- หน้าแรก
- เกิดใหม่ทั้งที ขอมีขุนพลเทพคุ้มกัน
- บทที่ 611 - เผด็จศึกในคราเดียว
บทที่ 611 - เผด็จศึกในคราเดียว
บทที่ 611 - เผด็จศึกในคราเดียว
บทที่ 611 - เผด็จศึกในคราเดียว
ช่วงเช้าของวันที่สิบสี่เดือนเจ็ด ปีต้าจิ้นที่สี่ร้อยสามสิบสอง บริเวณใกล้กับราชสำนักเผ่าเซียนเปยทางตอนเหนือของเทือกเขาอินเล่อ กองทัพขนาดมหึมาสองทัพกำลังเคลื่อนพลเข้าหากันอย่างช้าๆ ฝ่ายหนึ่งคือกองทหารม้าหนึ่งล้านแปดแสนนายที่เผ่าเซียนเปยรวบรวมมาได้ ส่วนอีกฝ่ายคือกองทัพกว่าสามล้านนายซึ่งมีทัพสยบอริเป็นแกนหลัก
เช้าตรู่วันที่สิบสี่เดือนเจ็ด เมื่อมู่หรงเค่อ ข่านแห่งเผ่าเซียนเปยได้รับรายงานว่าทัพสยบอริมีท่าทีจะเปิดฉากบุกโจมตี เขาก็รีบระดมกองทัพส่วนใหญ่ในราชสำนักเซียนเปยออกไปประจันหน้ากับทัพสยบอริที่มีกำลังพลเหนือกว่าอย่างไม่เกรงกลัว
มู่หรงเค่อ ข่านแห่งเผ่าเซียนเปยไม่มีทางเลือกอื่น กองทัพของเผ่าเซียนเปยและชนเผ่าในอาณัติล้วนเป็นทหารม้าแทบทั้งสิ้น จะให้ทหารม้าทิ้งม้าศึกกลายเป็นทหารราบแล้วตั้งรับป้องกันราชสำนักเซียนเปยก็ใช่ที่
ดังนั้นมู่หรงเค่อ ข่านแห่งเผ่าเซียนเปยจึงจำใจต้องกัดฟันสู้ ตัดสินใจเปิดศึกกับทัพสยบอริบนทุ่งหญ้าใกล้กับราชสำนักเซียนเปย
ในเวลานี้ กองทหารม้าเซียนเปยและชนเผ่าในอาณัติที่รวมตัวกันอยู่ที่ราชสำนักเซียนเปย เมื่อนับรวมเด็กหนุ่มและคนชราที่เพิ่งถูกเกณฑ์เข้ามาด้วยแล้ว กำลังพลทั้งหมดก็พุ่งสูงถึงสองล้านนาย ในการออกรบกับทัพสยบอริครั้งนี้ มู่หรงเค่อ ข่านแห่งเผ่าเซียนเปยไม่ได้นำกองทหารม้าเซียนเปยที่ชั้นยอดที่สุดสองแสนนายออกมาด้วย แต่ทิ้งไว้ที่ราชสำนักเพื่อเป็นกองกำลังสำรอง
เมื่อกองทัพทั้งสองฝ่ายประจันหน้ากัน ทางฝั่งทัพสยบริก็มีขุนพลควบม้าออกมาระหว่างกองทัพทั้งสอง เพื่อท้าประลองกับฝั่งเผ่าเซียนเปย ทว่าเผ่าเซียนเปยกลับแสร้งทำเป็นมองไม่เห็นการท้าประลองของขุนพลทัพสยบอริ มู่หรงเค่อ ข่านแห่งเผ่าเซียนเปยไม่ใช่คนโง่ การส่งยอดนักรบไปประลองกับทัพสยบอริที่มีขุนพลเก่งกาจมากมายดั่งเมฆหมอก มีแต่จะทำให้ขวัญกำลังใจของฝ่ายตนตกต่ำลง และต้องสูญเสียยอดนักรบฝีมือดีไปอย่างเปล่าประโยชน์ ซึ่งถือว่าไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย ยิ่งไปกว่านั้น ขุนพลของทัพสยบอริที่ออกรบในแต่ละครั้ง ล้วนสร้างความประทับใจอันน่าสะพรึงกลัวให้กับมู่หรงเค่อมาโดยตลอด
