกติ" ชูเหลียงตอบอย่างใจเย็น

“ท่านบอกว่าปกติหรือ ท่านยังมิได้จ่ายค่าแผงลอยด้วยซ้ำ” ศิษย์หนุ่มกล่าวด้วยรอยยิ้ม

"ค่าแผงลอยหรือ" ชูเหลียงขมวดคิ้วเล็กน้อย "ตลาดฝ้ายแดงมีค่าแผงลอยด้วยหรือ"

"คนอย่างพวกเขาไม่ต้องจ่ายเงิน แต่อย่างท่าน มีการจัดระเบียบแถว ใช้พื้นที่มาก รบกวนระเบียบของตลาดฝ้ายแดง ท่านต้องรายงานตัวและจ่ายค่าแผงล่วงหน้า" ศิษย์หนุ่มกล่าวอย่างดุเดือด

"มีกฎแบบนี้ด้วยหรือ" ชูเหลียงขมวดคิ้วครุ่นคิด

ศิษย์หนุ่มหรี่ตา "เอาล่ะ ท่านกำลังตั้งคำถามกับหอวินัยงั้นหรือ"

ชูเลี่ยงพิจารณาสถานการณ์ ผู้ที่กำลังพูดอยู่นี้อาจอยู่ในระดับแกนทองคำ คนที่อยู่ข้างหลังเขาอาจมีระดับการฝึกฝนที่คล้ายกันและน่าจะอยู่ในช่วงปลายของขอบเขตการตระหนักรู้ทางจิตวิญญาณ

นอกจากนี้ หอวินัยยังมีอำนาจในการจัดการกับการประพฤติมิชอบได้ตลอดเวลา

"ข้าเพิ่งมาตั้งแผงขายของเมื่อเร็วๆ นี้และอาจจะไม่คุ้นเคยกับที่นี่มากนัก" ชูเหลียงตอบพลางยิ้มเบาๆ แล้วถามต่อว่า “ข้าต้องจ่ายเท่าใดหรือ”

"ค่าแผงลอยเป็นหนึ่งส่วนสิบของรายได้ของท่าน" ศิษย์หอวินัยกล่าวด้วยรอยยิ้มเย็นชา "แต่ในกรณีของท่าน ท่านต้องถูกลงโทษจากความล่าช้าสองวันมานี้ท่านหาเหรียญกระบี่ได้เท่าใดต้องส่งมาให้หมด อย่าคิดว่าจะซ่อนเด็ดขาด..."

ชูเหลียงพยักหน้าแล้วพูดว่า "สองวันมานี้ข้าหาเหรียญกระบี่มาได้สี่สิบเก้าเหรียญแล้ว"

ภายใต้สายตาที่เย็นชาของศิษย์แห่งหอวินัย ชูเหลียงเริ่มหยิบเหรียญกระบี่ออกมาจริงๆ

เขาไม่สงสัยเลยแม้แต่น้อย

ศิษย์หอวินัยเองก็ถึงกับแข็งทื่อและดูประหลาดใจ "อืม..."

ชูเหลียงก็หยิบเหรียญกระบี่ห้าสิบเหรียญยื่นออกมาให้ แล้วพูดอย่างสบายใจว่า “ห้าสิบเหรียญนะขอรับ ท่านลองตรวจสอบอีกที”

เขาไม่เพียงแต่ไม่ได้ปิดบังอะไร แต่เขายังจ่ายเหรียญเพิ่มอีกด้วย”

"นี่..." ศิษย์หนุ่มลังเลอยู่ครู่หนึ่งเมื่อรับเหรียญกระบี่

เมื่อชูเหลียงเห็นหน้าศิษย์แห่งหอวินัยเขาก็ได้เอ่ยถาม "ท่านช่างดูคุ้นหน้า เราเคยพบกันมาก่อนหรือไม่ขอรับ"

ศิษย์หนุ่มอีกสองคนข้างๆ มองเขาแล้วพูดด้วยความโมโห "เจ้ากล้าแกล้งทําเป็นสนิทกับพวกข้าหรือ ไม่มีประโยชน์ เจ้าต้องจ่ายค่าที่อยู่ดีนั่นแหละ"