ขุนพลของทัพสยบอริที่ออกไปท้าประลองหน้าแนวรบในครั้งนี้ คือยอดขุนพลอันดับหนึ่งของทัพสยบอริในปัจจุบัน นามว่า หลี่ฉุนเซี่ยว หลี่ฉุนเซี่ยวตะโกนท้าทายกองทัพเผ่าเซียนเปยอยู่นานสองนาน แต่น่าเสียดายที่ไม่มีขุนพลเผ่าเซียนเปยหน้าไหนกล้าออกมารับคำท้าเลยแม้แต่คนเดียว ตอนนั้นเอง เสียงฆ้องเรียกตัวก็ดังขึ้นจากแนวรบของทัพสยบอริ หลี่ฉุนเซี่ยวทำปากขมุบขมิบอย่างดูแคลนใส่กองทัพเผ่าเซียนเปยที่อยู่ห่างออกไป ก่อนจะควบม้ากลับเข้าประจำที่ในแนวรบของทัพสยบอริ
"ท่านจาง เผ่าเซียนเปยไม่กล้าส่งคนออกมาประลองกับทัพสยบอริของเราเลยแม้แต่คนเดียว" หลี่ฉุนเซี่ยวยักไหล่พลางบอกกับจางเหลียง
หลิวจีไม่ได้ประจำการอยู่ที่แนวรบของทัพสยบอริในเวลานี้ สำหรับศึกตัดสินกับเผ่าเซียนเปยครั้งนี้ หลิวจีได้แต่งตั้งให้จางเหลียงรับตำแหน่งผู้บัญชาการกองทัพชั่วคราว คุมกำลังพลกว่าสามล้านนาย ส่วนตัวหลิวจีเองกลับพากลุ่มองครักษ์หุ่นเชิดกว่าสองร้อยคนปลีกตัวออกไปอย่างเงียบๆ
จางเหลียงยิ้มบางๆ แล้วกล่าว "ดูเหมือนว่าการต่อสู้กับกองกำลังพันธมิตรทุ่งหญ้าในครั้งนั้น จะทำให้ชื่อเสียงความเก่งกาจของท่านแม่ทัพหลี่ฉุนเซี่ยวระบือไกลไปทั่วทุ่งหญ้าเสียแล้ว ในเมื่อเผ่าเซียนเปยไม่กล้าตอบรับการประลอง เช่นนั้นพวกเราก็ส่งกองทหารม้าเปิดฉากโจมตีกันเลยเถิด"
ตอนนั้นเอง หลี่มู่ก็ขันอาสาทันที "ท่านจาง ให้ข้าน้อยเป็นทัพหน้าบุกเบิกทางดีไหมขอรับ"
ปัจจุบันหลี่มู่ได้รับมอบหมายจากหลิวจีให้เป็นผู้บัญชาการกองทหารองครักษ์พยัคฆ์ราชวงศ์ฮั่นจำนวนสองหมื่นสี่พันเศษเป็นการชั่วคราว หวังเจี่ยนรับหน้าที่ผู้บัญชาการทหารม้าเกราะทมิฬราชวงศ์ถังจำนวนหนึ่งหมื่นแปดพันเศษชั่วคราว ไป๋ฉี่รับหน้าที่ผู้บัญชาการทหารหน่วยกล้าตายเว่ยอู่จู๋จำนวนเก้าหมื่นหกพันเศษชั่วคราว และเหมิงเถียนรับหน้าที่ผู้บัญชาการกองกำลังทะลวงค่ายจำนวนสามหมื่นห้าพันเศษชั่วคราวเช่นกัน
จางเหลียงพยักหน้ารับ "ดูจากท่าทีของเผ่าเซียนเปย พวกมันคงไม่เป็นฝ่ายเปิดฉากบุกก่อนเป็นแน่ ท่านแม่ทัพหลี่มู่ ทัพหน้าของทัพสยบอริเราขอฝากไว้ที่ท่านแล้ว"
จากนั้น หลี่มู่ก็นำกองทหารองครักษ์พยัคฆ์ราชวงศ์ฮั่นสองหมื่นสี่พันกว่านายพุ่งทะยานเข้าใส่กองทัพเผ่าเซียนเปย ทางฝั่งเผ่าเซียนเปยก็ส่งทหารม้าอย่างน้อยสามหมื่นนายพุ่งเข้าปะทะทันที
เมื่อทัพหน้าของทั้งสองฝ่ายเข้าตะลุมบอนกัน กองทหารม้าสามหมื่นนายของเผ่าเซียนเปยก็ตกเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำอย่างรวดเร็ว มู่หรงเค่อ ข่านแห่งเผ่าเซียนเปยจำต้องส่งกองทหารม้าเซียนเปยอีกสามหมื่นนายเข้าไปเสริมกำลังทันที
เมื่อจางเหลียงเห็นเผ่าเซียนเปยส่งกองทหารม้าหลายหมื่นนายทะลวงออกมาอีกระลอก ก็สั่งให้หวังเจี่ยนนำทหารม้าเกราะทมิฬราชวงศ์ถังหนึ่งหมื่นแปดพันกว่านายพุ่งเข้าสมทบการโจมตีเช่นกัน
ทั้งสองฝ่ายต่างผลัดกันส่งกองทหารม้าเข้าประจัญบานระลอกแล้วระลอกเล่า เพียงเวลาไม่นาน ฝ่ายทัพสยบริก็มีทหารองครักษ์พยัคฆ์ราชวงศ์ฮั่นสองหมื่นสี่พันเศษ ทหารม้าเกราะทมิฬราชวงศ์ถังหนึ่งหมื่นแปดพันเศษ กองพันทหารม้าสิบห้ากองพันจากกองทัพทุ่งหญ้า กองพันทหารม้าสิบสองกองพันจากกองทัพเป่ยถิง และกองทหารม้าชนเผ่าเร่ร่อนเก้าแสนนายที่เกณฑ์มาจากกองบัญชาการรักษาดินแดนฝั่งเหนือ เข้าตะลุมบอนกับกองทหารม้าเผ่าเซียนเปยอย่างดุเดือด
ทางฝั่งทัพสยบริ นอกจากทหารราบแล้ว ยังมีกองพันทหารม้าอีกสามกองพันจากกองทัพทุ่งหญ้า กองพันทหารม้าสี่กองพันจากกองทัพเป่ยถิง และทหารม้าชนเผ่าเร่ร่อนอีกแปดแสนนายที่เกณฑ์มาจากกองบัญชาการรักษาดินแดนฝั่งเหนือ ที่ยังไม่ได้ถูกส่งเข้าสู่สนามรบ ในขณะที่ทางฝั่งเผ่าเซียนเปยนั้น ได้ทุ่มเทกองทหารม้าเซียนเปยและชนเผ่าในอาณัติไปแล้วถึงหนึ่งล้านหกแสนนาย กองกำลังที่เหลืออยู่เคียงข้างมู่หรงเค่อ ข่านแห่งเผ่าเซียนเปย มีเพียงกองทหารม้าเซียนเปยอีกสองแสนนายเท่านั้น
โชคยังดีที่กองทหารม้าชนเผ่าเร่ร่อนที่ทัพสยบอริเกณฑ์มาจากกองบัญชาการรักษาดินแดนฝั่งเหนือนั้น มีประสิทธิภาพการรบไม่ค่อยแข็งแกร่งนัก ทำให้เผ่าเซียนเปยไม่ถือว่าเสียเปรียบมากนักในสนามรบขณะนี้ ทว่าเมื่อมองไปไกลๆ ก็จะเห็นว่าทัพสยบริยังมีกองทหารม้าและทหารราบอีกจำนวนมหาศาลที่ยังไม่ได้เข้าร่วมรบ มู่หรงเค่อ ข่านแห่งเผ่าเซียนเปยจึงรีบสั่งคนไปเบิกตัวกองทหารม้าชั้นยอดของเผ่าเซียนเปยที่เหลืออยู่ในราชสำนักอีกแสนห้าหมื่นนายออกมาสู้ศึกทันที