"ข้ารู้ เพียงแต่ข้าคิดว่าข้าเคยเห็นพวกท่านมาก่อน" ชูเหลียงตอบพร้อมกับเกาหัว “พวกท่านมาจากยอดเขาใดหรือ ข้าคิดว่าเราเคยปฏิบัติภารกิจด้วยกันนะขอรับ”

"ข้าเป็นมาจากยอดเขาหยุนเทียน" เขากล่าวขณะรับเหรียญกระบี่ "ข้าไม่เคยเห็นท่านมาก่อน"

"ท่านคือศิษย์พี่หวังแห่งยอดเขาหยุนเทียนนี่เอง" ชูเหลียงตบหน้าผากตัวเอง "เราปฏิบัติภารกิจด้วยกัน ข้าว่าแล้วข้าต้องจําไม่ผิด"

ศิษย์หนุ่มจ้องมองชูเหลียงเหมือนกําลังมองคนโง่คนหนึ่ง "ฮ่าฮ่า ข้าแซ่จางน่ะ"

ชูเหลียงยิ้มแล้วพูดว่า “เช่นนั้นหรือ ข้าคงเข้าใจผิดไปขอรับ”

เขาโบกมืออย่างสุภาพแล้วจากไป

...

หลังจากที่เขาจากไปศิษย์หนุ่มก็ยิ้มแย้ม “เขานี่ช่างไม่ฉลาดเอาเสียเลย เพียงอุบายเล็กน้อยก็ยอมให้เงินพวกเราแล้ว”

"แต่แบบนี้มันจะเหมาะสมหรือ" ศิษย์หอวินัยอีกคนหนึ่งถามอย่างลังเล "เราใช้ชื่อหอวินัยไปรีดไถเงินเขานะ"

"หึ ชายผู้นั้นเป็นศัตรูของศิษย์น้องของเรานะ”

จากนั้นพวกเขาก็เดินไปยังฝั่งที่ชาย 3 คนรอพวกเขาอยู่ พวกเขาคือชางจื่อเหลียงและลูกสมุนทั้งสอง ทั้งสามคนถูกพันด้วยผ้าพันแผลทั่วร่างกาย

"เหตุใดจึงให้ข้าทำเพียงรีดไถเขาเล่า เหตุใดไม่จัดการเขาให้เด็ดขาดแล้วทําให้เขาไม่สามารถขายของในตลาดฝ้ายแดงได้อีกต่อไป"

ชางจื่อเหลียงยักไหล่ “ข้าคิดว่าเขาจะขัดขืน แล้วเราก็จะได้เหตุผลมาจัดการเขา แต่ข้าไม่คิดว่าเด็กคนนี้จะไร้เดียงสาถึงเพียงนี้ เขาเชื่อทุกอย่างและมอบเหรียญกระบี่ให้เราโดยง่าย นอกจากนี้บริเวณนี้มีผู้คนมากมาย ข้าจะทำอะไรได้อย่างไรเล่า”

"โถ่เว้ย!" ชางจื่อเหลียงตะโกนอย่างโกรธเคือง

โดยก่อนหน้านี้เขากับสมุนทั้ง 2 ได้วางแผนร้ายต่อชูเหลียงบนยอดเจดีย์ขุมทรัพย์ แต่ใครจะคิดว่าพวกเขาจะถูกกิ้งก่าตัวใหญ่ที่ตกลงมาจากฟ้าทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บสาหัส

ถ้าไม่ใช่เพราะร่างกายที่แข็งแรงกว่าคนปกติในฐานะผู้บ่มเพาะพวกเขาคงตายไปแล้ว โชคดีที่พ่อของเขาปรมาจารย์แห่งยอดเขาได้ช่วยรักษาอาการบาดเจ็บของเขาและสมุนทั้งสองจนดีขึ้นได้ภายในไม่กี่วัน

พวกเขาตัดสินใจมาเดินเล่นเพื่อผ่อนคลายที่ตลาดฝ้ายแดงเมื่อวานนี้ เพื่อหวังสูดอากาศบริสุทธิ์ พวกเขาไม่คิดว่าจะเจอชูเหลียงที่น่ารังเกียจอีกครั้ง ถ้าไม่ใช่เพราะชูเหลียง พวกเขาคงไม่ต้องทรมานถึงเพียงนี้