ในขณะที่กองทหารม้าชั้นยอดแสนห้าหมื่นนายของเผ่าเซียนเปยกำลังเคลื่อนพลออกจากราชสำนัก หลิวจีซึ่งพาองครักษ์หุ่นเชิดกว่าสองร้อยนายมาด้วย ก็ลอบยิ้มบางๆ อย่างมีเลศนัย ในเวลานี้ หลิวจีและกององครักษ์หุ่นเชิดได้ลอบอ้อมมาถึงทางตอนเหนือของราชสำนักเซียนเปยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในขณะที่สมรภูมิรบอันดุเดือดระหว่างทัพสยบอริกับเผ่าเซียนเปยนั้น ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของราชสำนัก
ไม่นานนัก หลิวจีก็บัญชาการกององครักษ์หุ่นเชิดพุ่งทะยานเข้าใส่ราชสำนักเซียนเปย เมื่อเข้าใกล้ราชสำนัก จู่ๆ รอบกายหลิวจีก็ปรากฏทหารหน่วยกล้าตายเว่ยอู่จู๋จำนวนมหาศาลโผล่ขึ้นมาอย่างน่าอัศจรรย์ แท้จริงแล้วหลิวจีได้เสกทหารหน่วยกล้าตายเว่ยอู่จู๋จำนวนสองแสนสามหมื่นนายที่สะสมไว้ในระบบออกมาทั้งหมดในคราวเดียวนั่นเอง
แม้ว่าภายในราชสำนักเซียนเปยจะยังเหลือกองทหารม้าชั้นยอดอีกห้าหมื่นนาย ทว่าการปรากฏตัวอย่างกะทันหันของทหารหน่วยกล้าตายเว่ยอู่จู๋สองแสนสามหมื่นนายนั้นรวดเร็วเกินไป จนกองทหารม้าห้าหมื่นนายของเผ่าเซียนเปยตั้งรับไม่ทัน กว่าที่กองทหารม้าเซียนเปยเหล่านี้จะรู้ตัวว่ามีกองกำลังทัพสยบอริจำนวนมหาศาลบุกมาทางทิศตะวันออกของราชสำนัก ทหารหน่วยกล้าตายเว่ยอู่จู๋สองแสนสามหมื่นนายภายใต้การนำของหลิวจี ก็บุกทะลวงเข้าสู่ราชสำนักเซียนเปย และเข้าปะทะกับกองทหารม้าเซียนเปยอย่างดุเดือดเสียแล้ว
เมื่อจางเหลียงเห็นเหตุการณ์เป็นไปตามที่หลิวจีเคยกล่าวไว้ ว่าหลิวจีได้แอบสั่งการกองทหารชั้นยอดบางส่วนให้ไปดักซุ่มอยู่ทางตอนเหนือของราชสำนักเซียนเปย และฉวยโอกาสบุกยึดราชสำนักเซียนเปยในขณะที่กำลังหลักของทัพสยบริกำลังเปิดศึกสู้รบกับกำลังหลักของเผ่าเซียนเปย จางเหลียงก็ไม่รอช้า ตัดสินใจเด็ดขาด สั่งให้กองพันทหารม้าสามกองพันจากกองทัพทุ่งหญ้า กองพันทหารม้าสี่กองพันจากกองทัพเป่ยถิง และทหารม้าชนเผ่าเร่ร่อนอีกแปดแสนนายที่ยังไม่ได้ออกรบ บุกตะลุยเข้าสู่สนามรบทันที
เมื่อมู่หรงเค่อ ข่านแห่งเผ่าเซียนเปยได้รับรายงานว่ามีกองทหารราบของทัพสยบอริจำนวนมหาศาลบุกทะลวงเข้าสู่ราชสำนักเซียนเปย ร่างกายของเขาก็โงนเงนจนแทบจะร่วงหล่นจากหลังม้า มู่หรงเค่อรีบสั่งให้กองทหารม้าเซียนเปยแสนห้าหมื่นนายที่เพิ่งถอนตัวออกจากราชสำนัก วกกลับไปกวาดล้างกองทหารราบทัพสยบอริที่อยู่ในราชสำนักทันที ทว่าในเวลาเดียวกันนั้นเอง กองทหารม้านับล้านนายของทัพสยบอริที่ยังไม่ได้ออกรบ ก็พากันบุกถาโถมเข้าใส่สนามรบอย่างบ้าคลั่ง
"เสด็จพ่อ จะทำอย่างไรดีพ่ะย่ะค่ะ กองทหารม้าของทัพสยบอริบุกเข้ามาหมดแล้ว" มู่หรงสยง อ๋องฝ่ายซ้ายแห่งเผ่าเซียนเปยร้องถามด้วยความร้อนรน
สีหน้าของมู่หรงเค่อ ข่านแห่งเผ่าเซียนเปยเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาหลายรอบ ก่อนจะกัดฟันสั่งการ "ไม่ต้องส่งกองทหารม้าแสนห้าหมื่นนายกลับไปช่วยที่ราชสำนักแล้ว ให้นักรบเซียนเปยทุกคนบุกทะลวงไปพร้อมกับข้า ชะตากรรมของเผ่าเซียนเปยเราว่าจะอยู่รอดในทุ่งหญ้าต่อไปได้หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับศึกตัดสินในวันนี้แล้ว"
ในเวลานี้ กองทหารม้าเซียนเปยและชนเผ่าในอาณัติกว่าหนึ่งล้านหกแสนนายได้ทุ่มสุดตัวเข้าสู่สมรภูมิรบแล้ว หากศึกทหารม้าครั้งนี้ต้องพ่ายแพ้ ต่อให้กวาดล้างกองทหารราบของทัพสยบอริในราชสำนักจนหมดสิ้นก็ไร้ความหมาย ราชสำนักเซียนเปยก็ต้องตกเป็นของทัพสยบอริอยู่ดี มีเพียงการคว้าชัยชนะในศึกทหารม้าครั้งนี้เท่านั้น เผ่าเซียนเปยจึงจะมีความหวังในการรักษาปกป้องราชสำนักเอาไว้ได้
น่าเสียดายที่หลังจากมู่หรงเค่อ ข่านแห่งเผ่าเซียนเปยนำกองทหารม้าเซียนเปยสามแสนห้าหมื่นนายบุกตะลุยเข้าสู่สนามรบ สถานการณ์ก็ยังคงพลิกผันไปเข้าทางทัพสยบริอย่างรวดเร็ว อย่างไรเสีย จำนวนทหารม้าของทัพสยบริก็มีมากกว่าเผ่าเซียนเปยอยู่หลายขุม
ช่วงบ่ายของวันที่สิบสี่เดือนเจ็ด ราชสำนักเซียนเปยก็ถูกกองกำลังของหลิวจียึดครองได้สำเร็จ ในที่สุดกองทหารม้าเซียนเปยก็ต้านทานไม่ไหว กองทหารม้าเซียนเปยและชนเผ่าในอาณัติจำนวนมหาศาลเริ่มแตกทัพหนีเอาตัวรอด และเมื่อมู่หรงเค่อ ข่านแห่งเผ่าเซียนเปยถูกลูกหลงจากเกาทัณฑ์ยิงจนสิ้นใจ กองทหารม้านับล้านนายที่เหลืออยู่ของเผ่าเซียนเปยก็พังทลายลงอย่างราบคาบ