ชางจื่อเหลียงแอบโทษชูเหลียงสําหรับความเจ็บปวดและความทรมานทั้งหมด เขารู้สึกเหมือนมีหนามยอกอกและหนามในเนื้อ ความคับข้องใจของเขาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเขาเห็นเจียงเยว่ไป๋เดินมาและยิ้มให้กับชูเหลียงอย่างสง่างามและเพิ่มความนิยมของชาผลไม้ของเขาโดยไม่ได้ตั้งใจ

เธอคือนางเจียงแห่งฉูซาน ตัวตนที่ชางจื่อเหลียงกล้าคิดฝันเอื้อมมือ

อารมณ์ที่ซับซ้อนต่างๆ ผสมผสานกัน ชางจื่อเหลียงจ้องมองที่ชูเหลียงที่กำลังทำธุรกิจไปได้ด้วยดี ในขณะนั้นเขารู้สึกเหมือนกำลังเผชิญหน้ากับศัตรูที่คร่าชีวิตพ่อของเขา (พ่อของเขายังมีชีวิตอยู่ -_- ก็พึ่งช่วยรักษาเขากับลูกสมุนไปไง)

ใจเขาทนไม่ไหวรีบวิ่งเข้าไปชกชูเหลียง..

..อย่างไรก็ตาม ด้วยสภาพที่ตอนนี้ซึ่งเขายังต้องพิงกําแพงในการเดิน ชางจื่อเหลียงจึงไม่สามารถดําเนินการตอบโต้ใดๆ ได้เลย โชคดีที่ศิษย์ของหอวินัยซึ่งรับผิดชอบการกํากับดูแลตลาดฝ้ายแดงเป็นคนจากยอดเขาหยุนเทียนเช่นเดียวกับชางจื่อเหลียงและเป็นศิษย์พี่ที่มีความสัมพันธ์ที่ดีกับเขา

ชางจื่อเหลียงจึงขอให้ศิษย์พี่จางช่วยจัดการกับชูเหลียงด้วยสถานะสมาชิกของหอวินัยของศิษย์พี่จาง นี่เป็นวิธีที่สะดวก ในตอนแรก แผนการของพวกเขาคือหาข้อบกพร่องของชูเหลียงและให้บทเรียนแก่เขา

ใครจะคิดว่าชูเหลียงจะยอมให้ความร่วมมือแต่โดยดี ไม่เพียงแต่เขาไม่ตอบโต้ แต่เขาตอบสนองอย่างอ่อนโยนอีกด้วย

"ไม่ต้องเป็นห่วง" พี่จางพูดด้วยรอยยิ้ม "ถ้าเขามาใหม่พรุ่งนี้ข้าจะใช้วิธีอื่นจัดการกับเขา แม้ว่าเขาจะซื้อมาก แต่ก็ควรต้องอารมณ์เสียภายในสองหรือสามวันเป็นแน่ เมื่อเขากล้าต่อต้าน ข้าก็จะสั่งสอนเขาแทนเจ้าแน่นอน ถ้าเขาไม่ขัดขืน ข้าจะทําให้เขาท้าทายเขามากขึ้นไปอีกจนเขาไม่กล้ากลับมายังตลาดฝ้ายแดงอีก"

ซางจื่อเหลียงพยักหน้าอย่างดีใจ "ยอดเยี่ยมไปเลยขอรับ"

"แต่..." สมุนคนหนึ่งดิ้นรนเพื่อพูดทั้งๆ ที่มีผ้าพันแผลพันที่คอ "ข้ามีความรู้สึกว่าเรื่องมันจะไม่ง่าย.. เขาดูให้ความร่วมมือมากเกินไป!"

"มิจำเป็นต้องคิดให้ซับซ้อน เขาก็เพียงคนโง่มิใช่หรือ" ศิษย์พี่จางยิ้ม "เขาโบกมือให้ข้าด้วยซ้ำ"

“อืม” สมุนของชางจื่อเหลียงครุ่นคิดพลางหันไปถามสมุนอีกคน “เจ้าว่าเราควรทำอย่างไร”

สมุนอีกคนมองขึ้นไปบนท้องฟ้า และทันใดนั้นเขาก็ตาสว่างราวกับว่าได้ความคิดบรรเจิดมา "ข้าคิดว่าเราควรไปกินอะไรอร่อยๆ กันดีกว่า"

จบบทที่ บทที่ 63 ให้ความร่วมมือมากเกินไป

คัดลอกลิงก์แล้ว