ท้ายที่สุด กองทหารม้าเซียนเปยและชนเผ่าในอาณัติที่เหลือรอด ก็ตัดสินใจยอมจำนนต่อทัพสยบอริภายใต้การนำของมู่หรงสยง อ๋องฝ่ายซ้าย ราชสำนักเซียนเปยที่เคยมีกองทหารม้าถึงสองล้านนายป้องกัน กลับถูกทัพสยบริบดขยี้จนแตกพ่ายไปในคราวเดียว
ในศึกตัดสินที่ราชสำนักเซียนเปยครั้งนี้ กองทหารม้าเซียนเปยและชนเผ่าในอาณัติต้องสูญเสียกำลังพลไปเกือบแปดแสนนาย แตกทัพหนีเอาตัวรอดไปกว่าแสนนาย และอีกเกือบหนึ่งล้านหนึ่งแสนนายยอมสวามิภักดิ์ต่อทัพสยบอริ ส่วนทางฝั่งทัพสยบรินั้น กองพันทหารม้าจากกองทัพทุ่งหญ้าและกองทัพเป่ยถิงสูญเสียกำลังพลรวมกันหนึ่งแสนห้าหมื่นนาย ทหารองครักษ์พยัคฆ์ราชวงศ์ฮั่นและทหารม้าเกราะทมิฬราชวงศ์ถังซึ่งเป็นกำลังหลักก็สูญเสียไปกว่าหมื่นนาย กองทหารม้าชนเผ่าเร่ร่อนที่เกณฑ์มาจากกองบัญชาการรักษาดินแดนฝั่งเหนือได้รับความสูญเสียหนักที่สุด เพียงแค่ทหารที่ตายในสนามรบก็มีมากกว่าสี่แสนนายแล้ว นอกจากนี้ ในระหว่างการเข้ายึดราชสำนักเซียนเปย ทหารหน่วยกล้าตายเว่ยอู่จู๋ก็สูญเสียไปเกือบสามหมื่นนายเช่นกัน
เดิมทีหลังจากหลิวจีอัญเชิญหลูจวิ้นอี้ หวังเยี่ยนเซิง หวงป้า และกงซุ่ยออกมา แต้มวิญญาณในมือของหลิวจีก็เหลือเพียงสามหมื่นแต้มเศษเท่านั้น แต่หลังจบศึกกวาดล้างราชสำนักเซียนเปย แต้มวิญญาณในมือของหลิวจีก็พุ่งทะลุหนึ่งล้านสี่แสนสามหมื่นแต้มไปแล้ว
ช่วงค่ำของวันที่สิบสี่เดือนเจ็ด ภายในกระโจมยักษ์หลังหนึ่ง ณ ราชสำนักเผ่าเซียนเปย หลิวจีทำหน้าเศร้าสร้อยพลางบอกกับมู่หรงสยง อ๋องฝ่ายซ้ายแห่งเผ่าเซียนเปยว่า "การที่ท่านข่านมู่หรงเค่อต้องมาสิ้นชีพคาสนามรบ ข้าเองก็ปวดร้าวใจยิ่งนัก ท่านข่านมู่หรงเค่อเป็นบิดาของเสวี่ยเอ๋อร์ และเสวี่ยเอ๋อร์ก็เป็นภรรยาของข้า ท่านข่านมู่หรงเค่อจึงมีฐานะเป็นพ่อตาของข้าด้วย หากเสวี่ยเอ๋อร์รู้ข่าวการตายของพ่อตา นางคงหัวใจสลายเป็นแน่"
มู่หรงสยง อ๋องฝ่ายซ้ายแห่งเผ่าเซียนเปย ซึ่งในเวลานี้ไม่ได้ถูกมัดตัวแต่อย่างใด ยิ้มขื่นพลางตอบกลับ "ตอนที่เสด็จพ่อดึงดันจะเข้าร่วมกับกองกำลังพันธมิตรทุ่งหญ้าอีกครั้ง ข้าคัดค้านอย่างหนัก แต่เสด็จพ่อเป็นคนหัวแข็ง คำทัดทานของใครก็ไม่ฟัง มิเช่นนั้นเผ่าเซียนเปยของเราคงไม่ต้องตกอยู่ในสภาพย่ำแย่เช่นนี้ เฮ้อ... ไม่ทราบว่าท่านผู้บัญชาการหลิวคิดจะจัดการกับเผ่าเซียนเปยของเราอย่างไรต่อไป"
หลิวจีกล่าวขึ้นทันที "ท่านอ๋องซ้าย จริงๆ แล้วพวกเราก็ไม่ใช่คนอื่นคนไกลกันเลย หากนับจากทางฝั่งของเสวี่ยเอ๋อร์ ท่านอ๋องซ้ายก็ถือเป็นพี่เขยของข้า ในเมื่อเป็นครอบครัวเดียวกัน ข้าก็ขอพูดกันตามตรงเลยแล้วกัน นับจากนี้ไป เผ่าเซียนเปยจะต้องจงรักภักดีต่อข้าและทายาทของข้าตลอดไป อาณาเขตและประชากรของเผ่าเซียนเปยทั้งหมดจะถูกผนวกรวมเข้ากับกองบัญชาการรักษาดินแดนฝั่งเหนือของข้า ทัพสยบอริมีสิทธิ์เด็ดขาดในการเกณฑ์บุรุษหนุ่มของเผ่าเซียนเปยเข้าร่วมกองทัพ นอกจากนี้ ข้ายังตั้งใจจะให้ท่านอ๋องซ้ายขึ้นสืบทอดตำแหน่งข่านแห่งเผ่าเซียนเปย ไม่ทราบว่าท่านอ๋องซ้ายมีความคิดเห็นเช่นไร"
มู่หรงสยง อ๋องฝ่ายซ้ายถอนหายใจยาว "ท่านผู้บัญชาการหลิว ตัวข้าและเผ่าเซียนเปยไม่มีอำนาจต่อรองใดๆ หลงเหลืออยู่อีกแล้วล่ะ"
"ฮ่าๆ ข้าชอบเจรจากับผู้ที่รู้รักษาตัวรอดนี่แหละ ท่านอ๋องซ้าย... ไม่สิ ท่านข่านมู่หรงสยง ท่านได้เลือกเส้นทางที่ถูกต้องที่สุดเพื่อเผ่าเซียนเปยแล้ว"
ด้วยความร่วมมือของมู่หรงสยง อ๋องฝ่ายซ้ายแห่งเผ่าเซียนเปย ทัพสยบริจึงเริ่มส่งกองกำลังออกไปยึดครองทุกชนเผ่าและกองทัพทั้งหมดของเผ่าเซียนเปยอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้หลิวจียังส่งกองทัพแยกย้ายกันไปบุกโจมตีดินแดนของชนเผ่าต่างๆ ที่อยู่ภายใต้อาณัติของเผ่าเซียนเปยอีกด้วย
เนื่องจากกองทัพส่วนใหญ่ของชนเผ่าบริวารเซียนเปยถูกมู่หรงเค่อ ข่านผู้ล่วงลับเกณฑ์ตัวออกมาจนเกือบหมด การรุกคืบของทัพสยบริเข้าไปในดินแดนของชนเผ่าบริวารเหล่านี้จึงราบรื่นเป็นอย่างยิ่ง ชนเผ่าชื่อหลัว ชนเผ่าเหอซี ชนเผ่าอวี่เจิน ชนเผ่ากู่หุน ชนเผ่าติงหลิง รวมถึงชนเผ่าเล็กๆ อีกสิบแปดเผ่าที่เคยเป็นบริวารของเผ่าเซียนเปย ล้วนยอมสยบแทบเท้าทัพสยบอริโดยดุษณี
นับตั้งแต่วันที่ทัพสยบริเข้ายึดครองราชสำนักเซียนเปย กองกำลังต่างๆ ของทัพสยบริใช้เวลาไม่ถึงสองเดือนก็สามารถผนวกรวมชนเผ่านับพันของเผ่าเซียนเปย รวมถึงชนเผ่าเร่ร่อนในอาณัติทั้งหมดเข้าด้วยกัน ครอบครองทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่ไพศาลกว่าแปดล้านห้าแสนตารางกิโลเมตร ในจำนวนนี้ ทุ่งหญ้าเกือบเจ็ดล้านตารางกิโลเมตรเป็นของเผ่าเซียนเปย ส่วนอีกหนึ่งล้านห้าแสนตารางกิโลเมตรเป็นของชนเผ่าบริวารต่างๆ
ประชากรทั้งหมดของเผ่าเซียนเปยและชนเผ่าบริวารรวมกันแล้วยังมีอีกราวๆ สองสิบล้านคน ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนตกอยู่ภายใต้การปกครองของทัพสยบริ ทรัพย์สมบัติที่ทัพสยบริริบมาได้นั้นมีมูลค่ามหาศาลจนแทบประเมินค่าไม่ได้ ลำพังแค่ที่ราชสำนักเซียนเปย ทัพสยบริก็ยึดทองคำได้ถึงห้าสิบล้านตำลึง และเงินอีกหนึ่งพันแปดร้อยล้านตำลึง
ดินแดนทุ่งหญ้ากว่าแปดล้านห้าแสนตารางกิโลเมตรของเผ่าเซียนเปยและชนเผ่าเร่ร่อนในอาณัติ หลิวจีได้สั่งการให้ผนวกรวมเข้ากับกองบัญชาการรักษาดินแดนฝั่งเหนือทั้งหมด ทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่นี้ถูกแบ่งออกเป็นสิบมณฑล โดยหลิวจีได้ตั้งชื่อให้ว่า มณฑลสิงโจว มณฑลซุ่นโจว มณฑลหวยโจว มณฑลเว่ยโจว มณฑลลั่วโจว มณฑลเซินโจว มณฑลสือโจว มณฑลฉีโจว มณฑลจ้าวโจว และมณฑลเป่าโจว
ทหารม้าเซียนเปยและชนเผ่าบริวารที่ถูกทัพสยบริจับเป็นเชลยและถูกเกณฑ์เข้ามาในครั้งนี้ มีจำนวนรวมกันเกินกว่าสองล้านแปดแสนนาย หลังจากคัดกรองคนชรา คนอ่อนแอ และบรรดาแม่ทัพของแต่ละชนเผ่าออกไปแล้ว ท้ายที่สุดทัพสยบริก็ได้รวบรวมทหารม้าเซียนเปยและชนเผ่าบริวารจำนวนสองล้านนายเข้าสู่ระบบกองทัพของตน โดยกองทหารม้าทั้งสองล้านนายนี้เกือบทั้งหมดถูกบรรจุเข้าสู่กองทัพทุ่งหญ้าและกองทัพเป่ยถิง
ด้วยเหตุนี้ ไม่เพียงแต่กองพันทหารม้าของกองทัพทุ่งหญ้าและกองทัพเป่ยถิงที่ได้รับความสูญเสียอย่างหนักจะได้รับการเติมเต็มจนครบจำนวนเท่านั้น แต่ทั้งสองกองทัพยังสามารถจัดตั้งกองพันทหารม้าใหม่ขึ้นมาได้อีกทัพละยี่สิบกองพัน ทำให้ในปัจจุบัน ทั้งสองกองทัพมีกำลังพลกองพันทหารม้าเพิ่มขึ้นเป็นสี่สิบกองพัน และกองพันทหารราบอีกสิบกองพันอย่างสมบูรณ์
[จบแล้ว]